ตอนที่ 39 : ตอนที่ ๓๔ การข้องแวะของธีรัช

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1896
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 39 ครั้ง
    18 พ.ค. 60


ตอนที่ ๓๔ การข้องแวะของธีรัช



“เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงหรอกครับ”



“ไม่ว่าจะเป็นความลับหรือตัวพี่รักษ์เอง”



“ พวกผมจะปกป้องไว้ให้ได้/พวกผมจะปกป้องไว้ให้ได้”



พิมายพยักหน้าและยิ้มรับ แม้ไม่ได้พูดอะไรแต่จากสีหน้าก็ชัดเจนว่าเด็กสาวทั้งโล่งใจและดีใจเป็นที่สุด ความจริงคงต้องพูดว่าก็ไม่ได้ผิดคาดเท่าไร เมื่อดูจากความเป็นหมาน้อยติดเจ้าของของฝาแฝดแล้ว เธอคิดว่าต่อให้ความลับของรักษ์นาราเป็นเรื่องร้ายแรงยิ่งกว่านี้ ทั้งคู่ก็ยังจะเข้าข้างคนตัวเล็กอยู่ดี



ดังนั้นก็เหลือตัวปัญหาอีกหนึ่ง



“แล้วนายละ จะว่ายังไง” ดวงตาสีม่วงลูกหว้าปรายไปยังร่างสูงที่นั่งกอดอกอยู่ตรงข้าม และเพียงสิ้นคำถามเท่านั้นภาคินทร์ก็สวนโครมกลับมาด้วยน้ำเสียงขุ่นมัว เหมือนจะบอกว่ายังต้องถามอีกเหรอว่าเขาเลือกทางไหน



“คิดว่าฉันยอมโดนขังในบ้านตัวเองแบบนี้เพื่ออะไรกันละ”



พิมายยิ้มกว้าง แหย่กลับไปอย่างสบายใจมากขึ้น “ก็แค่อยากได้ยินให้แน่ใจเท่านั้นเอง ทำเป็นกลัวดอกพิกุลจะร่วงไปได้”



“แทนที่จะกังวลเรื่องคำพูดของฉัน ไปกังวลว่า อีกคนจะพูดไม่พูดน่าจะได้ประโยชน์กว่าเยอะ”



“หมายถึงใครกัน” พิมายขมวดคิ้ว ทว่าคนตอบคือหนึ่งในสองแฝด



“...พี่เตชินท์”



“เจ้านั่นเห็นหมดทุกอย่าง” ภาคินทร์เอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด พาให้บรรยากาศในห้องกว้างอึมครึมขึ้นอีกเท่าตัว “และจากประสบการณ์ ฉันพูดได้เลยว่าหมอนั่นไม่สนใจจะหาความจริงเบื้องหลังพลังของรักษ์นาราหรอก ยิ่งถ้ามันแจ้นเอาเรื่องนี้ไปรายงานให้ผู้นำสกุลวัชริศรู้เมื่อไร รักษ์นาราคงถูกเก็บทันทีเหมือนที่หมอนั่นพยายามทำในเหตุการณ์วันนั้น”



“เฮ้ย เดี๋ยวๆ” พิมายถามอย่างร้อนรน “แต่นี่มันผ่านมาตั้งสี่วันแล้ว ไม่ใช่ว่าเจ้าตาไฟนั่นบอกคนอื่นแล้วเหรอ”



“พี่เตถูกทำโทษอยู่” แฝดคนหนึ่งเฉลยให้ฟังอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ผลักกันอธิบายถึงสถานการณ์ปัจจุบันในสกุลหลักแห่งเตโช



“วัชริศเป็นสกุลทหารแบบเต็มขั้น หากทำภารกิจพลาดจะถูกลงโทษทันทีโดยไม่ฟังคำแก้ตัว”



“ถ้าให้เดาผมว่าตอนนี้น่าจะถูกขังอยู่ในบ้านไม่ต่างจากพี่ภาคินทร์นักหรอกครับ”  



“คุณป้าวิชุดากำลังยุ่งอยู่กับการปราบกองโจรทางทิศเหนือ กว่าจะกลับมาสอบสวนพี่เตได้คงอีกสักพัก”



“ผมว่าพวกเรายังพอมีเวลาที่จะหาทางออกจากเรื่องนี้”



