ตอนที่ 6 : ตอนที่ ๕ ความสับสนของพิมาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2507
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 54 ครั้ง
    14 ก.ย. 60


ตอนที่ ๕ ความสับสนของพิมาย

 

 

พิมายขยี้ตาครั้งแล้วครั้งแล้วแต่ภาพที่เห็นก็ยังคงเดิม แสดงว่าเธอไม่ได้ตาฝาด

 

 

                รักษ์นารากำลังเดินเข้าโรงเรียนมาพร้อมอีตาภาคินทร์!!

 

 

ข้าแต่มหาพฤกษาทั้งร้อยแปด นี่มันเกิดอะไรบ้าอะไรขึ้นกัน เอาแหละขอทบทวนดูก่อน เธอรู้ว่ารักษ์นาราชอบภาคินทร์ แต่มันก็เป็นแค่ความรู้สึกข้างเดียว ไม่เคยสารภาพไม่เคยแสดงออก ที่จริงแล้ว พิมายไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเจ้านักเลงหัวไม้นั้นรู้ว่าเพื่อนเธอมีตัวตนอยู่ในโรงเรียนเดียวกัน แถมรักษ์นารายังเป็นคนที่ขี้อายเอามากๆ ไม่มีทางเดินเข้าไปทักทายภาคินทร์ก่อนแน่นอน

 

 

                หรือจะบอกว่าภาคินทร์ทักก่อน ก็ไม่น่าอีก นอกจากจะขึ้นชื่อเรื่องอารมณ์ร้อนและขี้โมโหโทโสแล้ว ทุกคนยังรู้ดีว่าภาคินทร์รักสันโดษแค่ไหน เปิดเรียนมาหกสิบกว่าวัน นอกจากทะเลาะกับครูสิงขรและพูดจาเหยียดหยามนักเรียนคนอื่นๆ แล้ว ก็ไม่เคยมีใครได้ยินเสียงภาคินทร์อีกเลย

 

 

                พิมายเอาแต่ครุ่นคิดจนคิ้วขมวดย่น ไม่ทันสังเกตเลยว่าทั้งคู่เดินมาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ

 

 

                “มาย” รักษ์นาราร้องทักเสียงใส “ทำการบ้านมาหรือยัง แล้ววันนี้ต้องไปเรียนเสริมกับครูสิงอีกหรือเปล่า”

 

 

                   เห็นดังนั้น เด็กสาวตัวสูงจึงคว้าไหล่เพื่อนตัวเล็กแล้วลากปราดๆ ออกมาให้ห่างตัวปัญหาอันดับหนึ่งของโรงเรียนเกือบสิบก้าวก่อนจะกระซิบถามรัวเร็ว “แกบาดเจ็บตรงไหนไหม มันทำอะไรแกบ้าง หรือว่ามันจะแก้แค้นแกเรื่องแพ้พนันกับครูสิงเลยข่มขู่แกให้ล้มมวยวิชาอื่นๆ ต้องใช่แน่ๆ!!

 

 

                   “มาย...” รักษ์นาราเรียก แต่คนที่กำลังจินตนาการบรรเจิดไม่ยอมฟัง

 

 

“ต่ำทรามที่สุด! แกไม่ต้องกลัวนะ เดี๋ยวฉันจะจัดการให้เอง บอกแล้วไงเจ้านั่นก็แค่คุณชายที่โดนตามใจจนเหลิง คนแบบนี้มันต้องอัดสักตุ๊บสองตุ๊บถึงจะรู้สำ....”

 

 

“คิดว่าจะแตะตัวฉันได้เนี่ยหลงตัวเองมากไปหรือเปล่า”

 

 

“...นึก”

 

 

นี่คือสาเหตุที่รักษ์นาราร้องเรียก เพราะเจ้าของหัวข้อสนทนาได้เดินตามมายืนฟังอยู่ข้างหลังแล้วนั่นเอง

 

 

ภาคินทร์เหยียดยิ้มเหี้ยม ถ้าเป็นนักเรียนคนอื่นมาเห็นคงเผ่นป่าราบไปแล้ว แต่เนื่องจากนี่เป็นพิมายผู้ห้าวเป้งและขึ้นชื่อด้านความใจร้อนไม่แพ้กัน สิ่งที่เด็กสาวผู้ใช้กสิณวาโยทำจึงเป็นการเอาตัวไปบังเพื่อนไว้แล้วหยิบพัดเหล็กขึ้นมาคลี่เตรียมสู้

 

 

ถ้าเพียงแต่เพื่อนตัวเล็กไม่จะขัดขวางด้วยการกอดแขนเธอไว้เสียก่อน

 

 

“ภาคินทร์นี่เพื่อนสนิทฉันเองจ้ะ พิมาย มารุตพาต” แถมยังยิ้มหวานบอกชื่อเธอให้อีกฝ่ายเสร็จสรรพ ทำอย่างกับกำลังแนะนำตัวเพื่อนใหม่ให้ได้รู้จักกันยังไงยังงั้น

 

 

“มารุตพาต?” เจ้าตัวปัญหาทวนคำพลางมองเธอแบบหัวจรดเท้าก่อนจะมาหยุดที่ดวงตา “มารุตพาตที่มีดวงตาสีม่วง...”

 

 

พิมายยกมืออีกข้างขึ้นมาปิดตาอย่างลืมตัวทั้งที่รู้ดีว่าถึงทำไปก็ไม่อาจบดบังความน่ารังเกียจนี้ได้ ดวงตาสีม่วงเหมือนลูกหว้าที่ทำให้เธอถูกตีตรามาตั้งแต่เกิดว่าไม่ใช่สายเลือดมารุตพาตที่แท้จริง เกือบลืมไปเลยเจ้านักเลงตรงหน้าเป็นลูกหลานคนในสกุลหลัก ไม่แปลกที่จะรู้เรื่องของเธอและครอบครัว ฉาวโฉ่เสียขนาดนั้น มีใครบ้างที่ไม่คิดหัวเราะเยาะ

 

 

พิมายเคยคิดว่าตนเองแข็งแกร่งพอจะรับมือกับปฏิกิริยาเหยียดหยามเหล่านั้นได้แล้วเชียว แต่การได้เห็นภาคินทร์กระตุกยิ้มก่อนจะหันไปพูดกับรักษ์นาราว่า

