ตอนที่ 53 : ตอนที่ ๔๘ ผลกระทบจากพลังของรักษ์นารา(๒)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1428
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 33 ครั้ง
    8 ส.ค. 60


ตอนที่ ๔๘ ผลกระทบจากพลังของรักษ์นารา(๒)



“เราจำอะไรไม่ได้เลยสักนิด ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าทำอะไรลงไป”



รักษ์นารากล่าวพลางส่งจานขนมไปให้พิมายที่นั่งอยู่ข้างกัน ชวินทร์ซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามยกมือขึ้นกอดอกพร้อมถอนหายใจยาวเหยียด ท่าเดียวกับภาคินทร์ผู้ยืนพิงเสาอยู่ข้างๆ ไม่มีผิด



ขณะนี้ทั้งสี่อยู่กันที่วัดของนิกายวิษุวัตบริเวณศาลาริมน้ำ สถานที่พักผ่อนประจำตัวชวินทร์ได้กลายมาเป็นแหล่งสุมหัวกึ่งห้องประชุมชั่วคราวสำหรับเด็กๆ กลุ่มนี้มาตลอดตั้งแต่ดอกไม้ของมหาพฤกษาปรากฏขึ้น



รักษ์นาราจำเหตุการณ์ในวันนั้นไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ทั้งท่าทีเหม่อลอยผิดปกติ การเดินย่างไปบนน้ำอย่างปาฏิหาริย์ และที่สำคัญที่สุด คือทันทีที่เธอปล่อยมือจากมหาพฤกษากัลปพฤกษ์ มวลบุปชาติก็เบ่งบานขึ้นมาทันที ซ้ำจากที่ชวินทร์แอบขโมยจดหมายของอาจารย์มา ดูเหมือนว่าเหตุการณ์นี้จะไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่นิวารินเท่านั้นแต่เป็นทั้งหมด



...มหาพฤกษาของทั้งร้อยแปดแคว้นกำลังออกดอกและเบ่งบาน...



ชู่ช่อ ผลิบาน ร่วงโรย วนเวียนเช่นนี้ซ้ำไปมาไม่เคยขาดแม้จะผ่านมาหลายสิบวันแล้วก็ตาม มหาพฤกษากัลปพฤกษ์ซึ่งสูงเสียดฟ้าจึงถูกปกคลุมด้วยดอกไม้สีขาวกลีบบอบบางอยู่ตลอดเวลาจนราวกับมีหมู่เมฆถูกเกี่ยวลงมาประดับกิ่งก้านจริงๆ และเพราะขนาดอันยิ่งใหญ่ของสิ่งค้ำจุนแห่งแคว้น ทำให้ไม่ว่าจะอยู่แห่งไหนในพระนครก็ยังมองเห็นได้ตลอดเวลา แม้จะเป็นวัดขนาดเล็กในซอกหลืบที่ถูกลืมเลือนก็ไม่มียกเว้น



ดวงตากลมโตสีน้ำตาลของรักษ์นารามองผ่านช่อฟ้าทรงนาคของอุโบสถไปยังยอดสีขาวที่เห็นอยู่ลิบๆ ภาพอันไม่ต่อเนื่องและแสนจะเลือนลางแล่นผ่านเข้ามาในดวงตา



นั่นคือสิ่งเดียวที่เด็กสาวจำได้ ความฝันที่ซ้อนทับกับความจริง เหตุนองเลือดฆาตกรรมของเหล่าเชื้อพระวงศ์ใต้ต้นกัลปพฤกษ์ การหลบหนีของเจ้าชายกฤตภาส และการปรากฏตัวของราพณาสูร แต่ประเด็นคือรักษ์นาราไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงเห็นภาพนี้ และไม่เข้าใจแม้แต่น้อยว่าการที่เธอเดินละเมอมันเกี่ยวกับการที่ดอกของต้นมหาพฤกษาเบ่งบานได้อย่างไร



“มายแน่ใจนะว่ามันเป็นเพราะเราจริงๆ เราหมายถึง...มันอาจจะแค่บังเอิญเกิดขึ้นมาพอดีก็ได้” เธอหันไปถามเพื่อนสนิทที่นั่งอยู่ข้างกัน แต่กลับได้รับคำตอบเป็นการประสานเสียงจากสองผู้เห็นเหตุการณ์แทน



“แน่!/แน่!



