ตอนที่ 36 : ตอนที่ ๓๑ ความน้อยใจของตุลย์และติณห์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1493
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 39 ครั้ง
    1 พ.ค. 60


 

ตอนที่ ๓๑ ความน้อยใจของตุลย์และติณห์





พิมายตื่นขึ้นมาในโรงหมอในอีกสองวันถัดมา



ความปวดเมื่อยจู่โจมเข้ามาในทันทีเช่นเดียวกับความรู้สึกแสบร้อนทั้งที่ไม่มีบาดแผลใดเหลืออยู่แล้วแท้ๆ สิ่งต่อมาที่เด็กสาวได้รับ คืออ้อมกอดจากเจ้าสองแฝดที่โถมกระโจนเข้ามาจนทำเอาศีรษะของเธอโขกกับหัวเตียงอย่างแรง และความเจ็บคราวนี้คือของจริง ถ้าไม่แตกก็ปูดแน่นอน



“ลูกพี่!!!!/ลูกพี่!!!!!

            


         “พวกเรานึกว่าลูกพี่จะตายซะแล้ว ฮืออออ”

           


          “ที่แท้ก็แค่นอนอู้อยู่นี่เอง ตกใจแทบแย่”



                พิมายตอบแทนความห่วงใยเหล่านั้นด้วยฝ่ามือพิฆาตเข้าที่หลังทันทีอย่างไม่รอช้าก่อนจะโยนทั้งคู่ลงจากเตียงคนไข้อันเล็กจ้อยของเธอ ไม่ทันจะได้เอ่ยปากด่าเป็นของแถม ประตูห้องก็ถูกเปิดออกโดยสิงขรเสียก่อน ร่างสูงในชุดเสื้อคอปกลายเสือโคร่งสีน้ำตาลเหลืองที่เชยสะบัดชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าคนที่นอนป่วยมาตลอดบัดนี้สามารถลุกขึ้นมานั่งได้แล้ว ดวงตาสีน้ำตาลไหม้กวาดมองขึ้นลงสองสามครั้งก่อนจะตัดสินใจเอ่ยทักทาย



                “ฟื้นเสียที นอนกินบ้านกินเมืองอยู่ได้ตั้งนาน”



                ซึ่งคงต้องบอกว่าฟังเหมือนคำบ่นเสียมากกว่า และคงทำให้ชายหนุ่มได้ฝ่ามือพิฆาตไปแล้วเช่นกันถ้าไม่ใช่เพราะฐานะความเป็นอาจารย์และเพราะความรู้สึกในใจเธอ พิมายทำได้เพียงมุ่ยหน้าให้และเฝ้ามองสิงขรลากเก้าอี้มาที่ข้างเตียง สองแฝดปีนกลับขึ้นมานั่งแกว่งเท้าอยู่ที่ปลายเตียงเช่นกัน



                ลงไม้ลงมือก็ไม่ได้ ว่ากลับไม่ได้ พิมายเลยเลือกที่จะถามคำถามแทน



                “เกิดไรขึ้นน่ะครู หนูมาอยู่นี่ได้ไง”



                “ฉันอุ้มมาน่ะสิถามได้” สิงขรตอบหน้าตาเฉยพลางควักม้วนยาเส้นขึ้นมาตั้งท่าจะจุดสูบ



การนึกภาพตามทำให้พิมายทั้งขัดเขินและเสียดายเป็นอย่างมาก ถ้าเธอไม่มัวแต่สลบไม่รู้เรื่องรู้ราวแบบนั้นก็คงจะดี เด็กสาวคิด แต่ก็อีกนั้นแหละ ถ้าเธอไม่หมดสติเขาคงไม่อุ้มเธอขึ้นมาหรอกจริงไหม แม้ความคิดเหล่านั้นจะทำให้ในใจเด็กสาวฟุ้งซ่านมากเพียงใด สิ่งที่แสดงออกไปก็มีแค่การฉวยหยิบม้วนยาเส้นมาจากริมฝีปากหนาแล้วโยนทิ้งออกนอกหน้าต่างไปในบัดดล



                “เฮ้ย...” สิงขรประท้วง



                “ในโรงหมอเขาห้ามสูบ!!” พิมายเอ็ดเสียงดังพลางชี้ไปยังป้ายเตือนที่แปะอยู่ตรงประตูห้อง คนที่เกือบถูกปรับเป็นเงินห้าร้อยอัฐถึงกับถอนหายใจเฮือกแล้วโยนอุปกรณ์สร้างมลพิษต่อปอดไปไว้บนโต๊ะข้างเตียงคนไข้แต่โดยดี “แล้วก็ตอบคำถามหนูมาด้วยว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง อีตาขี้เก๊กนั่นละ ยัยรักษ์อีก ไม่ได้เป็นอะไรใช่ไหม”



