ตอนที่ 47 : ตอนที่ ๔๒ คำยืนยันของสุธาศิน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1779
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 36 ครั้ง
    24 มิ.ย. 60


ตอนที่ ๔๒ คำยืนยันของสุธาศิน



                เพราะต่างฝ่ายต่างก็ไม่ไว้ใจกัน การประชุมระหว่างสองสกุลหลักจึงถูกจัดขึ้นที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง

                


               หรูหราและขึ้นชื่อด้านความโอชาเป็นอันดับต้นๆ ของพระนคร ทั้งเรือนทำจากไม้เนื้อแข็งอย่างดีและตั้งอยู่กลางน้ำ ยากจะหาอาวุธสำหรับผู้ใช้กสิณปฐวี และง่ายดายที่จะดับอาวุธของผู้ใช้กสิณเตโช  ทั้งร้านถูกจับจองและยึดครองโดยผู้ติดตามจากทั้งสองสกุล



ทว่าที่ๆ การประชุมเกิดขึ้นอย่างแท้จริงคือบริเวณกลางร้านซึ่งผู้นำสกุลคนปัจจุบันทั้งสองกำลังนั่งหันหน้าชนกันโดยมีโต๊ะไม้ตัวเตี้ยขนาดเล็กคั่นกลางต่างหาก



สุธาศิน คีรีรัตน์เป็นชายอายุเกือบสองหมื่นวันที่มีรูปร่างหนาใหญ่ยิ่งนัก เขาสวมชุดราชปะแตนสีขาวแบบเป็นทางการทว่ากลับไม่กลัดกระดุมทองเลยสักเม็ด เสื้อคอกลมสีสัมฤทธิ์ตัวในตึงแน่นติดกล้ามอก ลาดไหล่และลำคอหนาใหญ่ สุธาศินมีผมสีน้ำตาลไหม้ซึ่งไถข้างจนเกือบเห็นหนังศีรษะ ทว่าช่วงท้ายกลับยาวจนมัดเป็นจุกเล็กๆ ได้ ดวงตาสีเดียวกันฉายแววกร้าว ทั้งที่ในยามปกติจะเต็มไปด้วยความรื่นเริง เขาไว้หนวดหนาเหนือริมฝีปากและบริเวณคาง โดยตัดแต่งหนวดข้างริมฝีปากทั้งสองข้างเป็นเส้นเชื่อมอย่างปราณีต บริเวณแก้มและจอนถูกกันเกลี้ยงเกลาสะอาดสะอ้าน ห่างไกลจากความเป็นมหาโจรที่น้องชายแท้ๆ อย่างสิงขรซึ่งนั่งอยู่เยื้องไปเบื้องหลังเคยยัดเยียดให้มากโข แม้ว่าจมูกของเขาจะคดงอเหมือนนักเลงผู้ชื่นชอบการชกต่อยจนทำจมูกหักมาบ่อยครั้งก็ตาม



“จะเริ่มเลยไหมหรือจะรออาหารก่อน” เสียงห้าวถามอย่างสุภาพ



วิชุดา วัชริศ ปฏิเสธ “เริ่มเลยเถอะจะได้ไม่เสียเวลาไปมากกว่านี้”



แม้จะมีอายุจริงจะน้อยกว่าสุธาศินไม่มาก ทว่าถ้าดูแต่หน้าตาเพียงอย่างเดียว คงต้องบอกว่าวิชุดาอายุน้อยกว่าหลายศกเลยทีเดียว ผู้นำสกุลหญิงคนที่สามแห่งสกุลวัชริศอยู่ในชุดเกาะอกทำจากหนังสีดินแดง ทั้งยังสวมกรองคอที่ทำจากหนังเช่นกันทว่าตอกลายสีทองเป็นตราแห่งเตโช บริเวณไหล่ขวาของกรองคอถูกเย็บติดด้วยผ้าไหมผืนยาวปักดิ้นทองและด้ายแดงเป็นลวดลายกระหนกเปลว มันทิ้งตัวยาวจรดข้อมือ บดบังผิวเนื้อและรอยแผลน่าเกลียดที่แขนขวาซึ่งผู้คนต่างล่ำลือกันมาจนหมดสิ้น ท่อนล่างสวมผ้าซิ่นสีควันเพลิงทอลายขวางดูเรียบง่าย แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะพบเส้นทองถูกนำมาถักผสมลงไปด้วย  ผมสีดำสนิทรวบครึ่งศีรษะปักปิ่นเพชร ส่วนอีกครึ่งปล่อยสยายคลี่คลุมเกือบทั้งแผ่นหลัง ดวงตาสีถ่านคุไฟเรียวยาวและดุดัน แม้ไม่เท่าผู้นำสกุลหลักแห่งอาโป แต่การที่วิชุดาเลือกจะแต่งหน้าโดยเน้นย้ำเขียนถ่านรอบดวงตาเช่นนี้ยิ่งทำให้เธอดูน่ากลัวขึ้นอีกหลายเท่าจนแทบไม่มีใครกล้าสบตาด้วย



