รักษ์นารา

ตอนที่ 18 : ตอนที่ ๑๗ การตัดสินใจของติณห์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1564
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 39 ครั้ง
    24 ธ.ค. 60


ตอนที่ ๑๗ การตัดสินใจของติณห์



ในขณะเดียวกันนั้นทั้งเด็กหนุ่มและชายหนุ่มผู้ถูกกล่าวถึงก็กำลังเผชิญหน้ากันอยู่ที่ห้องพักครูพอดี 



ลักษณะโดยทั่วไปไม่ได้ต่างจากห้องเรียนสักเท่าไร เพียงแต่โต๊ะของบรรดาคุณครูจะเป็นโต๊ะสูงทำจากไม้เนื้อแข็งและมีเก้าอี้แบบมีพนักพิงพร้อมเบาะผ้าอีกคนละตัวเท่านั้น โต๊ะของสิงขรนั่นรกกว่าใครเพื่อน กองสุมไปด้วยกระดาษและหนังสือจนเห็นเพียงผมยุ่งๆ ของคนที่นั่งอยู่โผล่พ้นขึ้นมาเท่านั้น สิ่งเดียวที่พอจะทำให้โต๊ะตัวนี้น่ามองอยู่บ้าง คือแจกันไร้ลายที่มีดอกแสงจันทร์สีขาวนวลปักประดับอยู่



“นี่มันอะไรกันห๊ะ” สิงขรยื่นกระดาษออกมาจนแทบจะชิดใบหน้าของภาคินทร์ ครูหลายคนต่างเงี่ยหูฟัง บ้างก็ชะโงกมองอย่างอาจหาญ แต่เมื่อสิงขรตบโต๊ะดังปังเมื่อภาคินทร์ไม่ยอมตอบคำถามแต่โดยดี ทุกคนก็ย่นคอกลับไปทำงานของตนต่อ



เด็กหนุ่มจึงเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างจงใจปั่นประสาท



“ใบขออนุญาตผู้ปกครองไปทัศนศึกษาที่พระราชวังกับมหาพฤกษาไง”



“รู้แล้วเว้ยฉันอ่านหนังสือออก” คนเป็นครูเสียงดังอย่างไม่เกรงใจเพื่อนร่วมห้องพักเลยสักนิด “ที่ถามก็คือไอ้ลายเส้นขยุกขยิกตรงนี้ต่างหากคืออะไร อย่าคิดนะว่าฉันจะจำลายมือพ่อแกไม่ได้ แกปลอมเอกสารอนุญาตเอาเองใช่ไหม สารภาพมาเสียดีๆ”



“แก่แล้วก็งี้แหละ เลอะเลื่อนง่าย” คำแก้ตัวของภาคินทร์ว่าสิงขรเข้าใจผิดคิดไปเองทำเอาคนถูกกล่าวหาถึงกับปรอทแตก ต้องตบโต๊ะเป็นการระบายอารมณ์รอบสอง



ปัง!



“ยังไม่แก่โว้ย!” 



“ก็ตาแก่ไม่อยู่บ้าน” ในที่สุดภาคินทร์ก็ยอมอธิบาย ว่ากันตามตรงแล้วพ่อของเด็กหนุ่มแทบไม่เคยอยู่บ้านเลยด้วยซ้ำ “และไอ้เจ้าหัวหน้าห้องก็เอาแต่ทวงอยู่ได้ น่ารำคาญ”



ให้พูดว่ามาทวงก็คงไม่ถูกต้องเท่าไร เพราะถึงอย่างไรก็ไม่มีใครกล้ามาเซ้าซี้ตัวปัญหาอันดับหนึ่งของโรงเรียนอยู่แล้ว แต่ที่น่ารำคาญคือการที่เจ้านั่นดันไปใช้วิธีกดดันรักษ์นาราแทนต่างหาก และเพราะเคยเห็นเขาทำตัวงี่เง่าเพียงเพราะถูกเอ่ยถึงเรื่องพ่อมาก่อน เด็กสาวจึงไม่กล้าพูดอะไรกับเขาเช่นกัน ได้แต่ยิ้มรับคำพูดกดดันจากเจ้าหัวหน้าห้องแล้วช่วยแก้ตัวประวิงเวลาให้แทน