“ยังไงไม่ทราบ?!” พิมายโวยวายอย่างรวดเร็วตามวิสัย แม้คำวิเคราะห์จากสองแฝดจะทำให้เบาใจได้ส่วนหนึ่งว่าความลับของรักษ์นาราอาจจะยังไม่มีใครสืบทราบ แต่จะให้คิดอย่างไรก็ไม่มีทางที่สถานการณ์จะดีไปกว่านี้ได้เลย “ฉันไม่อยากจะยอมรับนักหรอกนะ แต่เจ้าตาไฟนั่นโคตรจะเก่ง ต่อให้พวกเรารุมสี่ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะชนะได้เลย ดังนั้นเรื่องจะไปตื้บเพื่อบังคับให้ปิดปากเนี่ยไม่มีทางเป็นไปได้แน่นอน ส่วนเจรจา...เหอะ! หมอนั่นคงอยากจะเสวนากับพวกเราอยู่เหรอ”



พิมายกอดอก มุมปากบิดคว่ำ แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ชอบคนที่อยู่ในหัวข้อบทสนทนาขนาดไหน เกลียดมาเกลียดกลับก็ยุติธรรมดีออก เพราะสายตาดูแคลนที่เตชินท์ส่งมาให้นั้น ปรากฏขึ้นตั้งแต่แรกเห็นหน้าไม่ใช่แรกสู้ด้วยกสิณ



“ถ้าผมยอมกลับไปกับพี่เตโดยแลกกับการที่เขาจะไม่เล่าเรื่องพี่รักษ์ให้ใครฟังละครับ” แฝดคนหนึ่งลองเสนออย่างหยั่งเชิง จากรูปประโยคก็ชัดเจนว่านี่คือตุลย์ “นอกจากจะได้ประโยชน์กันทั้งคู่ยังไม่เสียเลือดเสียเนื้อด้วย”



“โง่หรือเปล่าเนี่ย! ฉันก็เพิ่งพูดไปแหมบๆ ว่าคนอย่างหมอนั่นไม่ยอมเสวนากับพวกเราหรอก”



“ก็ไม่แน่หรอกครับ” ติณห์ค้านคำค้านของพิมายขึ้นมาอีกที “ตามกฏของวัชริศ พี่เตจะได้โอกาสแก้ตัวอีกหนึ่งครั้งก่อนจะถูกลงโทษสถานหนัก แต่เพราะลุงของพวกเรารู้เรื่องแล้วดังนั้นภารกิจนี้จะยากขึ้นอีกหลายเท่า พี่เตจะถูกบีบให้จบเรื่องให้เร็วที่สุด และวิธีที่เร็วที่สุดคือรับข้อเสนออย่างที่ตุลย์ว่า”



“ฉันไม่รู้พวกนายหรอกนะ แต่ถ้าเป็นฉัน ฉันยอมถูกลงโทษยังดีซะกว่าเต้นไปบนฝ่ามือของศัตรู”



“ก่อนหน้านี้วิชุดา วัชริศมีพี่น้องหกคน” อยู่ๆ ภาคินทร์ที่นิ่งเงียบมาตลอดก็โพล่งเล่าขึ้นมา “ภาสกรเสียชีวิตในสนามรบก็จริง แต่อีกห้าคนอยู่ไม่ถึงเจ็ดพันวันด้วยซ้ำเพราะบทลงโทษของสกุล ฉะนั้นถ้าเจ้านั่นยังรักตัวกลัวตายอยู่บ้าง มันต้องรับข้อเสนอนี้แน่นอน”



พิมายเผลอกลืนน้ำลายเอื้อก ในหัวเริ่มจินตนาการไปต่างๆ นาๆ แล้วว่าโทษสถานหนักของสกุลวัชริศจะมีอะไรได้บ้างถึงได้ทำให้เหล่าลูกหลานอายุไม่ยืนกันได้ขนาดนี้ แต่ถึงกระนั้นเด็กสาวก็ยังไม่อยากยอมรับวิธีการนี้อยู่ดี เพราะว่า...