“น่าเสียใจจริงๆ ที่การพบกันระหว่างเรากลายเป็นเรื่องเสียเวลาสำหรับเธอไปเสียแล้ว”



เว้นก็เพียงสุธาศินผู้ยังกล้ากระทั่งต่อปากต่อคำด้วยอย่างไม่กลัวเกรง วิชุดาหยิบน้ำในแก้วดินเผาขึ้นจิบเล็กน้อยก่อนจะโต้กลับไป



“เราทั้งคู่ต่างก็งานรัดตัวเกินจะมาเสียเวลาไปกับเรื่อง ไร้สาระแบบนี้เพราะฉะนั้นรีบทำให้มันจบๆ ไปจะดีกว่า”



ผู้นำหญิงแห่งวัชริศเน้นย้ำ ทำเอาสิงขรมีสีหน้าบึ้งตึงขึ้นอีกเท่าตัว ในขณะที่สุธาศินเพียงยิ้มเย็นไม่ได้ตำหนิแต่อย่างใด



“งั้นฉันจะพูดตรงๆ เลยแล้วกัน สาเหตุที่การประชุมในวันนี้เกิดขึ้นเพราะลูกชายของเธอโจมตี หลานๆ ของเรา” สุธาศินรวบรัดแต่ก็ยังไม่วายออกเสียงเน้นน้ำหนักคำว่าหลานของเราเพื่อเหน็บแนมกลับไป เนื่องจากเรื่องไร้สาระที่วิชุดากล่าวถึงก็คือเด็กสองคนที่มีสายเลือดเดียวกับพวกเขาไหลเวียนอยู่ในร่างกาย



“และจากรายงานของพยานที่เห็นเหตุการณ์...”



“มันเป็นเรื่องเข้าใจผิด” วิชุดาแทรกคำของสุธาศินอย่างรวดเร็วจนเกือบเป็นการเสียมารยาท



“เข้าใจผิดหรือ?” สิงขรหรือนัยหนึ่งคือพยานปากเอกอุทานถามอย่างฉงนกับข้อแก้ตัวนี้



“ก็แค่เด็กๆ เขาหยอกกันเล่นไม่เห็นต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่เลย” แม้จะมีดวงตาสีน้ำตาลไหม้ถึงสองคู่มองมาอย่างคาดคั้นทว่าทั้งท่าทางและคำพูดของวิชุดากลับยังเยือกเย็นจนน่าแปลกใจ



สุธาศินลูบหนวดข้างริมฝีปากอย่างใช้ความคิดก่อนจะเอ่ย “เตชินท์เอากระบองหยาดโลหิตพรุสูรย์ออกมาใช้และตั้งใจจะฆ่าติณห์ให้ตาย เด็กสาวที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อีกคนหนึ่งก็บาดเจ็บหนัก ฉันอาจไม่ได้รู้จักลูกเธอดีแต่เด็กที่ไหนมันจะอยากฆ่าลูกพี่ลูกน้องของตัวเองกันถ้าไม่ใช่เพราะมีผู้ใหญ่สั่ง”



 “แต่ หลานๆ ของเรา ไม่ได้บาดเจ็บเลยไม่ใช่หรือ?” วิชุดาแสร้งทำสีหน้าฉงนบ้าง ทั้งยังเน้นย้ำคำเดิมเป็นการเอาคืน สิงขรผู้นั่งอยู่เยื้องไปทางขวามือของสุธาศินเริ่มขยับตัวอย่างอึดอัด “ไม่มีแม้แต่แผลพุพองหรือรอยไหม้ แล้วแบบนั้นจะเรียกว่าพยายามฆ่าได้อย่างไร แล้วเด็กสาวคนที่ว่าเนี่ยนอนอยู่โรงหมอกี่วันกัน มีแผลสักกี่มากน้อย ไม่ใช่ว่าจงใจเดินเข้าไปให้ถูกลูกหลงแล้วมาร้องแรกแหกกระเซิงเรียกร้องค่าเสียหายหรอกหรือ พวกยาจกต่างแคว้นทำแบบนั้นบ่อยไป”



“มันจะมากไปแล้ว!” สิงขรลุกขึ้นยืน ส่งเสียงดังอย่างเอาเรื่อง



“เจ้าสิง!” ทว่าเสียงที่ดังกว่าของผู้เป็นพี่ทำให้เจ้าของสมญาผู้พลิกธรณีชะงักไป “นั่งลงเสีย”



แม้จะมีท่าทีกระฟัดกระเฟียดทว่าสิงขรก็ยอมทำตามแต่โดยดี เขากอดอก เสมองออกไปยังภาพของท้องน้ำนอกร้านอาหารเพื่อสงบสติอารมณ์



