ตอนที่ 27 : ตอนที่ ๒๖ คำบอกเล่าของธีรัช

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1510
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 40 ครั้ง
    13 เม.ย. 60


ตอนที่ ๒๖ คำบอกล่าของธีรัช





เพราะฉะนั้นถ้ายังพอมีสมองอยู่บ้าง ก็อย่าได้คิดขัดขืนจะดีกว่า



สิ้นคำของเตชินท์ ฝาแฝดก็กันมองหน้ากันและกันอย่างเคร่งเครียด คิ้วขมวดมุ่น ดวงตาฉายความกังวล หลังจากนั้นทั้งคู่ก็พยักหน้า ตกลงกันอย่างเงียบเชียบและรวดเร็วเกินกว่าคนนอกอย่างพิมายจะเข้าใจได้



เพราะฉะนั้นตอนที่เห็นแฝดคนทางขวาทำท่าจะก้าวเดินไปหาเตชินท์ตามคำสั่ง เธอจึงเอื้อมมือไปกระชากคอเสื้อเพื่อรั้งตัวไว้อย่างรวดเร็วส่วนปากก็ตะโกนถามไปว่า



ไหนละหลักฐาน!!” พิมายเค้นสมองคิดสุดชีวิตเพื่อหาทางออกให้กับสถานการณ์ตรงหน้าตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะ เอาแต่วางท่าสั่งเอาๆ อยู่ได้ ไม่เห็นมีอะไรมายืนยันได้สักอย่างว่ามาจากบ้านใหญ่เหมือนที่โม้จริงๆ”



ถ้าตุลย์กลับไปกับเจ้าขี้เก๊กหมายเลขสองคนนี้ละก็ รับรองได้ถูกขังลืมไม่เห็นเดือนเห็นตะวันแน่นอน อย่างดีก็แค่โดนเนรเทศกลับไปเมืองชายแดนแคว้นอีกครั้ง ส่วนในกรณีเลวร้ายที่สุดก็คือรับโทษทัณฑ์ที่ก่อไว้ซึ่งไม่ว่ามันคืออะไรพิมายก็ไม่อยากให้ลูกน้องตัวแสบของเธอต้องเผชิญกับมันทั้งนั้น



โธ่เว้ย นี่ครูสิงรู้หรือยังเนี่ยว่าหลานๆ กับโดนคนจากวัชริศล่าหัวอยู่ แถมจะขอความช่วยเหลือก็ไม่ได้ เพราะนอกจากคนงานก่อสร้างไม่กี่คนซึ่งคงไม่มีทางยื่นมือเข้ามาช่วยแล้ว แถวนี้ก็ไม่มีใครอยู่เลย



เตชินท์ยังคงยืนนิ่ง สีหน้าไม่เปลี่ยนทว่าแววตาขุ่นมัวขึ้นอีกหลายเท่า พาให้อากาศรอบด้านอบอ้าวตามไปด้วย



 “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคนนอก ถอยไป



แปลอ้อมๆ ว่าอย่าเสือก และฉันไม่จำเป็นต้องอธิบายกับเธอ พิมายแทบจะเห็นความนัยอันส่อเสียดภายในดวงตาสีถ่านคุไฟคู่นั้นได้เลยด้วยซ้ำ



ลูกพี่จะทำอะไรน่ะแฝดคนทางขวาซึ่งคงเป็นตุลย์กระตุกเสื้อเธอรัวๆอย่านะครับ มันไม่คุ้มกันหรอก



แปลว่าเจ้าแฝดคนทางซ้ายต้องเป็นติณห์พวกผมเตรียมใจมาแล้วว่ามันต้องเป็นแบบนี้ ถึงจะเร็วกว่าที่คาดไว้ก็เถอะ แต่อย่าให้เรื่องลุกลามไปมากกว่านี้เลยนะครับ



