ตอนที่ 46 : ตอนที่ ๔๑ สิ่งประดิษฐ์ของชวินทร์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1835
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 36 ครั้ง
    18 มิ.ย. 60


ตอนที่ ๔๑ สิ่งประดิษฐ์ของชวินทร์



                พิมายไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่ารักษ์นาราจะมาโรงเรียนในวันนี้               



                เพราะแบบนั้นตอนที่บังเอิญมาเจอตรงหน้าประตูโรงเรียนเธอเลยทำตัวไม่ถูก จากแต่เดิมที่ตั้งใจจะบ่นเพื่อนตัวเล็กให้หูชากลับกลายเป็นว่าคิดคำไม่ออกเสียดื้อๆ สองมือที่เคยนึกอยากจับไหล่บางมาเขย่าสักหลายๆ ทีจะได้รู้บ้างว่าทำคนอื่นเขาเป็นห่วงมากแค่ไหนก็แข็งค้าง นิ่งอยู่กลางอากาศขยับยุกยิกไปมาเหมือนหาที่ลงไม่ได้



                แต่พอรักษ์นาราเริ่มยิ้มแห้งให้ก็มีหนึ่งคำปรากฏขึ้นหัวของพิมายพอดี



                “ยัยบ้า!” ทั้งที่พิมายโหวกเหวกถึงขนาดนี้แท้ๆ แต่รักษ์นารากลับยิ้มกว้างขึ้นเสียได้



                “ขอโทษนะที่ทำให้เป็นห่วง”



                เท่านั้นแหละความอดทนของพิมายก็พังครืน เธอดึงเพื่อนตัวเล็กเข้ามากอดแน่นโดยไม่สนต่อสายตาของนักเรียนคนอื่นๆ “บ้า! บ้า! บ้า! ทีหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะ!



                “จะหายใจไม่ออกแล้วมาย” รักษ์นาราประท้วง แต่กลายเป็นว่ายิ่งทำให้พิมายรัดแน่นเข้าไปอีก



                “สมควรแล้ว!! เพราะงั้นห้ามปิดประตูใส่ฉันอีกเด็ดขาดไม่งั้นได้โดนยิ่งกว่านี้แน่! ห้ามทำตัวงี่เง่าหลบไปนั่งเศร้าคนเดียวด้วย! แล้วก็ห้าม...ห้าม...” เด็กสาวตัวสูงสั่งทั้งที่ยังซบหน้าอยู่กับไหล่เล็ก “...อย่าผลักฉันออกไปอีกนะ”



                “จ้ะ” รักษ์นารารับคำเรียบง่ายแล้วยกแขนขึ้นโอบรอบพิมายเช่นกัน ใช้เวลาเกือบครึ่งบาทกว่าสองเพื่อนรักจะยอมแยกจากกัน ทั้งจมูกและดวงตาของพิมายแดงก่ำ แม้จะไม่ถึงขั้นร้องไห้แต่การที่ถูกคนตัวเล็กจ้องมองด้วยรอยยิ้มกึ่งเอ็นดูเช่นนี้ก็ทำเอาเธออยากจะลงมือฟาดสักทีสองทีเป็นการเอาคืนยิ่งนัก



                ก็เพราะใครกันเล่าที่ทำให้เธอกระวนกระวายจนแทบไม่เป็นอันกินอันนอนถึงขนาดนี้



                ไม่ทันได้โวยวายเพิ่มน้ำเสียงคานยางของสิงขรก็ดังขึ้นขัดเสียก่อน



                “อะไรเนี่ย นี่เธอโดนหนูรักษ์แกล้งอยู่เหรอเหรอพิมาย”



                พร้อมกับการที่เจ้าของเสียงซึ่งยืนอยู่เบื้องหลังเอื้อมมือมาจับศีรษะของเธอแล้วโยกไปมาเบาๆ อย่างเย้าแหย่ โดยที่จะหันไปต่อว่าหรือปัดมือออกก็ไม่ได้เพราะพิมายไม่อยากให้สิงขรเห็นหน้าตอนนี้แม้จะรู้ดีว่าไม่ทันแล้วก็เถอะ



                “ไม่ใช่สักหน่อย” คนตัวสูงบ่นอุบอิบแต่ยังคงไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองดุจเดิม รักษ์นาราเองก็ยังส่งยิ้มเอ็นดูมาให้ไม่ขาดทำเอาใบหน้าของพิมายเริ่มจะเห่อร้อนขึ้นมาเสียแล้ว ข้าแต่สองเทวา ช่วยทำให้เธอหายไปจากตรงนี้ทีเถอะ



                “แล้วก็หนูรักษ์อย่าลืมไปเอาใบลาที่ห้องพักครูตอนเที่ยงด้วยละ จะเขียนอะไรก็เขียนมาแต่ให้เนียนๆ หน่อยแล้วกัน”



                พิมายอยากจะหันไปแขวะว่าช่วยทำหน้าที่ให้สมกับเป็นครูหน่อยเถอะ แต่น้ำหูน้ำตามันไม่เอื้อให้ทำเช่นนั้นเลยจริงๆ ส่วนรักษ์นาราก็ทำเพียงยิ้มรับง่ายๆ ตามวิสัยเท่านั้น สิงขรปล่อยมือจากศีรษะพิมายและกำลังจะเดินเข้าโรงเรียนไปอยู่แล้วตอนที่ดวงตากลมโตของรักษ์นาราเหล่มองมาอย่างมีเล่ห์นัย แล้วอยู่ๆ คนตัวเล็กก็ร้องทักคนที่กำลังเดินไป



                “พอโกนหนวดแล้วครูสิงดูแปลกไปเยอะเลยนะคะ”



                อะไรนะ?