“สรุปว่านั่นคือข้อแก้ตัวของเธอใช่ไหม แค่เด็กหยอกเล่นกันแล้วทางนี้แค่เข้าใจผิดไปเอง”



“ข้อเท็จจริงหรอก” วิชุดาแก้พร้อมแย้มพราย “เพราะเตชินท์ของฉันคงไม่ไร้ฝีมือขนาดฆ่าเด็กอมมือคนหนึ่งไม่สำเร็จโดยไม่มีแม้แต่รอยข่วนบนตัวเด็กคนนั้นหรอกนะ แบบนั้นเขาคงขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้นำสกุลกันพอดี แต่ก็อย่างที่ว่าน่ะแหละ มันเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิด ไม่มีใครตั้งใจจะฆ่าใครสักหน่อย”



และมันเป็นรอยยิ้มที่น่าขนลุกยิ่งนัก



สุธาศินหรี่ตามองฝ่ายตรงข้ามอย่างประเมินสถานการณ์และไตร่ตรองคำพูด ก่อนในที่สุดร่างหนาใหญ่จะถอนหายใจเฮือก



“งั้นถือเสียว่าการประชุมระหว่างสองสกุลจบลงตรงนี้แล้วกัน”



“พี่ศิน!!” สิงขรค้านสุดเสียง เช่นเดียวกับวิชุดาผู้เอ่ยออกมาว่า



“แต่ฉันยังมีอีกเรื่องที่อยากจะคุยด้วย”



คิ้วหนาของสุธาศินเลิกสูงอีกครั้ง จากแต่เดิมที่กำลังจะขยับลุกก็กลับมานั่งขัดสมาธิเหมือนเดิม เขาเงียบรอเป็นเชิงอนุญาต ดวงตาสีถ่านคุไฟคมกริบมองเลยไหล่หนาของผู้นำสกุลคีรีรัตน์ไป



“เรื่องที่ผู้พลิกธรณีตรงนั้นละเมิดสัญญาที่ให้ไว้กับฉัน” ก่อนจะเสกลับมามองจ้องคนที่นั่งตรงข้ามเช่นเดิม “เราตกลงกันไว้ว่าฝาแฝดจะได้อยู่ด้วยกันก็ต่อเมื่อเก็บตัวตนที่แท้จริงไว้เป็นความลับ แต่นอกจากจะยอมให้ทั้งคู่รวมงานประลองผู้ใช้กสิณรุ่นเยาว์แล้วยังประกาศตัวออกไปเสียเอิกเริกจนชาวบ้านเอาไปลือต่างๆ นาๆ ซ้ำร้ายจากประวัติที่ผ่านมาดูเหมือนผู้พลิกธรณีจะควบคุมหลานของตัวเองไม่ได้เลยแม้แต่น้อย เพราะฉะนั้น...”

              


  รอยยิ้มน่าขนลุกในสายตาคนมองยังประดับใบหน้าที่เชิดขึ้นเล็กน้อยไม่จาง



                “ฉันจะนำตัวตุลย์ วัชริศกลับไปเลี้ยงดูเอง”



                “ฝันไปเถอะ!” สิงขรโต้ทันควัน และในเมื่อสุธาศินไม่ได้ห้ามปรามเขาก็ไม่คิดจะหยุดถ้อยคำของตนเองเช่นกัน “คิดเหรอว่าฉันจะยอมให้เธอเอาหลานฉันกลับไปล่ามโซ่แล้วตราทัณฑ์ไฟใส่เหมือนที่ทำกับเจ้าเตชินท์ง่ายๆ เธอไม่ได้รักเจ้าพวกนั้นหรือใยดีความเป็นอยู่ของพวกมันเลยสักนิด! เธอมันก็แค่นังคนเอาแต่ใจที่กระหายอำนาจจนยอมสละได้แม้กระทั่งเด็กไร้เดียงสาที่มีสายเลือดเดียวกับตนเอง”



                แทนที่จะโต้เถียงข้อกล่าวหาของสิงขรว่าเธอเองก็รักฝาแฝดไม่น้อยไปกว่ากัน วิชุดากลับถามย้อน



                “แล้วอำนาจไม่ใช่สิ่งที่พวกเราทุกคนไขว่คว้าหรอกหรือ?”



                สิงขรชะงัก ทว่าสุธาศินกลับยิ้ม



                “ไม่อย่างนั้นสกุลช่างอันต้อยต่ำอย่างคีรีรัตน์จะถีบทะยานตัวเองมาถึงจุดนี้ได้อย่างไรหากไม่ใช่เพราะความกระหายในอำนาจและลาภยศ?”



