ตอนที่ 37 : ตอนที่ ๓๒ บทลงโทษของภาคินทร์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1483
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 41 ครั้ง
    6 พ.ค. 60


ตอนที่ ๓๒ บทลงโทษของภาคินทร์



               เรือนหมู่ของสกุลชลัชพงษ์ตั้งอยู่กลางสระบัวที่กว้างเกือบสิบเส้น[]

 



                [] เส้น หน่วยวัดไทย ๑ เส้น = ๔๐ เมตร

 



                เรือนทุกหลังเป็นเรือนเครื่องสับทำจากไม้เนื้อแข็งอย่างดี คะเนจากสายตาอาจจะมีมากถึงยี่สิบหลัง จะเรียกเป็นชุมชนแห่งหนึ่งก็ยังได้ เสาเข็มที่คอยค้ำยันเป็นฐานให้เรือนแต่ละหลังทำจากไม้ขนาดเกือบหนึ่งคนโอบ มีระเบียงทางเดินกว้างขนาดครึ่งวาคอยเชื่อมเรือนแต่ละหลังเข้าด้วยกัน สระโดยรอบเบ่งบานด้วยดอกบัวหลากสี ส่งกลิ่นหอมรวยรื่นให้ความรู้สึกสงบนิ่ง ทางเข้าออกเดียวคือสะพานไม้สักที่ส่วนราวสะพานแกะลายเป็นตัวพญานาค มันทอดตัวยาวตั้งแต่ริมสระไปยังเรือนรับรองที่อยู่หน้าสุด ส่วนเรือนซึ่งอยู่หลังสุดและยังมีขนาดใหญ่ที่สุดนั้นคือเรือนฝึกกสิณสำหรับเด็กในสกุล



                สิบห้าวันนับจากนี้มันถูกใช้เป็นที่นั่งสมาธิสำนึกผิดของภาคินทร์



                ผู้นำสกุลชลัชพงษ์หรือนัยหนึ่งพ่อของเขาโกรธมากที่ได้ยินว่าเขาถูกจับข้อหามีเรื่องวิวาทจนทำลายทรัพย์สินสาธารณะ ผลสรุปคดีกลายเป็นว่าเขาคือผู้กระทำผิดเพียงหนึ่งเดียว ทุกอย่างจบลงที่เขา ไม่มีใครคิดสอบสวนเพิ่มเติมทั้งที่รู้ดีอยู่แก่ใจว่าการต่อสู้มันเกิดขึ้นคนเดียวไม่ได้ แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังกลายเป็นคนผิดหนึ่งเดียวในคดีนี้อยู่ดี



                ซึ่งภาคินทร์ก็พอใจให้มันเป็นเช่นนั้น เขารอดพ้นสถานพินิจมาได้เพราะคำขอร้องของแม่ที่บอกให้พ่อใช้อิทธิพลเพื่อช่วยเขา ภาคินทร์อาจจะดูเป็นเด็กมากปัญหา แต่เพราะไม่เคยก่อเรื่องจริงๆ จังๆ ให้ใครอื่นเห็นมากไปกว่าโดดเรียนและทะเลาะกับสิงขร ประวัติของเขาจึงขาวสะอาดพอที่จะให้ทัณฑ์บนได้



                นั่นคือบทลงโทษที่เขาได้รับจากกรมยุติธรรม



                ส่วนบทลงโทษจากวิรุณผู้เป็นพ่อ คือการนั่งสำนักผิดในเรือนฝึกแห่งนี้เป็นเวลาสิบห้าวัน



 หากเป็นแค่การนั่งสมาธิทั่วไปคงไม่เท่าไร อย่างมากก็แค่ทำให้รู้สึกเบื่อและเหน็บกิน ทว่าสำหรับเด็กมากปัญหาที่ได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะของสกุล วิรุณได้เตรียมการลงโทษที่โหดหินมากกว่านั้นไว้ให้ กะลาใส่น้ำจำนวนหนึ่งร้อยอันถูกวางไว้รอบตัวภาคินทร์ และคำสั่งคือเขาต้องบังคับน้ำให้ลอยขึ้นมาให้ได้ ทำได้หมดเมื่อไร พ่อจะปล่อยเขาออกไปจากที่นี่ก่อนกำหนดและขยายอาณาบริเวณที่ถูกกักตัวเป็นเรือนในเขตชลัชพงษ์ ไม่ใช่แค่เรือนฝึกและห้องนอนของเขา