                แต่พิมายก็ยังยืนแข็งทื่อไม่กล้าหันกลับไปอยู่ดี



“อ่า...โดนไอ้พี่บ้าจับโกนน่ะ” เขาอธิบาย “บอกว่าจะโผล่หน้าไปร่วมประชุมใหญ่ทั้งหน้าโทรมๆ แบบนี้ไม่ได้มันเสียมารยาท ข้ออ้างชัดๆ หน้ามันน่ะหนวดเคราเฟิ้มเป็นโจรยิ่งกว่าฉันเสียอีก อ๊ะ เกือบลืมแล้วสิ ไหนๆ ก็ไหนๆ ฝากพวกเธอไปบอกเพื่อนๆ หน่อยแล้วกันว่าคาบของฉันวันพรุ่งนี้ถือเป็นคาบว่างนะ พอดีมีธุระต้องไปจัดการฉันเลยลาหนึ่งวันแล้วครูใหญ่หาคนมาแทนไม่ได้ พวกเธอจะนั่งทำการบ้านอ่านหนังสือหรืออะไรก็ทำไป อย่าก่อเรื่องเป็นพอ”



“รับทราบค่ะ” รักษ์นาราเอ่ยเสียงใสแต่ดวงตายังมิวายมองมาที่พิมายเป็นระยะๆ เหมือนจะบอกว่าโอกาสสุดท้ายแล้วนะเขากำลังจะไปแล้วนะ



เสียงฝีเท้าดังขึ้น ไกลห่างออกไป นักเรียนหลายคนเดินสวนเข้าไปในโรงเรียนแล้วเช่นกัน พิมายรวบรวมความกล้าด้วยหัวใจที่สั่นระรัว



“ครูสิง!!” เธอเรียก แผ่นหลังกว้างใต้เสื้อสีสันสดใสจึงหยุดนิ่ง และคงไม่เป็นการพูดเกินไปนักถ้าจะบอกว่าโลกรอบตัวพิมายเหมือนจะหยุดหมุนไปเลยจริงๆ ตอนที่คุณครูของเธอหันกลับมาเผยให้เห็นใบหน้าคมสันเกลี้ยงเหลาอย่างคนเพิ่งโกนหนวดเช่นที่รักษ์นารากล่าวไว้จริงๆ สิงขรดูอ่อนเยาว์ขึ้นมากโข แม้จะมีรอบแผลเป็นเล็กๆ ตรงมุมกรามขวามันก็ไม่ได้ทำให้เขาดูดุดันเหมือนสมญาผู้พลิกธรณีแต่อย่างใด พิมายจำได้ดีว่าเขาเคยบ่นให้ฟังว่าไม่ชอบแผลนี้จึงไว้หนวดเคราเพื่อปิดบังมันมาโดยตลอด



เด็กสาวกลั้นหายใจตอนที่ตะโกนถาม น้ำเสียงร่าเริง หยอกเย้าเช่นที่เคยเป็นมาโดยตลอด “งั้นพรุ่งนี้ขอโดดกลับบ้านเลยได้ไหม!!



ประโยคของเธอส่งผลให้สิงขรยิ้มพราย พิมายรู้มาตลอดว่าเขามีลักยิ้ม แต่ไม่เคยเห็นมันชัดๆ แบบนี้มานานมากแล้ว อย่างน้อยก็ตั้งแต่ตอนเธออายุห้าพันวันและเพิ่งย้ายมาที่พระนครได้ไม่นาน หัวใจของเธอกระตุกก่อนจะกลายเป็นเต้นเร็วขึ้นอีกหลายเท่า



“บอกแล้วไงจะทำอะไรก็ทำอย่าก่อเรื่องให้ฉันเดือดร้อนเป็นพอ”



                แล้วคุณครูของเธอก็หันหลังกลับ เดินหายลับไปในบรรดาเด็กนักเรียน พิมายมองตามไปจนสุดสายตา



                “หน้าแดงใหญ่แล้วเก็บอาการหน่อย โอ๊ย!



                เพราะรักษ์นาราท้วงเช่นนั้น พิมายจึงไม่ลืมว่าต้องทำอะไร ฝ่ามือเรียวสีมะกอกฟาดเพี้ยะลงบนต้นแขนเล็กอย่างไม่มีการอ้อมแรงแม้ว่าคนถูกกระทำจะมีส่วนสูงน้อยกว่าเธอเกือบคืบก็ตาม



                “เจ็บนะ” รักษ์นาราโอดครวญ



                “สมควรแล้ว” พิมายเอ็ดอีกรอบก่อนจะเดินก้มหน้าก้มตาเข้าไปในโรงเรียนโดยมีเพื่อนตัวเล็กที่กำลังลูบต้นแขนไปพลางฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีไปพลางเดินตามมาติดๆ








 

                ชวินทร์กำลังงวดอยู่กับสิ่งประดิษฐ์หน้าตาแปลกๆ บนโต๊ะทำงานตัวยาวตอนที่



                “โอ๊ย!!



                “อ๊าก!