                “ก็จริง” สุธาศินตอบเรียบง่ายในขณะที่สิงขรกัดฟันกรอด “แต่เรื่องนั้นก็ส่วนเรื่องนั้น ที่เราคุยกันอยู่ตอนนี้คืออนาคตของเด็กสองคนต่างหาก”



                “ถึงได้บอกไงว่าฉันจะพาตุลย์ วัชริศกลับไปเลี้ยงดูเอง”



                “ฉันว่านั่นไม่ใช่ความคิดที่ดีเท่าไรหรอกนะเพราะอย่างไรข่าวก็ยังคงแพร่สะพัดออกไปอยู่ดี” สุธาศินเว้นช่วง เมื่อบริกรของร้านเดินตัวลีบนำอาหารหลากหลายจานมาจัดวางบนโต๊ะ ทว่าเมื่อบริกรจากไปไกลเกินได้ยินแล้วกลับเป็นวิชุดาที่เอ่ยต่อ



                “ฉันถึงได้บอกให้รีบยุติมันน่ะสิ เพราะยิ่งปล่อยไว้นานก็ยิ่งใช้เวลามากขึ้นกว่าข่าวลือจะเลือนหายไป รีบหยุดมันลงตรงนี้พอสิ้นศกทุกอย่างก็จะกลับคืนสู่ภาวะปกติ”



“หลานๆ ของพวกเรายังเด็กและขลาดเขลานัก การที่พวกเขาป่าวประกาศตัวตนที่แท้จริงออกไปท่ามกลางฝูงชนย่อมก่อให้เกิดเรื่องยุ่งยากและเสียนินทาตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เมื่อมาคิดดูแล้วพวกเขาไม่ได้พูดออกไปไม่ใช่หรือว่าใครคือพ่อและแม่ผู้ให้กำเนิด”



                “อ้อมค้อมอยู่นั่นแหละ อยากจะพูดอะไรกันแน่”



                “ถึงจะไม่ค่อยดีต่อน้องสาวสุดที่รักของฉันสักเท่าไร” พี่ชายคนโตแห่งคีรีรัตน์ช่างตีหน้าเศร้าได้แย่จนน่ารำคาญ “แต่เราจะปล่อยอีกข่าวออกไปว่าฝาแฝดถือกำเนิดขึ้นจากสมาชิกคนหนึ่งในสกุลของพวกเราแทน คนที่ไม่สำคัญ คนที่ไม่มีความหมาย เธอเลือกคนของเธอมา จะเป็นใครระดับล่างแค่ไหนก็ได้ทั้งนั้น ฉันเองก็จะเตรียมไว้เช่นกัน เราจะบอกไปว่าไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนและเศร้าเสียใจเป็นอย่างมากที่ลูกหลานของเราต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ และไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม”



                ยังมิวายใช้แขนเสื้อซับน้ำตาอย่างเสแสร้งอีกต่อ



                “เพราะฉะนั้นนับจากนี้เราจะสนับสนุนพวกเขาอย่างเต็มที่ในทุกๆ ด้าน เธอลองคิดดูแล้วกันนะ ข่าวลือเรื่องฝาแฝดซึ่งเป็นเลือดผสมระหว่างคีรีรัตน์และวัชริศแพร่กระจายไปเกือบทั่วพระนครแล้ว ฉันพนันได้เลยว่าในสนามประลองจะต้องเนื่องแน่นไปด้วยผู้ชมที่อยากมาเห็นหน้าหลานๆ ของเราแน่ๆ ต่อให้เป็นการประลองของรุ่นเล็กก็เถอะ และถ้าคนพวกนั้นไม่เห็นเด็กแฝดที่อกเสื้อปักตราคีรีรัตน์หรือวัชริศก้าวเข้ามาในสนามประลองแล้วละก็ เธอคิดเหรอว่าพวกเขาจะเอาไปพูดว่า โอ้ ฉันคงได้ยินมาผิดแหละตัวเธอ มันก็แค่ข่าวลือโง่ๆ ไม่มีทางที่คนจากสกุลหลักจะมีลูกด้วยกันได้หรอก



                สุธาศินดัดเสียงและจีบปากจีบคอเล่าเป็นฉากๆ อย่างจงใจกวนโทสะ มันชัดเจนแล้วว่าเขาเองก็กราดเกรี้ยวต่อคำพูดของวิชุดาไม่แพ้น้องชาย เพียงแต่เก็บงำอาการได้เก่งกว่าและรอเวลาที่จะเอาคืนภายในครั้งเดียว...