งั้นเหรอ แต่พอดีฉันยังไม่ได้เตรียมใจวะพิมายกระซิบตอบ ทั้งที่ดวงตาสีลูกหว้ายังคงจดจ้องไปเบื้องหน้า “แล้วฉันจะเป็นลูกพี่แบบไหนกันถ้ายอมถีบส่งลูกน้องให้มัจจุราชแล้วหนีเอาตัวรอดคนเดียวแบบนี้”



“ซึ้งจัง”



“จะร้องแล้วเนี่ย”



วลีเหล่านั้นมาพร้อมกริยาสูดน้ำมูกอย่างเสแสร้งเป็นที่หนึ่ง ก่อนจะตามมาด้วย...



“แต่พวกเราตายแน่ๆ”



“เกรียมเป็นเถ้าอังคารพร้อมลอย”



พิมายหันไปกระซิบเอ็ด “กลัวอะไรวะสามต่อหนึ่ง”



“โห เลวอ่ะ ยุทธวิธีหมาหมู่”



“นี่เราเป็นฝ่ายอธรรมเหรอเนี่ย” เจ้าคนทางซ้ายตอกย้ำให้ฟัง



“เขาเรียกร่วมแรงร่วมใจต่างหากเว้ย!” เด็กสาวกัดฟันกรอด นี่พวกมันไม่ได้สำนึกเลยสินะว่าที่ต้องทำแบบนี้เป็นเพราะเธอพยายามจะช่วยพวกมันอยู่ พิมายนึกอยากหันไปเคาะพัดลงกลางกบาลฝาแฝดปากมากยิ่งนักทว่าต้องห้ามตนเองไว้ ขืนให้เตชินท์เห็นว่าพวกเธอกำลังทะเลาะกันเองคงไม่แคล้วถูกมองอย่างเหยียดหยามไปมากกว่านี้แน่นอน



 เตือนครั้งสุดท้าย ตุลย์ วัชริศ” เสียงห้าวดุดันดังขึ้นพร้อมกับการที่ดวงตาสีถ่านคุไฟจึงปรายไปยังแฝดคนทางขวา “ตามฉันกลับไปที่บ้านใหญ่เดี๋ยวนี้

            

          ดวงตาทั้งสามคู่เหล่มองกันอีกครั้ง



ไม่!/ไม่!” ตุลย์และติณห์ประสานเสียงตอบ เรียกรอยยิ้มบนใบหน้าพิมายได้เป็นอย่างดี ทั้งยังเป็นสัญญาณให้เด็กสาวหยิบพัดเหล็กออกมาคลี่สะบัดอีกด้วย



“ได้ยินแล้วใช่ไหมเจ้าขี้เก๊ก เจ้าลูกกรอกสองตัวนี้จะไม่ไปไหนกับนายทั้งนั้น รู้แล้วก็ไสหัวกลับไปซะก่อนจะถูกเด็กอายุน้อยกว่าเตะก้น”



เตชินท์ลอบสูดหายใจอย่างสะกดกลั้นอารมณ์ขณะปลดเข็มขัดหน้าตาประหลาดรอบเอวออกมา ท่อนเหล็กและโซ่ส่งเสียงดังกังวานยามกระทบกัน เด็กหนุ่มธาตุไฟสะบัดข้อมือทำราวกับหวดแส้ ทว่ากลับส่งผลให้กลไกบางอย่างทำงานและโซ่หดสั้นลง ดึงท่อนเหล็กมาชิดติดกันจนกลายเป็นกระบองที่ยาวกว่าสี่ศอก ตลอดทั้งด้ามเป็นสีดำด้านไร้ลวดลายใดๆ เครื่องประดับเดียวที่มีคือเพชรสีแดงก่ำดั่งหยดเลือดขนาดครึ่งกำปั้นที่ติดอยู่กับปลายทั้งสองด้าน



“สามต่อหนึ่งงั้นเหรอ” เตชินท์พึมพำ มือหนาเริ่มควงไม้พลองไปมาเป็นวงกลมโดยจงใจตวัดให้ปลายกระบองเฉียดพื้น เพราะทันทีที่เพชรสีเลือดและพื้นหินเสียดสีกัน...