 

 

“ดูเหมือนเธอจะดึงดูดแต่พวกมีปัญหาทั้งนั้นเลยนะ”

 

 

ความอดทนของพิมายก็ขาดผึ่ง เธอสะบัดรักษ์นาราหลุดจากแขน คลี่พัดในเวลาเดียวกัน สร้างสายลมลูกโตซัดเข้าใส่ภาคินทร์ เด็กหนุ่มยกแขนขึ้นป้องใบหน้าแบบเดียวกับเมื่อวันก่อน ทว่าพิมายรีบเกินไป สายลมของเธอกระจัดกระจาย ไม่มีพลังมากพอจะหอบคนตรงหน้าให้ลอยหายไปอย่างใจนึกได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นได้สร้างโอกาสที่สาแก่ใจเธอยิ่งนัก เด็กสาวถีบเท้าออกไปในจังหวะเดียวกับที่ภาคินทร์ลดมือลง ส่งผลให้ลูกเตะประเคนเข้ากลางยอดอกจนร่างนั้นเซถอยไปเกือบวา

 

 

พิมายหวังจะเห็นรอยดำๆ ของรองเท้าสานประทับอยู่บนเสื้อเจ้านักเลงปากดีเสียหน่อย แต่สมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะของสกุลหลักอาโป เพียงชั่วพริบตาภาคินทร์ก็ดึงน้ำขึ้นมาแผ่กลางอากาศทำหน้าที่แทนโล่ได้อย่างทันท้วงที

 

 

“อย่ามายุ่งกับเพื่อนฉัน” พิมายสั่งขณะลดขาลง หยิบพัดขึ้นมาถือทั้งสองมือ

 

 

“ไม่งั้นจะทำไม” ภาคินทร์บังคับให้น้ำลอยวนไปมาอยู่รอบตัว

 

 

นักเรียนทั้งที่เป็นและไม่ได้เป็นผู้ใช้กสิณต่างเข้ามามุ่งดูการวิวาทนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ฝ่ายชายน่ะไม่เท่าไรเพราะเห็นมาจนชินแล้ว แต่ฝ่ายหญิงนี่สิที่น่าดู เพราะเมื่อวานยังไม่ทันจะส่งเสียงให้กำลังใจใดๆ เด็กสาวตัวสูงก็อัดคู่ต่อสู้จนหมอบกระแตไปเสียแล้ว ทุกคนจึงคิดตรงกันว่าวันนี้ขอชมความสามารถของหัวกะทิแห่งกลุ่มวาโยให้เป็นขวัญตาหน่อยเถอะ!!

 

 

“ก็แบบนี้ไงเล่า!!” พิมายโบกพัดอีกครั้งและอีกครั้ง เพ่งพลังบีบอัดให้มันมีรูปร่างเหมือนเคียว แม้จะยังไม่อาจสร้างความคมกริบให้สายลมของตนเองได้ แต่แรงปะทะที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ผิวหนังรู้สึกเจ็บไม่ต่างจากถูกตีด้วยท่อนไม้เลยทีเดียว ซึ่งภาคินทร์คงพอจะเดาออก เลยเบี่ยงตัวหลบบ้าง ปาก้อนน้ำออกไปหักล้างกันบ้าง ไม่ยอมปะทะกันตรงๆ

 

 

พิมายที่เห็นว่าถ้าสู้กันในระยะห่างเท่านี้เธออาจหมดแรงก่อนจึงตัดสินใจพุ่งเข้าไปประชิด ภาคินทร์ดึงมวลน้ำจากอ่างบัวถึงห้าอ่างขึ้นมารวบรวมไว้เหนือศีรษะแล้วทุ่มเข้าใส่พิมายที่กำลังวิ่งมา พิมายกระโดดหลบได้ น้ำจึงแตกกระจายนองเต็มพื้น เด็กหนุ่มขยับข้อมือคุมน้ำให้หมุนขึ้นมาเป็นเกลียวคลื่นหมายกลื่นกินเด็กสาวตัวสูงเข้าไป พิมายตวัดแขนไขว้กันโบกพัดสุดแรง เกลียวน้ำจึงถูกสายลมพัดหอบกลายเป็นเพียงละอองฝอย

 

 

ดูเผินๆ เหมือนจะเสมอ แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่าเด็กสาวกำลังหอบหายใจอยู่ แม้จะพยายามกลั้นไว้เพื่อไม่ให้คู่ต่อสู้จับได้แต่สีหน้าก็ไม่สู้ดีนัก สร้างลมแรงขนาดนั้นมันเปลืองกสิณของเธอเกินไป ขืนถูกโจมตีด้วยน้ำปริมาณมากๆ อีกเธอคงต้านไม่ไหวแน่

 

 

แต่ในขณะที่พิมายเหงื่อไหลซึมขมับ ภาคินทร์กลับไม่มีอาการแม้แต่น้อย ยังคงยืนตั้งท่าดึงน้ำขึ้นมาไว้บนฝ่ามือเป็นการเตรียมพร้อมได้หน้าตาเฉย ปริมาณกสิณของคนที่ได้ชื่อว่าอัจฉริยะช่างมีล้นเหลือจนน่าหมั่นไส้

 

 

“ยอมแพ้แล้วเหรอ”

 

 

ถึงจะแทบหมดแรง แต่พอเห็นมันกระตุกยิ้มมุมปากแบบนั้นแล้วพิมายก็อยากจะวิ่งเข้าไปชกหน้าจริงๆ

 

 

“บอกตัวเองเถอะ” เด็กสาวขู่ฟ่อ ฝืนคลี่พัดตั้งท่าอีกครั้ง

 

 

แต่ทันใดนั้น...

 

 

“ดูนั่น!! ครูใหญ่กำลังเดินมา!!