                “พี่ภาคินทร์มาช่วยไว้”  ทว่าคนที่ช่วยไขความข้องใจให้พิมายคือฝาแฝดที่สลับกันพูดไปมา



“เขาสู้กับพี่เต จนพี่เตยอมถอยกลับไป”



นั่นคือสิ่งที่ตุลย์และติณห์เข้าใจ ฟังดูเหมือนทุกอย่างจบลงด้วยดีทว่าพิมายมีความรู้สึกว่าต้องมีอะไรมากกว่านั้นแน่ๆ เธอจำสีหน้าของรักษ์นาราตอนที่พุ่งเข้ามาขวางกระบองของเตชินท์ได้ สีหน้าหวาดกลัวปนสับสนที่แทบจะเหมือนกับใน วันนั้นไม่มีผิด



                “แต่เพราะแบบนั้นพี่ภาคินทร์เลยถูกลงโทษแทน”



                “อะไรนะ?” พิมายอุทาน หลุดจากภวังค์ความคิดในทันที  “หมอนั่นทำอะไรผิด”



                “แถวนั้นเละเทะมาก ดูแวบเดียวก็รู้ว่ามีคนใช้กสิณสู้กัน ซึ่งแน่นอนว่ามันผิดกฏหมาย ที่ใช้พลังนอกเหนือไปจากการประกอบอาชีพและนอกสังเวียน”



                “ทางสันติบาลสรุปเอาจากหลักฐานที่เหลืออยู่ว่าเป็นผู้ใช้กสิณเตโชกับอาโปสู้กัน และมีพยานเห็นพี่ภาคินทร์วิ่งมาทางนั้นพอดี พอรวมเข้ากับชื่อเสียดั้งเดิมที่ชอบทะเลาะวิวาท พี่เขาเลยถูกจับข้อหาทำลายทรัพย์สินสาธารณะ”



                “งั้นอีตาขี้เก๊กนั่นก็ต้องโดนด้วยสิ?” พิมายยังคงถามต่อ คำตอบคือการที่ฝาแฝดส่ายหน้าอย่างพร้อมเพรียง “อ้าว? ไหงงั้นละ?”



                “ก็เพราะไอ้เด็กบ้านั่นไม่พูดอะไรสักคำน่ะสิ” เป็นสิงขรที่เสริมให้ มุมปากบิดคว้ำมากกว่าปกติหลายเท่า ไม่รู้ว่ากำลังหงุดหงิดในเรื่องที่พูดถึงหรือเพราะถูกขัดขวางการสูบกันแน่ เพราะเจ้าตัวคว้าหยิบเอาม้วนยาเส้นอีกอันมาหมุนกลิ้งไปมาระหว่างนิ้วไปด้วย



“ไม่ยอมรับสารภาพแต่ก็ไม่ปฏิเสธข้อกล่าวหา แถมยังไม่ยอมบอกด้วยว่าคู่วิวาทเป็นใคร สงสัยคงกลัวพวกแกโดนลูกหลงไปด้วยละมั้ง เพราะงั้นเลยมีแค่มันที่ถูกจับ แต่ไม่ต้องห่วงหรอก พ่อมันเส้นใหญ่ แล้วเรื่องวิวาทที่ผ่านๆ มาก็เป็นแค่คำร่ำลือเท่านั้น ไม่เคยมีข้อกล่าวหาเป็นรายลักษณ์อักษร เพราะงั้นคราวนี้เลยโดนแค่ทัณฑ์บนแล้วก็พักการเรียนสิบวัน”



                “แต่มันก็ไม่ยุติธรรมอยู่ดี เจ้าขี้เก๊กตาไฟเป็นคนมาหาเรื่องพวกเราก่อนแท้ๆ! ทำไมถึงลอยนวลไปได้!” พิมายโวยลั่น ท่าทางหัวเสียสุดขีด อีกนิดเดียวคงหยิบหมอนที่พิงอยู่มาต่อยเพื่อระบายอารมณ์ไปแล้ว



สองแฝดพยักหน้าเห็นด้วยแต่ก็ดูจะไม่เต็มที่นัก เพราะถ้าจะทำให้มันถูกต้องจริงๆ พวกเขานั่นแหละที่ต้องเดินเข้าไปมอบตัวแทนภาคินทร์ แต่ด้วยประวัติเสียที่ยาวเป็นหางว่าว รับรองคงถูกจับขังลืมและถูกตัดสิทธิ์รวมงานประลองแน่นอน เผลอๆ จะยิ่งทำให้เรื่องทั้งหมดยุ่งยากขึ้นไปอีก เนื่องจากสาเหตุที่แท้จริงของความวินาศสันตะโรที่พวกเขาก่อขึ้นนั้น...