ฟังเหมือนยาก แต่ก็ง่ายสำหรับภาคินทร์ ด้วยปริมาณกสิณมหาศาลที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด เด็กหนุ่มสามารถหยุดเกลียวคลื่นและทำให้ทะเลราบเรียบไม่ต่างจากน้ำในบ่อได้เลยด้วยซ้ำ คงเพราะแบบนั้นวิรุณเลยเสริมว่า



...แค่หนึ่งหยด...



 เขาต้องควบคุมให้มีน้ำแค่หนึ่งหยดลอยขึ้นมาจากแต่ละกะลาเท่านั้น เป็นการกระทำที่ต้องอาศัยทั้งความแม่นยำและความละเอียดอ่อนเป็นอย่างมากจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นไปไม่ได้สำหรับคนอย่างเขา ภาคินทร์เคยทำได้สูงสุดแค่สิบหยดเท่านั้นก่อนจะหมดความอดทนอาละวาดเสียจนน้ำหกนองเต็มห้อง



วิรุณเปิดประตูเข้ามาดูเป็นพักๆ เมื่อเห็นสภาพเละเทะที่ภาคินทร์ทำไว้ ดวงตาสีเดียวกันก็มองมาอย่างตำหนิทว่าไร้คำพูด และเพียงวาดมือน้ำทั้งหมดก็ลอยกลับไปอยู่ในกะลาดั้งเดิม ซ้ำยังด้วยปริมาณที่เท่ากันเป๊ะจนต้องอ้าปากค้าง ทว่าสำหรับภาคินทร์แล้วนี่ไม่ต่างอะไรจากการซ้ำเติมถึงความไร้ฝีมือของเขาเลยสักนิด



“อีกครั้ง” คนเป็นพ่อสั่งแล้วปิดประตูลงตามเดิม ภาคินทร์หงุดหงิดเหลือจะเอ่ย แต่จะทำอะไรได้ ในเมื่อเขาคือคนที่ยินยอมให้ทุกอย่างกลายเป็นแบบนี้



ทว่าตอนที่เด็กหนุ่มตั้งท่าจะกลับไปสู่บทลงโทษเช่นเดิม



“คินทร์จ้ะ” ประตูห้องก็ถูกเปิดออกอีกครั้งโดยแม่ของเขา ชนนิภา เป็นสตรีร่างเล็กบางที่มีรอยยิ้มประดับใบหน้าตลอดเวลา ดวงตาเรียวยาวเป็นสีดำ แต่หากสังเกตให้ดีภายใต้แสงตะวันจะพบว่าความจริงแล้วเป็นสีออกน้ำเงินที่เรียกกันว่าขาบดำ ผมสีดำยาวถักเป็นเปียเดียวปัดมาด้านหน้า



ชนนิภาเป็นบุตรสาวคนรองของสกุลอาโปลำดับที่ห้า เพราะเคยเป็นนางรำในวังหลวงมากก่อน กริยาจึงทั้งอ่อนหวานและนุ่มนวลน่ามองไปเสียหมด แตกต่างกับอดีตปัญจราชศาสตราผู้นิ่งขรึมและหยาบกระด้างอย่างวิรุณโดยสิ้นเชิง ซ้ำยังอายุน้อยกว่าหลายศก ดูอย่างไงก็ไม่น่าจะเข้ากันได้เลยแม้แต่น้อย เพราะแบบนั้นภาคินทร์จึงมักสงสัยอยู่บ่อยครั้งว่าแม่แต่งกับพ่อด้วยเหตุผลทางการเมือง แต่ไม่ว่าจะถามสักกี่ครั้งชนนิภาก็ยังยืนยันว่าไม่ใช่ ทั้งยังเสริมอีกว่าวิรุณมีด้านมุมที่อ่อนโยนกว่าที่เห็นมากมายนัก