“แต่ถ้าทำแบบนั้นก็แปลว่าพวกเราส่งเจ้าตุลย์ไปตายน่ะสิ”



สกุลวัชริศน่ากลัวออกขนาดนี้ เรื่องอะไรเธอจะยอมให้เจ้าลูกน้องตัวน้อยๆ ของเธอไปตกระกำลำบากกันเล่า มันต้องมีทางอื่นอีกสิ วิธีที่ดีกว่านี้เพื่อปกป้องความลับของรักษ์นาราจากคนนอกและทำให้สองแฝดยังได้อยู่ด้วยกัน พิมายรู้ดีว่าเธอกำลังมองโลกในแง่ดีเกินกว่าจะเป็นความจริงได้ เพราะไม่มีทางที่ความโลภของคนๆ หนึ่งจะได้รับการตอบสนองได้มากขนาดนั้น



“อีกอย่างเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าตาไฟจะยอมรับข้อเสนอหรือเปล่า แล้ว...แล้ว...” พิมายกัดริมฝีปาก ดวงตาสีลูกหว้าไหวระริกยามเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้น ทั้งคำพูด ท่าทาง และสายตาของเตชินท์ ทำให้เด็กสาวทั้งขยาดกลัวและขยะแขยงไปพร้อมๆ กัน “เจ้านั่นอยากให้ติณห์ตาย มันมาเพื่อฆ่าติณห์ ถ้านั่นเป็นอีกหนึ่งภารกิจที่ต้องทำให้สำเร็จแล้วละก็เรื่องจะไม่มีทางจบที่ตุลย์ยอมเสียสละตัวเองแน่ๆ”



“ไม่จำเป็นหรอก ปัญหานั้นพวกคีรีรัตน์จะเป็นคนแก้เอง” เสียงนิ่งเรียบและมั่นอกมั่นใจของภาคินทร์เรียกความสนใจทุกคนได้เป็นอย่างดี



พิมายเลิกคิ้วแทนการสั่งให้อธิบายเพิ่ม ฝาแฝดเองก็มีสีหน้างุนงงอย่างไม่ปิดบังเช่นกันว่าสกุลทางฝั่งแม่ของพวกเขาจะช่วยได้อย่างไร



“สิงขรรู้เรื่องแล้ว แปลว่าอีกไม่นานผู้นำสกุลอย่างสุธาศินจะต้องรู้เช่นกัน ฉันไม่รู้หรอกนะว่าทำไมวิชุดาต้องส่งลูกชายตัวเองมาตัดหัวหลานด้วย แต่ยังไงความขัดแย้งนี้มันเกินกำลังพวกเราจะจัดการได้อยู่แล้ว ดังนั้นเราจะปล่อยให้พวกผู้


ใหญ่จัดการกันเอง ส่วนเรื่องของรักษ์นารา เพื่อให้แน่ใจว่าเจ้านั่นจะยอมรับข้อตกลงเราเพิ่มผลประโยชน์เข้าไปอีก”



“นายจะเสนออะไร?”



“ที่เธอพูดว่า ต่อให้สี่รุมหนึ่งก็ไม่แน่ว่าจะชนะ มันไม่ถูกนักหรอกนะ” รอยยิ้มเหยียดหยันแต่งแต้มมุมปาก ดูผยอง ทว่ากลับไม่คล้ายคนที่มั่นใจในฝีมือหรือกำลังชื่นชมความเก่งกาจของตนเองแม้แต่น้อย ทั้งสีหน้าและแววตาของภาคินทร์ให้ความรู้สึกเหมือนเขากำลังดูแคลนตนเองอยู่มากกว่า



“ฉันเคยเอาชนะเจ้านั่นได้มาก่อนตอนงานประลองผู้ใช้กสิณรุ่นเยาว์เมื่อเกือบพันวันที่แล้ว แต่ตอนหลังถูกปรับแพ้แทนเพราะพวกกรรมการมองว่าพรสวรรค์ของฉันมันผิดกติกา เจ้านั่นได้ถ้วยรางวัลกับตำแหน่งไปก็จริงแต่ในสายตาของวิชุดาแล้วเตชินท์ก็ยังเป็นแค่คนอ่อนแอที่แพ้ให้กับเด็กอายุน้อยกว่าซึ่งมาจากสกุลคู่แค้นอย่างฉันอยู่ดี พ่อไม่ยอมให้ฉันกลับไปประลองอีกและไม่ยอมรับคำท้าจากทางวัชริศด้วย ฉันกับเจ้านั่นเลยไม่เคยได้สู้กันอีกเลย”