                “ถ้าคิดแบบนั้นก็คงโง่และขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้นำเต็มที”



                ...อย่างทบต้นทบดอก



                ถ้วยดินเผาใบเล็กในมือของวิชุดาส่งเสียงลั่นร้าวขึ้นมาเบาๆ อาหารบนโต๊ะเย็นชืดและไม่มีใครแตะต้องในขณะที่สิงขรเหยียดยิ้มกว้างอย่างสาแก่ใจเพราะเป็นอีกครั้งแล้วที่พี่ชายเลือกที่จะเข้าข้างเขาและเด็กๆ มากกว่าจะเลือกรักษาศักดิ์ศรีไร้สาระที่หาแก่นสารไม่ได้



                “พวกชาวบ้านจะนินทากันปากต่อปากว่าพวกเรามันหัวโบราณและใจคับแคบ ช่วงชิงอิสรภาพและพรากโอกาสไขว่คว้าเกียรติยศไปจากเด็กไม่รู้อิโหน่อิเหน่ได้หน้าตาเฉย พูดตามตรงนะฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอกับพวกตาแก่ที่บ้านฉันกำลังกลัวอะไรนักหนา กะอีแค่น้องสาวฉันไปรักกับน้องชายเธอ”



                “ขนบธรรมเนียมคือรากฐานของสังคม” วิชุดาเอ่ย น้ำเสียงยังคงนิ่งเรียบ ทว่าถ้อยคำทวีความรุนแรงขึ้นหลายเท่าตามแรงอารมณ์ “มันคือสิ่งที่เราต้องรักษาอย่างเคร่งครัด หาไม่แล้วที่นี่ก็เป็นได้แค่บ้านป่าเมืองเถื่อน นึกจะช่วงชิงก็ทำ นึกอยากใคร่ก็สมสู่ แต่เพราะเราไม่ใช่คนป่า จารีตจึงเป็นสิ่งจำเป็น”



                “กฏหมายต่างหากที่จำเป็นและเป็นรากฐานที่แท้จริงของสังคม และไม่มีสักข้อที่บอกว่าสิรามลจะรักกับภาสกรและมีลูกด้วยกันไม่ได้”



สุธาศินยังคงยืนยันความคิดของตนเช่นกัน ทว่าด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่งกว่าหลายเท่า



“และเพราะแบบนั้นหลานๆ ของพวกเราจะได้เข้าร่วมการประลองนี้อย่างเปิดเผย ฉันประณีประณอมกับเธอมามากแล้วนะถึงได้ยอมให้ยกเอาคนอื่นมาเล่นบทพ่อแม่แทนแบบนี้ แต่ถ้าเธอยังยืนยันที่จะเอาเจ้าตุลย์กลับไปเลี้ยงเองโดยอ้างว่าเป็นเพราะเจ้าสิงผิดสัญญา ฉันเองก็คงต้องขอให้เธอคืนสินสัญญามือครั้งตกลงกันไว้เหมือนกัน จะได้ยุติธรรม”



เหมืองเพชร เหมืองทับทิม เขตการปกครองเมืองพายับ และอำนาจอีกมากมายในนามของสิงขรผู้พลิกธรณี



เทียบกับเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคนหนึ่งแล้วได้ไม่คุ้มเสียแม้แต่น้อย



ในช่วงแรกของการเจรจาวิชุดาอาจจะชนะที่ปัดความผิดให้พ้นตัวได้ ทว่าในช่วงท้ายซ้ำยังเป็นช่วงที่สำคัญที่สุดนั้นเรียกได้ว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง



สุธาศิน คีรีรัตน์อาจมีรูปลักษณ์แบบคนที่ชอบใช้แต่กำลัง แต่ใครจะไปคาดเล่าว่าทั้งสมองและฝีปากในการเจรจาจะเป็นเลิศถึงเพียงนี้ ไม่เพียงแค่สามารถทำตามความเอาแต่ใจของหลานๆ และน้องชายได้เท่านั้น แต่ทางคีรีรัตน์ยังไม่เสียผลประโยชน์แม้แต่กระผีก เผลอๆ อาจจะได้คืนกลับมาด้วยซ้ำหากวิชุดายินยอมแลก



ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างรู้กันดีว่าไม่มีวัน



ในที่สุดผู้นำหญิงแห่งสกุลวัชริศก็ลุกขึ้นยืน สีหน้าว่างเปล่าไม่แสดงอารมณ์ทว่าในดวงตาไหวระริกเป็นดังเปลวเพลิง “แล้วจะให้คนส่งรายละเอียดของคนที่จะมาเป็นพ่อไปให้แล้วกัน”



“ด้วยความยินดี” สุธาศินรับคำด้วยรอยยิ้มที่ไม่สื่อความหมาย



และเมื่อเสียงย้ำเท้าของเหล่าวัชริศทุกคนจากไปไกลแล้ว



“เฮ้อ!” สุธาศินก็ถอนหายใจเฮือก นั่งหลังงอห่อไหล่อย่างหมดมาดในทันที “ยังน่ากลัวเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ แฮะ นึกว่าต้องสู้กันกลางร้านอาหารเสียแล้ว ดีนะที่ยอมถอยกลับไป”



“สู้ก็สู้สิ” สิงขรกล่าวเสียงแข็ง “แม่นั่นก็แค่คนบ้าอำนาจที่ดีแต่ชี้นิ้วสั่งคนอื่นให้ทำเรื่องชั่วๆ แทนตัวเองไปวันๆ อีกอย่างมีผู้พลิกธรณีนั่งอยู่ตรงนี้ทั้งคนพี่จะกลัวอะไร”