เหมือนลูกมากเลยเนอะ



ทุกครั้งที่ชนนิภาพูดแบบนั้นมุมปากของภาคินทร์ก็จะบิดคว่ำลง เขากับผู้ชายใจหินที่กล้าส่งลูกคนเล็กของตัวเองไปอยู่วัดรกร้างเพื่อหลีกหนีความอับอายของสกุลไม่ได้มีอะไรเหมือนกันสักนิด



“มีเด็กผู้หญิงมาถามหาลูกด้วยแหละ ทำไมไม่เห็นเล่าให้แม่ฟังบ้างเลยว่ามีเพื่อนน่ารักๆ แบบนี้ด้วย” ประตูไม้บานใหญ่เปิดกว้างขึ้นอีกนิด ทำให้เห็นรอยยิ้มของชนนิภาได้ชัดมากยิ่งขึ้น เด็กหนุ่มซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นเหลียวหันไปฟัง ท่าทางสงบนิ่งคล้ายไม่สน ทว่าในใจเหมือนจะเต้นผิดจังหวะไปนิดหนึ่งเมื่อนึกถึงเด็กสาวเพียงคนเดียวที่เขารู้จัก



“แม่รู้ว่าลูกกำลังยุ่งอยู่กับการฝึก แต่ถ้ายังไงจะพักสักแปปไหมจ๊ะ พ่อเขาไม่รู้หรอก” คนเป็นแม่ยิ้มซุกซน ส่งผลให้ดูอายุน้อยมากกว่าความจริงไปอีกมากโข ทว่าคนที่ยังเป็นวัยรุ่นซึ่งควรจะทำตัวร่าเริงมากกว่ากลับทำเพียงพยักหน้ารับด้วยท่าทางประมาณว่ายังไงก็ได้แล้วหันกลับไปนั่งสมาธิต่อ



เพราะนั่งหันหลังให้ประตูซ้ำยังหลับตา ภาคินทร์จึงได้ยินเสียงฝีเท้าที่เดินเข้ามาใกล้เท่านั้น เขาลอบกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัวตอนที่อีกฝ่ายทรุดนั่งลงห่างไปไม่มาก สี่วันดูจะเป็นเวลาที่นานมากเมื่อต้องนั่งอุดอู้อยู่ในโรงฝึกใหญ่โตเพียงลำพัง ทำอะไรเหมือนๆ เดิมซ้ำไปซ้ำมา และเพราะไม่สามารถติดต่อกับคนอื่นได้ ภาคินทร์จึงไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเด็กสาวบ้างหลังจากหมดสติและถูกผู้เป็นแม่อุ้มกลับไป เพราะแบบนั้นคำถามแรกของเขาจึงเป็น...



“หายดีแล้วเหรอ”



“แข็งแรงสุดๆ ไปเลย ขอบใจที่ถาม”



คำตอบอย่างยียวนและน้ำเสียงที่ขาดความอ่อนหวานอย่างสิ้นเชิงไม่ใช่สิ่งที่ภาคินทร์หวังว่าจะได้ยิน เด็กหนุ่มจึงหันควับ ขมวดคิ้วและส่งสายตาขวางๆ ไปให้ทันทีโดยไม่รู้ตัวเมื่อพบว่าคนที่นั่งอยู่ข้างหลังเป็นเด็กสาวตัวสูงที่มีดวงตาสีลูกหว้า ไม่ใช่เด็กสาวตัวเล็กซึ่งมักปรากฏตัวพร้อมรอยยิ้มเก้อเขินแบบที่เขาหวังจะเจอ



“ไม่ต้องทำท่าผิดหวังขนาดนั้นก็ได้มั้ง” พิมายแซะ ดวงตาทอประกายรู้เท่าทันพร้อมเบ้ปากไปด้วย ภาคินทร์รีบปรับสีหน้าให้กลับมานิ่งเรียบอย่างรวดเร็วก่อนจะถามห้วนสั้น



“มาทำไม?”