ภาคินทร์อดไม่ได้ที่จะรวมผสมโรงตอบ แต่พอรักษ์นาราหันมองมา ดวงตาสีวังน้ำวนกลับเสหลบไปทางอื่นพร้อมลูบต้นคอที่โล่งขึ้นอย่างไม่คุ้นชินไปด้วยเป็นการแก้เก้อ ผมสีดำที่เคยยาวระต้นคอของเด็กหนุ่มถูกจับตัดผมเป็นรองทรงสูงอย่างสุภาพเรียบร้อยด้วยฝีมือผู้เป็นพ่อ แม้จะขัดใจแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เพราะทำข้อตกลงกันไว้แล้ว



ทว่านอกเหนือจากทรงผมแล้ว กริยาของเด็กหนุ่มก็แปลกไปอย่างชัดเจนเช่นกัน ซึ่งมันเกิดขึ้นนับตั้งแต่เขาย่องเข้ามาในห้องนอนของเธอเพื่อปลอบใจ และการหลบตาไปก่อนเป็นคนแรกเวลาที่บังเอิญหันมาสบตากันก็คือหนึ่งในนั้น



“แล้วมาลีว่ายังไงบ้างละครับ” ชวินทร์ถามต่อ เขารู้เรื่องทั้งหมดเกี่ยวกับพลังของรักษ์นาราแล้วเพราะพี่ชายเล่าให้ฟัง เด็กหนุ่มวาลุกาไม่ได้โกรธหรือน้อยใจที่ได้รู้ความจริงทีหลังเหมือนที่เหล่าฝาแฝดเคยเป็น เขาแค่ลำบากใจที่ต้องทำให้ทุกคนผิดหวังเท่านั้น



เนื่องจากสาเหตที่ทุกคนเอาเรื่องนี้มาเล่าให้เขาฟังแม้จะผ่านพ้นมาเป็นสิบวันแล้วก็เพราะคิดว่าความรู้ในฐานะลูกศิษย์ของมหาปราญช์อาจจะช่วยอะไรได้บ้าง แต่เท่าที่คุยกันมาตลอดเช้าดูเหมือนเขาจะช่วยอะไรไม่ได้เท่าไร



“มาลีเรียกมันว่า ความทรงจำในวงไม้ จ้ะ เพราะว่าต้นไม้ไม่ได้ใช้แค่น้ำหรือแสงในการเติบโตเท่านั้น แต่เหตุการณ์หรือความรู้สึกที่เกิดขึ้น ณ ตรงนั้นจะถูกซึมซับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของต้นไม้ไปด้วย”



“และเพราะพี่รักษ์สื่อสารกับต้นไม้ก็เลยค้นดูความทรงจำนี้ได้ด้วยสินะครับ” ชวินทร์วิเคราะห์ อีกครั้งที่เขาถูหางคิ้วไปมา “จะว่าไปมันก็ฟังขึ้นนะครับ เพราะทุกอย่างที่พี่รักษ์ฝันเห็นก็เป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นใต้ต้นกัลปพฤกษ์ทั้งนั้น แล้วกับต้นไม้ต้นอื่นๆ ละครับ เคยมีภาพแบบนี้ปรากฏขึ้นมาด้วยไหม”



พิมายที่กลืนขนมจ่ามงกุฏลงท้องไปแล้วเป็นคนตอบให้ พักนี้เด็กสาวตัวสูงเปลี่ยนจากการมัดหางม้าไปเป็นถักเปียเดี่ยวซึ่งมัดด้วยเชือกหนังประดับขนนกสีน้ำตาลแซมดำแทน ซ้ำยังใส่แต่เสื้อผ้าแขนยาวไม่ก็กระโปรงยาวถึงตาตุ่มเกือบตลอด พิมายบอกคร่าวๆ แค่ว่าเป็นหนึ่งในการฝึกของพ่อโดยไม่อธิบายอะไรต่อ แม้จะออกปากบ่นทุกวันว่ารุ่มร่ามทำอะไรไม่สะดวก ทว่ารักษ์นารากลับเห็นตรงข้าม เธอคิดว่ามันทำให้ภาพลักษณ์เยี่ยงม้าดีดกะโหลกของคนตัวสูงดูเรียบร้อยขึ้นเยอะ



“ต้นหญ้า พุ่มไม้ ไม้ดอก ไม้กระถาง ต้นเล็กต้นใหญ่ ไม้ศักดิ์สิทธิ์ ว่ามาเถอะไปลูบคลำมาหมดทุกต้นแล้ว โบ๋เบ๋ เหลือก็แค่กลับไปลองกะมหาพฤกษาอีกรอบเท่านั้นที่ทำไม่ได้”