“อย่าประมาณเพราะคิดว่าพวกผู้นำสกุลจะเฉื่อยแฉะเหมือนพี่แกไปหมดทุกคนสิ” คนที่ไม่ได้มีรูปร่างหรือฝีมือใกล้เคียงคำว่าเฉื่อยแฉะแม้แต่น้อยเอ่ยเตือน “ขนาดเจ้าปราณนต์ยังเคยเกือบแพ้วิชุดามาแล้วเลยนา และถ้าตำแหน่งปัญจราชศาสตราสามารถเล่นเกมการเมืองได้เหมือนผู้นำสกุลแล้วละก็ ภาสกรไม่มีวันได้เป็นปัญจราชศาตราแห่งเตโชแน่นอน”



“ก็ยังเป็นคนที่น่ารังเกียจอยู่ดี” สิงขรบ่นเป็นหมีกินน้ำผึ้งไม่เลิก



“จริงหรือเปล่า” อยู่ๆ สุธาศินก็ถามขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย



“เรื่อง?”



“ที่ว่าเจ้าตุลย์กับเจ้าติณห์ไม่มีแผลเลยสักแห่ง”



สิงขรเงียบ ส่งผลให้สุธาศินขยับตัว หันหลังกลับมานั่งเผชิญหน้ากับน้องชาย เขาโบกมือไล่ผู้ติดตามคนอื่นๆ ให้ออกไปให้พ้น เสียงฝีเท้าดังขลุกขลักอยู่เกือบสองบาท แต่แม้ทุกอย่างจะเงียบลงแล้วสิงขรก็ยังคงนิ่งเงียบไม่ต่างกัน



“นี่เจ้าเตชินท์มันโจมตีพวกตัวแสบของเราจริงๆ หรือแกกุเรื่องมาโกหกฉันกันแน่?”



“ผมไม่ได้โกหก! ผมอยู่ตรงนั้น ช้อนร่างใกล้ตายของลูกศิษย์ตัวเองขึ้นมาจากพื้นโดยไม่รู้ว่าอะไรแย่กว่ากัน ระหว่างการที่ต้องเดินย้ำฝ่าเลือดของเด็กคนนั้นเพื่อเข้าไปเอาตัวเธอกับการที่ผมไม่ได้กลิ่นเลือดเลยสักนิดเพราะกลิ่นเนื้อไหม้มันกลบจนหมด”



“แต่สุดท้ายเด็กคนนั้นก็ยังมีชีวิตอยู่”



อีกครั้งที่ข้อเท็จจริงจากปากสุธาศินทำให้สิงขรต้องเงียบ



“เช่นเดียวกับหลานตัวแสบของพวกเรา”



สุธาศินยกแก้วน้ำขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดด้วยท่าทีประหนึ่งมันเป็นเมรัย และเมื่อดวงตาสีน้ำตาลไหม้ของผู้นำสกุลหันกลับมาเห็นท่าทางของน้องชายเต็มตา เขาก็บ่นออกมาอย่างอดไม่ได้



“แกทำหน้าเหมือนมลไม่มีผิดเลยให้ตายเถอะ หน้าแบบคนที่กำลังเก็บงำความลับคอบาดขาดตายไว้กับตัว อยากบอกให้ใครสักคนฟังใจจะขาดแต่ก็กลัวว่าถ้าพูดไปมันอาจจะทำให้คอขาดได้จริงๆ ซึ่งไอ้คอที่แกพยายามรักษาไว้อยู่เนี่ย ไม่รู้ว่าเป็นคอของแกเองหรือว่าคอของคนอื่นกันแน่”



สุธาศินถอดหายใจอีกครั้งเมื่อสิงขรยังคงเม้มปากเน้น



 “แต่เพราะฉันรู้ดีว่าแกกับมลเหมือนกันขนาดไหน ถ้าไม่คิดจะพูดด้วยตัวเองแล้วต่อให้เอาอะไรมาง้างก็คงไม่ยอมปริปากแน่ๆ ดังนั้นฉันจะหยุดซักไซ้แกแค่นี้แล้วกัน แต่อย่าให้มีอีกเป็นครั้งที่สองเด็ดขาด ฉันไม่อยากโดนคนอื่นตอกหน้าหงายกลับมาเพราะความลับที่น้องฉันเองปิดบังไว้แบบวันนี้อีกแล้ว”



สิงขรไม่ได้ขานรับ ไม่อาจสัญญาได้ว่าจะไม่มีความลับหรือเรื่องที่ต้องปกปิดจากสุธาศินอีก ทว่าที่แน่นอนคือเขาจะทำทุกอย่างเพื่อให้มั่นใจว่าครอบครัวจะไม่ต้องเผชิญปัญหาไปด้วยเมื่อถึงคราวที่ต้องเปิดเผยความลับ