“มาเยี่ยม แล้วก็มาขอบคุณด้วย” ทว่าท่าทางของพิมายไม่คล้ายคนที่สำนึกในบุญคุณเลยแม้แต่น้อยและเขาเองก็ไม่ได้หวังคำขอบคุณจากเธอเช่นกัน เพราะแบบนั้นเด็กหนุ่มจึงต้องย้ำให้เข้าใจ



“ฉันไม่ได้ทำเพื่อเธอ”



“ก็ไม่ได้คิดว่านายทำเพื่อฉันอยู่แล้ว”



พิมายเข้าใจได้ถูกต้อง ภาคินทร์ไม่ได้ยอมรับผิดเพราะกลัวคนอื่นจะโดนลูกหลงถูกทำโทษไปด้วยเหมือนที่สิงขรคาดการณ์ไว้แม้แต่น้อย เขาปิดปากเงียบด้วยกลัวว่าหากเจ้าหน้าที่สันติบาลไปจับกุมเตชินท์ อีกฝ่ายจะปากมากเล่าถึงความผิดปกติในวันนั้นออกไปต่างหาก



ความผิดปกติอันเกิดขึ้นจากพลังของรักษ์นารา



หากมีคนอื่นล่วงรู้ถึงความสามารถของเด็กสาว ผลที่ตามมาย่อมไม่ใช่การถูกจับในข้อหาทำลายทรัยพ์สินเช่นที่เขาโดนแน่นอน หากไม่ถูกนำตัวไปศึกษาทดลองก็อาจจะถูกประหารในข้อหาเป็นอันตรายต่อแคว้นไปเลยก็เป็นได้ ซึ่งไม่ว่าจะแบบไหนภาคินทร์ก็ไม่ต้องการให้เกิดขึ้นทั้งนั้น เพราะเช่นนั้นเขาจึงนิ่งเงียบ น้อมรับความผิดที่ไม่ได้ก่อ เพื่อไม่ให้ใครไปขุดคุ้ยเหตุการณ์ในวันนั้นขึ้นมาอีก



และดูเหมือนพิมายจะอ่านการกระทำของเขาขาด จึงได้มาปรากฏตัวต่อหน้าเขาในวันนี้



ภาคินทร์ลอบถอนหายใจบางเบาก่อนจะหันกลับมาเต็มตัว ตัดสินใจสงบศึกกับอีกฝ่ายชั่วคราว เพื่อที่จะได้พูดคุยกันดีๆ และถามไถ่ในเรื่องที่อยากรู้ได้



"รักษ์นาราเป็นยังไงบ้าง”



“น้าอินท์บอกว่าสบายดี” ดูเหมือนว่าพิมายจะคิดเช่นเดียวกัน น้ำเสียงของเด็กสาวจึงไม่ฟังกวนโทสะเช่นทุกที แต่กลับเต็มไปด้วยความน้อยใจจางๆ แทน “แต่ว่ายัยนั่นไม่ยอมเจอฉัน แถมยังไม่ออกจากห้องมาหลายวันแล้วด้วย”



“ทำไม?”



“ฉันเลยจะมาถามนายอยู่นี่ไง วันนั้นที่สู้กับเจ้าตาไฟ...”



ทว่าคำถามของพิมายถูกขัดกลางปล้องด้วยเสียงเรียกอย่างร่าเริงและการที่ร่างซึ่งเหมือนกันยิ่งกว่าแกะพิมพ์สองร่างกระโจนพรวดพราดเข้ามาร่วมลงสนทนาพร้อมถาดขนมถาดใหญ่เสียก่อน



“พี่คินทร์!!/ลูกพี่!!



“เราได้ขนมมาด้วยแหละ”



“แม่พี่คินทร์ให้มา”



“อร่อยพอๆ กับที่น้าอินท์ทำเลย”



“สักคำไหมครับ”



ดูเหมือนว่าการเดินทางมาเรือนชลัชพงษ์จะทำให้เจ้าสองแฝดหิวมากเป็นพิเศษ ชนนิภาจึงพาทั้งคู่ไปหาอะไรกินที่โรงครัวก่อน ทำให้มีแค่พิมายเท่านั้นที่เดินเข้ามาคุยกับเขาในตอนแรก บัดนี้สองกระเพาะน้อยๆ เต็มไปด้วยข้าวราดแกงเขียวหวานกับทอดมันแล้ว ซ้ำยังได้ขนมกับน้ำหวานมาเป็นของแถมอีกชุดใหญ่ ทั้งคู่จึงรีบวิ่งมายังโรงฝึกเพราะกลัวจะพลาดบทสนทนา