เด็กหนุ่มยังรู้มาด้วยว่าเตชินท์ถูกลงโทษอย่างหนักเนื่องจากพ่ายแพ้ให้เขาในวันนั้น สักแห่งในร่างกายถูกกรีดทึ้ง ประทับเป็นตราทัณฑ์ย้ำเตือนถึงความอ่อนแอและล้มเหลวซึ่งไม่สมควรจะเกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง หลังจากนั้นแม้เตชินท์จะได้เป็นผู้ชนะการประลองเรื่อยมาความกังขาก็ไม่เคยจางหายไป ผลลัพธ์จะเปลี่ยนไปไหมหากภาคินทร์เข้าร่วมประลองด้วย ตำแหน่งจะยังเป็นเช่นนี้อยู่หรือไม่หากน้ำและไฟได้มาปะทะกันจริงๆ อีกครั้ง นี่คือสิ่งที่อยู่ในใจของผู้คนเรื่อยมา



สิ่งที่ฉันจะเสนอคือหนทางที่ทำให้เจ้านั่นได้พิสูจน์ตนเองอีกครั้ง การประลองบนสนามท่ามกลางสายตาของคนทั้งแคว้น ว่าระหว่างฉันกับมันใครกันแน่คือคนที่แข็งแกร่งกว่ากัน”

 







ธีรัชกำลังสาละวนอยู่กับการรดน้ำให้ดอกกล้วยไม้ตอนที่เสียงฝีเท้าที่ไม่คุ้นเคยดังเข้ามาใกล้



วัดเล็กๆ แห่งนี้มีพระจำพรรษาอยู่แค่ไม่กี่รูปเท่านั้น ดังนั้นเวลามีคนเดินผ่านธีรัชจะจำได้ทันทีว่าเป็นใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับลูกศิษย์อย่างชวินทร์ซึ่งต้องลากไม้เท้าช่วยเดิน แต่ถึงจะไม่คุ้นเคยธีรัชก็พอจะเดาได้อยู่ดีว่าผู้บุกรุกคนนี้คือใครกันแน่ เนื่องจากข่าวที่ลอยมาเข้าหูเขาเมื่อหลายวันที่แล้วทำให้เหลือตัวเลือกไม่มากนัก



มืออวบอูมวางกระบวยที่ทำจากกะลาลงแล้วเช็คฝ่ามือเปี้ยกชื้นเข้ากับชายเสื้ออย่างลวกๆ ในจังหวะเดียวกันผู้บุกรุกก็ทรุดตัวลงนั่งยังแคร่ไม้ไผ่ตัวยาวสีเขียวซีดซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลนัก ม้วนยาสูบกับไม้ขีดไฟถูกหยิบขึ้นมาจุด กลิ่นเข้มฉุนลอยอวลในอากาศ ชวนให้นึกถึงวันเก่าๆ อย่างบอกไม่ถูก



“ในเขตวัดวาอารามยังจะกล้าทำผิดศีลอีกนะ” ธีรัชดุพลางหันมามองอีกฝ่ายเต็มตัว บนแคร่คือร่างสูงในชุดเสื้อราชปะแตนสีกากีและโจงกระเบนสีน้ำตาลไหม้ ดูเป็นการเป็นงานและได้เรื่องได้ราวกว่าทุกครั้ง กระทั่งผมสีน้ำตาลที่เคยกระเซอะกระเซิงก็ยังถูกเสยเรียบเก็บเป็นทรงอย่างสุภาพ เสียอย่างเดียวคือหนวดที่ยังรกครึ้มเต็มหน้าและม้วนยาสูบคาริมฝีปากที่บ่งบอกยี่ห้อสิงขร คีรีรัตน์ได้เป็นอย่างดี



“ก็เจ้าอาวาสไม่น่านับถือ เลยทำใจรักษาศีลไม่ลง” เจ้าตัวยอกย้อนซ้ำยังยื่นม้วนยาสูบมาให้ในเชิงแบ่งปันอีกต่างหาก ทำเอาธีรัชต้องส่ายหน้าอย่างอ่อนอกอ่อนใจก่อนจะทักท้วงถึงการปรากฏตัวในวันนี้ของเพื่อนเก่า



