ตอนที่ 14 : ตอนที่ ๑๓ พ่อของรักษ์นารา (๒)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1882
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 54 ครั้ง
    7 ก.พ. 60


ตอนที่ ๑๓ พ่อของรักษ์นารา (๒)






แคว้นนิวารินเคยปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตย

 

 

เจ้าหลวงผู้ประทับนั่งบนบัลลังก์ใต้ร่มกัลปพฤกษ์คือทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับประชาชน ทรงเป็นนักปกครอง ทรงเป็นนักการทูต ทรงเป็นผู้นำศาสนา ทรงเป็นจอมทัพ ทรงเป็นผู้ปกป้อง ดังบิดาผู้คุ้มครองบุตรของตนให้พ้นภัยร้าย เป็นศูนย์รวมจิตใจที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้มหาพฤกษา

 

 

กระทั่งเกิดเหตุการณ์แม่น้ำแดงขึ้น

 

 

ต้นกำเนิดของแม่น้ำทุกสายในพระนครล้วนผุดขึ้นจากตาน้ำที่โคนต้นมหาพฤกษา หากสาดผงสีลงไปหนึ่งกำมือจะย้อมธารน้ำได้จนถึงเขตกำแพงวังก่อนจางหาย แต่หากเป็นหนึ่งตะกร้าจะไปได้ไกลถึงเขตเรือนคหบดี ส่วนการย้อมแม่น้ำทุกสายในพระนครนั้น...

 

 

ต้องใช้เลือดทุกหยาดหยดจากเหล่าพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ของนิวารินจึงจะทำได้

 

 

วันที่สามร้อยยี่สิบสี่ของศกที่สิบสองในรัชสมัยเจ้าหลวงกวินทรา ทุกคนกล่าวกันว่าองค์รัชทายาทกฤตภาสทรงคลุ้มคลั่ง เมื่อพระบิดาตรัสยกบัลลังก์ให้เจ้าชายไกรสิทธิผู้เป็นพระอนุชาแทนเพียงหนึ่งวันก่อนจะมีพิธีบรมราชาภิเษกเท่านั้น

 

 

เจ้าชายกฤตภาสทรงถมเต็มความผิดหวังจากการที่บัลลังก์ซึ่งหมายปองมาเนิ่นนานหลุดลอยไปด้วยความกราดเกรี้ยว ทรงมีพระบัญชาให้หน่วยรากษสซึ่งเป็นหน่วยรบพิเศษที่พระองค์ทรงก่อตั้งขึ้นเองประหัตถ์ประหารประยูรญาติทุกพระองค์ในวันบรมราชาภิเษกของพระอนุชา

 

 

ใต้มหาพฤกษากัลปพฤกษ์กองสุมไปด้วยพระศพ ทุกเพศทุกวัยไม่เว้นกระทั่งทารกหรือทาริกา พระโลหิตเจิงนองเจือแม่น้ำทุกสายให้กลายเป็นสีชาดถึงสามทิวาและราตรีเต็มๆ นิวารินพบกับความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ นับจากนั้นเจ้าชายกฤตภาสจึงถูกเรียกขานว่าเจ้าฟ้าทรราชย์ สมาชิกหน่วยรากษสกลายเป็นบุคคลที่ถูกหมายหัว และเหรียญตรายักษาคือสัญลักษณ์ของกลุ่มกบฏ

 

 

และถ้ารักษ์นาราเข้าใจถูกต้อง พ่อของเธอคือทหารในหน่วยรากษส หนึ่งในบรรดาฆาตกรที่กรีดทึ้งแคว้นนิวารินเป็นแผลเหวอะวะมาจนถึงทุกวันนี้

 

 

ความจริงที่ได้รับรู้คล้ายจะทำให้เลือดในกายระเหยหายไปดื้อๆ รักษ์นารานึกอยากทรุดตัวลงแล้วร้องไห้ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือเธอได้แต่ยืนนิ่ง คิดใคร่ครวญซ้ำไปมาถึงการกระทำของแม่ อยู่ๆ การเปลี่ยนแคว้นอาศัยทุกหนึ่งร้อยวันก็กลายเป็นเรื่องมีเหตุผลขึ้นมา การห้ามไม่ให้เธอถามถึงพ่อผู้ให้กำเนิดก็กลายเป็นสิ่งที่ถูกต้องเช่นกัน

 

 

การผจญภัยตามหาความจริงของรักษ์นาราควรจะหยุดลงที่ตรงนั้น ทว่าคำสอนของมาลีดังขึ้นมาในหัวของเธอเสียก่อน

 

 

...ประวัติศาสตร์คือคำโกหกของผู้ชนะ...