ภาคินทร์เหลือบมองขนมปริมาณมากในถาดพลางคิดว่า ท่าทางเจ้าสองตัวนี้จะสาลิกาลิ้นทองไม่เบา เจอกันแค่แปปเดียวก็ทำให้แม่ของเขาเอ็นดูได้มากถึงขนาดนี้แล้ว



“ตุลย์กับติณห์รู้เรื่องเกือบหมดแล้ว” พิมายกล่าวเมื่อเห็นท่าทางที่ดูระแวดระวังขึ้นอีกหลายเท่าของภาคินทร์พลางหยิบขนมมากินบ้าง “ดังนั้นพูดมาเถอะ จะได้รู้เรื่องไปพร้อมๆ กันเลยว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง”



ภาคินทร์นิ่งไปเล็กน้อยราวกับกำลังนึกย้อนในสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ง่ายนักที่จะเลือกคำมาบรรยายสิ่งที่นอกเหนือสามัญสำนึกขนาดนั้นออกมาได้



 “ความตาย” เด็กหนุ่มเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ความรู้สึกหนาวยะเยือกทิ่มแทงขึ้นมาอีกครั้ง “ทุกอย่างรอบตัวรักษ์นาราเหมือนตกอยู่ในความตาย ดิน ฟ้า อากาศ ไม่ว่าอะไรเข้าไปใกล้ก็กลายเป็นร่างแห้งกรังไปจนหมดยกเว้นพวกเธอสามคน”



ตุลย์และติณห์หยุดมือที่จ้วงหยิบขนมได้ในที่สุดเมื่อบรรยากาศชักจะหนักหน่วงขึ้นทุกที พิมายเองหลังจากดื่มน้ำตามเข้าไปอีกอึกก็หยุดมือจากทุกอย่างเช่นกัน



 “มีคนตายบ้างไหม” คำถามนี้อาจฟังดูน่าตกใจ แต่เมื่อพิจารณาจากสิ่งที่เกิดขึ้นก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ภาคินทร์ส่ายหน้า ส่งผลให้พิมายถอนหายใจอย่างโล่งอก



“ตอนแรกฉันก็กะว่าจะให้ยัยรักษ์เป็นคนเล่าเอง แต่ในเมื่อเล่นปิดตัวเองซะขนาดนี้ก็คงไม่เหลือทางเลือกมากนักละนะ” พิมายเอ่ยด้วยระดับเสียงที่ดังพอจะได้ยินในวงสนทนาขนาดเล็กนี้เท่านั้น ทุกคนจึงต้องเงี่ยหูฟัง สมาธิจดจ่ออยู่ที่คำพูดของเธอ



“รักษ์นารามีความลับอยู่สามข้อด้วยกัน หนึ่งคือเขาสามารถพูดคุยกับต้นไม้และสัตว์ได้ สำหรับพวกสัตว์ คงต้องเรียกว่าเป็นการยอมทำตามที่สั่งทุกคำซะมากกว่า ส่วนต้นไม้ ทุกต้นทุกดอกและเปล่งออกมาเป็นเสียงของผู้หญิงคนเดิมคนเดียวกันเสมอและรักษ์นาราเรียกเธอว่ามาลี ตัวตนของเธอคลุมเครือพอๆ กับพลังของรักษ์นาราน่ะแหละ จนบางครั้งฉันก็เผลอคิดไปเหมือนกันว่ายัยรักษ์แค่คิดไปเอง ต้นไม้ที่ไหนจะพูดได้กัน แต่ว่า...มาลีรู้อะไรต่อมิอะไรเยอะมากๆ เขาเป็นคนสอนรักษ์นาราทุกอย่าง ทำให้ยัยนั่นรู้เยอะจนกลายเป็นเรื่องอันตรายไปด้วย”



“พ่อของรักษ์นารา” ภาคินทร์เอ่ยอย่างเลื่อนลอย เหมือนหลุดปากมากกว่าจะถาม แต่แค่นั้นก็มากพอที่จะทำให้พิมายได้รู้ว่ารักษ์นาราตัดสินใจลองเสี่ยงที่จะเชื่อใจผู้อื่นดูอีกครั้ง