พรึบ!



สะเก็ดไฟปรากฏ ก่อนจะกลายเป็นคบเพลิงลุกไหม้อยู่ที่ปลายกระบองทั้งสองด้าน พิมายและสองแฝดต่างตั้งท่าเตรียมพร้อมในขณะที่เตชินท์เดินเข้ามาใกล้



“ต้องใช้คนมากกว่านี้อีกเยอะถึงจะปากดีแบบนั้นได้”



 








คำตอบของรักษ์นารายังคงทำให้ทุกคนตกอยู่ในความตื่นตะลึงจนไม่สามารถพูดอะไรได้



คำถาม ถ้อยสบถ ประโยคแสดงความสับสน ทั้งหมดตีรวนกันอยู่ในสมองของพี่น้องสกุลชลัชพงษ์จนส่งผลให้มีเพียงความเงียบเท่านั้นที่กระจายตัวอยู่ในกุฏิกว้างแห่งนี้ ส่วนธีรัช...ในที่สุดร่างท้วมก็ยอมเดินกลับมานั่งที่เดิม ดวงตาสีดำเหมือนเม็ดมะขามเหลือบมองรักษ์นาราอยู่ชั่วครู่ เขาแสดงท่าทีลังเลเหมือนจะถามอะไรบางอย่าง ก่อนจะเปลี่ยนใจไปให้คำตอบแทน



“ทุกอย่างเริ่มขึ้นในวันที่มีการประลองคัดเลือกปัญจราชศาสตราให้เจ้าชายกฤตภาส”



ประโยคเกริ่นนำนั้นเรียกสติภาคินทร์และชวินทร์ให้กลับมาจดจ่ออยู่กับเหตุการณ์ตรงหน้าได้เป็นอย่างดี แต่ถึงกระนั้นความหวั่นใจและสับสนก็ยังเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ เพราะการที่อดีตมหาปราชญ์ยอมกลับมาเล่าให้ฟัง ย่อมแปลได้ว่ารักษ์นาราสงสัยถูกคนเท่านั้น



“ความจริงแล้วไม่มีกฎมณเทียรบาลสักข้อที่ระบุว่าปัญจราชศาสตราต้องมาจากสกุลหลัก แต่เพราะพอถึงวันคัดเลือกทีไร พวกเด็กสกุลหลักก็ชนะตลอดมันเลยกึ่งๆ กลายเป็นจารีตไปเสียแล้ว ก็แน่ละ ได้เปรียบทั้งชาติกำเนิด ปริมาณกสิณและการฝึกฝน ไม่แปลกเลยที่จะชนะพวกสกุลลำดับล่างได้ ตอนประลองก็จะสุ่มชื่อประลองกันไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ว่าไฟต้องสู้กับไฟหรือน้ำต้องสู้กับน้ำเท่านั้นหรอกนะ แต่ละธาตุที่เหลืออยู่เป็นคนสุดท้ายก็จะได้รับเลือกให้เป็นปัญจราชศาสตรา จะว่าไปก็กติกาเดียวกับงานประลองผู้ใช้กสิณรุ่นเยาว์นั้นแหละ ที่เป็นแบบนั้นเพราะว่า...”



“คุณกำลังถ่วงเวลาอยู่หรือเปล่าคะ” รักษ์นาราขัดขึ้นอีกครั้งเมื่อเรื่องราวชักจะยืดยาวและหาประเด็นไม่ได้เข้าไปทุกที



“ใจเย็นๆ แม่หนู ฉันแค่อยากให้เธอเข้าใจเท่านั้น ว่าทำไมคนไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างราพณาสูรถึงไปปรากฏตัวในงานสำคัญอย่างนั้นได้ ถึงไหนแล้วนะ อ่อใช่...สำหรับฉัน หลังการคัดเลือกมหาปราชญ์เสร็จสิ้นลงฉันก็ตรงไปที่สนามประลองทันทีและภาพที่ฉันเห็น...”