 

 

ใครบางคนร้องอย่างตกอกตกใจทำเอาทั้งวงแตกฮือเผ่นหนีแทบไม่ทัน พิมายถึงกับลดการป้องกันพร้อมหันมองเลิกลั่ก แม้จะชะงักไปเช่นกันแต่ภาคินทร์กลับทำเพียงหรี่ตาไปทางทิศที่ได้ยินเสียงเท่านั้น ท่ามกลางความวุ่นวาย ฝ่ามือเล็กคู่หนึ่งคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของสองคนใจร้อนแล้วฉุดกระชากลากถูไปยังมุมอับสายตาหลังอาคารเรียนอย่างรวดเร็ว

 

 

กว่าทุกคนจะรู้ตัวว่ามันเป็นแค่แผนหลอก ครูใหญ่ไม่ได้เดินมาทางนี้ ทั้งพิมาย ภาคินทร์และรักษ์นาราก็หายตัวไปจากตรงนั้นแล้ว







 

“อะไรนะ!!!

 

 

การอ้าปากค้างและร้องลั่นคือปฏิกิริยาแรกของพิมายก่อนจะตามมาด้วยการหันมองภาคินทร์ที่กอดอกยืนรออยู่ใต้ต้นชงโคตาขวางเมื่อรักษ์นาราอธิบายให้ฟังว่าเด็กหนุ่มรู้ความลับของเธอแล้ว เด็กสาวตัวเล็กเลือกที่จะเล่าคร่าวๆ แค่ว่าภาคินทร์บังเอิญผ่านมาเห็นตอนที่เธอกำลังเสกดอกไม้ขึ้นมาเท่านั้น จงใจละเว้นเรื่องราวตอนที่เธอถูกสะกดรอย ถูกฉุดไปขู่ และเกือบโดนลูกหลงจากอริเก่าของเขาไว้ แต่ว่า...

 

 

“แค่เรื่องดอกไม้ใบหญ้าใช่ไหม” พิมายเท้าสะเอวอย่างคาดคั้น

 

 

“ก็...” และอย่างที่รู้กันว่ารักษ์นาราเป็นคนที่โกหกไม่เก่งเอาเสียเลย

 

 

“ข้าแต่มหาพฤกษา!! นี่แกบอกหมอนั่นหมดเลยเหรอ!

 

 

“ไม่หมดๆ” รักษ์นาราโบกไม้โบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน “เขาแค่ได้ยินที่เราพูดกับมาลีด้วยเท่านั้นเอง”

 

 

“แค่นั้น?”

 

 

ที่จริงยังมีความสามารถในการรักษาแผลอีกอย่าง แต่รักษ์นาราคิดว่าตอบแบบคลุมเครือไว้ก่อนน่าจะเป็นการดีกว่า มิเช่นนั้นเพื่อนตัวสูงอาจพุ่งเข้าซัดเด็กหนุ่มอีกรอบ “ประมาณนั้น...แต่ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ เขาสัญญาจะไม่บอกใคร”

 

 

“ฉันไม่เชื่อ คนตายเท่านั้นแหละที่เก็บความลับได้” คำแย้งของพิมายช่างก้าวร้าวไม่สมตัวเอาเสียเลย รักษ์นาราถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ ได้แต่หวังว่าเพื่อนตัวสูงจะไม่ลงมืออย่างที่ขู่ไว้จริงๆ

 

 

“เพื่อนก็เก็บความลับให้กันได้นะ”

 

 

“ฉันรู้ว่าแกคิดยังไงกับหมอนั่น” พิมายลดเสียงลงจนเกือบเป็นการกระซิบ ดวงตาสีลูกหว้าไหวระริกก่อนจะคว้ามือขวาของรักษ์นาราขึ้นมา “แต่แกรู้จักเขาดีพอจะพูดได้เต็มปากแล้วเหรอว่ามันจะไม่เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นมาอีก”

 

 

ฝ่ามือที่หงายขึ้นเผยให้เห็นรอยแผลเป็นนูนเด่นที่โคนนิ้วโป้ง รักษ์นาราเม้มริมฝีปาก ปล่อยให้ตะกอนอันขุ่นมัวของความทรงจำครั้งอดีตล่องละลอยอยู่ชั่วอึดใจก่อนจะตอบกลับเสียงใสคล้ายไม่นำพาต่อคำเตือนว่า

 

 

“แต่มาลีเป็นคนอนุญาตให้เราบอกภาคินทร์เองเลยนะ”

 

 

“อะไรนะ!!” พิมายโวยวายอีกครั้ง แต่คราวนี้ผู้รับเคราะห์คือต้นชงโคที่ยืนต้นอยู่ใกล้ๆ กัน “คุณทำแบบนั้นได้ยังไง คิดบ้าอะไรอยู่ อีตานี่มันไว้ใจได้ที่ไหน แถมยัง...”

 

 

และอีกสารพัดสารพันที่รักษ์นาราฟังตามแทบไม่ทัน เด็กสาวเลยเลือกจะเขยิบออกมาเงียบๆ ปล่อยให้เพื่อนตัวสูงได้ระบายอารมณ์ใส่ต้นไม้ที่กำลังออกดอกสีชมพูต่อไปทั้งที่รู้ว่าจะไม่มีคำโต้ใดกลับคืนมา เพราะมีเพียงเธอเท่านั้นที่ได้ยินเสียงของมาลี ต่อไปคือการไปไกล่เกลี่ยกับภาคินทร์

 

 

“เราต้องขอโทษด้วยจริงๆ ที่มายทำแบบนั้น เขาแค่เป็นห่วงเรามากเกินไปหน่อย ภาคินทร์อย่าโกรธเลยนะ”

 

 

แต่ดูเหมือนเด็กหนุ่มจะไม่ได้ติดใจเรื่องที่ถูกโจมตีทีเผลอ  เพราะหลังคลายแขนที่กอดไขว้กันไว้ออกและหันมาทางรักษ์นาราเต็มตัว ประโยคแรกที่หลุดออกมาจากปากของภาคินทร์คือฉนวนของการวิวาทในครั้งนี้

 

 

“ทุกคนในสกุลมารุตพาตจะเกิดมาพร้อมดวงตาสีท้องฟ้า แต่เพื่อนเธอตาสีม่วง ทำไม?”