                เหล่าฝาแฝดกระโดดข้ามหน้าต่างเข้ามาตกลงบนกองอุปกรณ์ที่สุมกันอยู่แถวๆ นั้นพอดี ทั้งคู่ร้อง ชวินทร์แน่ใจมากกว่าเก็บของมีคมเข้ากล่องไปหมดแล้วแต่อะไรหลายๆ บนพื้นห้องเขาก็ก่ออันตรายได้เทียบเท่าหรืออาจจะมากกว่าเลื่อยอยู่ดี



                “ฉันว่าฉันไม่ได้ลงกลอนประตูนะ” เด็กหนุ่มร่างผอมเอ่ยทั้งที่ยังไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาจากงานที่ทำอยู่



เพราะขาที่ลีบเล็กและต้องใช้ไม้เท้าช่วยเดิน เรือนพำนักของชวินทร์จึงเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวที่ไม่ได้ยกใต้ถุน ไม่มีกระทั้งขั้นบันไดหรือแม้แต่พื้นต่างระดับเพื่อที่เขาจะได้เดินไปไหนมาไหนได้โดยไม่ต้องขอความช่วยเหลือ



                ชวินทร์ดัดแปลงและยุบรวมห้องหับหลายๆ ห้องเข้าด้วยกันจนเหลือเพียงสองห้องเท่านั้นคือห้องนอนเล็กๆ ที่เรียกได้ว่ามีไว้เพื่อนอนอย่างเดียวและห้องทำงานขนาดใหญ่แต่กลับกลายเป็นว่าดูเล็กแคบไม่ต่างกันเพราะเต็มไปด้วยข้าวของมากมาย มีโต๊ะทำงานตัวยาวกว่าสองวาถึงสองโต๊ะตั้งชนกันอยู่กลางห้อง แผ่นไม้และท่อนเหล็กพาดพิงเต็มผนังด้านหนึ่ง ส่วนผนังอีกด้านเป็นชั้นวางของ ตามพื้นก็สุมไปด้วยแปลนร่างไม่ก็งานที่ล้มเหลว



                เรือนของลูกศิษย์ก็รกพอๆ กับของอาจารย์น่ะแหละ เพียงแต่เปลี่ยนจากหนังสือเป็นงานประดิษฐ์แทน



                “แต่มันเปิดไม่ได้” แฝดคนหนึ่งให้คำตอบขณะลุกเดินเขยกมานั่งที่เก้าอี้อีกตัวข้างๆ ชวินทร์ เขานั่งขัดสมาธิเพื่อดึงตะปูตัวยาวครึ่งนิ้วออกจากส้นรองเท้า



                “และพวกเราเรียกนายแล้ว” แฝดอีกคนหยิบชิ้นกระดาษทรายที่ติดอยู่บนเส้นผมออกไป เดินไปที่ประตูเรือนแล้วย้ายแผ่นไม้ที่บังเอิญร่วงลงมาขัดปิดออกไปให้พ้นทาง “ให้ตายเถอะ พวกเราเจ็บตัวทุกครั้งที่พยายามเดินในห้องนายแท้ๆ แต่นายกลับใช้ชีวิตในรูหนูรกๆ นี้ได้หน้าตาเฉย”



                “ก็เพราะมันเป็นห้องฉันไง” ในที่สุดชวินทร์ก็เงยหน้าขึ้นมา เด็กหนุ่มผู้เป็นวาลุกาต้องใช้เวลาครู่หนึ่งในการเหลือบมองนิ้วชี้ซึ่งว่างเปล่าก่อนจะระบุได้ว่าคนที่กำลังนั่งข้างเขาคือติณห์ ส่วนคนที่กำลังจัดแผ่นไม้ไม่ให้ตกลงมาขวางประตูอีกคือตุลย์ นอกจากนั้นแล้วเขายังสังเกตเห็นว่า



                “นายดูอารมณ์ดีเกินไปสำหรับคนที่เพิ่งเสร็จกับดักในห้องฉันนะ มีอะไรเกิดขึ้นเหรอ?”



                “พี่รักษ์ยอมไปโรงเรียนแล้ว!” ติณห์บอกอย่างกระตือรือร้น “และเย็นนี้น้าอินท์จะทำอาหารมื้อใหญ่เลี้ยง!



                ชวินทร์ใช้คำว่านายแทนที่จะเป็นพวกนายเพราะมีแค่แฝดปฐวีเท่านั้นที่อารมณ์ดีในขณะที่สีหน้าของแฝดเตโชดูแฝงไปด้วยอารมณ์คุกรุ่น เด็กหนุ่มร่างผอมเลยหันไปถาม



                “แล้วมันไม่ดีตรงไหน?”



                “ตรงที่พี่นายแอบปีนเข้าห้องพี่รักษ์เพื่อเกลี่ยกล่อมให้เขายอมไปโรงเรียนน่ะสิ!!” ตุลย์เล่าเสียงขุ่น กระแทกไม้ปึงปังจนอีกสองหนุ่มที่ฟังอยู่แอบย่นคอ “ไร้มารยาท!! กล้าที่ยังไงถึงได้บังอาจมาทำแบบนั้นกับพี่รักษ์ นี่ถ้าน้าอินท์เล็งไปทางขวาอีกนิดก็จบเรื่องไปแล้วแท้ๆ!!