สองมือของรักษ์นารากำแน่นอยู่ที่ตัก โสตสัมผัสตื่นตัวเต็มทีเมื่อความจริงเกี่ยวกับพ่อกำลังจะได้รับการเปิดเผย



“คือร่างที่สวมใส่เสื้อผ้าสีดำทะมึนและปกปิดหน้าตาด้วยหน้ากากรูปยักษ์สีแดงเลือดกำลังยืนอยู่ท่ามกลางร่างที่ไม่ได้สติของเหล่าลูกหลานสกุลหลัก”  มืออูมลูบเคราที่ตัดแต่งอย่างระเบียบไปมาเพื่อใช้ความคิด ตรองถึงเรื่องราวซึ่งเลยผ่านมาเนิ่นนานแล้ว “ทุกคนแพ้ แพ้ให้กับชายผู้ไร้นามและไร้สกุลคนนั้น กระทั่งปราณนต์ เหมปักษ์ที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาปัญจศาสตรารุ่นนั้นก็ยังหมอบราบอย่างไม่เป็นท่า ด้วยผลการแข่งขันนี้ ราพณาสูรควรจะได้เป็นปัญจราชศาสตราคนแรกที่ไม่ได้มาจากสกุลหลัก ทว่าการแต่งตั้งนั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้น”



“อ้าว ไหงงั้นละครับ” ชวินทร์อุทานพร้อมถาม เห็นได้ชัดว่าทั้งหมดนี้กำลังทำให้เขาสับสนมากเพียงไร



ธีรัชเหยียดยิ้มกว้าง มือที่ลูบเคราเปลี่ยนมาเป็นเท้าคาง แม้จะตอบคำถามให้ลูกศิษย์ ทว่าดวงตากลับจับจ้องไปยังเด็กสาวตัวเล็กซึ่งเป็นต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมดนี้









“ก็เพราะว่าเขาใช้กสิณไม่ได้น่ะสิ”








“อะไรนะ!” ชลัชพงษ์คนน้องอุทานลั่นในขณะพี่คนที่ขมวดคิ้ว ท่าทางคงคิดไปแล้วว่าอดีตมหาปราชญ์แห่งแคว้นกำลังเล่าเรื่องหลอกลวงให้พวกเขาฟังอยู่



“ราพณาสูรเป็นแค่คนธรรมดา ทั้งหมดที่เขาใช้บนสนามประลองคือดาบสองเล่มและหมัดมวยเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเอาชนะผู้ใช้กสิณที่เก่งกาจระดับปัญจราชศาสตราได้อย่างเหลือเชื่อ เพราะแบบนั้นเจ้าชายกฤตภาสจึงทูลขอพระราชทานอนุญาตจากเจ้าหลวงกวินทราให้ราพณาสูรมาเป็นราชองครักษ์อีกหนึ่งคน ตำแหน่งพิเศษที่นอกเหนือไปจากปัญจราชศาสตราซ้ำยังไม่เคยมีมาก่อน และเรื่องราวของหน่วยรากษสก็เริ่มขึ้นจากจุดนั้น”



“หน้าตาของเขาเป็นยังไงกันคะ” รักษ์นาราถาม ท่าทางไม่ได้คลางแคลงใจแม้แต่น้อยว่าธีรัชกำลังเล่าเรื่องโกหกให้ฟังเหมือนที่สองพี่น้องกำลังคิด ทั้งหมดที่เด็กสาวต้องการคือคำตอบที่ช่วยถมเต็มความโหยหาในหัวใจ เธอต้องการแค่นี้จริงๆ แต่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้