                “ไหนๆ ก็พูดถึงเรื่องนี้แล้ว” เสียงคานยางของสิงขรเสียกสายตาทุกคู่ให้ฟันมอง ชายหนุ่มยอมหยุดมือที่กลิ้งม้วนยาสูบไปมาแล้วเก็บมันลงกระเป๋ากางเกงในที่สุด “พวกแกสามตัวช่วยอธิบายให้ฉันฟังหน่อยได้ไหมว่าไปทำอีท่าไหนมาถึงต้องไปประมือกับเจ้าเตชินท์ได้กัน”



                “ก็เพราะว่า...อุ๊ฟ...” พิมายตั้งท่าจะเล่าเต็มที่ แต่ก็โดนสกัดกั้นจากหนึ่งในแฝดที่โดดลงมานอนข้างๆ โดยใช้ศอกกระแทกท้องเธอไปพร้อมกันเสียก่อน ในขณะที่แฝดอีกคนอธิบายรัวเร็วจนลิ้นแทบพันกัน



                “เพราะเราละเมิดข้อตกลงไงครับ! บ้านใหญ่ของวัชริศรู้เรื่องแล้ว เลยส่งพี่เตมาเตือนเพื่อให้พวกเรายอมถอนตัวจากการแข่งจะได้ไม่มีคนรู้เกี่ยวกับตัวจริงของพวกเราไปมากกว่านี้ แต่พวกเราหัวร้อนกันไปหน่อย เห็นว่าสามต่อหนึ่งยังไงก็เหนือกว่า ก็เลยปากดีท้าพี่เตไป เรื่องก็เลยลงเอยอย่างที่เห็น”



                สิงขรเลิกคิ้ว ท่าทางรับฟังแต่ไม่คล้ายว่าจะคล้อยตามได้เลยสักนิด ยิ่งการที่เขางึมงัมแค่ว่า งั้นเหรอออกมาให้ได้ยินแทนที่จะซักไซ้เพิ่มเติมมันก็ชัดเจนว่าเรื่องโกหกของฝาแฝดเป็นสิ่งที่ฟังไม่ขึ้น แต่อยู่ๆ สิงขรก็ลุกขึ้น ยื่นมือมาขยี้ผมตุลย์และติณห์คนละทีจนชี้ฟูไม่ต่างกัน



                “พักผ่อนซะ ยังมีหลักสูตรนรกสำหรับงานประลองรอให้พวกแกไปฝึกอยู่อีก ส่วนเรื่องพวกบ้านใหญ่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก เดี๋ยวฉันจะไปจัดการคุยเรื่องข้อตกลงใหม่ให้เอง เพราะยังไงพวกแกก็ประกาศตัวออกไปซะขนาดนั้นแล้ว คงไม่มีทางกลบเกลื่อนทำเหมือนว่าไม่เคยเกิดขึ้นได้หรอก ขืนรั้นต่อไปมีแต่จะเสียเปล่าๆ พวกแกก็อย่าไปกวนคนป่วยให้มากนักละ เข้าใจไหม”



                “ครับ/ครับ” ตุลย์และติณห์ขานรับ สิงขรเอ่ยลาพิมายแค่สั้นๆ อีกหนึ่งคำก่อนจะเดินจากไปโดยไม่ลืมคว้าม้วนยาสูบและกล่องไม้ขีดไฟไปด้วย คล้อยหลังประตูห้องงับปิดลงและเสียงฝีเท้าดังไปไกลมากพอแล้ว



                ผลัวะ!! ผลัวะ!!



                พิมายก็เด้งตัวขึ้นมาฟาดหมอนเข้าที่ศีรษะของสองแฝดเพื่อเป็นการเอาคืนทันที



                “ลูกพี่!!




                “มันเจ็บนะ!!