ถึงจะใช้คำได้ชวนคิดลึกไปเสียหน่อยแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ตรงความจริงยิ่งนัก เพราะว่าทันทีที่ลับตาลง รักษ์นาราก็ไม่เห็นอะไรอีกเลยนอกจากมืดมิดหลังเปลือกตา ไม่มีภาพ เสียง หรือแม้แต่กลิ่นมากระทบประสาทสัมผัสของเธอ ก็แค่ความเงียบงันที่ไร้ความหมายเท่านั้น



“...บางทีอาจจะเป็นเพราะองค์ประกอบมีไม่ครบ” ชวินทร์พึมพำทฤษฏีคร่าวๆ ของเขากับตนเอง แต่ก็ไม่สามารถรอดพ้นการได้ยินของคนที่ยืนอยู่ใกล้กันอย่างพี่ชายไปได้



“หมายความว่าไงกัน” ภาคินทร์คาดคั้น ชวินทร์ถูหางคิ้วอีกครั้งก่อนจะตัดสินใจพูด



“ผมเคยอ่านเจอบันทึกของเผ่าโบราณที่เคยครองดินแดนแถบนี้มาก่อน พวกเขาเชื่อว่าสองเทวาผู้สร้างโลกสถิตอยู่ในมหาพฤกษาของพวกเขา และการจะพูดคุยกับผู้สร้างได้จำเป็นต้องอาศัยการมีอยู่สี่กสิณธาตุเป็นสะพานเชื่อม ถ้าเราเชื่อตามพวกเขาและลองเทียบตัวแปรต่างๆ ดูก็แปลว่าที่พี่รักษ์ดู ความทรงจำในวงไม้ ไม่ได้เป็นเพราะสะพานเชื่อมยังไม่สมบูรณ์”



“จะว่าไปมันก็ฟังเข้าเค้านะ” พิมายนึกย้อนความทรงจำในวันที่ไปทัศนศึกษา “เพราะใต้มหาพฤกษาคือบ่อน้ำ แถมรอบกำแพงแขวนคบไฟ รากไชอยู่ในดิน และตอนนั้นมีสายลมพัดมาจากทิศเหนือพอดี ดีละ!!! ไปลองกันเลยดีกว่า!!!



แต่ก่อนที่คนใจร้อนจะทันได้ฉุดแขนคนตัวเล็กให้ไปทดลองสมมติฐานดูเดี๋ยวนั้น



“พี่รักษ์!!



ก็ถูกขัดขวางโดยสองแฝดเสียก่อน



ทั้งตุลย์และติณห์วิ่งพรวดเข้ามาเบียดพิมายจนกระเด็นแล้วตวัดแขนรอบตัวรักษ์นาราจนร่างเล็กแทบจะจมหายไปในอ้อมกอด ทว่าในขณะที่แฝดคนที่หนึ่งยังกอดแน่นไม่ยอมปล่อย แฝดคนที่สองกลับผละไปอย่างรวดเร็วราวกับทำลงไปเพื่อทักทายเล่นๆ เท่านั้นก่อนจะไปนั่งลงข้างชวินทร์



พักหลังมานี้ตุลย์และติณห์สูงขึ้นเร็วมากจนน่าตกใจ ทั้งลาดไหล่และแผ่นหลังก็ดูกว้างขึ้น ด้วยอันตราเท่านี้อีกไม่นานอาจจะแซงพิมายได้เลยด้วยซ้ำ ผมสีน้ำตาลไหม้อาจจะยาวขึ้นเพียงเล็กน้อยแต่เพราะการตัดแต่งทรงผมจึงแทบจะดูเป็นอีกทรงโดยสิ้นเชิง



ถ้าจะมีอะไรที่ไม่เปลี่ยนไปก็คงเป็นการที่ทั้งคู่ยังดูเหมือนกันจนแยกไม่ออกดุจเดิม



“จะกอดอีกนานไหม” เสียงเย็นๆ ของภาคินทร์ลอยแว่วมาพร้อมกับการที่ระรอกคลื่นในลำคลองเบื้องหลังเริ่มสูงขึ้นและแรงขึ้นเรื่อยๆ