“ไม่มีใครรู้ทั้งนั้น” ธีรัชส่ายหน้าอย่างเชื่องช้า “เขาสวมหน้ากากตลอดเวลา จะถอดก็แค่ตอนเข้าเฝ้าเจ้าหลวงกับพระญาติชั้นสูงบางคนเท่านั้น ชื่อจริงก็ไม่มีใครรู้อีกเหมือนกัน ทุกคนเอาแต่เรียกเขาว่าทหารยักษ์บ้างเจ้าคนประหลาดบ้างอยู่นานทีเดียวก่อนจะเริ่มเรียกเขาเป็นราชันยักษ์ตามเจ้าชายกฤตภาส และนั่น...คือทั้งหมดที่ฉันรู้เกี่ยวกับตัวตนของราพณาสูร”



ดวงตากลมโตหลุบมองมือที่กุมกันบนตักอยู่เนิ่นนานทีเดียวกว่าจะตัดสินใจพูดออกมา



“ขอบคุณค่ะ



ร่างเล็กลุกขึ้นยืน น้อมไหว้อย่างสวยงามก่อนจะเดินตรงไปที่ประตูห้อง ภาคินทร์ถึงกับลุกตามไปแทบไม่ทัน ส่วนชวินทร์ทำได้เพียงยังนั่งงงอยู่ที่เดิม



“หมดคำถามง่ายจังเลยนะแม่หนู” เสียงของธีรัชทำให้รักษ์นาราชะงักเท้าที่กำลังก้าวข้ามธรณีประตู ดวงตาสีน้ำตาลเหลียวมองกลับมา ความเศร้าความเจ็บใจความคับข้อง ทุกอย่างผสมปนเปกันอยู่ในนั้น



“คุณพูดทุกอย่างเกี่ยวกับราพณาสูรให้หนูฟังแล้วนี่คะ ต่อให้ซักอีกมากเท่าไรก็คงไม่ได้อะไรมากไปกว่านี้หรอก ขอโทษด้วยนะคะที่รบกวน แล้วก็...หนูไม่ได้คิดจะทำแบบนั้นจริงๆ หรอก”



“เรื่องนั้นฉันรู้อยู่แล้วแหละ”



ชวินทร์กระพริบตาปริบๆ ต่อให้ขบคิดมากเท่าไรก็ไม่อาจเข้าใจได้ว่ารักษ์นาราและอาจารย์ของเขาพูดถึงสิ่งใดอยู่กันแน่ ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่เขามองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง และเขาก็อึดอัดกับมันมากเกินกว่าจะเก็บไว้กับตัวได้ ฉะนั้นทันทีที่รักษ์นาราและภาคินทร์เดินพ้นจากห้องไปแล้ว เด็กหนุ่มผู้เป็นวาลุกาจึงต่อว่าผู้เป็นอาจารย์ทันที



“ไม่ดีเลยนะครับ ไปหลอกให้ความหวังพี่เขาแบบนั้น”



“หลอกตรงไหนกัน ฉันบอกจะเล่าก็เล่าไปหมดแล้วไง”



“ใช่ครับ ‘ทั้งหมดเกี่ยวกับราพณาสูร’ แต่ที่พี่รักษ์อยากรู้น่ะคือตัวตนที่อยู่หลังหน้ากากนั้นต่างหาก” ดวงตาสีวังน้ำวนของชวินทร์มองไปที่คู่สนทนาติเตียน และเขาก็ไม่รู้สึกผิดหรือเกรงกลัวแม้แต่น้อย แม้ว่าคนๆ นั้นจะเป็นถึงอาจารย์ที่อุ้มชูเขามาตั้งแต่ยังเล็กก็ตาม



สมกับตำแหน่งปราชญ์จอมเจ้าเล่ห์ ธีรัชวางกับดักไว้ถึงสองชั้นด้วยกันในการทำข้อตกลงกับรักษ์นารา หนึ่งคือเขาจะยอมปริปากก็ต่อเมื่อเด็กสาวตอบคำถามอันแสนยากเข็ญได้ และถึงแม้จะบังเอิญตอบได้ก็ยังต้องเผชิญกับกับดักชั้นที่สองอีกอยู่ดี...



