ตอนที่ 16 : ตอนที่ ๑๕ แหวนของตุลย์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1742
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 35 ครั้ง
    16 ก.พ. 60


ตอนที่ ๑๕ แหวนของตุลย์



          ในขณะที่พิมายตื่นเต้นมากจนถึงกับรีบพุ่งออกจากห้องเรียนทันทีที่เสียงฆ้องดัง



รักษ์นารากลับเลือกจะประวิงเวลาโดยการไปเดินดูของที่ย่านการค้าก่อน เด็กสาวไม่ได้กลัวเลือด เธอเพียงไม่ชอบที่จะเห็นมันเท่านั้นรวมถึงไม่ชอบที่จะต้องเห็นใครเจ็บตัวด้วย อีกอย่างรักษ์นาราไม่รู้ว่าจะห้ามใจไม่รักษาแผลให้ตุลย์กับติณห์ได้หรือไม่ เพราะถึงแม้จะสนิทกันขนาดไหนแต่สองแฝดก็ไม่รู้ความลับของเธอแม้แต่ข้อเดียว รักษ์นาราเคยถามมาลีอยู่เหมือนกันว่าทำไมถึงเลือกที่จะบอกพิมายกับภาคินทร์แต่แรก ทว่าไม่ยอมให้ตุลย์กับติณห์ได้รับรู้



                เหตุผลก็คล้ายกับตอนที่เธอถามเรื่องพ่อและเรื่องตัวตนที่แท้จริงของมาลี



                ยังไม่ถึงเวลา



                สำหรับกรณีของสองแฝด รักษ์นาราคิดว่ามาลีกำลังรอให้กาลเวลากล่อมเหลาทั้งคู่อยู่ ให้เติบโตมากกว่านี้ รู้ความมากกว่านี้ เข้าใจมากกว่านี้ มันเป็นความลับอันแสนเปราะบาง หากพลั้งเผลอแม้เพียงนิดรักษ์นาราอาจกลายเป็นดังอสุรินทร์ให้ถูกไล่ล่า หรือไม่ก็เป็นเทพยดาให้กราบไหว้ไปเลยก็เป็นได้



                ส่วนเรื่องของพ่อนั้น รักษ์นารามีความรู้สึกว่าเธอจะไม่มีวันได้ยินมันจากมาลี เพราะแม้จะกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนไม่ต่างจากเดิม วลีนี้กลับแฝงมาด้วยความโศกเศร้าจนเกือบจะเป็นการขอโทษอย่างชัดเจน เหมือนจะบอกว่าไม่สามารถช่วยอะไรเธอได้



                รักษ์นารายอมรับว่าครั้งแรกที่ได้ยินเธอโกรธและผิดหวังมาก ทุกคนรอบตัวเธอเอาแต่ปิดบังและเฉไฉ ทำราวกับว่าทุกอย่างไม่ได้เกิดขึ้น แต่ในเมื่อการโวยวายไม่ช่วยอะไร เธอจึงเลือกที่จะเอาเวลานั้นมาตามหาความจริงแทน



                เด็กสาวเลือกโต๊ะหินอ่อนที่ลานพักผ่อนกลางย่านการค้าเป็นสถานที่หลบภัยสำหรับเย็นนี้โดยมีชาดอกอัญชันในแก้วกะลาและหนังสือชีวประวัติแห่งวีรชนเป็นเพื่อน ผู้คนเดินกันขวักไขว่ แต่ก็ไม่อาจรบกวนสมาธิของเด็กสาวได้ แม้จะมีใครบางคนทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ข้างเคียง รักษ์นาราก็ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมามองแม้แต่น้อย



                ในย่านการค้าแห่งนี้คนส่วนมากมักเลือกมานั่งพักกันสั้นๆ แล้วค่อยออกเดินซื้อของต่อ อีกไม่นานคนๆ นี้ก็คงไป เด็กสาวคิด ทว่าแม้จะพลิกหน้ากระดาษไปเป็นสิบๆ ครั้ง คนๆ นั้นก็ยังไม่ยอมขยับไปไหน แถมยังจ้องมองมาจนทำให้เริ่มอึดอัดอีกต่างหาก