                “ก็ฟาดเพื่อให้เจ็บน่ะสิ!! แล้วเป็นบ้าอะไรกันไม่ทราบ ไปโกหกครูสิงแบบนั้นทำไม ไอ้ขี้เก๊กนั่นมันจ้องจะฆ่าแกเลยนะติณห์ แล้วนี่พวกแกกลายเป็นคนธรรมมะธรรมโมขนาดยอมอโหสิกรรมให้คนอื่นเป็นตั้งแต่เมื่อไรกัน”





                “ที่จริงผมต่างจากที่ถูกจ้องจะฆ่า” คนทางซ้ายแย้งขึ้นเมื่อพิมายชี้หน้าผิดตัว เด็กสาวตัวสูงหดนิ้วโดยพลัน อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหน้าแตกเบาๆ เพราะเมื่อครู่เธอเล่นใส่อารมณ์ไปเสียเต็มที่ แต่ดันตกม้าตายเพราะแยกเจ้าแฝดไม่ได้เสียอย่างนั้น



                “และเปล่าครับ พวกเราไม่มีทางยกโทษให้พี่เตง่ายๆ เด็ดขาด” คนทางขวาซึ่งคงจะเป็นตุลย์กอดอกอธิบาย ปากว่างั้นทว่าทั้งน้ำเสียงและท่าทางกลับไม่มีความเคียดแค้นอยู่แม้แต่น้อย “แต่ถึงจะพูดแบบนั้นไปพวกเราก็โกรธพี่เตได้ไม่เต็มปากอยู่ดี พี่เขาอาจจะเป็นคนเย็นชาแต่เนื้อแท้แล้วไม่ใช่คนโหดร้ายหรอกครับ เขาไม่มีทางคิดอยากจะฆ่าติณห์ด้วยตัวเองแน่นอน”



                “มันต้องเป็นคำสั่งของพวกผู้ใหญ่ในสกุลวัชริศแน่ๆ พวกเขาต้องการประกาศสงครามกับคีรีรัตน์โดยใช้พวกเราเป็นชนวน”



                “ยังไง?” นั่นคือสิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจพิมายมาตลอดตั้งแต่ระหว่างการต่อสู้ ทว่า...



                พวกเราก็ไม่รู้เหมือนกัน/พวกเราก็ไม่รู้เหมือนกัน” สองแฝดประสานเสียง หัวเราะรวนอย่างสนุกสนานก่อนจะก้มหลบกันจ้าละวั่นเมื่อพิมายผู้ความอดทนต่ำตัดสินใจระบายอารมณ์ด้วยการปาทุกอย่างที่อยู่ใกล้มือเข้าใส่เจ้าสองแสบ ตั้งแต่แก้วน้ำ ขนมผลไม้เยี่ยมไข้ ไปจนถึงถ้วยยาที่วางอยู่ตรงหัวเตียง ฝาแฝดหยิบหมอนขึ้นมาแทนโล่พลางแก้ตัวร้องห้าม



                “ก็พวกเราไม่รู้จริงๆ นี่น่า แค่เดาส่งไปเรื่อยเพราะคิดว่าน่าจะตรงที่สุดแล้ว”



                “อย่ารุนแรงสิครับ แผลเพิ่งจะหายแท้ๆ เดี๋ยวก็กลับไปนอนซมอีกหรอก”



                “พูดอย่างนั้นไม่ถูกนะติณห์ ลูกพี่น่ะแผลหายตั้งนานแล้วต่างหาก”



                พิมายชะงัก ดวงตาสีลูกหว้าเบิกกว้างเมื่อได้ยินประโยคค่อนแคะอันไม่คาดคิด หมอนใบโตถูกวางลงเผยให้เห็นรอยยิ้มกว้างอย่างน่าหมั่นไส้จากเจ้าสองแสบ  หลังจากนั้นทั้งคู่หันมองหน้ากัน แสร้งถามตอบกันเองทั้งที่ชัดเจนว่าจงใจให้พิมายได้ยิน



                “อ่อใช่จริงด้วย หายตั้งแต่วันแรกแล้วนี่เนอะ”



                “หายแทบจะในทันทีเลยด้วย”



                “แปลกดีเนอะว่าไหม”



                “แปลกพอๆ กับที่ฉันตื่นขึ้นมาโดยไม่มีแผลไฟลวกเลยแหละ”