 

 

“เรื่องนั่น...ช่วยอย่าพูดถึงมันต่อหน้ามายอีกได้ไหม” รักษ์นาราแสดงสีหน้าลำบากใจอย่างไม่ปิดบัง แต่ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ภาคินทร์เลือกจะเติมเต็มความสงสัยของตนเองมากกว่าจะใยดีความรู้สึกของคนอื่น

 

 

“ที่เขาลือกันเป็นความจริงสินะ มีมารุตพาตคนหนึ่งปฏิเสธการหมั้นหมายกับคนจากสกุลหลักแล้วไปแต่งกับผู้ชายต่างแคว้นแทน”

 

 

“อ่า...ใช้คำว่าลือคงไม่ถูกต้องเท่าไร มันเป็นเรื่องที่รู้กันในวงแคบๆ แค่นั้นเอง และอีกอย่าง....”

 

 

“ฉันถามว่าที่ลือกันน่ะจริงหรือเปล่า” ภาคินทร์ย้ำถามเสียงเข้มทำเอารักษ์นาราเกือบสะดุ้ง แต่แทนที่จะไขข้อสงสัยให้สิ้นเรื่อง เด็กสาวกลับถามคำถามไปแทน

 

 

“ภาคินทร์...ไม่ชอบคนจากต่างแคว้นเหรอ”

 

 

แคว้นนิวารินมีความเชื่อว่ามหาพฤษภากัลปพฤกษ์ของแคว้นเป็นมหาพฤกษาต้นแรกที่งอกเงยขึ้นมา ชี้นำและเกี่ยวกระหวัดไม้ต้นอื่นให้ก่อเกิดเป็นโลกทั้งใบ หนำซ้ำนิวารินยังเป็นแคว้นใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์ไปเกือบทุกอย่าง ชาวนิวารินจึงมองว่าตนเองสูงส่งกว่าชนแคว้นอื่นและเรียกชนอื่นแบบรวมๆ ว่า คนต่างแคว้นโดยไม่คิดสนใจว่าแท้จริงเป็นจะมาจากทิศไหนหรือทางใด

 

 

ทัศนคติของชาวนิวารินต่อชนชาติอื่นอาจไม่ได้เลวร้ายจนถึงขั้นจับมาเป็นทาสอย่างที่หลายๆ แคว้นมักทำกัน แต่ถึงกระนั้นก็ไม่อาจเรียกได้ว่าอยู่ในขั้นดี เพราะไม่ว่าทางการจะพยายามมากแค่ไหน คนจากแคว้นอื่นที่มาอาศัยอยู่ในนิวารินก็จะถูกมองเป็นชนชั้นที่ต่ำกว่าอยู่ดี

 

 

ซึ่งทัศนคตินี้ได้ลุกลามไปถึงเด็กที่มีเลือดของคนต่างแคว้นผสมอยู่ด้วย ยิ่งในหมู่สกุลของผู้ใช้กสิณลำดับต้นๆ ยิ่งหนักข้อ ลำพังแค่ไปแต่งงานกับคนที่ไม่อาจใช้กสิณได้ก็ว่าแย่แล้ว แต่การปฏิเสธคนจากสกุลหลักเพื่อไปแต่งงานกับคนจากต่างแคว้นจนมีลูกด้วยกัน ยิ่งถือเป็นความเสื่อมเสียและน่าอับอายเกินจะทานทน

 

 

ทว่านอกจากดวงตาสีม่วงเหมือนลูกหว้าที่ล้อมกรอบด้วยขนตาหนาๆ เหมือนผู้เป็นพ่อแล้ว รูปลักษณ์ของพิมายก็ไม่ได้ต่างจากชาวนิวารินเลยสักนิด ผมดำขลับยาวถึงกลางแผ่นหลัง ผิวสีมะกอกจากการบ่มแดด และรูปหน้าเรียวคม ดังนั้นนอกจากคนของมารุตพาตและสกุลลำดับต้นๆ ที่บังเอิญได้ยินข่าวซุบซิบนินทาแล้ว ไม่มีสักคนที่ดูออกว่าพิมายมีเลือดของชาวต่างแคว้น

 

 

...ไม่เหมือนกับรักษ์นารา...

 

 

ชาวนิวารินอาจมีสีตาที่หลากหลายทว่าเส้นผมจะตรงหนาและมีแต่สีดำไม่ก็น้ำตาลเข้มจนเกือบดำเท่านั้น รูปร่างโปร่งค่อนสูง รูปหน้ามีเหลี่ยมมุมชัดเจน บุรุษของแคว้นจึงดูคมคายส่วนสตรีจะดูคมขำ ทว่ารักษ์นารากลับมีเส้นผมสีน้ำตาลอ่อน ใบหน้าเรียวเป็นรูปไข่ เครื่องหน้าอาจไม่ได้ต่างมากนัก แต่ให้ดูอย่างไรก็ไม่ใช่ชนแคว้นนี้

 

 

และภาคินทร์ก็เป็นอีกคนที่ดูออกตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ทอดมอง

 

 

เพราะฉะนั้น...

 

 

“ฉันไม่ได้เลือกที่จะเกลียดหรือชอบใครด้วยอะไรไร้สาระอย่างชาติกำเนิดหรือสีตาหรอกนะ อีกอย่าง...” เด็กหนุ่มเว้นช่วง ก้มมองคนที่สูงเพียงอกอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเบือนหน้าไปอีกทาง “เธอก็มีเลือดของคนต่างแคว้นด้วย”

 

 

นอกเหนือไปจากทัศนคติส่วนตัวที่ว่า ดีมาดีกลับ ร้ายมาเลวกลับโดยไม่สนหน้าหรือชื่อสกุลของภาคินทร์แล้ว นั่นคืออีกเหตุผลที่เพิ่งถูกเพิ่มเข้ามาเมื่อเร็วๆ นี้ ทว่าคนฟังดันเป็นพวกหัวช้ากับเรื่องทำนองนี้ ประโยคบอกเล่าจึงถูกตีความเป็นประโยคคำถามไปอย่างน่าเสียดาย

 

 

“อือ...ใช่แล้วจ้ะ”

 

 

และภาคินทร์ก็ได้รับคำตอบมาอย่างเต็มเสียงเสียด้วย

 

 

เด็กหนุ่มถอนหายใจบางเบาก่อนจะพูดต่อ “ส่วนเรื่องเพื่อนเธอ ฉันแค่ถามเพราะต้องการคำยืนยัน และถ้ามันเป็นเรื่องจริงฉันจะไม่พูดถึงซ้ำอีก”

 

 