“นึกว่าเราตกลงกันว่าจะไม่ข้องแวะกันจนกว่าจะถึงเวลาเสียอีก”



“เจ้าวิรุณมันพูดเองเออเองต่างหาก ฉันไม่ได้บอกจะให้ความร่วมมือด้วยสักหน่อย” สิงขรอัดควันเข้าไปเต็มเฮือกพร้อมเสหน้าไปอีกทาง กริยาบอกชัดว่าไม่อยากพูดถึงผู้นำชลัชพงษ์ให้ระคายหู ธีรัชที่เห็นแบบนั้นเลยเปลี่ยนเรื่องพร้อมแซะอีกฝ่ายไปด้วย



“ก็เลยเข้าๆ ออกๆ บ้านแม่อินท์เป็นว่าเล่นแบบนั้นสินะ”



“ไอ้การตามสืบเรื่องชาวบ้านมันไม่ได้เรียกว่า ข้องแวะ เลยเนอะ”



“ข่าวมันลอยมาเข้าหูเองต่างหาก อีกอย่างฉันก็ไม่ได้ไปปรากฏตัวให้ใครเห็นสักหน่อย ไปเยี่ยมโกศตัวเองยังไม่กล้าเลย”

 


สิงขรหลุดหัวเราะออกมาคำหนึ่ง พาให้ธีรัชยิ้มออกมาได้ด้วยเช่นกัน อดีตปัญจราชศาสตราแห่งปฐวีอัดควันเข้าปอดไปอีกครั้งก่อนจะคีบม้วนยาเส้นไว้ระหว่างนิ้วชี้และนิ้วกลางโดยไม่สูบต่อ



“เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า นายน่าจะรู้อยู่แล้วว่าฉันมาที่นี่ทำไม”



ใบหน้าอวบอูมพยักลงเล็กน้อยแทนคำตอบ “ครั้งนี้วิชุดาทำเกินไปจริงๆ หลานตัวเองแท้ๆ ยังทำได้ลงคอ”



“ขนาดลูกในไส้ แม่นั่นยังกล้าตราทัณฑ์ไฟใส่เลย แล้วเจ้าเด็กเลือดผสมอย่างหลานๆ ของฉันจะไปเหลืออะไร ฉันอุตส่าห์ประเคนยกทุกอย่างที่มีใส่พานจนทำให้พวกวัชริศมีอำนาจมากขึ้นขนาดนั้นแล้วแท้ๆ ก็ยังโลภไม่เลิก คิดจะโค่นอำนาจสกุลหลักสายอื่นแล้วดันตัวเองขึ้นจุดสูงสุดอยู่ได้”



สิงขรถอนหายใจอย่างระอา ปลายนิ้วขยับเคาะไล่ขี้เถ้าจากม้วนยาแต่ไม่ได้สูบต่อในทันที แม้จะเห็นภาพรวมทั้งหมดแล้วแต่ชายหนุ่มยังอ่านหมากกระดานนี้ไม่ขาดเสียทีเดียว เขารู้ว่าการส่งเตชินท์มาฆ่าติณห์นั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อยั่วยุเหล่าคีรีรัตน์ให้เกิดการเคลื่อนไหว เพียงแต่ไม่เข้าใจว่าทางวัชริศคิดจะทำอย่างไรต่อ แต่ที่แน่ๆ ความพยายามนั้นประสบผลสำเร็จแล้วเรียบร้อย เพราะว่า...



“หลังจากวิชุดาปราบปรามกองโจรเสร็จ ทางคีรีรัตน์ตั้งใจจะส่งจดหมายขอเจรจาถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อหาทางตกลงกัน เรื่องจะได้ไม่ต้องไปถึงกรมยุติธรรมให้ขายขี้หน้าชาวบ้าน”



ชายหนุ่มเน้นย้ำอย่างประชดประชัน มุมปากบิดเป็นรอยยิ้มหยันยามนึกถึงการประชุมที่เรือนหลักสกุลคีรีรัตน์ตอนช่วงเช้า เมื่อเหล่าผู้อาวุโสในสกุลยังอยากหาทางประณีประนอมกับคนที่คิดฆ่าลูกหลานของตนเองมากกว่าทวงความยุติธรรมให้