                เด็กสาวตัวเล็กจึงตัดสินใจเงยหน้าขึ้น การกระทำนั้นให้ดวงตาของเธอสบเข้ากับสีวังน้ำวนซึ่งคุ้นเคยดี แม้จะนั่งแบบหันหน้าไปคนละทาง ทว่าภาคินทร์กลับเอนตัวเท้าคางจับจ้องมาที่เธอเสียอย่างนั้น ฝ่ามือใหญ่ปกปิดไปเกือบครึ่งหน้า ส่งผลให้สีฟ้าและเขียวในดวงตาคู่นั้นแจ่มชัดยิ่งขึ้น ความอึดอัดแต่เดิมจึงเพิ่มเติมมาด้วยความเขินอาย นี่เขานั่งจ้องเธอมานานแค่ไหนแล้วนะ แล้วทำไมถึงไม่ส่งเสียงอะไรบ้าง ทว่าเด็กหนุ่มชิงถามเสียก่อน



                “ทำไมถึงอยู่คนเดียว” ภาคินทร์ขยับมือเล็กน้อยเพื่อให้พูดได้ถนัดยิ่งขึ้น



                “ยังไม่อยากรีบกลับบ้านน่ะจ้ะ”



                คิ้วเข้มที่ขมวดเข้าหากันมากกว่าเดิมทำให้รักษ์นาราอธิบายเพิ่ม ถึงการที่สองแฝดจะดวลกันเองเพื่อหาว่าใครจะได้เข้ารวมงานประลองชิงถ้วยพระราชทาน การที่พิมายตื่นเต้นอยากชมการต่อสู้นี้ขนาดไหน รวมทั้งการที่ลากมารดาของเธอไปเป็นกรรมการจำเป็นอีก



                “ภาคินทร์จะร่วมประลองด้วยไหมจ๊ะ” เธอถามอย่างชวนคุยพลางหยิบใบประกาศจากในย่ามขึ้นมาส่งให้เขาอ่าน เด็กหนุ่มรับมันมาก็จริงทว่าไม่ได้ให้ความสนใจเท่าที่ควร เขายัดมันลงกระเป๋าเสื้ออย่างลวกๆ พร้อมให้คำตอบที่ลวกไม่แพ้กัน



                “คงจะไม่”



                ทว่ารักษ์นารากลับดีใจที่ได้ยินคำตอบแบบนี้มากกว่าท่าทีกระตือรือร้นจะเข้าร่วมด้วยแบบพิมายเสียอีก ลำพังแค่เห็นเพื่อนสนิทต้องเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำก็แย่พอแล้ว อย่าให้ต้องเห็นคนที่ชอบต้องมาเลือดตกยางออกไปด้วยอีกคนเลย รักษ์นาราจะรู้ดีว่ากำลังกังวลผิดประเด็นและความห่วงหานี้ไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะว่ากันตามตรงแล้วคู่ต่อสู้ของภาคินทร์ต่างหากที่น่าจะเป็นฝ่ายเลือดตกยางออกจนต้องเป็นกังวล



                “วันนี้มีคาบของสิงขรด้วยเหรอ” ภาคินทร์เอื้อมมือมาพลิกดูปกหนังสือแล้วถาม ดูเหมือนเด็กหนุ่มจะคิดว่ารักษ์นารามานั่งทำการบ้านที่นี่



                “เปล่าหรอกจ้ะ อ่านเล่นๆ น่ะ” เธอไม่ได้โกหกนะ เธอโกหกแย่จะตาย เหตุผลนี้พิมายคิดให้พร้อมกำชับมาต่างหาก ซึ่งก็ไม่ได้ผิดจากความจริงเท่าไรนักเพราะรักษ์นาราอ่านมันเพื่อเสริมความรู้จริงๆ เพียงแต่จะเอาไปใช้ทำอะไรต่อนั้นเป็นเรื่องที่ถูกละเอาไว้