รักษ์นาราพยักหน้าแสดงความเข้าใจ แต่ยังไม่ทันจะเอ่ยขอบคุณก็ถูกพิมายตวัดแขนรอบตัวแล้วลากออกมาอีกครั้ง

 

 

“เสียงฆ้องดังแล้วไปเรียนกันเถอะ ส่วนนายเจ้าตัวปัญหา!” พิมายชี้หน้า รักษ์นาราสังเกตว่าหางคิ้วภาคินทร์กระตุก “เห็นแก่ความเป็นเพื่อนของฉันกับยัยรักษ์ ฉันจะปล่อยนายไปก่อน แต่หลังจากนี้ฉันจะคอยจับตาดูนายดูฝีเก้า ระวังตัวไว้ให้ดีเถอะ พลาดขึ้นมาเมื่อไรโดนฉันซ้ำแน่”

 

 

“ดะ...เดี๋ยวมาย อย่าเพิ่งสิ” รักษ์นาราขืนตัว เธอตั้งใจจะชวนภาคินทร์ไปเรียนด้วย แต่พอเงยหน้าขึ้นมาอีกทีร่างของเด็กหนุ่มผู้ใช้กสิณอาโปก็หายไปเสียแล้ว เด็กสาวตัวเล็กจึงอดไม่ได้ที่ครวญด้วยความเสียดาย “โธ่...”

 

 

“เห็นผู้ชายดีกว่าเพื่อนเรอะ!” พิมายเบ้ปาก เลื่อนแขนมารัดรอบคอรักษ์นาราเพื่อลากตัวออกไป

 

 

“ไม่ใช่สักหน่อย อีกอย่างมายน่ะแหละที่บอกให้เราทำอะไรสักอย่างไม่ใช่เอาแต่ยืนมองเฉยๆ นี่เราก็ทำอยู่นี่ไงยังไม่พอใจอีกเหรอ”

 

 

“ตอนนั้นฉันแค่หาเรื่องด่าแกเล่น ไม่ได้กะให้ทำจริงสักหน่อย” คนตัวสูงหยุดรัดคอคนตัวเล็กกว่าแล้วเปลี่ยนมาเป็นคล้องแขนพาดบ่าแทนเมื่อเข้าสู่เขตอาคารที่มีนักเรียนเดินขวักไขว่ “พูดก็พูดเถอะ ไปทำอีท่าไหนเข้า ตานั่นถึงได้หันมาเดินตามแกแบบนั้นได้”

 

 

“มะ...ไม่รู้เหมือนกัน...”

 

 

คำตอบแบบขอไปทีของรักษ์นาราทำเอาพิมายเป็นฝ่ายถอนหายใจพรืดบ้าง

 

 

“เอาเถอะ ฉันไม่ถามแล้วก็ได้ ว่าแต่รู้รึยังว่า เจ้าเด็กบ้ากำลังจะกลับมาแล้วนะ” หัวข้อสนทนาถูกเปลี่ยนอย่างปุบปับสมกับนิสัยใจร้อนและทำอะไรรวดเร็วไปเสียหมดของคนพูด แต่เพราะอยู่ด้วยกันมาเนิ่นนาน คนฟังจึงไม่มีปัญหาในการปรับอารมณ์ตามไปด้วย

 

 

“จริงเหรอ! เมื่อไหร่ละ” รักษ์นาราถามอย่างตื่นเต้น ก่อนจะรู้ตัวมุมปากกดเป็นรอยยิ้มกว้างเสียแล้ว

 

 

“อีกเจ็ดแปดวันได้ เห็นว่าประพฤติตัวดีเลยได้รับหย่อนโทษ หวังว่างวดนี้จะทำตัวเรียบร้อยขึ้นนะ คราวก่อนออกมาได้แค่ยี่สิบวันก็โดนจับขังอีกแล้ว” พิมายเปรยด้วยสีหน้าแหนงหน่าย เมื่อนึกว่าได้ว่ากำลังจะมีตัวปัญหาเพิ่มมาอีกแล้ว แถมยังเป็นตัวปัญหาที่ทั้งห่วงและหวงก้างรักษ์นารายิ่งกว่าเธอหลายเท่าเสียด้วย 












ภาคินทร์เริ่มจะคุ้นเคยกับชีวิตนักเรียนธรรมดาแล้ว

 

 

ตื่นเช้าไปโรงเรียน เที่ยงทานข้าว บ่ายนั่งสัปหงกในคาบสิงขร คาบว่างทะเลาะกับพิมาย ก่อนจะมีรักษ์นาราโผล่มาห้ามทัพ ตอนเย็นแวะเที่ยวบ้างนั่งทำการบ้านด้วยกันบ้างก่อนกลับบ้าน นี่คือชีวิตน่าเบื่อของพวกนักเรียนดีเด่นที่เขาเคยค่อนขอดมาตลอด แต่พอเอาเข้าจริงภาคินทร์กลับสามารถปรับตัวให้คุ้นชินได้อย่างง่ายดายแถมยังไม่รู้สึกอึดอัดหรือฝืนใจเลยสักนิด

 

 

ซึ่งเด็กหนุ่มรู้ดีว่าเพราะอะไร ให้ถูกกว่านั้นคือเพราะใคร

 

 

แต่เพราะยังไม่อยากยอมรับว่าตนเองได้อ่อนข้อลดการป้องกันลงเพียงเพราะคำขอร้องของเด็กสาวตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ภาคินทร์เลยยังทำตัวแบบกึ่งดีกึ่งแย่อยู่ เขาเข้าเรียนแค่เฉพาะคาบของสิงขรกับอีกสองสามวิชาที่สายตาของคนสอนไม่น่ารำคาญเกินไปนัก เขาพยายามอดทนไม่ไปหาเรื่องทะเลาะกับใครอื่น แต่ถ้าเรื่องลอยมาหาก่อนเขามันก็เป็นอีกกรณีหนึ่ง

 

 

สรุปคือภาคินทร์ยังเป็นตัวปัญหาอยู่ เพียงแต่พฤติตัวดีขึ้นมาบ้าง เท่านั้น

 

 

และวันนี้กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกอย่างหนึ่งเกิดขึ้น

 

 

มันช่างเล็กน้อยจนเกือบจะดูเหมือนเรื่องไร้สาระ แต่ถึงกระนั้นเด็กหนุ่มก็อดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นที่กำลังจะได้ไปบ้านของรักษ์นารา