สิงขรบีบนวดขมับอย่างอ่อนใจ “ฉันให้แกไปทัศนศึกษาด้วยไม่ได้หรอกนะถ้าไม่ได้รับคำอนุญาตจากผู้ปกครอง”



เขาหยิบเอกสารใบใหม่ขึ้นมาจากลิ้นชักแล้วส่งให้ภาคินทร์ เด็กหนุ่มรับมันมาก็จริงทว่ายังไม่ยอมขยับไปไหน ตามการคาดเดาของสิงขร ตอนนี้น่าจะถึงเวลาที่ภาคินทร์จะพูดว่าถ้ายุ่งยากขนาดนั้นก็อย่าไปเลยแล้วกัน พร้อมกับฉีกกระดาษและโยนกลับมาใส่หน้าเขา
ทว่า...



“ให้ครูประจำชั้นอนุญาตแทนไม่ได้เหรอ” เด็กหนุ่มกลับยื่นกระดาษคืนมาให้ คำพูดไม่ได้สุภาพซ้ำยังไม่มีหางเสียง ทว่าท่าทีกลับนอบน้อมลงอย่างชัดเจน อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงอันน่าตกใจนอกเหนือไปจากการยอมมาโรงเรียนในที่สุด



คราวนี้คนเป็นครูถึงกับเลิกคิ้วบ้าง ปากเตรียมจะเอ่ยปฏิเสธและด่ากลับว่าถ้าขืนทำแบบนั้นผู้อำนวยการได้ไล่เขาออกกันพอดี แต่พอนึกขึ้นมาได้ว่าตั้งแต่เจ้าเด็กนี้เริ่มพฤติตัวดีขึ้นเขาก็ยังไม่ได้ให้รางวัลหรือชมเชยอะไรไปเลยแม้แต่นิดเดียว และยังมีเรื่องที่เขาไปแงะบาดแผลของอีกฝ่ายเมื่อครั้งมื้ออาหารเย็นที่บ้านอินทุภรณ์อีก สิงขรจึงลดความแข็งกระด้างในแววตาลง ก่อนจะถอนหายใจด้วยท่าทางที่สื่อว่าช่วยไม่ได้



“ไปเรียนได้แล้วไป เดี๋ยวฉันจัดการตรงนี้ต่อเอง”



“ขอบคุณ” 



ก็ยังไม่มีหางเสียงเหมือนเดิมอยู่ดี คล้อยหลังภาคินทร์เดินออกจากห้องพักครูไปได้ไม่นาน หญิงสูงวัยซึ่งเป็นคุณครูสอนวิชาภาษาได้เดินเข้ามาสะกิดเตือน



“อย่าหางั้นว่างี้เลยนะคะครูสิง แต่ถ้าคนอื่นรู้เข้าว่าครูเป็นคนลงชื่อให้เสียเองหรือช่วยนักเรียนกลบเกลื่อนเรื่องปลอมลายมือผู้ปกครองมันจะ...”



“ผมไม่ได้คิดจะทำแบบนั้นหรอกนะครับ” เขากล่าวอย่างอ่อนอกอ่อนใจ ต่อให้ตั้งใจทำงานหรือขยันมากมายขนาดไหนคนอื่นก็ยังมองแค่รูปลักษณ์ที่ไม่เอาถ่าน และตัดสินว่าเขาจะทำงานเพียงลวกๆ เพื่อตัดปัญหาทุกที แถมการมีนามสกุลคีรีรัตน์พ่วงมาก็ไม่ได้ช่วยให้เขาดูมีภาษีเพิ่มขึ้นเลยแม้แต่น้อย กลับกันยิ่งทำให้ถูกคาดหวังและถูกจับตามองมากขึ้นเป็นเท่าตัว



ชักจะเข้าใจความรู้สึกของเจ้าลูกศิษย์ขึ้นมาแล้วแฮะ



“ที่ผมตั้งใจจะทำคือเอาใบขออนุญาตไปให้พ่อของภาคินทร์เองต่างหากครับ”