                ชวินทร์ฟังรู้แค่ว่าตุลย์กำลังโกรธการกระทำของพี่ชายเขา ส่วนเรื่องราวอีกครึ่งที่ถูกบ่นตามมาเขาไม่เข้าใจเลยสักนิด แต่ที่แน่ๆ คือเขารู้ว่าควรทำอย่างไรแฝดเตโชจึงจะอารมณ์ดีขึ้นได้



                “พูดถึงพี่คินทร์ตอนนี้เขาเป็นไงบ้าง ฉันไม่ได้เจอเขามาอาทิตย์กว่าแล้วพ่อคงไม่ได้ลงโทษอะไรร้ายแรงใช่ไหม”



                ที่จริงชวินทร์พอจะมีวิธีสืบอยู่แล้วว่าพี่ชายของเขามีความเป็นอยู่อย่างไรในขณะนี้ แต่การให้อีกฝ่ายได้พูดออกเสียงดังๆ ว่าภาคินทร์กำลังถูกทำโทษเช่นไรอยู่น่าจะช่วยบรรเทาความกรุ่นโกรธได้ไม่มากก็น้อย อย่างน้อยๆ ก็น่าจะสร้างความสะใจได้พอควรเลยแหละ



                แต่ออกจะผิดคาดไปหน่อยตรงที่แฝดปฐวีคือคนที่เล่าให้ฟังแทน



                “เมื่อเช้าฉันเจอพี่ภาคินทร์กำลังฝึกควบคุมน้ำอยู่กับพวกเด็กเล็กๆ ด้วย”



                “หือ?”



                “หน้างี้ยู่เป็นปลาบู่ ท่าทางโดนพ่อนายบังคับมาชัวร์” ติณห์เล่าพลางใช้สองมือบีบแก้มตนเข้ามาและขมวดคิ้วจนหัวคิ้วแทบชนกันเป็นภาพประกอบทำเอาชวินทร์ขำพรืด “ต้องบังคับให้น้ำลอยวนไปวนมา วนไปวนมาแล้วก็วนไปวนมา ดูเฉยๆ ฉันยังเบื่อแทนเลย”



                “ก็เหมาะกับคนอารมณ์ร้อนอย่างพี่แล้วแหละถ้าคิดจะดัดนิสัยละก็นะ” ชวินทร์ยังคงยิ้มพร้อมไหวไหล่ให้อย่างไม่ใส่ใจไปด้วย และคิดไปคิดมาการพูดถึงพี่ชายของเขาอาจจะทำให้แฝดเตโชอารมณ์เสียไปมากกว่าเดิมก็เป็นได้ ชวินทร์เลยเลือกที่จะเบี่ยงเบนความสนใจไปยังอีกหัวข้อซึ่งเป็นสิ่งที่เขาตั้งใจไว้แต่แรกแทน



“มานี่สิฉันมีอะไรจะให้พวกนายดูด้วย”



                ในมือผอมคือถ้วยดินเผาขนาดเล็กกว่าฝ่ามือเล็กน้อยที่ถูกปั่นขึ้นมาให้มีรูปร่างแปลกประหลาดยิ่งนัก แทนที่จะเป็นทรงสูงหรือมีปากกว้างเพื่อใช้ใส่อาหารหรือน้ำอย่างที่ถ้วยทั่วไปควรจะเป็น มันกลับมีรูปร่างเกลี้ยงเกลาจนเกือบจะเป็นทรงกลม ถูกป้ายปิดด้วยดินเหนียวบริเวณปากถ้วยส่งผลให้ไม่อาจรู้ได้ว่าภายนั้นมีสิ่งใดบรรจุอยู่



รูเล็กๆ ถูกเจาะและร้อยเชือกฟั่นลงไปโดยเหลือปลายโผล่ขึ้นมาประมาณสามนิ้วได้ ชวินทร์ฝากให้ติณห์ถือแล้วเดินเขยกออกไปด้านนอก สองแฝดตามไปอย่างว่าง่ายแม้จะสงสัยเป็นหนักหนาก็ตามที หลังเรือนของชวินทร์เป็นแปลงดินโล่งๆ ซึ่งยังไม่ได้ถูกใช้เพาะปลูกสิ่งใด



                “และด้วยความช่วยเหลือจากคนที่มีไฟ” ดวงตาสีวังน้ำวนมองมายังแฝดคนที่มีแหวนนพสินธุ์อยู่บนนิ้ว



ตุลย์พอจะคาดเดาได้ว่าเพื่อนตัวผอมต้องการสิ่งใดถึงถูมือเข้าด้วยกันเหนือถ้วยดินเผา ประกายไฟกระเด็นไปติดเชือกฟั่น เสียงฟู่ดังขึ้น มันลุกไหม้ลามไวผิดวิสัยเชือกทั่วไปยิ่งนัก



                “จากนั้นก็โยนออกไปให้ไกลที่สุด” ชวินทร์ยังคงกำกับ คราวนี้เป็นทีของติณห์ เด็กหนุ่มยักไหล่ให้ทีหนึ่งเหมือนจะบอกว่าตามนั้นก็ได้ แฝดปฐวีง้างแขนกว้าง เขวี้ยงไปจนสุดแรงส่งผลให้ถ้วยดินเผาตกลงกลางลาน และ....



                ตูม!!



                ปรากฏเสียงดังสนั่นเหมือนฟ้าผ่า เพียงแต่ไม่กึกก้องเท่า ดินบริเวณนั้นระเบิดออกเป็นหลุมกว้าง ฝุ่นฟุ้งกระจายขึ้นมาเช่นเดียวกับประกายสีเขียวเหลืองแปลกตาแต่งดงาม แม้จะไม่ชัดเจนเพราะแสงของดวงอาทิตย์ยามบ่ายเจิดจ้าเกินไปแต่ก็ยังสังเกตเห็นได้อยู่ดี



                “โว้ว!” ตุลย์อุทานทั้งที่ยังอ้าปากค้างไม่เลิก “นั่นมัน....”