                “หนังสือเล่มนี้มันนั่งเทียนเขียนเอาเองทั้งนั้น” ภาคินทร์วิจารณ์ทั้งที่เพิ่งอ่านไปได้แค่สองสามบรรทัดเท่านั้น ร่างสูงกระเถิบเข้ามาใกล้เอนโน้มเข้าหายิ่งกว่าเก่า กลิ่นหอมของดอกบัวลอยโชยมาอีกครั้ง เช่นเดียวกับความร้อนจากเรือนกายสูงใหญ่ที่ทำให้ใบหน้าของรักษ์นาราร้อนผ่าวตามไปด้วย



                หลังๆ มานี้อาการของเธอชักจะหนักขึ้นเรื่อยๆ จริงๆ



                “เขายังไม่ตายสักหน่อย”



                เธอนี่แหละที่จะหัวใจวายตายในไม่ช้าถ้าอีกฝ่ายยังทำแบบนี้ต่อไป



                “มะ...หมายถึงใครเหรอจ๊ะ” รักษ์นาราพยายามขยับตัวหนีอย่างแนบเนียน ทว่าภาคินทร์คงไม่รู้ถึงได้ขยับตามมาเช่นกันเพื่อชี้ให้เธอดู



                “ธีรัช ศารทูล”



                คำตอบของภาคินทร์ทำให้รักษ์นาราชะงัก การนิ่งไปอย่างกะทันหันของเด็กสาวทำให้ไหล่ของทั้งคู่ชนกันในที่สุด ถ้าเป็นยามปกติความใกล้ชิดนี้คงทำให้หัวใจของรักษ์นาราเต้นกระดอนออกมาข้างนอกได้แล้ว ทว่าความตกใจในข้อมูลที่เพิ่งได้ยินมีมากกว่า เด็กสาวทำอะไรไม่ถูกนอกจากได้แต่นิ่งฟัง



                “หลังเหตุการณ์แม่น้ำแดงเขาหนีไปบวชเรียนอยู่ที่วัดของนิกายวิษุวัตและตอนนี้เป็นเจ้าอาวาสไปแล้ว เห็นวินทร์บอกว่าไม่ได้ตั้งใจจะปิดเป็นความลับ แต่เพราะไม่มีญาติแล้วก็ไม่มีเพื่อนสนิทที่ไหน เลยไม่มีใครรู้ว่าเขาบวช แถมพอทางการสรุปว่าตาย เขาก็ดันปล่อยเลยตามเลยอีกต่างหาก บอกว่าดีจะได้ไม่ต้องเสียภาษี”



                คำบอกเล่าอันยืดยาวจากปากภาคินทร์ฟังเหมือนคำบ่นเสียมากกว่า ทว่ารักษ์นารากำลังดีใจมากจนลืมตัว เธอหันขวับไปทางเด็กหนุ่ม กุมมือเขาไว้พลางร้องขอ



                “ชะ...ช่วยพาเราไปพบเขาหน่อยได้ไหม เรามีเรื่องสำคัญมากๆ ที่อยากคุยด้วย”



                “ก็ได้แหละ” ภาคินทร์ตอบเรียบๆ ดวงตาเหลือบมองมือน้อยที่วางอยู่บนมือของเขาอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ได้เตือนแต่ก็ไม่ได้ขยับหนี เขารีบดำเนินบทสนทนาต่อทันทีก่อนที่กระต่ายขี้อายตัวน้อยจะรู้สึกตัวเสียก่อน “แต่ฉันไม่ค่อยแนะนำเท่าไรเพราะเขาเป็นพวกพูดมาก มากแบบน้ำไหลไฟดับเลยแหละ”