ชวินทร์เอาแต่ขมวดคิ้วพร้อมตั้งศอกประสานมือด้วยท่าทางครุ่นคิดมาพักใหญ่แล้ว




ท่าเดียวกับติณห์ผู้นั่งอยู่ตรงข้ามกันไม่ผิดเพี้ยน ตุลย์ที่อุตส่าห์เดินไปเล่นกับแมวสีสวาดที่หน้าอุโบสถมาตั้งนานสองนาน พอกลับมาแล้วยังเห็นทั้งคู่ยังทำท่าเดียวกันเหมือนส่องกระจกไม่เลิกก็อดไม่ได้ที่จะแซว




“นิกายวิษุวัตเขาทำสมาธิกันแบบนี้เองเหรอเนี่ย”



“เราเปล่าทำสมาธิ” แฝดธาตุดินกล่าว แต่ยังไม่ยอมเปลี่ยนท่าอยู่ดี



“เรากำลังเล่นเกมกันอยู่ เป็นเกมจ้องตา ใครกะพริบตาก่อนคนนั้นแพ้” ชวินทร์เฉลย แม้จะฟังดูไร้สาระไปหน่อยสำหรับคนที่จบการศึกษาภาคบังคับของนิวารินตั้งแต่อายุได้แค่สี่พันวันในขณะที่คนทั่วไปกว่าจะจบก็เจ็ดพันวันเข้าไปแล้วทว่าตุลย์ก็ไม่ได้คิดคัดค้าน 



ตอนแรกๆ ฝาแฝดแค่ฝืนคุยและแสร้งทำตัวเป็นเพื่อนกับเด็กหนุ่มวาลุกาไปงั้นเพื่อเอาใจรักษ์นารา แต่ยิ่งได้ใช้เวลาด้วยกันมากเท่าไร ทั้งตุลย์และติณห์ก็ค้นพบว่าชวินทร์เป็นประเภทที่คุยสนุกและน่าคบหาด้วยมากกว่าที่คิด อาจเพราะช่วงอายุใกล้เคียงกัน และมีภูมิหลังที่ให้ผลลัพธ์ในแง่ความไม่มีตัวตนเหมือนกันเลยทำให้ทั้งสามสนิทกันง่ายยิ่งขึ้น 



ผลพวงจากความสนิทนี้ทำให้ปัจจุบันสองแฝดเลือกจะสลับมาหาชวินทร์บ้างในเวลาที่รักษ์นาราต้องเรียนหรือไม่ว่างเล่นด้วย วันนี้ก็เช่นกัน แม้จะยังมีผ้ากันแผลกันคนที่สองที่และหน้าเขียวช้ำไม่หาย แต่ทั้งคู่ก็เลือกจะขัดคำสั่งกักบริเวณของสิงขรเพื่อมาที่วัดเล็กๆ แห่งนี้



“แล้วคนชนะได้อะไร” ตุลย์ถามขณะทรุดตัวลงนั่งข้างคู่แฝด



“แล้วแต่ตกลงกัน” คนหน้าเหมือนตอบพร้อมเบิกตากว้างจนแทบเห็นเส้นเลือดฝอยในลูกตาขาว แฝดธาตุไฟเกือบจะหลุดหัวเราะออกมาเสียแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะชวินทร์อธิบายเสริมขึ้นมาว่า



  “แต่ถ้าฉันชนะพวกนายจะต้องลงชื่อรวมประลองกันทั้งคู่”



พลัวะ!



พลัวะ!



“โอ๊ย!” เด็กหนุ่มวาลุกาอุทานเมื่อถูกฝ่ามือพิฆาตของแฝดธาตุไฟประทับเข้าที่หลังศีรษะอย่างจัง



“ทำแบบนั้นทำไมกัน!” ติณห์ที่โดนแบบเดียวกันหันไปถลึงตาใส่คู่แฝดแทนขณะลูบศีรษะปอยๆ เพื่อบรรเทาความเจ็บ



“ฉันสิต้องถามว่าพวกนายตกลงบ้าอะไรกัน! ติณห์ก็ด้วย ถ้าอยากลงแข่งขนาดนี้ทำไมไม่พูดตรงๆ เล่า” ภาษากายของแฝดธาตุไฟสื่อชัดว่ากำลังไม่พอใจขนาดไหน 



“ฉันไม่ได้อยากแข่งแทนตุลย์สักหน่อย” แฝดธาตุดินชี้แจ้งด้วยท่าทีรู้สึกผิดยิ่งนัก “ฉันอยากแข่งกับตุลย์บนสนามประลองจริงๆ ต่างหาก”



“อะไรนะ?”