 

 

สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะเขาไม่เคยไปเที่ยวบ้านเพื่อนคนไหนมาก่อน ให้พูดกันตามตรงแล้วเขาไม่เคยมีเพื่อนด้วยซ้ำ อีกสาเหตุเป็นเพราะที่อยู่ที่เด็กสาวตัวเล็กผมสั้นให้มานั้น อยู่ในเขตสลัมของชาวต่างแคว้นซึ่งทุกคนรอบตัว ต่างเพียรย้ำมาตั้งแต่เขายังเป็นเด็กตัวเล็กๆ ว่าอย่าได้เฉียดเข้าไปใกล้เด็ดขาด

 

 

นิวารินเป็นแคว้นใหญ่ซึ่งอุดมสมบูรณ์ซ้ำยังเปิดกว้างให้เหล่าวาณิชเข้ามาค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากันได้เกือบทุกชนิด จึงไม่แปลกที่ผู้คนมากมายต่างเดินทางมาเพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า จากแผงลอยเริ่มกลายเป็นตลาด จากตลาดเริ่มกลายเป็นกระท่อม กลายเป็นบ้านเรือน ก่อนจะเป็นชุมชนในที่สุด

 

 

แต่เพราะความแออัด ไร้ระเบียบทั้งยังไม่ได้รับความยินยอมจากทางการ ชาวนิวารินจึงเรียกอย่างดูแคลนว่าเป็นสลัม แต่จะให้รื้อถอน ก็ดันเป็นเขตสำคัญที่มีเม็ดอัฐเดินสะพัดมากเกินไป แถมยังเต็มไปด้วยการเมืองเบื้องหลังและผลประโยชน์ทับซ้อนกับแคว้นนั้นๆ มากมายเต็มไปหมด

 

 

สุดท้ายเลยได้แต่ปล่อยเลยตามเลยโดยไม่อาจทำอะไรได้มากไปกว่าการตั้งชื่อให้อย่างดูถูก

 

 

ภาคินทร์พอจะดูออกว่ารักษ์นารามีสายเลือดของแคว้นอื่นเจือปนอยู่ แต่ไม่นึกว่าจะถึงขั้นอาศัยอยู่ในเขตของชาวต่างแคว้นเลยแบบนี้ เด็กสาวเชิญชวนเขาตั้งแต่ยังไม่ทันจะเดินเข้าห้องเรียน โดยบอกว่ามีเพื่อนอีกคนอยากแนะนำให้รู้จัก ว่ากันตามตรงแล้วภาคินทร์ไม่ค่อยสนใจเท่าไร เด็กหนุ่มไม่กระตือรือร้นคิดอยากรู้จักใครเพิ่มเลยสักนิดเพราะถือคติว่ายิ่งมากคนก็ยิ่งมากความ ทว่าพอเห็นใบหน้าที่ยิ้มแย้มอย่างตื่นเต้นของคนตัวเล็กแล้วเขาก็ได้แค่ยอมผ่อนปรนลดกำแพงลงให้อีกครั้ง

 

 

และเพราะโดดเรียนมาตั้งแต่ช่วงบ่ายมาผนวกกับไม่มีอะไรจะทำ ภาคินทร์เลยกะจะไปเดินสำรวจเส้นทางแถวนั้นล่วงหน้า ไว้รักษ์นารากับพิมายมาเลิกเรียนเมื่อไรค่อยตามไปหาที่บ้านอีกที

 

 

ความแตกต่างของสลัมต่างแคว้นและเขตพระนครเห็นได้ชัดเจนตั้งแต่พื้นถนนไล่ไปจนถึงบ้านเรือนเลยทีเดียว ถนนของนิวารินทุกแห่งซึ่งปูด้วยหินตัดแผ่นหนาเรียบตรงมาสิ้นสุดลงหน้าป้ายไม้เก่าโทรมเอียงกะเท่เร่ที่ชื่อเลือนไปนานแล้ว ภาคินทร์สงสัยขึ้นมาอีกครั้งว่าแต่เดิมที่แห่งนี้ถูกเรียกขานด้วยนามใดกัน พื้นถนนของเขตสลัมเป็นดินปนหินที่มีแอ่งน้ำเป็นหย่อมๆ ทุกครั้งที่เกวียนวิ่งผ่านก็จะมีน้ำขังกระเซ็นขึ้นมาจนน่องเปื้อนโคลน

 

 

บ้านทุกหลังทำจากไม้ ยกถุนสูงเพียงครึ่งวา อยู่ชิดติดกันจนแทบจะเปิดหน้าต่างมาชนกันได้อยู่ร่อมร่อ หลังคามุงด้วยตับจากบ้างฟางอัดบ้าง น้อยหลังมากที่จะใช้แผ่นไม้ ยิ่งหลังคากระเบื้องหรือดินเผา ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ตั้งแต่เดินเข้ามาภาคินทร์ยังไม่เห็นสักหลัง

 

 

หน้าบ้านเกือบทุกหลังจะมีแคร่ไม้ไผ่ตัวยาวซึ่งเรียงรายไปด้วยสินค้าหน้าตาแปลกประหลาดวางอยู่ด้านหน้า ส่งผลให้รอบด้านเต็มไปด้วยเสียงโหวกแหวกต่อรองราคา ในอากาศเจือไปด้วยกลิ่นควันไฟจากการหุงหาอาหารและกลิ่นเหล้าหมัก ทำให้เด็กหนุ่มพอจะเดาได้แล้วว่าสินค้าขายดีของเขตสลัมคือสิ่งใด

 

 

แต่แม้จะดูทรุดโทรมและแออัดเพียงใด สถานที่แห่งนี้กลับคลาคล่ำไปด้วยผู้คนและเกวียนเทียมด้วยวัวซึ่งเดินเบียดเสียดแทบจะไหล่ชนไหล่อยู่บนทางเท้าที่กว้างเพียงสามสี่วาเท่านั้น  เทียบคร่าวๆ แล้วภาคินทร์คิดว่าจำนวนคนน่าจะพอๆ กับย่านการค้าของพระนครเลยด้วยซ้ำ

 

 