“จนกว่าจะพอใจ” เจ้าตัวแสบยักคิ้วให้อย่างจงใจกวนประสาททั้งยังก้มลงไปแนบศีรษะเข้ากับกลุ่มผมสีน้ำตาลอีกต่างหาก คลื่นในคลองด้านหลังทำเอาเรือพายล่มไปสองลำแล้วด้วยกัน



อีกครั้งที่คำพูดของรักษ์นาราหย่าศึกได้ทันพอดี



“ตุลย์กับติณห์หายไปไหนมาตั้งแต่เช้าเหรอจ๊ะ?” ดวงตากลมโตสีน้ำตาลหันมองเจ้าของอ้อมกอดเป็นคนแรกก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังคนที่นั่งอยู่ข้างชวินทร์ รอยยิ้มกว้างจากสองเด็กชายบ่งบอกว่าไม่ว่ายังไงเธอยังคงแยกทั้งคู่ออกจากกันได้อยู่ดี



“โดนคุณชายเจ้ากี้เจ้าการตรงนี้ใช้งานน่ะสิครับ” ติณห์ตอบพลางเอนหลังพิงพนัก สองแขนพาดยาวอย่างเกียจคร้าน ดวงตาสีน้ำตาลไหม้เหลือบมองคนข้างตัวขณะยื่นส่งกระดาษใบน้อยไปให้ “นายน่าจะเริ่มจ่ายเงินให้พวกเราได้แล้วนะ ขนาดสายข่าวนายทำน้อยกว่านี้ยังได้ค่าจ้างเลย นี่พวกเราทำเปล่าๆ ให้ตั้งหลายงาน”



“สายข่าวฉันก็สายข่าวอาจารย์อีกทีน่ะแหละ ขืนใช้พวกนั้นอาจารย์ก็จับได้พอดี ว่าแต่ตามเจอใช่ไหมไม่ได้คลาดกันนะ?” เด็กหนุ่มร่างผอมรับกระดาษที่ยับย่นไปกวาดตาอ่านอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ตุลย์ยอมปล่อยรักษ์นาราจากอ้อมกอดแล้วนั่งลงดีๆ ในที่สุด แต่ก็ยังไม่วายนั่งชิดติดกันเสียจนภาคินทร์ต้องส่งสายตาเขียวปั๊ดมาให้ พิมายเอาคืนให้แทนโดยการแทรกตัวมานั่งคั่นกลางเพราะจะแก้แค้นที่ถูกผลักกระเด็นเมื่อครู่ด้วย



“ไม่เชิง” ติณห์ไหวไหล่ “ฉันคลาดกับอาจารย์นายตั้งแต่ตรอกแรกแล้ว เขาไวชะมัดทั้งที่อ้วนขนาดนั้นแท้ๆ”



“ส่วนฉันก็หลงกับพ่อนายตรงแผงขายผัก เขาระวังตัวแจเลยแถมยังเตรียมคนมาเป็นตัวล่อเดินไปอีกทางด้วย ชำนาญจนน่าขนลุก ท่าทางไม่ใช่ครั้งแรกที่ทำแบบนี้แน่ๆ” ตุลย์เสริม คำพูดของทั้งคู่ทำให้ชลัชพงษ์คนพี่เลิกคิ้วแล้วหันมาถามชลัชพงษ์คนน้อง



“ทำไมต้องให้พวกนี้ต้องสะกดรอยตามพ่อด้วยวินทร์?”



“เพราะพ่อพวกเราทำตัวน่าสงสัยน่ะสิครับ รวมทั้งอาจารย์ผมด้วย และผมคิดว่าในสถานการณ์แบบนี้พวกเขาต้องเคลื่อนไหวแน่เลยให้ฝาแฝดจับตาดูมาสักพักแล้ว”



คำอธิบายของชวินทร์เล่นเอาผู้ฟังงงเป็นไก่ตาแตกว่าเด็กพวกนี้เอาเวลาที่ไหนไปสอดส่องเรื่องชาวบ้านในเมื่อตุลย์กับติณห์ต้องฝึกหลักสูตรนรกของสิงขรแทบทุกวัน และทั้งสามสนิทกันถึงขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไรในเมื่อแรกเริ่มยังชังน้ำหน้ากันจะเป็นจะตาย



แต่คิดดูอีกทีก็อาจจะไม่แปลก เพราะปัจจุบันนอกจากรักษ์นาราแล้ว ชวินทร์ก็เป็นอีกคนที่สามารถระบุตัวฝาแฝดได้เช่นกันว่าใครเป็นใครกันแน่แม้ว่าทั้งคู่จะสวมแหวนนพสินธุ์อยู่ก็ตาม!!