“ฉันเสนอความคิดนี้ขึ้นมาเองน่ะแหละ” ชวินทร์ยกมือบอกด้วยท่าทางประหนึ่งนักเรียนที่กำลังจะตอบคำถามของครู “ฉันว่ามันไม่ยุติธรรมเกินไป ทั้งที่อุตส่าห์ลงแรงฝึกซ้อมและสู้กับผู้ใช้กสิณคนอื่นอีกเป็นสิบ แต่สุดท้ายกลับได้ถ้วยที่สลักชื่อของใครไม่รู้มาแทน”



สองแฝดเล่าเรื่องที่จะส่งตัวแทนไปงานประลองชิงถ้วยพระราชทานให้ชวินทร์ฟังตั้งแต่วันแรกที่ตัดสินผลได้แล้ว ในตอนนั้นเด็กหนุ่มวาลุกาทำเพียงรับฟังและยิ้มรับตามวิสัยโดยไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดอื่น ผ่านไปสามวัน ไม่นึกเลยว่าจะกลับมาพร้อมแนวคิดที่สุดโต่งได้ขนาดนี้



ให้ตุลย์และติณห์รวมประลองกันทั้งคู่แถมฟังจากคำพูดแล้วเหมือนจะอยากให้ใช้ทั้งชื่อและนามสกุลจริงอีกต่างหาก บ้าหรือเปล่า เดี๋ยวได้ถูกพวกบ้านใหญ่ตามมารุมทึ้งกันพอดี



“มันก็แค่ถ้วยรางวัลโง่ๆ น่า” นั่นคือเหตุผลของตุลย์



ด้วยความสามารถของเขาผสมกับข้อเท็จจริงที่ว่าเด็กอายุห้าพันวันส่วนมากยังบังคับให้เปลวไฟลุกไหม้โดยที่ไม่มีเชื้อไฟไม่ได้ด้วยซ้ำ ชัยชนะจึงไม่ใช่เรื่องที่เกินเอื้อมแม้แต่น้อย ถ้าเลือกได้เขาขอลงสนามไปประลองข้ามรุ่นกับพวกเด็กโตยังจะน่าสนุกเสียกว่า แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนั้น เรื่องของเรื่องคือตุลย์ไม่สนใจหรอกว่าถ้วยนั่นจะมีหรือไม่มีชื่อเขาอยู่ ยังไงเขาก็รู้ดีอยู่แก่ใจอยู่แล้วว่ามันเป็นของเขา และเขาได้มาด้วยฝีมือทั้งนั้น



“มันคือโอกาสต่างหาก” ชวินทร์แย้ง “โอกาสที่จะได้แสดงให้คนทั้งแคว้นเห็นว่าพวกนายคือใครและทำอะไรได้ พวกนายอยากหลบซ่อนตัวไปแบบนี้ตลอดชีวิตหรือไงกัน ไม่มีตัวตนและไม่ถูกยอมรับ”



แน่นอนว่าไม่ แต่ก็แน่นอนว่าเขาไม่อยากแยกจากคู่แฝดเช่นกัน



“ติณห์ก็เห็นดีเห็นงามไปด้วยเหรอ” ตุลย์หันไปถาม คำตอบมาในรูปของการพยักหน้าเล็กน้อยและความในใจที่ไม่ได้ต่างจากเขาสักเท่าไรนัก



“ก็ฉันอยาก...ไปโรงเรียนพร้อมพี่รักษ์แล้วก็ลูกพี่นี่น่า ฉันอยากมีเพื่อนมากกว่านี้ แล้วก็อยากแสดงให้พวกเขาเห็นว่าท่าไม้ตายของฉันกับตุลย์เจ๋งขนาดไหน ตอนนี้พวกเราไม่ใช่กระทั่งหลานลุงด้วยซ้ำ เราเป็นแค่เด็กกำพร้าไม่มีนามสกุลที่ลุงรับมาเลี้ยง จะใช้กสิณแต่ละทียังต้องมองซ้ายมองขวา ฉันไม่อยากทำแบบนี้อีกแล้ว”