                “ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ เราเองก็มีเรื่องอยากถามเยอะมากเหมือนกัน” รักษ์นารายิ้มกว้างอย่างสบายใจ เพราะการไปถามหาความจริงจากพ่อของภาคินทร์คงไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีสักเท่าไร ทั้งการที่เป็นถึงคนใหญ่คนโตหาตัวจับยาก หนำซ้ำยังเป็นข้าราชการอีกต่างหาก เพราะแม้จะเป็นคนรู้จักของแม่ รักษ์นาราก็ยังไม่อยากวางใจมากนัก สีหน้าของผู้ชายคนนั้นนิ่งเรียบเกินไป มันทำให้เธออ่านอะไรไม่ออกรวมทั้งคาดเดาไม่ได้ด้วย



                “ทำไมถึงอยากคุยกับมหาปราชญ์มากขนาดนั้น”



                “จริงๆ ไม่ต้องถึงขั้นมหาปราชญ์หรอก ขอแค่เป็นปัญจราชศาสตราก็พอแล้ว”



ตายละหว่า รักษ์นาราเผลอตัวเล่าไปเสียแล้ว พอเห็นภาคินทร์ขมวดคิ้ว เด็กสาวจึงรีบนึกหาคำแก้ตัวอย่างเร็วจี๋ ทว่ายังไม่ทันจะผสมคำได้ อีกฝ่ายก็ทำให้เธอนิ่งค้างไปอีกรอบ



                “งั้นไปถามสิงขรเอาก็ได้”



“จ๊ะ?”



“หมอนั่นเคยได้รับเลือกเป็นปัญจราชศาสตรามาก่อน แต่ตอนหลังยกตำแหน่งให้น้องสาวแทน”



                “อะ...เอ๋!!!!!!!


 







                พิมายกำลังนั่งมองอินทุภรณ์ปักคบเพลิงที่ยังไม่ได้จุดไฟลงบนพื้นดินอยู่



                คบเพลิงสี่ด้าม ที่สี่มุมประกอบเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่แต่ละด้านยาวเกือบสิบวา สองแฝดช่วยกันเอาผงปูนขาวโรยเชื่อมแต่ละจุดที่คบเพลิงปักอยู่เข้าด้วยกันเพื่อกั้นเป็นขอบเขตของสนามประลอง มันเป็นลานดินโล่งกว้างในป่าหลังเรือนของรักษ์นารา รกร้างและปลอดคน แต่ในขณะเดียวกันก็ห่างจากแม่น้ำไม่มากนัก ถ้าเกิดผิดพลาดขึ้นมาก็ไปตักน้ำมาดับไฟได้ทันที



                “ต้องยุ่งยากเตรียมขนาดนี้เลยน้าอินท์” พิมายถาม ทั้งที่ตัวเองไม่ได้ทำอะไรนอกจากหอบน้ำกระเจี๊ยบกับขนมเปียกปูนมาเตรียมรับชมความบันเทิงแท้ๆ



                “จะได้เหมือนสนามประลองจริงๆ ไงจ้ะ” หญิงสาวผู้มีดวงตาสีเงินยวงตอบ ผมยาวสีดำขลับถูกมัดเป็นมวยโดยมีดอกพุดซ้อนปักแซมโดยรอบ “ที่จริงต้องขุดสระแล้วเติมน้ำด้วยนะ แต่ว่าหนุ่มน้อยของเราใช้แค่กสิณเตโชกับปฐวีเพราะฉะนั้นทำแค่นี้ก็พอแล้ว”



                “น้าอินท์เคยชมการประลองด้วยเหรอครับ” ตุลย์หรือติณห์นี่แหละที่ถามขึ้น อ่อเดี๋ยว ตุลย์นั้นเอง เพราะตอนนี้เจ้าตัวกำลังจุดไฟใส่คบเพลิงอยู่