“แต่พวกนายได้ที่อยู่มานี่ แปลว่าสุดท้ายก็ตามไปถูกเหรอ?” เด็กหนุ่มร่างผอมถามเพิ่ม



แฝดที่นั่งอยู่ข้างกันยิ้มกว้างแล้วตอบให้ “ฉันได้รับภารกิจให้ตามอาจารย์นายก็จริง แต่ดันไปเจอพ่อนายแทนน่ะ ก็เลยเปลี่ยนเป้าหมาย แอบย่องตามไปจนถึงร้านหนึ่ง”



แฝดที่นั่งข้างรักษ์นาราเสริมต่อ “ส่วนฉันก็ดันเจอน้าอินท์กับลุงสิงกำลังเดินเลาะตรอกกันมาแบบหลบๆ ดูน่าสงสัยพอดีก็เลยตามไป”



“พวกเขามาที่เดียวกัน ร้านในที่อยู่นี้” ติณห์เฉลยอย่างตื่นเต้นพลางใช้นิ้วจิ้มข้อมูลในกระดาษที่จดมา



“ไม่ใช่แค่นั้นน่ะ ยังมีคุณป้าอีกคนที่พวกเราไม่รู้จักด้วย แต่งตัวดีน่าดูแต่ไม่น่าใช่พวกสกุลหลักเพราะสัมผัสกสิณไม่ได้เลย” ตุลย์หยิบกระดาษอีกแผ่นในอกเสื้อขึ้นมา เป็นรูปวาดใบหน้าคุณป้าคนที่ว่า รายละเอียดเครื่องหน้าครบถ้วน เหมือนจริงพอตัวจนพิมายที่ชะโงกหน้ามาดูจำได้ทันทีจนต้องร้องลั่น



“เหวอ!! นั่นมันผู้อำนวยการเกศรินนี่!!



ประโยคนั่นทำเอาภาคินทร์ถึงกับเดินมาคว้ากระดาษไปดูด้วยคน คิ้วหนาขมวดจนแทบเป็นปม



“เกศริน? ใช่ เกศริน รัศมาส หนึ่งในห้าพระญาติที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์แม่น้ำแดงหรือเปล่าครับ?” ชวินทร์ถาม ส่งผลให้ฝาแฝดส่งเสียงร้องอย่างตกใจออกมาไปด้วย “เขาเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนพี่เหรอ?”



“อือ” ภาคินทร์ยืนยันอย่างเรียบง่ายและส่งรูปวาดที่ว่าให้ชวินทร์ดูบ้าง



สองแฝดยกมือขึ้นตบปากตนเองรัวๆ ข้อหาไม่มีมารยาทไปเรียกเชื้อพระวงศ์ห้วนๆ แค่ว่าคุณป้า ชวินทร์ถือรูปวาดไว้ในมือหนึ่งส่วนอีกมือก็เอื้อมไปคว้ามือติณห์ไว้เพื่อให้หยุดการกระทำไร้สาระแบบเด็กๆ นี้



“เกศริน รัศมาสคืนฐานันดรแล้วกลายเป็นสามัญชนตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์แม่น้ำแดงจะเกิดขึ้นซะอีก เพราะงั้นพอสักทีเถอะน่า”



นี่คือเหตุผลที่ทำให้หญิงชรารอดจากเหตุสังหารหมู่อันน่าสยดสยองมาได้ เพราะว่าเธอไม่ได้อยู่ที่นั่น



ฝาแฝดอุทานว่าอ้าวเหรอออกมาอย่างพร้อมเพรียง ชวินทร์คืนรูปให้คนที่นั่งฝั่งตรงข้ามพลางพูดไปเรื่อยราวกับกำลังทบทวนความจำของตนเอง “เคยได้ยินมาเหมือนกันว่าสมัยก่อนเกศรินดำรงตำแหน่งเป็นราชครูให้กับลูกท่านหลานเธอในรั้ววัง นึกไม่ถึงเลยว่าพอออกมาก็ยังจะเปิดโรงเรียนแล้วสอนต่ออีก”



แถมยังเป็นโรงเรียนที่มีกฏเกณฑ์นอกคอกอย่างสัตยาบรรณอีกด้วย



“นี่มันสมาคมลับประเภทไหนกันเนี่ยทำไมมีแต่คนรู้จักพวกเรากันทั้งนั้นเลยวะ” พิมายโวยวายตามนิสัย เธอยกมือขึ้นเกาศีรษะแกรกๆ อยู่หลายทีเพื่อสงบสติอารมณ์แต่ก็ดูจะไม่ได้ผลเท่าไร



“ผมว่าคำถามที่สำคัญกว่านั้น...”