                “สุดยอด!!!” ติณห์ต่อประโยคให้ ดวงตาไหวระริกทอประกายสนอกสนใจเป็นอย่างยิ่ง “นั่นมันอะไรกันน่ะ?! นายทำงั้นได้ไง?”



                “อาจารย์ไปแสวงบุญที่แคว้นมัฑเลย์แล้วได้คุยกับคนกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า นักเล่นแร่แปรธาตุมา เห็นว่ากำลังพยายามสร้างยาอายุวัฒนะกันอยู่แต่ดันออกมาเป็นยาพิษที่ระเบิดคนกินเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแทนเสียได้” ชวินทร์หย่อนตัวลงนั่งบนก้อนหินแถวๆ นั้นก่อนจะล่วงหยิบถุงผ้าในกระเป๋าขึ้นมาแล้วโยนส่งให้บรรดาแฝดดู ในนั้นคือผงสีดำสนิทเนื้อเล็กละเอียดประหนึ่งทราย



                “คนพวกนั้นเรียกมันว่า ยาไฟ แต่อาจารย์อยากเรียกว่า ผงทมิฬมากกว่า ยังไงก็ตาม...นักเล่นแร่เปรธาตุพวกนั้นโยนสูตรทิ้งเพราะเห็นว่าไม่มีประโยชน์ อาจารย์เลยเก็บมา แล้วฉันก็ขโมยมาเล่น...อ่า...มาทดลองอีกที” ร่างผอมกลับคำกลางอากาศหน้าตาเฉย “ส่วนผสมหลักๆ ของผงทมิฬก็มีดินประสิว กำมะถัน ผงถ่าน แล้วก็อีกสองสามอย่างที่พูดไปพวกนายก็คงไม่รู้จัก”



                “แล้วมันเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง?” ติณห์ยังคงถามอย่างกระตือรือร้น จนกระทั่งความกระหายรู้ของเขาถูกชวินทร์จับโยนทิ้งลงเหวด้วยการตอบอย่างขอไปทีว่า



                “ไม่รู้เหมือนกัน”



                “อ้าว/อ้าว” สองแฝดประสานเสียง



                “คือจริงๆ ก็รู้น่ะแหละ คิดได้เป็นกระบุงเลยด้วยแต่แบบว่ามัน...” เด็กหนุ่มผู้เป็นวาลุกามีสีหน้ายุ่งยากยิ่งนักในการสรรหาคำมาอธิบาย มือขวาถูหางคิ้วไปมาอย่างใช้ความคิด “แน่นอนว่ามันสร้างความเสียหายได้ย่อมแปลว่าใช้ในสนามรบได้ แต่ถ้าฉันเอาไปเสนอก็จะมีคนบอกว่า...”



                “ผู้ใช้กสิณเตโชก็ทำแบบนี้ได้เหมือนกัน” คนที่ใช้กสิณเตโชได้กล่าว ชวินทร์พยักหน้ายืนยันคำพูดนั้น



                “หรือต่อให้ฉันปรับแรงระเบิดจนเอาไปใช้ทลายหินขนาดต่างๆ ในเหมืองได้ แต่จะมีคนพูดอีกว่า...”



                “ผู้ใช้กสิณปฐวีก็ทำแบบนี้ได้เหมือนกัน” คราวนี้เป็นคนที่ใช้กสิณปฐวีเอ่ยอย่างรู้แกว



                “แต่รู้ไหมนั่นแหละคือปัญหาของแคว้นนี้แหละ ที่จริงคงต้องพูดว่าทุกแคว้นเลยด้วยซ้ำ” ชวินทร์กรอกตา “เราพึ่งพาแต่ผู้ใช้กสิณเกินไปจนแทบไม่มีอะไรพัฒนาไปสักอย่าง หรือพอมีใครคิดอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาได้ก็จะโดนปัดทิ้งด้วยคำว่า...”



                “ผู้ใช้กสิณก็ทำแบบนี้ได้เหมือนกัน/ผู้ใช้กสิณก็ทำแบบนี้ได้เหมือนกัน”



สองแฝดต่อประโยคให้จนจบพร้อมกัน



                “และก่อนที่พวกนายจะมองฉันเป็นเจ้าขี้แพ้ที่ไม่มีใครเห็นค่าเพราะโดนผู้คนซึ่งมีความสามารถที่ฉันไม่มีกลบรัศมีไปมากกว่านี้...”