“แต่ว่ากันตามตรงทางนั้นคงไม่เล่นตามกติกานักหรอกนะ ฉะนั้นฉันกับพี่เลยจะทำแบบเดียวกัน”



สิงขรหยิบถุงใส่เงินขนาดใหญ่เกือบเท่าฝ่ามือออกมาวางบนแคร่ เสียงเหรียญอัฐที่กระทบกันช่างกังวาน อาจฟังเสนาะหูในความรู้สึกของคนโลภ ทว่าช่างน่าหนักใจสำหรับธีรัชยิ่งนัก เพราะมันแปลว่าเขาจำต้องก้าวเข้าสู่หมากกระดานเดิมที่คุ้นเคยอีกครั้ง



...เกมการเมือง...



“ฉันต้องการข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับวิชุดาและพวกวัชริศ ยิ่งสกปรกโสมมได้เท่าไรยิ่งดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงพันวันมานี่ ฉันกับพี่ต้องการเพิ่มอำนาจต่อรองในมือ”



ดวงตาสีดำเหมือนเม็ดมะขามจ้องมองอดีตเพื่อนรวมงานอยู่ชั่วอึดใจก่อนจะสาวเท้ายาวๆ มาทรุดตัวลงบนแคร่ตัวเดียวกันโดยมีถุงอัฐใบใหญ่คั่นกลาง



“นายรู้ใช่ไหมว่านี่แหละสิ่งที่วิชุดาต้องการ สงคราม...”



“สงครามมันเริ่มขึ้นตั้งแต่ที่แม่นั่นทำร้ายหลานฉันแล้ว ไม่ใช่เพราะฉันไปขุดคุ้ยข่าวคาวของพวกวัชริศสักหน่อย” ในที่สุดสิงขรก็ดับม้วนยาเส้นโดยขยี้ลงกับพื้น ธีรัชถอนหายใจแผ่วเบา ยอมจำนนต่อความหัวรั้นของเพื่อนเก่าโดยหยิบถุงอัฐขึ้นมาโยนชั่งบนฝ่ามือ



“มันหนักเกินกว่าจะใช้ซื้อแค่ข่าวนะเพื่อนเอ๋ย”



รอยยิ้มเหยียดหยันบนใบหน้าอดีตปัญจราชศาสตราปฐวีบิดกลายไปเป็นยิ้มอย่างถูกใจแทน คล้ายคนที่เห็นเรื่องสนุก ทั้งที่เมื่อครู่ยังเคร่งเครียดกับการร้องขอให้ธีรัชยอมเดินกลับเข้ามาในวังวนอันวุ่นวายอยู่เลย



“อินท์ฝากเพิ่มมาบอกว่าอยากให้นายขายพิมพ์เขียวของบ้านหลักวัชริศให้หน่อย พอดีว่ามีคนที่ต้องไปเยี่ยม”




 

########## 


สนทนา : อยากแต่งฉากการรวมตัวกันของเพื่อนเก่าอย่างสิงขรกับธีรัชมาตั้งนานแล้วค่ะ >< เพราะเรามีความรู้สึกว่าธีรัชดูจะเป็นคนเดียวที่รับมือกับความกวนตีนของสิงขรได้โดยไม่เขวี้ยงอะไรกลับมาซะก่อน 555 สองคนนี้แต่ก่อนเป็นคู่ซี้ก๊งเหล้ากะเพื่อนสูบนะ แต่ว่าธีรัชเลิกหมดแล้ว เหลือครูสิงนี่แหละยังเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้กับนักเรียนต่อไป 555


 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 39 ครั้ง

1,495 ความคิดเห็น

  1. #695 Mizza (@wawy111) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2560 / 08:41
    คุณแม่ลงสนามแล้ววว พวกบ้านไฟเละแน่
    #695
    0
  2. #408 minggg- (@minggg-) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2560 / 13:38
    เฮ้ออ อ่านตอนนี้แล้วพูดอะไรไม่ออก
    จริงๆ สงสารสุด คือ ภาคินทร์นะเนี่ยย
    ทุกคนมีปัญหาให้ต้องแก้จริง ๆ ค่ะ