เสียงของชวินทร์เรียกสายตาทุกคู่ให้หันมอง



“คือสมาคมนี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์อะไรมากกว่านะครับ”



คนใหญ่คนโตของแคว้น



คนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวในรั้ววัง



คนที่อยู่ในเหตุการณ์แม่น้ำแดง



คนที่มีเหตุผลให้เกลียดแค้นสมุหนายกโกมุท



ด้วยทั้งหมดนั้นบวกลบคูณหารเพียงไม่นานก็น่าจะได้คำตอบตรงกันว่าสมาคมลับนี้กลุ่มกฏบอย่างไม่ต้องสงสัย ทว่าผลลัพธ์ที่คนเหล่านั้นต้องการจะเป็นอะไรก็สุดจะรู้ได้ เหล่าเด็กๆ ตกอยู่ในอากัปกิริยาเคร่งเครียด ไม่เคยมีครั้งไหนที่ได้รับรู้ข้อมูลมาแล้วจะรู้สึกว่ามันช่างใหญ่โตจนเกินตัวเท่าครั้งนี้อีกแล้ว



ทว่าท่ามกลางบรรยากาศหนักหน่วงที่แต่ละคนปล่อยออกมา



“คือว่านะ...”



กลับมีแค่รักษ์นาราเท่านั้นที่ดูจะรู้สึกเครียดในประเด็นที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง



“เรารู้แหละว่าเรื่องนี้มันสำคัญ แต่ว่า...พรุ่งนี้ก็วันประลองแล้วไม่ใช่เหรอจ๊ะ มันต้องแบบ ไงดีละ ไปทบทวนเป็นครั้งสุดท้ายหรือพักผ่อนให้สมองโล่งเหมือนตอนจะทำข้อสอบไหมจ๊ะ?”



“ไม่จำเป็น/ไม่จำเป็น/ไม่จำเป็น/ไม่จำเป็น”



เจ้าพวกฝีมือดีผิดมนุษย์มนาและเก่งเกินเด็กรุ่นเดียวกันตอบออกมาอย่างพร้อมเพรียง



ทว่าสุดท้ายการประชุมก็จบลงที่ตรงนั้น พวกเขาตัดสินใจจะพูดคุยเรื่องนี้กันทีหลัง เพราะว่าพรุ่งนี้ทันทีที่พระอาทิตย์โผล่ขึ้นจากเส้นขอบฟ้า งานประลองผู้ใช้กสิณรุ่นเยาว์ก็จะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ






###########



สนทนา : แก๊งรุ่นเล็กว่าไม่ธรรมดาแล้ว พวกรุ่นใหญ่แต่ละคนไม่ธรรมดายิ่งกว่าอีกค่ะ ๕๕๕๕ ฟ็อกซ์เพิ่งรู้ตัวว่าเขียนบรรยายให้เด็กๆเริ่มเปลี่ยนไปกันคนละนิดละหน่อยก็จริง แต่กลายเป็นว่าหนูรักษ์เป็นคนเดียวไม่มีอะไรเปลี่ยนเลยแฮะ //ยังไซส์มินิเท่าเดิม ถถถ

 


 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 33 ครั้ง

1,495 ความคิดเห็น

  1. #627 bookkota (@moonrabbit) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2560 / 18:48
    ภาคินทร์คะะะะ หนูกำลังจะโตเป็นหนุ่มแล้วนาจา 55555
    #627
    0
  2. #626 nass_san (@nass) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2560 / 06:48
    หนูรักษ์หน้าเด็กสองพันปี 5555555555
    #626
    0
  3. #622 Som Juthamas (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2560 / 19:47
    อยากรู้ว่าแก๊งรุ่นใหญ่จะวางแผนอะไร
    #622
    0
  4. #621 Ggggib (@123ggg) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2560 / 09:18
    ขอบคุณค่ะ
    #621
    0
  5. #620 สุดย0ด (@patinya1223) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2560 / 08:25
    กาลเวลาก็ทำอะไรหนูรักษ์ไม่ได้ 555555555
    #620
    0