                “เราไม่ได้ทำแบบนั้นสักหน่อย!” ติณห์แย้งถึงคำกล่าวอันเกินจริงของคนตัวผอม ทว่าชวินทร์ไม่คิดเสียเวลาต่อล้อต่อเถียงด้วย เขาพูดต่อทันที



                “ฉันอยากจะอธิบายว่าหกในสิบของประชากรแคว้นนี้ใช้กสิณไม่ได้ เผลอๆ อาจจะกลายเป็นเจ็ดไปแล้วด้วยซ้ำ เพราะข้อมูลของอาจารย์ฉันไม่ค่อยทันสมัยเท่าไร ประชากรกลุ่มนี้ถูกพิจารณาว่าไร้ความสามารถเพราะไม่สามารถทำเรื่องเหลือเชื่อแบบที่ผู้ใช้กสิณทำได้ ไปสมัครในกองทัพก็เป็นได้แค่พลทหารชั้นเลว ไปรับราชการก็ได้อย่างมากไม่เกินกระดุมทองแดง พวกนายคิดดูสิ ขนาดจะเป็นเจ้าของไร่นาได้กฏหมายยังระบุว่าต้องเป็นผู้ใช้กสิณปฐวีหรืออาโปเลย ทุกอย่างในแคว้นเราเอื้อผลประโยชน์ให้ผู้ใช้กสิณเกินไปจนทำให้คนธรรมดาเป็นเหมือนพลเมืองชั้นสอง ส่วนชาวต่างแคว้นยิ่งแล้วใหญ่ ถ้าไม่มีกฏหมายของเจ้าหลวงกฤตาณัฐมาค้ำไว้แล้วก็ อีกนิดเดียวคงกลายเป็นแรงงานทาสไปแล้ว”



                “นายเลยพยายามลดช่องว่างระหว่างชนชั้น...”



“...ด้วยสิ่งประดิษฐ์ของนายเนี่ยนะ?”



                “พอพูดออกเสียงดังๆ แล้วเป็นความคิดที่เกินตัวชะมัด แต่ใช่ฉันกำลังหวังว่าสักวันจะทำได้แบบนั้น” ดวงตาสีวังน้ำวนเสมองไกลออกไป ไม่ใช่แค่ภาพแปลงดิน ไม่ใช่แค่ทิวไม้หรือหลังคาเรือนที่เห็นอยู่ลิบๆ ไกลแสนไกลออกไปราวกับกำลังเฝ้าค้นหาอนาคต “อาจไม่ใช่ในศกสองศกหรือในช่วงชีวิตของฉัน แต่ฉันอยากจะเชื่อว่าสักวันไอ้ที่อยู่ในหัวฉันนี่แหละที่ช่วยเปลี่ยนวิธีที่ผู้ใช้กสิณปฏิบัติต่อเรา”



                “แต่คนในกรมช่างสิปปา(๑๒) ก็เป็นคนธรรมดาไม่ใช่เหรอ?” ตุลย์พยายามยกตัวอย่าง ลดทอนข้อกล่าวหาที่ดูร้ายแรงเหลือเกินในความรู้สึกของเขาว่าเหล่าผู้ที่ใช้กสิณได้และไม่ได้นั่นไม่เท่าเทียมกัน ติณห์ที่เข้าใจฝาแฝดเป็นอย่างดีรีบพยักหน้าแสดงความเห็นด้วย



                “นั่นสิ ทำงานในวัง ตำแหน่งสูงแถมยังอัฐหนักด้วย มีเกียรติขนาดนั้นยังไม่ใกล้เคียงพวกเราผู้ใช้กสิณอีกเหรอ?”

 




(๑๒)ช่างสิปปา ในนิยายเรื่องนี้แผลงมาจากช่างสิบหมู่ซึ่งเป็นกรมช่างในสมัยโบราณ คำว่า สิบ ไม่ได้สื่อถึงตัวเลขว่ามีช่างสิบประเภท แต่มาจากคำว่า สิปปะ ที่แปลว่าศิลปะในภาษาบาลี




 

ชวินทร์ขมวดคิ้วแล้วหรี่ตามองแฝดปฐวี “นายรู้ใช่ไหมว่าต้นสกุลคีรีรัตน์เคยเป็นช่างทองหลวงมาก่อน ทำหน้าที่สร้างเครื่องประดับถวายเจ้าในวังก่อนจะเริ่มสร้างเส้นสายในตลาดค้าอัญมณีและกลายเป็นเจ้าของเหมืองอย่างที่เห็น และเกือบทั้งหมดของช่างสิปปาเป็นสกุลผู้ใช้กสิณเช่นกัน มีแค่ช่างเขียนภาพกับช่างสลักไม้เองมั้งที่เป็นคนธรรมดา”



ติณห์ส่ายหน้าตามคาด รวมถึงตุลย์ด้วย



“สงสัยฉันจะคุยเรื่องยากเกินไป” ชวินทร์ถึงกับกุมขมับ เขาทำตัวราวกับชายแก่ที่พูดกับเด็กน้อยไม่รู้เรื่องทั้งที่อายุห่างจากฝาแฝดเพียงสามร้อยสี่สิบวันเท่านั้น “หรือไม่ก็สังคมที่พวกนายโตมามันแปลกเกินไป”



“ฉันว่านายน่ะแหละแปลกเกินไปมากกว่า” ตุลย์ตอบโต้เรียบๆ ทว่าไม่คิดถือสาประโยคของชวินทร์เนื่องจากตระหนักได้ดีว่าแค่มีเลือดจากสองสกุลหลักไหลเวียนอยู่ในร่างกายก็ถือเป็นสิ่งที่พิสดารมากเต็มทีแล้ว



“แล้วสังคมของพวกเราแปลกตรงไหนกัน?” ติณห์กอดอกถาม แม้น้ำเสียงจะไม่ได้ขุ่นมัวทว่าท่าทางแอบเอาเรื่องอยู่ไม่น้อย



“ตรงที่พี่รักษ์กับพี่มายเรียนโรงเรียนเดียวกันไง”