                เด็กสาวบีบนวดขมับอย่างอ่อนใจ สีหน้าเคร่งเครียดเหลือจะเอ่ยก่อนจะถอนหายใจเฮือกเพื่อตั้งสติ ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงจนได้ เธอไม่รู้หรอกว่ารักษ์นาราวางแผนจะเล่าความจริงให้เจ้าสองตัวนี้ฟังเมื่อไร แต่ในเมื่อเรื่องมันแดงมาถึงขนาดนี้ก็คงไม่เหลือสีข้างให้แถอีกแล้วแหละ



                “อยากจะถามอะไรก็ตามมา” เธอตัดบทสั้นง่าย ส่งผลให้สองแฝดพูดต่อแทบจะในทันที



                “ทำไมพี่รักษ์ ไม่ยอมเล่าให้พวกเราฟัง”



                “แล้วพี่ภาคินทร์รู้อยู่แล้วใช่ไหม”



                ครั้งนี้กริยาของพิมายเปลี่ยนไปเป็นเลิกคิ้วอย่างงงงันแทน “ฉันนึกว่าพวกแกจะถามว่าเขาเป็นตัวอะไรทำไมถึงทำแบบนั้นได้สักอีก”



                “เสียมารยาท พวกผมไม่พูดแบบนั้นหรอก” ตุลย์ตำหนิ และติณห์เสริมทันที



                “จะทำแบบนั้นได้หรือไม่ยังไงพี่รักษ์ก็คือพี่รักษ์ของพวกผมอยู่ดี”



                ช่างเป็นคำพูดที่สมกับเป็นฝาแฝดจอมเอาแต่ใจเสียจริง เมินเฉยต่อความแปลกแยกอันน่าตื่นตะลึงแล้วเรียกเด็กสาวตัวเล็กว่าเป็นของตัวเองได้อย่างไม่อายปาก เหตุผลของตุลย์กับติณห์นั้นเรียบง่ายทว่าหนักแน่น เพราะนี่คือรักษ์นารา ไม่ว่าจะได้รู้อะไรเพิ่มหรือมีอะไรที่ถูกเติมเข้ามามันก็คือส่วนหนึ่งของรักษ์นาราอยู่ดี



“ฉันคงพูดแทนไม่ได้หรอกนะว่าทำไมยัยรักษ์ยังไม่ยอมบอกอะไรพวกแก แต่ใช่...เจ้าภาคินทร์รู้เกี่ยวกับพลังบางส่วนของเขาอยู่แล้ว แต่คงต้องเรียกว่าเป็นสถานการณ์บีบคั้นทำให้ได้รู้โดยบังเอิญมากกว่าละมั้ง” พิมายตัดสินใจอธิบายอย่างคร่าวๆ เท่าที่พอทำได้ และเลือกใช้คำที่น่าจะทำให้เจ้าสองแสบอารมณ์เสียน้อยที่สุดแทน ขืนรู้ว่ารักษ์นาราเลือกบอกความลับกับคนที่เพิ่งรู้จักกันอย่างภาคินทร์ก่อนทั้งคู่ละก็มีหวังได้ไปอาละวาดถึงบ้านแน่นอน



แต่ดูเหมือนการอธิบายอย่างหยาบๆ ของเด็กสาวจะก่อให้เกิดคำถามใหม่ขึ้นมาแทน เนื่องจากมีคำหนึ่งที่สะดุดหูขึ้นมา



“บางส่วน?”



“พี่เขาทำได้มากกว่าแค่รักษาแผลอีกเหรอครับ”



พิมายพยักหน้า เด็กสาวจำได้ดีว่าก่อนที่จะสลบไปเธอมีแผลไฟลวกที่ร้ายแรงขนาดไหน ตลอดสองแขนที่แสบร้อนจนราวกับกล้ามเนื้อจะละลายหลุดออกมา ลำตัวและขาบางช่วงเองก็มีรอยไหม้ที่ลึกไม่แพ้กัน ทว่าที่หนักที่สุดคงไม่พ้นทางเดินหายใจ สูดเอาไอร้อนไปเสียขนาดนั้น พิมายนึกว่าตนจะต้องตายเพราะปอดถูกย่างเสียแล้ว



ติณห์ซึ่งไม่มีผิวหนังทนต่อไฟเช่นกันคงไม่ต้องพูดถึง สภาพคงใกล้ตายไม่ต่างจากพิมายแน่ๆ



แต่ในท้ายที่สุดทั้งคู่ก็ยังไม่ตาย ซ้ำยังรอดมาได้อย่างปาฎิหาริย์โดยไม่มีแม้กระทั่งรอยข่วน และการจะฟื้นชีวิตคนใกล้ตายขึ้นมาอีกครั้ง ย่อมแปลว่าต้องเกิดเหตุการณ์แบบใน วันนั้น ขึ้นมาอีกแน่ๆ