                “เคยสิจ้ะ แต่ก็นานมากแล้วละนะก่อนนาราจะเกิดเสียอีก” อินทุภรณ์ตอบพลางเดินไปวาดวงกลมที่คนละมุมสนามประลอง เธออธิบายเพิ่มว่าทั้งสองฝ่ายจะต้องยืนอยู่แต่ในวงกลมนี้จนกว่ากรรมการจะให้สัญญาณเริ่ม ถ้าก้าวออกมาก่อนจะถือว่าผิดกติกาอาจถูกปรับแพ้ได้ทันที



                “กฎนี้เก่ามากแล้ว น้าไม่รู้เหมือนกันว่าเดี๋ยวนี้จะเปลี่ยนไปเป็นแบบอื่นแล้วหรือเปล่า ถ้ายังไงก่อนเริ่มวันประลองก็อย่าลืมไปหาอ่านเพิ่มเติมกันด้วยนะเด็กๆ”



                “คร้าบ/คร้าบ/ค่า” ทั้งสามประสานเสียง หลังจากนั้นแฝดคนหนึ่งก็ถอดแหวนที่นิ้วชี้ทั้งสองวงมาให้แฝดอีกคนสวมไว้ที่นิ้วโป้ง มันเป็นแหวนสีดำที่มีเศษสีขาวเล็กจ้อยเจือปนอยู่ ให้ความรู้สึกคล้ายกำลังจ้องมองท้องฟ้าเกลื่อนดาว



                “ฉันว่าจะถามพวกแกตั้งนานแล้วว่าแหวนนั้นมันมีไว้ทำไมกัน ไม่ใช่แค่เครื่องประดับใช่ไหม”



                “โห ลูกพี่ถามแบบนี้แปลว่าไม่ได้ตั้งใจเรียนเลยสินะ”



                “เรื่องพื้นฐานขนาดนี้ไม่รู้ได้ไงกันเป็นถึงลูกพี่ของพวกผมแท้ๆ”



                “หุบปากน่าเจ้าพวกลูกกรอก” พิมายที่ถูกแหย่มากๆ เข้าจึงสวนกลับด้วยการเรียกสองแฝดแบบที่สิงขรชอบเรียก “ฉันบอกให้อธิบายก็อธิบายมาเถอะน่า”



                “ฐานะพวกเราก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นผู้ใช้กสิณ ได้แค่ใช้แต่สร้างเองไม่ได้ ลูกพี่เป็นผู้ใช้กสิณวาโยเลยไม่รู้ถึงความยากลำบากของผู้ใช้กสิณธาตุอื่นสินะว่าสรรพธาตุมันหายากขนาดไหน” แฝดที่ไม่มีแหวนกล่าวเป็นคนแรกก่อนจะหัวเราะ “ว่าไปนั่น ที่จริงแล้วผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะดินมันหาได้ทั่วไปน่ะแหละ”



                เป็นทีของแฝดที่สวมแหวนสี่วงอธิบายต่อ “ดูพี่ภาคินทร์เป็นตัวอย่างก็ได้ เพราะเขาใช้กสิณสร้างน้ำขึ้นมาเองไม่ได้ เลยต้องมีถุงหนังบรรจุน้ำติดตัวตลอดเวลา แต่ไฟน่ะมันถือไปไหนมาไหนลำบาก เลยต้องพกอุปกรณ์สร้างไฟไว้แทนไงละครับ ลูกพี่คงจะเคยเห็นผู้ใช้กสิณเตโชหยิบถุงมือขึ้นมาสวมใช่ไหม ข้างในน่ะบุด้วยวัสดุติดไฟง่ายอย่างขี้เลื่อยหรือฟาง ด้านนอกก็เย็บหินชนวนขนาดเล็กติดเข้าไป ทีนี้พอถูกกันแรงๆ ก็พรึบ!