 

ย่ำค่ำวันเดียวกันหลังจากที่เรือนอาหารกลางน้ำปิดบริการแล้ว



บริกรชายคนที่ทำหน้าที่จัดเรียงอาหารบนโต๊ะให้สองผู้นำก็รีบปลีกตัวจากเพื่อนร่วมงาน เดินลัดเลาะผ่านตรอกซอกซอยต่างๆ อย่างระแวดระวังก่อนจะมาโผล่ที่วัดของนิกายวิษุวัตภายในเวลาไม่นานนัก เขาตรงไปยังเรือนพำนักที่อยู่ท้ายสุดอย่างคุ้นเคยแม้ไม่ต้องอาศัยคบเพลิงนำทาง หลังเคาะประตูไม้บานเก่าด้านหลังเรือนเป็นจังหวะอยู่ครู่หนึ่ง เด็กหนุ่มร่างผอมซึ่งต้องอาศัยไม้ค้ำยันก็เดินมาเปิดประตูให้



ชวินทร์นั้นเอง เขาชะโงกมองซ้ายขวา เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่น่ามีใครตามมาก็เบี่ยงตัวให้บริกรผู้มาส่งข่าวก้าวเข้ามาข้างใน บริกรคนนั้นกล่าวรัวเร็วทว่าสั้นกระชับได้ใจความ



“ผู้นำหญิงพยายามจะเอาตัวแฝดที่ชื่อตุลย์กลับไปให้ได้ แต่คนผู้ชายไม่ยอม เกือบวางมวยกันกลางร้านแล้วครับ แต่ตกลงกันได้เสียก่อนว่าจะปกปิดเรื่องพ่อแม่ที่แท้จริงเป็นความลับแล้วเอาคนอื่นที่ไม่สำคัญมาสวมรอยแทน”



ชวินทร์พยักหน้ารับรู้ ถามต่ออย่างไม่ยอมให้เสียเวลา “แล้วเรื่องที่ว่าลูกชายจากสกุลนั้นพยายามฆ่าฝาแฝดละได้คุยไหม”



“คุยครับ แต่แปลกมากๆ กลายเป็นว่ามันเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดไปเฉยเลย”



“เข้าใจผิดหรือ?” ชวินทร์ขมวดคิ้ว



“ผมฟังไม่ถนัดนักหรอกครับ แต่ได้ยินผู้นำหญิงแก้ตัวประมาณว่า ก็ไม่มีแผลไม่ใช่เหรอ แล้วจะเรียกว่าพยายามฆ่าได้อย่างไรกันสุดท้ายเลยทำอะไรไม่ได้ต้องยอมความกันไป หลังจากนั้นคนน้องเลยโดนคนพี่ตำหนิเสียยกใหญ่เพราะกุเรื่องขึ้นมา แต่คนน้องก็ยันยืนยันนะครับว่าพวกเด็กๆ เกือบตายเพราะลูกชายของสกุลนั้นจริงๆ”



“แต่กลับรอดมาได้โดยไม่มีแผลสักนิด” ชวินทร์พึมพำ อีกครั้งที่เขาถูหางคิ้วไปมา เสียงของเขาเบาลงไปอีกเมื่อเอ่ยประโยคถัดมา ราวกับเป็นเพียงแค่ความคิดที่คิดดังเกินไปหน่อยเท่านั้น “เคยได้ยินเรื่องทำนองนี้ที่ไหนมาก่อนนะ”



“คุณชายจะถามอะไรอีกไหมครับ” เสียงของบริกรหนุ่มเรียกชวินทร์ขึ้นมาจากภวังค์พอดี



“ไม่แล้วแหละ” ร่างผอมส่ายหน้า หยิบถุงอัฐโยนส่งให้พลางสั่ง “นายทำงานต่ออีกสักอาทิตย์แล้วกันนะแล้วค่อยลาออก ฉันเพิ่มเงินให้แล้วเพราะฉะนั้นเหมือนเคยนะ”



“ห้ามบอกอาจารย์ของคุณเด็ดขาด รับทราบครับ” บริกรหนุ่มหรืออีกนัยหนึ่งสายข่าวของชวินทร์ทวนคำสั่ง โค้งคำนับสุดตัวแล้วถอยจากไปอย่างเงียบงัน ทว่าชวินทร์ยังคงนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้น จมลงในห้วงความคิด ดำดิ่งลึกลงไปในหน้าหนังสือและตัวอักษรที่เคยผ่านตามา



เขาเคยได้ยินหรือได้อ่านเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่คล้ายกันนี้จากที่ไหนใดกันแน่นะ