“ทุกอย่างที่ฉันรู้เกี่ยวกับราพณาสูร”



แค่ราพณาสูร แค่ตัวตนอันฉาบฉวยซึ่งแทบไม่มีใครรู้จักอยู่แล้ว ทว่าไม่ได้รวมถึงตัวตนที่แท้จริงเบื้องหลังหน้ากากยักษา ตัวตนของพ่อที่รักษ์นาราโหยหาอยากรู้จักมาตลอดทั้งชีวิต และดูเหมือนตัวเด็กสาวก็ตระหนักได้ดีว่าทำพลาดไปเพียงไรที่ยินยอมตกลงเช่นนั้น เธอจึงจำใจล่าถอยกลับไป



ธีรัชเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ ทว่าท่าทีไม่ได้ผ่อนคลายแม้แต่น้อย เขานวดคลึงขมับไปมาพลางอธิบายด้วยประโยคที่เหมือนข้อแก้ตัวมากกว่า



“ก็แม่หนูเขาเป็นคนยอมตกลงเอง”



ชวินทร์เคยชื่นชมพรสวรรค์ในการเจรจาพลิกลิ้นของอาจารย์เสมอมา ทว่าครั้งนี้คงต้องเป็นข้อยกเว้น เพราะแม้จะเพิ่งได้รู้จักกันไม่นาน เขาเองก็ชอบพอในความอ่อนโยนของเด็กสาวตัวเล็กไม่น้อยไปกว่าฝาแฝดหรือพิมายเลยทีเดียว ชวินทร์รู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรม รักษ์นาราอุตส่าห์พยายามด้วยตนเองมาได้ไกลถึงขนาดนี้แท้ๆ แต่กลับ...



                “ทำไมถึงไม่บอกความจริงพี่รักษ์ไปละครับ” เห็นถึงสายตาที่มองมาอย่างตำหนิว่าเขาพูดอะไรไม่คิด ชวินทร์จึงขยายความให้ฟัง “ผมรู้ว่ามันอันตราย ถ้าเขาคนนั้นอยู่เบื้องหลังทั้งหมดนี้จริงๆ เขาคงไม่ปล่อยพี่รักษ์ไว้แน่ แต่ไม่คิดบ้างเหรอครับว่าความสงสัยที่มันเพิ่มพูนอยู่ทุกวันนี้จะนำเขาไปสู่อันตรายที่ใหญ่ยิ่งกว่า พี่เขาอาจจะไปถามคำถามนี้กับคนอื่น คนที่รู้เรื่องเหมือนกันแต่ไม่ได้ปล่อยเขาไปง่ายๆ เหมือนอาจารย์ บางทีถ้าอธิบายทุกอย่างให้ฟังเขาจะได้เข้าใจจริงๆ ว่ามันอันตรายแค่ไหนแล้วก็...”



                “เด็กเอ่ยเด็กน้อย” ธีรัชอุทานตัดความ เมื่อลูกศิษย์ตัวน้อยเริ่มที่จะพายเรือวนไปมาในอ่างและไม่อาจหาเหตุผลดีๆ เพื่อเกลี่ยกล่อมเขาได้ “ขลาดเขลาเกินกว่าจะเข้าใจ แต่ก็ฉลาดเกินกว่าจะปล่อยวาง ช่างเป็นส่วนผสมที่อันตรายจริงๆ”



                “อาจารย์น่ะแหละที่ทำให้มันอันตราย เล่นไม่บอกอะไรเลยแบบนี้” ชวินทร์โต้อย่างไม่ลดละ ยังคงยืนยันความคิดเดิมว่าหากได้รู้ถึงความจริงทั้งหมด รักษ์นาราอาจทำใจยอมวางมือจากเรื่องนี้ได้ ธีรัชลูบมือปลอมข้างซ้ายไปมา ก่อนจะให้คำอธิบายซึ่งไม่ได้ช่วยคลี่คลายความยุ่งเหยิงในใจคนฟังได้เลยสักนิด