                แฝดคนนี้ถูมือเข้าด้วยกันตามคำพูดก่อนจะเปลี่ยนมากำมือแล้วขยับนิ้วโป้งให้เสียดผ่านนิ้วชี้แทนตอนพูดคำว่าพรึบ แหวนสีดำทั้งสี่วงที่สีกันก่อให้เกิดสะเก็ดสีแดง หลังจากนั้นก็มีลูกไฟดวงน้อยก็ลุกวาบปรากฏอยู่บนฝ่ามือทั้งสองข้างแทน



                “และถ้าควบคุมกสิณได้แม่นพอ ลำพังแค่มีอากาศก็ทำให้ไฟคงรูปร่างได้แล้วไม่จำเป็นต้องมีเชื้อไฟก็ได้”



                “เข้าใจแล้ว” พิมายพยักหน้า “งั้นแหวนของพวกแกก็เป็นหินชนวนเหมือนกันสินะ”



                เพราะฉะนั้นในศึกนี้เด็กสาวตัวสูงจึงสามารถแยกได้แล้วว่าใครเป็นใคร โดยตุลย์หรือแฝดธาตุไฟจะสวมแหวนสี่วงที่นิ้วโป้งและนิ้วชี้ทั้งสองข้าง ในขณะที่ติณห์หรือแฝดธาตุดินจะไม่สวมเครื่องประดับใดเลย



                “อย่าเหมารวมกับของราคาถูกพวกนั้นสิลูกพี่” ตุลย์ยื่นมือมาด้านหน้า “นี่น่ะของขวัญที่แม่ทำให้พ่อเลยนะ”



                “เสลาจากเศษของดวงดาวที่ร่วงหล่นในแคว้นไปรบัดซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นแคว้นแห่งผู้ใช้กสิณเตโช” ติณห์กอดอกอย่างไม่พอใจให้แทน



“แข็งรองลงมาจากเพชร”



“หายากยิ่งกว่าทองคำขาว”



“ของขวัญแห่งความรักต้องห้าม”



“เจ้าดวงดาวที่ไม่อาจฉายแสง”



“แหวนนภสินธุ์/แหวนนภสินธุ์” ทั้งคู่ประสานเสียงอีกครั้ง แถมยังตั้งท่าอันเว่อร์วังเพื่อช่วยกันโอ้อวดแหวนทั้งสี่วงอีกต่างหาก บางครั้งพิมายก็คิดเหมือนกันนะว่าเจ้าพวกนี้โกหกอายุของตนเองให้มากกว่าความเป็นจริง มีอย่างที่ไหน โตจนเลยวัยไว้จุกแล้วยังจะมาทำท่าน่าอายแบบนี้อีก



“เออๆ สู้กันสักทีเถอะ” เด็กสาวตัวสูงกล่าวปัด ในขณะที่อินทุภรณ์ลอบยิ้มบางเบาแล้วเดินมายืนข้างกันเพื่อเตรียมทำหน้าที่กรรมการ




“พร้อมนะจ๊ะ” คำเกรินของผู้ใหญ่เพียงคนเดียวในที่นั้นเปลี่ยนให้บรรยากาศกลับมาตึงเครียดทันที สองแฝดแยกย้ายกันเข้ามุม กำหมัดตั้งท่า ดวงตาจับจ้อง และแล้ว...



“เริ่มการประลองได้!!





###########


          สนทนา : เอาแหล่ววววว ตอนหน้าฝาแฝดจะตีกันเองแล้วค่ะ 555 แต่คิดว่าคงตีกันไม่อลังการเท่าไร เพราะต้องเก็บท่าไม้ตายไว้ใช้งานประลองบ้าง //เดี๋ยวหมดมุข


          ปล. ทัณฑ์ลวงรักเปิดให้จองล่วงหน้าแล้วน๊าาาา หน้าปกหวานมาก หลอกลวงประชาชนไปอี๊ก ถถถhttp://www.satapornbooks.co.th/SPBecommerce/searchAdv_results/1/-/-/-/ทัณฑ์ลวงรัก/



     