“เรื่องนั้นมาลีไม่ยอมเล่า แต่เพราะไม่เล่านี่แหละยัยรักษ์เลยแน่ใจว่ามันต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลัง กับปราชญ์ธีรัชเป็นไงบ้าง?” พิมายเปลี่ยนเรื่องรวดเร็วตามนิสัย ทว่าภาคินทร์เตรียมใจมาบ้างแล้วว่าต้องพูดเรื่องนี้จึงต่อบทสนทนาได้อย่างรวดเร็ว



“คว้าน้ำเหลว แต่จากท่าทางแล้วต้องรู้อะไรแน่ๆ วินทร์บอกจะลองพยายามถามให้อีกที”



ทว่าไม่ใช่กับตุลย์และติณห์ หลังจากได้แต่นั่งงงมาพักใหญ่ทั้งคู่ก็โพลงออกมาอย่างสุดกลั้น



“สวัสดี พวกผมนั่งอยู่ตรงนี้นะครับ”



“พูดอะไรให้พวกผมรู้ด้วยจะได้ไหม”



“พ่อของรักษ์นาราคือราพณาสูร หัวหน้าหน่วยรากษส” พิมายสรุปอย่างรวดเร็ว แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไร เพราะสีหน้าของฝาแฝดแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่รู้จักหน่วยเพชฌฆาตนี้ ซึ่งก็ไม่แปลกเมื่อดูจากความพยายามหลายต่อหลายศกของทางการที่จะลบชื่อนี้ออกจากความทรงจำของชาวนิวาริน หากพิมายอายุน้อยกว่านี้อีกนิดก็คงไม่รู้จักเช่นกัน ทว่าเธอไม่มีเวลามาสาธยายประวัติศาสตร์นองเลือดในฟังในตอนนี้ เด็กสาวจึงปัดความรับผิดชอบโดยการบอกให้ทั้งคู่ไปถามชวินทร์เอาเองทีหลัง



“ถึงไหนแล้วนะ อ่อ ข้อสองก็อย่างที่รู้กันว่ารักษ์นารารักษาแผลได้ ซึ่งมันนำไปสู่ข้อสาม”



พิมายเว้นช่วง สูดหายใจลึก



“ยัยนั่นดูดกลืนกสิณรอบๆ เอามารักษาแผลให้พวกเรา”



“รู้ได้ยังไง” เสียงทุ้มลึกของภาคินทร์เปล่งถามตัดหน้าสองแฝดพอดิบพอดี



“สังเกตเอาน่ะสิ แล้วก็จากนี่ด้วย...” อยู่ๆ พิมายก็เลิกเสื้อของตนขึ้นสูงจนเกือบจะเห็นขอบเสื้อในโดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ทำเอาเจ้าแฝดถึงกับอุทานว่าตาเถรแล้วยกมือขึ้นมาปิดหน้าแทบไม่ทัน แต่ก็ยังไม่วายแยกนิ้วเพื่อแอบดูอยู่ดี ส่วนภาคินทร์เพียงขมวดคิ้วและส่งสายตาเชิงตำหนิถึงกริยาอันไม่เหมาะสมไปให้ ทว่าเมื่อดวงตาสีวังน้ำวนเห็นถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ร่มผ้า สีหน้าของเด็กหนุ่มก็เปลี่ยนไปเป็นความประหลาดใจแทน



พิมายมีรอยแผลเป็นที่ดูเหมือนรอยถูกแทงยาวเกือบสองนิ้วที่ใต้ชายโครงซ้าย เรียกได้ว่าหากบิดมีดขึ้นไปด้านบนเพียงนิดเดียวก็จะทะลุหัวใจทันที



“นี่ไม่ใช่ครั้งแรกหรอกนะที่เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นเพราะยัยนั่นคิดจะช่วยฉัน”



########## 

สนทนา : ฮัลโหลลลล ใกล้ความจริงแล้ววววว เดี๋ยวตอนหน้าก็จะได้รู้แล้วว่าเคยเกิดอะไรขึ้นกะหนูรักษ์และมายกันแน่ ตื่นเต้นเนอะ //มายั่วให้อยากแล้วจากไป เฬว อุอิ