                “จะรู้มากหรือรู้น้อยก็ไม่สำคัญหรอก”



                เพราะลำพังแค่การที่เด็กคนนั้นลืมตาขึ้นมาดูโลกก็ถือเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวงแล้ว






##########




               สนทนา : หนูรักษ์เก่งก็จริง แต่จะให้ไฟว์กับรุ่นเก๋าอย่างลุงธีนี่ยังเร็วไปหลายศกนะคะหนู ถถถถถ ส่วนทางด้านลูกพี่และสมุนตัวน้อย ทำไมรู้สึกว่าแต่งฉากที่มีพิมายทีไรจะต้องมีฉากสู้กันตามมาทุกที //สายเถื่อน

               ปล. ยังยืนยันคำเดิมว่าชอบพี่เตมากจริงๆ นะ ดูสิ ขนาดอาวุธยังเท่และมีลูกเล่นมากกว่าคนอื่นเลย 555




    

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 40 ครั้ง

1,493 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 11 กรกฎาคม 2560 / 00:09
    รู้สึกอยากลงเรือพี่เตทันทีที่โผล่มา อั้ยยะ...นี่มันผช.สายดาร์ค! //แมวน้ำน่ารักจุง 0-0
    #575
    0
  2. #308 nass_san (@nass) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 14 เมษายน 2560 / 11:14
    เข้มข้นจริมๆ
    #308
    0
  3. #307 irakilove (@irakilove) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 14 เมษายน 2560 / 09:10
    แอบอยากให้พี่เตคู่กับพิมาย
    #307
    0
  4. #306 Afradear (@00phannita00) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 14 เมษายน 2560 / 01:50
    อุ๋งๆๆ555
    #306
    0
  5. #305 Hiii29220 (@Hiii29220) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 14 เมษายน 2560 / 00:08
    พี่เตนี่ลูกรักจริงๆ อาวุธมีความเท่แรงมาก
    #305
    0
  6. #304 Omioe (@onphima) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 13 เมษายน 2560 / 23:29
    รอรักษ์นะคะ รอลูกพี่ของแฝดด้วยกำลังสนุกเลย มายสู้ๆๆๆฟฟ
    #304
    0
  7. #301 Hazylight (@rinlaby) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 13 เมษายน 2560 / 23:07
    คือชอบนิสัยของหนูรักษ์มากอ่ะ ชอบความฉลาด กิริยามารยาทงาม โอ้ยยยยยย ชอบบบบบบบ
    #301
    1
    • #301-1 ฟ็อกซ์ทร็อต (@foxx-tron) (จากตอนที่ 27)
      14 เมษายน 2560 / 12:17
      แฝดบอกชอบได้แต่ห้ามแย่ง พี่รักษ์ของพวกผม
      #301-1
  8. #300 bookkota (@moonrabbit) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 13 เมษายน 2560 / 22:14
    ชอบทุกส่วนของเรื่องนี้จริงๆเลย รู้สึกได้ว่ากำลังสนุกมากขึ้นทุกตัวละครและเนื้อเรื่องจริงๆ รอครั้งหน้าว่าจะเป็นการบู๊ของหัวหน้าลูกสมุนและหนุ่มคนใหม่ หรือเป็นฉากนุ้งรักษ์กับนุ้งคินทร์ดี งื้อออ
    #300
    1
    • #300-1 ฟ็อกซ์ทร็อต (@foxx-tron) (จากตอนที่ 27)
      14 เมษายน 2560 / 12:17
      ต่อไปเป็นนุ้งคินทร์แล้วกัน ต้องตัดสลับๆกันบ้าง เดี๋ยวตกกระป๋องไปจริง ถถถถ
      #300-1