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 35 ครั้ง

1,493 ความคิดเห็น

  1. #1166 BBBoBowww (@nuyoja) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2561 / 22:03
    มีความมุ้งมิ้งเหมือนช่วยกันทำการบ้าน // เรื่องนี้เป็นนิยายเรื่องแรกนอกจากนิยายจีน ที่ทำให้เรามีปัญหาเรื่องการพิมพ์ชื่อ5555 โอ้ยจะพิมขื่อภาคินทร์กว่าจะถึงการันย์ตัวสุดท้าย รีดเหนื่อย55555 #แซวเล่นที่จริงชอบขื่อเรื่องนี้มากอยากไปตั้งเป็นชื่อลูกแต่ปัญหาคือยังไม่มี55555
    #1166
    0
  2. #195 Omioe (@onphima) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 / 22:36
    สนุกจะรอคะ
    #195
    1
  3. #194 bookkota (@moonrabbit) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 / 20:45
    ภาคินทร์กลับมาแล้วว นี่สิวาเลนไทน์ของจริง 555 ชอบความเรียนของนุ้งคินทร์จังเลยค่ะ ไม่มีอะไร แค่เพื่อนนน วินทร์อะคิดมากไปเอง 5555
    ส่วนนุ้งหยกและพี่พลนะหรือ รีบกดจองโดยไว :)
    #194
    1
    • #194-1 ฟ็อกซ์ทร็อต (@foxx-tron) (จากตอนที่ 16)
      17 กุมภาพันธ์ 2560 / 21:07
      นุ้งคินทร์บอกนี่ยังแค่ระดับเพื่อน
      ถ้าระดับแฟนมากกว่านี้อีก ถถถถ
      #194-1
  4. #193 nass_san (@nass) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 / 20:38
    อร๊ายยยยยย นายคินทร์ แอบยิ้มในใจชิป่ะ! สาวจับมือ เงียบเลยนะย่ะ #หลบสายน้ำไปยืนหลังหนูรักษ์ ปมมาแบบ เหมือนสาดกระสุนเยยยยยยย
    #193
    1
    • #193-1 ฟ็อกซ์ทร็อต (@foxx-tron) (จากตอนที่ 16)
      17 กุมภาพันธ์ 2560 / 21:06
      ฮีเป็นประเภทร้ายลึกค่ะ จับเองเดี๋ยวเสียฟอร์มบวกสาวกลัว ต้องเนียนๆแบบนี้แหละถึงจะเข้าทาง555
      #193-1
  5. วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 / 20:18
    ท่าของแก๊งค์ร็อกเกตเวลาปรากฏตัวนี่ลอยขึ้นมาเลยค่ะ 55555555 
    #192
    1
    • #192-1 ฟ็อกซ์ทร็อต (@foxx-tron) (จากตอนที่ 16)
      16 กุมภาพันธ์ 2560 / 20:34
      มานั่งอ่านทวนซ้ำอีกรอบ เหมือนจริงด้วย554
      ดีนะไม่ได้ให้พิมายตบมุข ไม่งั้นกลายเป็นเนี้ยสไปแน่ๆ
      #192-1
  6. #191 ใบไม้เปลี่ยนสี (@beaw_nile) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 / 20:03
    รอรักษ์นาราออกเป็นเล่มด้วยค่ะ ตุลานี้จะได้ครอบครองมั้ยน้อ
    #191
    1
    • #191-1 ฟ็อกซ์ทร็อต (@foxx-tron) (จากตอนที่ 16)
      16 กุมภาพันธ์ 2560 / 20:33
      เล่มหนึ่งอาจจะทันถ้าขยันๆปั่นหน่อย555 พล็อตอลังการขนาดนี้ ไม่มีทางเล่มเดียวจบอยู่แล้ว //ฟังแล้วสลบเอง
      #191-1
  7. #190 amporn (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 / 19:48
    ขอบคุณค่ะ
    #190
    0