ฝาแฝดเอียงคอพร้อมกัน คิ้วขมวดอย่างฉงน ชวินทร์เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าทั้งสองเรียนที่บ้านกับผู้เป็นลุงและไม่เคยไปโรงเรียนมาก่อน จึงไม่แปลกที่จะไม่รู้ตัวว่าโรงเรียนสัตยาบรรณมีกฏระเบียบที่ต่างจากโรงเรียนทั่วไปในนิวารินขนาดไหน ต่างชนิดที่ว่าทั้งแคว้นมีโรงเรียนนี้เพียงโรงเดียวเท่านั้นที่กล้าทำ



“ให้คนธรรมดาเข้ามาเรียนในหลักสูตรเดียวกับผู้ใช้กสิณ มันไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์นิวารินหรอกนะ”



ให้ถูกต้องกว่านั้นคือแค่ให้ผู้ใช้กสิณต่างธาตุมาเรียนรวมกันก็นับว่าแปลกแล้ว ชื่อโรงเรียนในนิวารินมักมีคำสร้อยต่อท้ายตลอด โรงเรียนนั่นสำหรับผู้ใช้กสิณอาโป โรงเรียนนี่สำหรับผู้ใช้กสิณวาโย ส่วนคนธรรมดาจะเรียนในโรงเรียนวัด และเนื้อหาที่เรียนก็ไม่ได้ตายตัวและไม่ได้แน่นเท่าผู้ใช้กสิณเนื่องจากสอนโดยเจ้าอาวาสวัดนั้นๆ เรียกได้ว่าอย่างดีก็เพื่อให้พออ่านเขียนได้ อย่างเลวก็คือให้รู้จารีตประเพณีและกฏหมายพื้นฐานของบ้านเมือง



หลักการของโรงเรียนสัตยาบรรณจึงเป็นอะไรที่แปลกเอามากๆ



ผู้ใช้กสิณและคนธรรมดาเรียนรวมกันอย่างเท่าเทียม



อาจจะเพราะแบบนั้นฝาแฝดเลยมองภาพของช่องว่างระหว่างชนชั้นได้ไม่ชัดเท่าไร ยิ่งการที่ทั้งพิมายและพี่ชายของเขาชอบที่จะไปป้วนเปี้ยนใกล้คนธรรมดาอย่างรักษ์นาราและปฏิบัติกับเธอเยี่ยงเพื่อนคนสำคัญไม่ใช่พลเมืองชั้นรอง ช่องว่างที่ว่าจึงถูกถมเต็มไม่มีเหลือ



แต่ถึงจะอธิบายไปถึงขนาดนั้นแล้วแท้ๆ สองแฝดก็ยังมีสีหน้างงงันไม่คลาย ทำเอาชวินทร์อดไม่ได้ที่จะบ่นออกมาอีกระลอก



“ฉันเสียเวลาคุยเรื่องนี้กับพวกนายทำไมเนี่ยพวกนายไม่มีวันเข้าใจหรอก”



“เฮ้ พูดแบบนี้ก็ไม่ถูกนะ” ติณห์แย้งขึ้นมาในทันที ตามมาติดๆ ด้วยตุลย์



“พวกเราเองก็กำลังเผชิญวิกฤตความไม่เท่าเทียมทางสังคมอยู่เหมือนกัน”



“หมายความว่าไงกัน?”



ใช้เวลาอีกพักใหญ่ๆ กว่าชวินทร์จะซักไซ้จนได้ความว่าพรุ่งนี้จะมีการประชุมใหญ่ระหว่างสกุลคีรีรัตน์และวัชริศ และแม้จะเป็นถึงสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการประชุมนี้ขึ้นมา ทว่าตุลย์และติณห์ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมด้วยก็เลยงอนและกล่าวหาเหล่าผู้ใหญ่ว่าปฏิบัติต่อเด็กที่อายุน้อยกว่าอย่างพวกเขาเป็นพลเมืองชั้นสองอย่างที่ชวินทร์เพิ่งเล่าให้ฟังไป



ศิษย์เอกของมหาปราชญ์ถึงกับส่ายหน้าอย่างอ่อนอกอ่อนใจกับการเปรียญเทียบผิดๆ นี้ ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้



“บางทีฉันอาจช่วยให้พวกนายรู้เนื้อหาของการประชุมนี้โดยไม่จำเป็นต้องไปนั่งฟังอยู่ตรงนั้นก็ได้นะ”



ฉับพลันดวงตาของฝาแฝดก็เป็นประกายวิบวับเหมือนเห็นเรื่องสนุกกำลังลอยมาตรงหน้า



“พูดแบบนี้แปลว่านายมีของเจ๋งๆ ที่ช่วยได้สินะ”



“เย้ สิ่งประดิษฐ์เปลี่ยนโลก!



“ไม่อะ” อีกครั้งที่ชวินทร์ยักไหล่และตัดรอนความหวังของทั้งคู่อย่างไม่ใยดี “เราจะไปสืบข่าวไม่ใช่สู้รบกับสัตว์ประหลาดในนิทานปรัมปราสักหน่อยไม่ต้องอาศัยสิ่งประดิษฐ์ของฉันหรอกน่า ที่เราต้องใช้คือวิธีแบบโบราณสุดๆ โดยอาศัยเจ้านี่...”