    ถ้าใช้ธาตุน้ำได้ปกติ แต่ถ้าใช้น้ำแข็งจะมองว่าผิดปกติ
    อยากบอกว่าคิดตั้งแต่ที่ภาคินทร์แสดงพลังให้รักษ์นาราดูแล้ว
    ถ้าเป็นแฟนตาซีฝรั่งคงเป็นปกติ และเป็นเรื่องชอบธรรมไปแล้ว
    แต่พอมาดูในบริบทแห่งนี้ กลับเป็นเรื่องที่ผิดแผกผิดเพี้ยนไป
    และการที่สังคมไม่ยอมรับก็แสดงให้เห็นถึงการขาดความยืดหยุ่นนะคะ
    โดยเฉพาะกับโลกที่เน้นกำลังความสามารถเช่นนี้
    แต่พอมีความสามารถที่ผิดจากคนอื่น กลับมองว่าผิดพลาด
    (อยากถามว่าจะเอาอะไร ไม่มีไม่ได้ มีมากไปก็ไม่ดี โถๆๆๆ)

    ถ้าเตชินทร์เก่ง แต่ภาคินทร์เอาชนะได้นี่
    ....
    แปลว่า ภาคินทร์โหดมากเลยสินะ
    แต่เพราะหลังจากนั้น ฝ่ายแรกฝึกโหด ฝ่ายหลังเกเรอยากทำหลุดกรอบไปเรื่อย ๆ 
    ถ้าจะแข่งกันใหม่เป็นเงื่อนไขการปิดปากจริง
    อย่าลืมฝึกโหดมากด้วยนะ 
    ไม่งั้นไม่ไหวแน่

    ปล. แต่ชนะแล้วกลับไม่ได้ยอมรับว่าชนะนี่ 
    มันน่าเจ็บปวดและเจ็บใจมากเลยนะ
    ไม่น่าแปลกที่ภาคินทร์จะกลายเป็นเด็กเกเรเลย
    สะท้อนสิ่งที่เจอมาตลอดได้ชัดจริงๆ


    อืม ใช้วิธีหาจุดอ่อน อันนี้น่าสนุกค่ะ
    ให้ผู้ใหญ่ได้สู้กันบ้างง
    สงสารเด็ก ให้เด็กได้เป็นเด็กกันดีไหม

    555
    จริง ๆ ไม่ควรอ่านแล้วคิดตามเยอะ
    แต่อดไม่ได้ค่ะ 
    มีความรู้สึกว่าอันนี้เป็นธีมหลักกกว่าเยอะจริง ๆ 
    แอบถามได้ไหมคะ ว่าดำเนินเรื่องถึงตอนนี้
    ถือเป็นประมาณเท่าไหร่ของเนื้อเรื่องทั้งหมด
    จะได้กะความพีคของเรื่องได้ถูก
    ขอบคุณนะคะ

    อุ้ยย เพิ่งเห็นข้างล่าง นี่ก็คือ ประมาณจะ 1/3 ของเรื่องใช่ไหมคะ
    ดีเลยค่ะๆๆ ถ้าสู้เร็ว จบเร็ว
    ก็คงไม่ได้บรรยายสถานการณ์ให้คนเขียนรู้สึกได้ตามนะคะ :)



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 13 พฤษภาคม 2560 / 13:39
    แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 13 พฤษภาคม 2560 / 13:41
    #408
    2
    • #408-1 ฟ็อกซ์ทร็อต (@foxx-tron) (จากตอนที่ 39)
      13 พฤษภาคม 2560 / 15:03
      แต่ฟ็อกซ์ดีใจที่มีคนคิดตามนะ>< คิดเยอะๆก็ได้ อ่านตามแล้วเพลินดีเหมือนกัน 555

      และใช่ค่ะ โลกนี้เชิดชูคนเก่งและมีพลัง แต่กลับไม่ยืดหยุ่นเพราะต้องการแค่พลังในรูปแบบที่หนึ่งสองสามสี่เท่านั้น พวกเขายังไม่เปิดกว้างมากพอจะยอมรับคนที่มีพลังในรูปแบบที่ห้าหรือหกได้ และอย่างที่อธิบายไว้ว่าภาคินทร์คุ้มพลังตนเองไม่ได้เหมือนกับรักษ์นารา กรรมการเลยมองว่าเขาอาจจะขี้โกงก็ได้ เพราะที่ผ่านมาก็ไม่ได้แจ้งเรื่องพลังไว้ก็เลยถูกปรับแพ้อย่างที่เห็น ส่วนตอนนี้อาจจะกากกว่าพี่เตไปแล้วก็ได้ เพราะเอ้อระเหยลอยชายมาตลอด ๕๕๕๕