ชาวนิวารินช่างเป็นพวกปากว่ามือขยิบเสียจริง ทั้งที่ค่อนขอดและดูแคลนแคว้นอื่นไม่ขาดปาก แต่กลับต้องการสินค้าของเขาไม่ขาดเช่นกัน

 

 

ภาคินทร์เดินลึกเข้ามาเรื่อยแต่ก็ยังไม่ถึงบ้านของรักษ์นาราเสียที และไม่แน่ใจว่าเขาเลี้ยวพลาดหรืออย่างไร ตรงหน้าจึงเป็นลานว่างๆ แห่งหนึ่งที่มีหญ้าขึ้นหร่อมแหร่มแทนเรือนอาศัย ไม้ใหญ่ขนาดสองคนโอบซึ่งเขาไม่รู้จักชื่องอกเงยอยู่กลางลาน กระดานชนวนและเศษดินสอพองบนพื้นทำให้เขาเดาเอาว่าที่นี่คงถูกใช้เป็นโรงเรียนสำหรับเด็กเล็ก

 

 

แต่พอหันหลังคิดจะเดินกลับทางเดิม ภาคินทร์กลับพบใครบางคนที่เขาไม่รู้จักยืนขวางทางไว้ เป็นเด็กหนุ่ม ดูแล้วคงอายุน้อยกว่าเขาสักสามสี่ร้อยวันได้ ผิวค่อนขาวและเนื้อเนียนอย่างกับผู้หญิง ผมตัดสั้นเกรียนเป็นสีน้ำตาลไหม้ ดวงตาสีเดียวกันจ้องมองมาที่เขาด้วยสายตาที่ไม่น่าไว้วางใจ สองมือของเด็กหนุ่มล้วงอยู่ในกระเป๋ากางเกงย้อมครามตัวโคร่งยาวครึ่งแข้ง เสื้อแขนกุดสีขาวเห็นใยฝ้ายชัดเจนผ่าหน้ามีกระเปาะกลมคล้องด้วยเชือกเพื่อยึดเข้าหากัน ดูแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นชุดท้องถิ่นของเมืองทางทิศเหนืออย่างอุดรไม่ก็พายับ ต้นขวาแขนคาดผ้าประเจียดตามที่วัยรุ่นของพระนครกำลังนิยม แต่ที่เอวดันเคียนผ้าขาวม้าราวกับเป็นผู้เฒ่าผู้แก่เสียอย่างนั้น นิ้วชี้ทั้งสองข้างมีแหวนสีดำสนิทสวมอยู่

 

 

“สวัสดีครับ” เด็กหนุ่มคนนั้นทักทาย “พี่ชื่อภาคินทร์ใช่ไหมครับ”

 

 

“ถ้าใช่แล้วจะทำไม” เขาไม่คุ้นหน้า และแน่ใจด้วยว่าไม่เคยรู้จักเด็กคนนี้ ทว่าอีกเช่นเคยนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนแปลกหน้าคิดลองของริอ่านมาสู้กับเขา มือซ้ายจึงเอื้อมไปหลังเอวแตะที่มีถุงหนังซึ่งบรรจุน้ำไว้เต็มโดยอัติโนมัติ

 

 

เด็กหนุ่มยืนยันข้อสันนิษฐานของเขาด้วยการยิ้มกริ่ม สองมือที่ดึงออกมาจากกระเป๋ากางเกงบังคับให้ดินข้างตัวยืดขึ้นมาเป็นแท่งเสา

 

 

“ก็ไม่ทำไมหรอกครับ แค่อยากยืนยันให้แน่ใจเท่านั้นเองว่าจะไม่ลงมือผิดคน”



##########


สนทนา ๔๐ : ชอบฉากต่อสู้ทำนองนี้มากเลยค่ะ ไม่ต้องประกาศท่าหรือรอเงื่อนไขของพลังถึงจะใช้ได้ ซัดกันตรงๆ อัดกันอย่างเดียว 555 ตอนแรกฉากนี้ยาวตั้งสี่หน้า(มันมือไปหน่อย) แต่สุดท้ายต้องตัดทิ้งไม่งั้นเดี๋ยวหลังๆ จะไม่มีของให้ปล่อย lol 


สนทนา ๗๐ : หนูคินทร์ต้องพูดให้ตรงกว่านี้นะคะลูก ถ้าอยากให้หนูรักษ์รู้ตัว 5555 


สนทนา ๑๐๐ : สุขสันต์วันปีใหม่ล่วงหน้านะคะ รีดเดอร์ที่ไปเที่ยวก็ระวังๆตัวด้วยเน้อ ช่วงเทศกาลอุบัติเหตุเยอะ ส่วนคนที่อยู่เฝ้าบ้านเหมือนฟ็อกซ์ มาอ่านนิยายไปด้วยกันเถอะค่ะ 555



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 54 ครั้ง

1,493 ความคิดเห็น

  1. #738 พสันต์ (@rainy_dacht) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 กันยายน 2560 / 11:28
    ตอนที่รักษ์นาราบอกพิมายว่า ภาคินทร์รู้ไม่หมด และได้ยินที่รักษ์พูดกับมาลีด้วยนี่
    น่าจะแทนตัวรักษ์ว่า 'เรา' แทน 'ฉัน' หรือเปล่าคะ เห็นอ่านๆมานาราจะแทนตัวเองด้วย 'เรา'ตลอดเลยแปลกใจ:)
    #738
    1
    • #738-1 ฟ็อกซ์ทร็อต (@foxx-tron) (จากตอนที่ 6)
      14 กันยายน 2560 / 21:50
      ขอโทษที่ตอบช้าค่าาาา
      ไปอ่านทวนมา เออแฮะ พลาดจริงด้วย >< คุณพสันต์ตาไวมาก ขอบคุณค่าาา จะแก้เดี๋ยวนี้
      #738-1
  2. #569 Serenezz (@serenezz) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2560 / 22:09
    'ปากว่าตาขยิบ' หรือเปล่า???
    #569
    0
  3. #535 sydneylove (@sydneylove) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2560 / 15:28