เด็กหนุ่มร่างผอมหยิบถุงหนังขนาดเล็กกว่าฝ่ามือขึ้นมาจากกระเป๋าเกางเกง เสียงเหรียญอัฐกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊ง



“แล้วก็คนของอาจารย์สักคนที่บังเอิญได้อยู่ในการประชุมพอดี”





########### 

          สนทนา : หลังจากต่อให้เรือเตมายออกตัวก่อนมาหลายตอน ในที่สุดเรือพิขรก็เริ่มแล่นแล้วค่ะ ไหนใครอยู่เรือลำนี้บ้างจงยกมือขึ้น!! 555 จริงๆ ของเล่นที่นุ้งวินทร์ประดิษฐ์ไว้ยังมีอีกเยอะ แต่เพิ่งได้เปิดตัว(หลังจากผ่านมาค่อดนาน)เอาไปเบาๆ แค่นี้ก่อนแล้วกัน เราบอกแล้วเด็กๆ เรื่องนี้ไม่ธรรมดากันทุกคน




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 36 ครั้ง

1,494 ความคิดเห็น

  1. #1028 luvtaetaev (@I_Phone) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 / 11:12
    น่านนนนน อำนาจของเงิน5555
    #1028
    0
  2. #522 minggg- (@minggg-) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2560 / 00:24
    คิดต่างมุมแบบชวินทร์
    จริงๆ เพราะไม่มีพลังก็เลยทำให้คิดต่าง
    เพราะไม่ได้อยู่ในสังคมก็เลยทำให้เห็นปัญหาเ
    เป็นคนนอกทั้งที่เป็นคนใน
    ทั้งดีและไม่ดีในเวลาเดียวกัน

    รอดูความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นค่าา
    #522
    0
  3. #515 mirror image (@abnormality) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2560 / 03:55
    อ่านยาวๆตั้งแต่ตอนแรกเลย สนุกมาก
    รออ่านตอนต่อไปครับ รีบมาต่อเร็วๆนะ
    #515
    0
  4. #514 =>black projecter (@aceofheart) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2560 / 00:41
    ชวินท์กัดเจ็บนะแหม่
    #514
    0
  5. #512 -S!MPLE- (@khimmonsicha) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2560 / 18:44
    เรือพิขรสิคะะ กรุบกริบๆ
    #512
    0
  6. #511 regist (@regenerate919) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2560 / 15:51
    เหยียบมันไปทั้ง2เรื่อนี่แหละ ผูกไว้ก่อนค่อยสละเรือก็ยังไม่สาย #เลือกทีมไม่ถูกจริงๆ #แต่ตอนนี้ทีมน้องวินทร์
    #511
    0
  7. #510 nass_san (@nass) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2560 / 15:10
    กรี๊ดดดดดดดด ลุงสิงมาทวงเรทติ้ง โกนหนวดดดดดดดด ง่อวววววววว #คว้าไม้พายมาพายรัวๆ #เพื่อนร่วมทีมเราต้องช่วยกันพายนะคะ #เรือพิขร
    #510
    0
  8. #509 mummy_yaoi (@mimm5341) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2560 / 13:25
    พอครูสิงโกนหนวด เลือกทีมไม่ถูกเลย
    #509
    0
  9. #508 mildy (@mild1940) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2560 / 12:46
    นั่งยิ้มเขินเป็นคนบ้าไปเเล้วววว
    #508
    0
  10. #507 bookkota (@moonrabbit) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2560 / 12:16
    เดี๋ยวนะะะ! บอกเลยว่าคั้งแต่อ่านมาไม่เคยนึกว่าครูสิงยังวัยรุ่นอยู่ คิดว่าแก่หงำไม่ก็ 40 กว่ามาโดยตลอด และคิดว่าหนูมายไม่น่าจะได้คู่กับลุงสิงเลย (//โดนครูสิงจับฝังดินไปกลางโลก555) แต่คือแค่ครูสิงโกนหนวด ยิ้มเล็กยิ้มน้อยพร้อมกับความแบดน้อยๆ ทำไมเลาถึงใจเต้นตึกตัก โอ๊ยยย เอาพี่เตกับนุ้งคินทร์กลับมาเดี๋ยวนี้ 5555

    แต่ชอบความใสๆงงๆของเด็กแฝดกับความอัจฉริยะของชวินทร์แล้วมันลงตัวจริงๆนะ เข้าขากันได้ดีเกิ๊น โตขึ้นไปคงได้ไปกอบกู้โลกด้วยกัน(จากเดิมที่สองแฝดรับส่งลูกคู่กันแนะนำตัวเอง ชวินทร์น้อยก็จะมีบทแนะนำตอนท้ายว่า 'ส่วนฉันก็ชวินทร์ไงละ' เพิ่มเข้ามา 555) โอ๊ยทำไมรู้สึกตัวเองไร้สาระ 555
    แต่ชอบบบ รออ่านต่อไป ตอนนี้เรื่องมันดูผูกเชื่อมไปมาหลายต่อหลายเรื่องจนขอกลับไปเรียบเรียงเนื้อเรื่องใหม่อีกทีเป็นรอบที่ล้านเพื่อผูกเรื่องใหม่อีกทีก๊อนน เดี๋ยวโดนนุ้งฟ็อกซ์จับเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาแล้วจะไม่ทันเอา 5555
    #507
    0
  11. #506 The small pencil (@sandpen) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2560 / 11:52
    ชูธงท่านผู้เฒ่าต่อปายยย
    #506
    0
  12. #505 np zaaa (@np-zaaa) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2560 / 11:49
    ยังคงอยุ่เรือเตมายต่อไปปปปป
    #505
    0