########## 

สนทนา : ตอนนี้ยาวมากตั้งเก้าหน้า ไม่รู้จะตัดตรงไหนเพราะเป็นลองเทคสองผู้นำเฉือดเฉือนปะทะคารมกัน ถ้าแบ่งอารมณ์มันจะไม่ต่อเนื่องเลยเอามาลงให้เต็มๆแล้วกัน ถ้าน่าเบื่อหรือเวิ่นไปก็บอกได้นะคะจะมาปรับแก้ไข 

โดยส่วนตัวของความดุของวิชุดามาก ถึงนางจะเป็นตัวร้ายก็เถอะ แต่ชอบผู้หญิงสไตล์นี้มากจริงๆ ฮรือออ แถมตอนนี้ยังได้เปิดตัวมนุษย์ลุงหมายเลขสอง เอ๊ย สุธาศินด้วย ตอนแต่งฟ็อกซ์เลยฟินเข้าไปใหญ่ และไม่รู้ทำไมตอนครูสิงแทนตัวเองว่าผมถึงได้แลดูโมเอ้โมเอะได้ขนาดนี้กันนะ ><  //ระทวย 555



 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 36 ครั้ง

1,493 ความคิดเห็น

  1. #862 lady-zeara (@lady-fair) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2560 / 17:32
    อยากได้ลุงศินอ่ะ-///-
    #862
    0
  2. #654 minggg- (@minggg-) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2560 / 01:35
    กรี๊ดดดด สุธาศินเท่เว่อร์
    ไม่ไหวแล้ววว ฉลาดมีไหวพริบและสุขุม
    อีกคนที่ดี๊ดีไม่แพ้กัน คือ ชวินทร์
    ไม่ดีพลังแล้วอย่างไร สมองมีดีกว่าเยอะ
    นี่มีสายข่าวของตัวเองแล้วด้วยนะ
    ปลื้มมมแทนนนนน
    #654
    0
  3. #530 nass_san (@nass) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2560 / 06:48
    มนุษย์ลุงจงเจริญ 555555555 บ้านนี้ผู้ชายมาแนวนี้สินะ
    #530
    0
  4. #529 ใบไม้เปลี่ยนสี (@beaw_nile) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2560 / 22:00
    เค้าท่องก่อน พระเอกคือน้องคินทร์ คือน้องคินทร์ คือน้องคินทร์ เดี๋ยวลืมมม =_=
    #529
    0
  5. #528 bookkota (@moonrabbit) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2560 / 19:00
    นุ้งฟ็อกซ์อย่าเอาคุณลุงมาให้เราฟีเว่อร์เพิ่มอีกคนเลยนะ เราปันใจไม่ถูกล้าววว
    ปอลอ เราว่าพระเอกของเรื่องคือนุ้งวินทร์ค่ะ!! นางคิดไกล ฉลาด และดูจะเป็นคนแก้อีกหลายๆปมในอนาคตแน่ๆเลยยย 5555
    #528
    0
  6. #527 amporn (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2560 / 15:16
    ขอบคุณค่ะ
    #527
    0
  7. #526 -S!MPLE- (@khimmonsicha) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2560 / 14:50
    เรือสิงมายช่างโลดแล่นเหลือเกิล
    #526
    0
  8. #525 Faded-Girl (@nuufunction) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2560 / 13:28
    ครูสิงห์พูดเหมือนใจให้ แบบ ห่วงลูกศิษย์มาดกกก แต่.. แน่ใจนะว่าคิดแค่ลูกศิษย์ กิ้วๆๆ

    //เรือสิงมายกางใบเต็มที่ แล่นชิวค่อดๆ แต่เห็นโขดหินจำนวนมากอยู่ลิบๆนะ //โขดหินนั่นมัน! "อาจารย์ลูกศิษย์" เส้นแบ่งสินะ ฮรืออออออ
    #525
    0
  9. #524 สุดย0ด (@patinya1223) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2560 / 12:54
    คุณลุงหมายเลขสองดูท่าทางใจดี 555555555 แต่ไอท่าทางเหมือนไม่เอาอ่าวของผู้ชายบ้านคีรีรัตน์นี่มีกันทุกคนใช่ไหมคะ 5555555
    #524
    1
    • #524-1 ฟ็อกซ์ทร็อต (@foxx-tron) (จากตอนที่ 47)
      24 มิถุนายน 2560 / 13:03
      เอกลักษณ์ผู้ชายสกุลนี้เลยค่ะ เป็นพวกคมในฝัก แต่บางทีฝักก็หนาเกินไปหน่อย 5555
      #524-1
  10. #523 mummy_yaoi (@mimm5341) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2560 / 12:27
    ไม่ค่อยโอเคกับยัยแม่-*-
    #523
    1
    • #523-1 ฟ็อกซ์ทร็อต (@foxx-tron) (จากตอนที่ 47)
      24 มิถุนายน 2560 / 13:04
      ไม่โอกับนิสัยเหมือนกัน ทำร้ายพี่เตของเค้า แง้งงง โอแค่เวลาบรรยายรูปลักษณ์อย่างเดียว 555
      #523-1