เหตุการณ์อันเป็นสาเหตุของแผลเป็นที่มือขวาของรักษ์นารา เหตุการณ์ที่เกิดจากความผิดของเธอ เหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดตราบาปซึ่งจำต้องแบ่งปันรวมกันมาตลอดหลายร้อยหลายพันวัน เหตุการณ์ที่ยังคงฝั่งแน่นในความทรงจำและเกี่ยวพันในทุกการกระทำมาจนถึงทุกวันนี้



ในใจพิมายยังลังเลอยู่เล็กน้อยที่จะเล่าทุกอย่างออกไปด้วยกลัวว่าคนฟังจะรับไม่ได้ เพราะแบบนั้นเธอเลยคิดว่าควรจะต้องไปขออนุญาตจากเจ้าของเรื่องเสียก่อน



                “ตอนนี้ยัยรักษ์อยู่ที่ไหนแล้ว?




##########

          สนทนา : ช่วงต้นตอนแอบต่อเรือสิงมายให้แบบเนียนๆ 555 



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 39 ครั้ง

1,495 ความคิดเห็น

  1. #379 Smile (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 23:23
    นุ้งคินทร์หล่อมาก มีความพระเอก

    ลุ้นๆ จะรอน๊าาา
    #379
    0
  2. #378 Pysfii (@pychat) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 / 19:46
    อยากรู้เรื่องวันนั้นแล้วว
    #378
    0
  3. #377 SiChin (@SiChin) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 / 12:16
    แต่เราชอบเตมายอ่าาาา งือ
    #377
    0
  4. #376 nass_san (@nass) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 / 07:12
    เหมือนยังต่อเรือไม่เสร็จเลยค่ะ 5555555555 เราต้องต่อเพิ่มน้าาาาาา
    #376
    0
  5. #375 sosib (@sosib) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 / 23:28
    ไรท์ง้าาาาาาเค้าค้างน้าแงงงงง? ., ?;~อยากรู้ว่าอดีตจะเจ้มจ้นขนาดไหนนนนสู้ๆนะคะไรท์เตอร์
    #375
    0
  6. #374 Omioe (@onphima) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 / 22:46
    จะรอกำลังเจ้มจ้นเลยอะ
    #374
    0
  7. #373 สุดย0ด (@patinya1223) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 / 14:46
    เจ้าแฝดนี่คือแสบแล้วยังฉลาดอีกนะ ดูถูกพวกนางไม่ได้ อ่านเรื่องนี้ตอนนึง รู้สึกเหมือนมีปมใหม่เพิ่มมาอีกทีนึง คือเรื่องไม่เคยหยุดทำให้เราสงสัยเลยค่ะ 55555555
    #373
    0
  8. #372 bookkota (@moonrabbit) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 / 12:36
    นี่แอบต่อเรือแล้วใช่มั้ย ? ดูโจ่งแจ้งมากจ้าา 55
    นุ้งคินทร์ตอนนี้นี่คือหล่อขึ้นสิบระดับ ปกป้องคนอื่นโดยการยอมถูกคนภายนอกเข้าใจผิดเพียงลำพัง ดีงามมากค่ะ ได้สกืลพระเอกเพิ่มมาอีกหนึ่งแล้วนะคะ
    ส่วนน้องแฝดนี่ว่าแล้วเชียวว่าต้องงอนหนูรักษ์ที่ไปบอกความลับกับนุ้งคินทร์ก่อนแน่เลย ถถถถ

    ปอลอ ชอบเม้นล่างมากกกก เป็นเหมือนกันเลยค่ะ มีสมมติฐานในหัวเพียบเหมือนกัน หนึ่งในความคิดคือแม่อินท์น่าจะเป็นราพณาสูรเหมือนกัน แล้วก็น่าจะมีความสัมพันธ์กับเจ้าฟ้า แต่ก็ยังไม่กล้าฟันธงเพราะเนื้อเรื่องมันยังขาดไปหลายส่วนที่จะเอามาฟันจริงๆเนอะ 555 
    อีกอันที่มีสมมติฐานในหัวเยอะมากกว่าคือหนูรักษ์กับมาลีนี่ละ เห็นนุ้งฟ็อกซ์เงียบๆไป ไม่ใช่โผล่มาอีกทีทำพวกเราช็อคนะะะ 
    #372
    0