    ตัวละครใหม่ที่ห่วงยัยหนูแน่เบย ก้างมาเต็มๆ จร้า

    #535
    0
  4. #458 bigPizza (@thinkjaden) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2560 / 08:01
    เขียนเหมือนหนังกำลังภายไนเลยค่ะ แต่เป็นไทย ๆ ดี สนุกมากค่ะ
    #458
    0
  5. #299 Empty_Mind (@mrsuchart1970) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 13 เมษายน 2560 / 18:55
    ๑. ความอดทนของพิมายก็(ขาดผึ่ง >> ขาดผึง)... [ ไม้เอกเกินจ้า ]

    ๒. แต่พอหันหลังคิดจะเดินกลับทางเดิม... อุดรไม่ก็พายัพ
    (ต้นขวาแขน >> ต้นแขนขวา)คาดผ้าประเจียด... [ คำสลับกันจ้า ]
    #299
    0
  6. #117 อัจฉราโสภิต (@acharasobhit) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 มกราคม 2560 / 13:49
    มีคำผิดอีกนิดนึงครับ ตรงที่ภาคินทร์คิดว่าเขาเป็นตัวต้นเหตุของการทะเลาะ ต้องเป็น "ชนวน" นะครับ ไม่ใช่ "ฉนวน" ฉนวนคือวัสดุที่ใช้ป้องกันพลังงานอะไรสักอย่าง เช่นฉนวนความร้อน ฉนวนไฟฟ้า ส่วนชนวนคือเชื้อจุดระเบิดครับ

    รักษ์นาราน่ารักดีจริง แต่ทำไมผมอยากให้ภาคินทร์ลงกับพิมาย มือหนักทั้งคู่แบบนี้อยู่ด้วยกันน่าจะมัน

    #117
    0
  7. #95 kik. (@skyandsea) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 มกราคม 2560 / 00:55
    สวัสดีปีใหม่ค่า
    #95
    0
  8. #94 The small pencil (@sandpen) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2559 / 20:26
    ศึกชิงนางสินะ...
    #94
    0
  9. #93 nass_san (@nass) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2559 / 19:24
    ตรงบรรยายถึงตัวละครใหม่ ที่พูดถึงแขนเสื้อขวา พิมพ์คำสลับเล็กน้อยนะคะ

    ว่าแต่ ทำไมต้องลงมือ ภาคินทร์คนน่าสงสาร หนูทำหน้าตากวนโอ๊ยใช่ไหม โดนหาเรื่องตลอดดดดดดดดด 555555555
    #93
    0
  10. #91 nass_san (@nass) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2559 / 09:21
    คู่แข่งนุ้งคินทร์แน่เลยยยยยย 55555555
    #91
    0
  11. #90 mummy_yaoi (@mimm5341) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2559 / 08:38
    รอตัวละครใหม่
    #90
    0
  12. #89 ATIPP (@122792) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2559 / 07:11
    อีตาคินทร์นี่ ถ้าอยากให้หนูรักษ์รู้ตัว คงต้องบอกแบบขวานผ่าซากพร้อมคำอธิบายด้วยซินะ ๕๕๕๕๕

    รอตัวละครใหม่ ภาคินทร์แกมีคู่แข่งแล้ววววว (เดา) ๕๕๕๕๕
    #89
    0
  13. #88 tinkerbell.n12 (@tinkerbell12nook) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2559 / 00:11
    เอ๊ะ....ผู้มาใหม่จะเป็นใคร
    #88
    0
  14. #87 bookkota (@moonrabbit) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2559 / 23:44
    ก่อนอื่นเลย อยากจะขอบคุณจริงๆที่วันนี้มาอัพ คือวันนี้รู้สึกเครียดมากกกก ก.ล้านตัว แล้วก็แบบรู้สึกอยากอ่านหนูรักษ์แบบจริงจังมาก เพราะรู้สึกได้ว่าเป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกดีสุดในช่วงนี้ 555

    แต่ที่ถามว่าชอบแบบไหนมากกว่ากัน ระหว่างมาทีเดียวยาวๆแต่เว้นช่วงไปนาน กับมาทีละนิดให้กระชุ่มกระชวยหัวใจ จริงๆก็อยากถามนะว่านานๆทีแล้วมาเต็มตอนนี้ นานแค่ไหนกัน ถ้าแบบหายไปสัก 2 อาทิตย์ไรงี้ ก็ขอมาทีละนิดดีกว่าอ่ะ จะได้กระชุ่มกระชวยหน่อย 555 
    แต่ถ้าแบบ อาทิตย์นีงลงตอนนึงเต็มตอนเลย อันนี้ก็โอเคอยู่นะ เรียกได้ว่าอดทนรอได้ 

    แต่ยังไงก็แล้วแต่ฟ็อกซ์เลยว่าสะดวกแบบไหนมากกว่า ไม่อยากทำให้รู้สึกอึดอัดด้วยการตีกรอบเรื่องเวลาของฟ็อกซ์มากไป กลัวเดี๋ยวจะเขียนแล้วฟ็อกซ์อึดอัด 555 เพราะยังไงก็รออ่านเสมออยู่แล้วววว ;)
    #87
    0
  15. #86 nass_san (@nass) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2559 / 11:01
    สนุกจริมๆ เค้ารอต่อน้าาาาาาา ถ้าพิมายกะภาคินทร์ แท็กทีมสู้ ต้องเป็นสายโหดแน่นอลลลลลลล
    #86
    0
  16. #85 อัจฉราโสภิต (@acharasobhit) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2559 / 20:40
    ในที่สุดพิมายก็เข้ามาในเนื้อเรื่องหลักสักทีหลังจากหายไปพักนึง

    ตอนนี้นิดนึงครับ "ขู่ฟ่อ" ไม่ใช่ "ฝ่อ" ถ้าฝ่อมันจะดูเหี่ยวๆลงไปพิกล
    #85
    0
  17. #83 tinkerbell.n12 (@tinkerbell12nook) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2559 / 18:42
    พิมายใจเย็นๆ
    ฟังเพื่อนอธบายก่อน555
    แต่ฉากต่อสู่นี้เห็นภาพเลย
    #83
    0
  18. #81 Ms. P (@putterpt) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2559 / 18:21
    fcพิมายนะ ห้าวได้ใครมา อยากรู้สตอรี่พิมายเร็วๆ ชอบฉากนี้เหมือนกันค่ะ ไหนๆก็ชอบต่อสู้ ส่งเฮียคินไปตีคนเล่นเลย5555
    #81
    0