      เล่มหนึ่งสำหรับฟ็อกซ์เหมือนการปูพื้นเกี่ยวกับตัวละครและแคว้นค่ะ ส่วนเล่มสองก็แน่นอนว่างานประลองกับเฉลยปมเรื่องต่างๆ เล่มสามก็...ขอไม่สปอยล์แล้วกัน อิอิ แต่เอาเป็นว่าใกล้จบเล่มหนึ่งแล้วและกำลังรอผลพิจารณาจากสนพ. อยู่ค่ะ ถ้าโชคดีอาจจะทันงานหนังสือเดือนตุลา : )

      ยังไงก็ขอบคุณที่ตามอ่านนะคะ :3
      #408-1
    • #408-2 minggg- (@minggg-) (จากตอนที่ 39)
      13 พฤษภาคม 2560 / 22:46
      ไม่มีปัญหาเลยยค่าา
      เดี๋ยวรอหนังสือ 5555

      แต่ขอเอาปกสวยๆ ให้สะท้อนแนวหนังสือข้างในนะคะ
      จริง ๆ ภาคินทร์ผู้แสนจะเกเรก็คิดในกรอบอยู่นะ
      เอาใหม่ เอาใหม่ เปลี่ยนกระแสไปเลย
      ถ้ามองว่าพลังตัวเองมันแปลกวิปริต
      สังคมก็จะมองตามแบบนั้น
      เปลี่ยนกระแสสร้างกระแสเลยค่าาา
      ช่วยกันเด็ก ๆ ผลักดันให้เป็นกระแสหลักไปเลย
      จะได้กลายเป็นว่าพวกที่สร้างน้ำแข็งได้ช่างล้ำ
      ส่วนพวกอาโปกสิณธรรมดาที่สร้างน้ำให้ต่ำกว่าจุดเยือกแข็งไม่ได้มันกากกกก
      เอาเข้าไปในหัวชาวบ้านให้ได้ เดี๋ยวกระแสมันก็แรงเองงง
      โฮะโฮะ คิดแบบมาร
      หลักการตลาดจัดเต็มมมม
      #408-2
  3. #407 nass_san (@nass) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2560 / 07:07
    ขุ่นแม่จะออกโรงงงงงง นี่ยกโซฟามานั่งรอเลย ไม่ไปไหนละ 55555555555 #อยากเห็นพวกพ่อแม่วาดฝีมือบ้าง #ต้องมันมากแน่ๆ
    #407
    0
  4. #406 ใบไม้เปลี่ยนสี (@beaw_nile) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2560 / 19:26
    กรี๊ด สนุกมากค่าา เมือ่ไหร่จะออกรวมเล่มคะ ตุลานี้ทันมั้ยๆๆๆ
    #406
    1
  5. #405 =>black projecter (@aceofheart) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2560 / 17:21
    Gif หาจากไหนเนี่ย
    แต่ละอันบรรเทิงจริงๆ
    #405
    1
    • #405-1 ฟ็อกซ์ทร็อต (@foxx-tron) (จากตอนที่ 39)
      13 พฤษภาคม 2560 / 08:53
      สะสมไปเรื่อย รู้ตัวอีกทีก็เยอะแบบนี้แล้ว555
      #405-1
  6. #404 สุดย0ด (@patinya1223) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2560 / 15:48
    แม่อินทร์นี่ไม่ธรรมดาจริงๆ รอเลยค่ะ ชอบคุณแม่ ว่าแต่ไหนหนูรักษ์อ่ะลูก ฮือ
    #404
    0
  7. #403 sosib (@sosib) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2560 / 14:36
    เจ้ใหญ่ที่แท้จริงโหดแท้
    #403
    0
  8. #402 white_apple (@grazeir) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2560 / 14:12
    คุณแม่อย่างน่ากลัว
    #402
    0
  9. #401 TheBum (@aimru) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2560 / 13:18
    ยิ่งอ่านยิ่งหลงรัก >.<
    #401
    0