“ฉันก็ไม่อยากเหมือนกันน่ะแหละ” ตุลย์เถียงไม่ออก เขาไม่สามารถคัดค้านเหตุผลของคู่แฝดได้ จะทำได้อย่างไรกันในเมื่อนั่นคือความปรารถนาสูงสุดของเขาเช่นกัน ทว่าถึงจะต้องการมากขนาดไหน ตุลย์ก็ไม่สามารถมองข้ามข้อเท็จจริงที่สำคัญยิ่งไปได้ “แต่อย่าลืมสิว่าที่เราได้อยู่ด้วยกันทุกวันนี้มันเพราะอะไร”



ข้อตกลงที่พวกเขามีรวมกันกับเหล่าวัชริศและคีรีรัตน์คือห้ามให้ใครรู้เด็ดขาดว่าทั้งคู่มีตัวตน ไม่ใช่ว่าไม่เคยคิดแหกกฎ พวกเขาเคยทำมาแล้วหลายครั้งด้วยซ้ำ แกล้งทำเป็นใช้กสิณได้สองธาตุ บางครั้งก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกัน ทว่าในท้ายที่สุดแล้วก็ไม่มีใครรู้ความจริงเกี่ยวกับทั้งคู่อยู่ดี ทุกอย่างยังคงเป็นความลับ ทุกสิ่งที่ทำลงไปเพียงเพื่อบรรเทาความอัดอั้นภายในใจ พวกเขาทำได้แค่นั้น



และในขณะที่ติณห์เริ่มก้มหน้านิ่ง ยอมศิโรราบต่อข้อเท็จจริงที่คู่แฝดปาเข้าใส่ ชวินทร์กลับโพล่งออกมาอย่างสุดกลั้นว่า



“มันเป็นข้อตกลงที่เห็นแก่ตัวสิ้นดี ไม่เห็นเหรอว่าคนพวกนั้นกำลังเอาเปรียบพวกนายอยู่ มันไม่ใช่ความผิดของนายสักหน่อยที่พวกผู้ใหญ่หน้าบางเกินกว่าจะยอมรับความจริงได้ อย่าให้ความกลัวของคนอื่นมาฉุดรั้งพวกนายไว้สิ” 



“นายก็พูดง่ายสินายไม่มีอะไรให้เสียนี่” แฝดธาตุไฟสวนทันควันพร้อมหันไปส่งสายตาตำหนิตัวต้นคิด



“ฟังนะ...ถ้ามันมีงานประลองตอบคำถามหรืออะไรสักอย่างที่ฉันสามารถเข้ารวมได้ละก็ ทันทีที่ได้ขึ้นไปยืนบนเวทีฉันจะประกาศให้สุดเสียงไปเลยว่าฉันชื่อชวินทร์ ชลัชพงษ์ ฉันมาจากสกุลหลักอาโปแต่กสิณของฉันดันกลายไปเป็นเนื้อสมองหมดแล้วฉันเลยบังคับน้ำไม่ได้”



...แรง...สองแฝดคิด ทว่ามีเพียงแฝดธาตุดินเท่านั้นที่แสดงความคิดเห็นออกไป



“ถ้าทำงั้นจริงพ่อนายต้องคลั่งแน่ๆ”



“ก็เรื่องของเขาสิ” ไม่น่าเชื่อว่าเด็กตัวผอมท่าทางเรียบร้อยจะพูดจาตัดรอนแบบตัดบัวไม่เหลือเยื่อกับผู้ให้กำเนิดได้ถึงขนาดนี้ แต่มานึกดูอีกทีถ้าถูกขับไล่ออกจากบ้านจนต้องมาอาศัยอยู่ในวัดเล็กๆ เช่นนี้เขาก็คงทำไม่ต่างกัน 