 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 41 ครั้ง

1,495 ความคิดเห็น

  1. #1082 BRASAHP (@zantan) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2561 / 12:46
    พิมายนี่ชีวิตระทึกสุด
    #1082
    0
  2. #390 nass_san (@nass) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2560 / 07:14
    ว๊ากกกกกกก คืออะไรรรรร เข้มข้นจริงๆ ขำสองแฝด แต่ขำสุดคงเป็นภาคินทร์นกนี่แหละ 555555555555
    #390
    0
  3. #389 Pysfii (@pychat) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2560 / 19:19
    เรื่องนี้จะยาวประมาณกี่เล่มหรอคะ
    #389
    2
  4. #388 -S!MPLE- (@khimmonsicha) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2560 / 16:29
    ค้างมากกก
    #388
    0
  5. #387 ATIPP (@122792) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2560 / 16:08
    นึกหน้าแฝดออกเลย ตอนที่นั่งคุยกันอ่ะ

    ปล. คุณแม่ของนุ้งคินทร์นี่เหมือนไม่มีอะไร แต่ก็เหมือนมีอะไร ปมเยอะ ระแวง ๕๕๕๕๕
    #387
    0
  6. #386 Omioe (@onphima) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2560 / 11:39
    เริ่มมันขึ้นเรื่อยๆแล้ว
    #386
    0
  7. #385 สุดย0ด (@patinya1223) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2560 / 08:50
    รักษ์ลูก ไม่ต้องกลัวนะ TT ดีใจที่ทุกคนรอบตัวรักษ์ไม่หายไปไหน แถมยังมีคุณแม่โคตรเท่อยู่ดูแล รักษ์คงไม่เป็นไรหรอกเนอะ
    นี่เราแอบคิดเล่นๆว่าพวกลุงๆที่เป็นแขกประจำร้านของอินนี่จะใช่พรรคพวกเก่าหน่วยของพ่อรักษ์รึป่าว หรือพรรคพวกของอินเอง 5555555555
    #385
    0
  8. #384 sosib (@sosib) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2560 / 08:49
    รอๆๆอยากรู้อยากอ่านอ่าฮือออ
    #384
    0
  9. #383 +_*MooN_LighT*_+ (@little_piglet) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2560 / 05:17
    กลายเป็นลูกพี่เฉ๊ยยยยยยย #ทีมเด็กแฝด น่าเอ็นดู๊วววววว
    #383
    0
  10. #382 ใบไม้เปลี่ยนสี (@beaw_nile) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2560 / 23:40
    แหม..เจ้าแฝด ญาติดีกับเค้าแล้วหรอ พี่คินทร์เชียวนะ
    #382
    0
  11. #381 bookkota (@moonrabbit) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2560 / 23:29
    จะว่าไงนี้ บทนี้รู้สึกได้ถึงความรักที่ทุกคนมีให้หนูรักษ์ดีจัง และหนูคินทร์คนขายอ้อยก็หน้าแตกเบาๆนิดนึง 5555
    หนูมายลูกกกก ไม่ถกเสื้อต่อหน้าหนุ่มๆสิคะะ น้องแฝดถึงกับแหวกนิ้วดู ถถถถ
    เหมือนจะเฉลยอดีตหนูรักษ์แต่ไม่เฉลยยย นุ้งฟ็อกซ์ตั้งใจให้พวกเราอดทนรออีกแล้วใช่ม้ายยยยย เพราะฉะนั้นขอโมเม้นต์น้องคินทร์ไปขายอ้อยหนูรักษ์ให้กลับมาร่าเริงเร็วๆด้วยน้าา #อ้อนนน
    ปอลอ ช่วงนี้เห็น Guardian of the galaxy แล้วได้ยินว่า I am Groot ทีไรคิดถึงหนูรักษ์ทุกที คาแรกเตอร์มันได้ I am รักษ์นาราจ้าาา
    #381
    0
  12. #380 อเล็กซานเดอร์ (@nstk) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2560 / 23:26
    ติดตามๆ
    #380
    0