ในเมื่อคนๆ นั้นไม่เห็นค่าของเขา เหตุใดเขาต้องใส่ในความรู้สึกของคนๆ นั้นด้วย 
อยู่ๆ ตุลย์ก็เริ่มตระหนักขึ้นมาได้ว่าทั้งเขา คู่แฝดและชวินทร์ไม่ได้ต่างกันเลยสักนิด เป็นคนนอกคอกที่ไม่ได้รับการยอมรับเพียงเพราะเกิดมาไม่ตรงตามความคาดหวังของพวกผู้ใหญ่ เขาผิดนักหรือที่เกิดมาแตกต่าง และใช่ ชวินทร์พูดถูก การประลองนี้คือโอกาส โอกาสที่จะได้ก้าวเท้าออกจากเงามืดและประกาศให้ทุกคนในแคว้นรู้ถึงตัวตนของพวกเขา โอกาสที่จะได้ถูกเรียกขานด้วยชื่อและนามสกุลจริงๆ โอกาสที่จะได้แสดงฝีมือให้บ้านใหญ่หน้าบางพวกนั้นได้ประจักษ์



“รวมงานประลองนี้เถอะนะ” ชวินทร์ร้องขอ “ไปทำให้ให้คนพวกนั้นได้เห็นว่าพวกนายจะไม่ยอมให้ใครมาลดทอนคุณค่าได้เด็ดขาด”



มันเป็นโอกาสที่ดีเอามากๆ แต่ในขณะเดียวกัน ก็อาจจะทำให้ตุลย์และคู่แฝดแยกจากการกันตลอดกาลเลยก็เป็นได้ เพราะฉะนั้น...



“ติณห์ไปรวมประลองแทนแล้วกัน ฉันไม่สนใจมันอีกแล้ว” แฝดธาตุไฟหันหลังแล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว






##########

สนทนา : ยังคงอัพจากไอแพด และยังคงไม่สามารถจัดหน้าได้เหมือนเดิม กราบขออภัยในความอ่านยากด้วยนะคะ>< ส่วนเรื่องความดราม่า เราต้องกระจายให้ทุกคนอย่างทั่วถึง 555 แอบแบ่งบทให้ยากเหมือนกันนะเพราะตัวละครเยอะมาก แต่จะพยายามค่ะ

ปล. วันนี้ไม่มี gif นะคะ T T เสียใจหนักมาก




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 39 ครั้ง

1,495 ความคิดเห็น

  1. #1107 46070 (@46070) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2561 / 16:14
    ต้องแก้คำว่า รวม เป็น ร่วม นะคะ
    #1107
    1
    • #1107-1 (@foxx-tron) (จากตอนที่ 18)
      1 กรกฎาคม 2561 / 12:34
      ขอบคุณค่าา จะจัดการให้ค่าา
      #1107-1
  2. #215 nass_san (@nass) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 / 09:57
    เราต้องสตรองงงงงง เจ้าแฝดและชวินทร์ต้องสตรองไว้นะลูกกกกกก #ตัวละครเรื่องนี้ต้องสตอรงให้พอนะ
    #215
    0
  3. #214 mummy_yaoi (@mimm5341) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 / 08:03
    ชวินทร์หนูเท่มากลูก
    #214
    0
  4. #213 tinkerbell.n12 (@tinkerbell12nook) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 / 07:27
    สู้ๆนะแฝด
    #213
    0
  5. #212 bookkota (@moonrabbit) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 / 00:22
    ชวินทร์ลูกกกก บทนี้หนูเท่มากจริงๆ พี่ยอมใจกับประโยคว่ากสิณกลายเป็นเนื้อสมองไปแล้วของหนูมากจริงๆ เจ๋งมากอ่ะ สองแฝดนี่ถึงกับอึ้ง เจอคนจริงเข้าไป
    แต่เอาจริง ก็เข้าใจความกลัวของสองแฝดนะ ถ้าต้องถูกจับแยกกันอยู่ คงเหงาน่าดู มีพี่น้องแต่กลับไม่ได้อยู่ด้วยกัน
    รอนุ้งฟ้อกซ์มาเคลียร์ปมแล้วกันเนอะ // โยนงานให้และนั่งเป็นกำลังใจที่ขอบสนามต่อ 5555

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2560 / 00:28
    #212
    0
  6. วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2560 / 23:30
    โฮ เศร้าใจแทนแฝด สู้ๆนะลูก //กอด 

    ปล.หน้านิยายโอเคดีค่ะ ไม่เละ 
    #211
    0
  7. #210 Omioe (@onphima) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2560 / 23:26
    จะรอคะ สู้ๆๆ
    #210
    0