 

 

...ฉะนั้นจงสดับฟัง จงทอดมอง จงสัมผัส แต่อย่าได้ปักใจเชื่อ...

 

 

บางทีอาจเป็นเพราะเธอเองที่ยังไม่พร้อมยอมรับว่าพ่อที่เธอไม่เคยรู้จักจะเป็นเพียงกบฏของแผ่นดิน แต่ไม่ว่ายังไงสุดท้ายรักษ์นาราก็ตัดสินใจตามหาความจริงต่อ

 

 

ความปรารถนาอันเล็กจ้อยแต่แสนหนักอึ้ง

 

 

ขอแค่ได้รู้ชื่อของพ่อก็ยังดี

 

 

 

 

 

 

 

 

ตามปกติแล้วเรือนนอนจะมีห้องเพียงหนึ่งห้องแล้วแยกมุ้งกันนอนเท่านั้น

 

 

แต่เนื่องจากติดธรรมเนียมของแคว้นอื่นมา แม่ของรักษ์นาราจึงบอกให้ช่างสร้างห้องนอนไว้ถึงสามห้องด้วยกัน หนึ่งคือห้องของอินทุภรณ์ สองคือห้องของรักษ์นารา และสามเป็นห้องเก็บของแต่มักถูกแปลงสภาพเป็นห้องนอนจำเป็นให้สองแฝดบ่อยครั้ง

 

 

ห้องของรักษ์นารามีขนาดประมาณสามคูณสามตารางวา ผนังด้านหนึ่งเป็นชั้นไม้ไผ่สูงท่วมหัว ซึ่งเต็มไปด้วยกระถางดินเผาที่มีไม้ดอกไม้ประดับหลากหลายพันธุ์สีสันสดใสงอกเงยอยู่

 

 

รักษ์นาราและพิมายปิดประตูลงกลอนพร้อมตรวจซ้ำเพื่อให้แน่ใจว่าอินทุภรณ์จะไม่บังเอิญมาเจอความลับนี้ ความลับที่ว่ามีม้วนผ้าขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ในปล้องไม้ไผ่ของชั้นวางดอกไม้อีกที ทั้งคู่ช่วยกันคลี่ม้วนผ้าฝ้ายดิบที่ยาวเกือบหนึ่งวาแล้วนำมาติดไว้กับผนังอีกฝั่งของห้องเพื่อให้เห็นชัดๆ

 

 

มีกระดาษมากมายแปะอยู่บนนั้นอีกทอดหนึ่ง บ้างก็เป็นรูปวาดเหมือนจริง บ้างก็เป็นกระดาษรายนาม บางก็เป็นแค่สมมติฐานที่ถูกเพิ่มเติมลงไป เส้นด้ายสีแดงลากโยงพวกมันเข้าไว้ด้วยกัน แม้จะดูฉวัดเฉวียนและน่าสับสนสักเพียงใด สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือทุกเส้นด้ายต่างมีต้นทางมาจากรูปวาดที่กลางผ้าดิบ

 

 

รูปใบหน้ายักษ์แสยะเขี้ยวที่มีคำว่ารากษสเขียนอยู่บนหน้าผาก

 

 

หน่วยรากษส เป็นกองรบพิเศษที่เจ้าชายรัชทายาทกฤตภาสทรงก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณศกที่สิบในรัชสมัยเจ้าหลวงกวินทรา เป็นหน่วยรบอันแปลกประหลาดซึ่งประกอบด้วยทหารมากฝีมือที่ทรงเลือกมาเองจำนวนหนึ่งร้อยนาย ขึ้นตรงกับพระองค์เพียงผู้เดียว รับบัญชาจากพระองค์เพียงผู้เดียว

 

 

ใช้คำว่าแปลกประหลาดเพราะสมาชิกในหน่วยกว่าครึ่งไม่ใช่ชาวนิวารินแต่เป็นชนต่างแคว้น ไม่เคยมีเจ้าหลวงหรือเจ้าชายพระองค์ใดคิดทำเช่นนี้มาก่อน มิหนำซ้ำบางคนจับดาบไม่เป็นและไม่เคยผ่านการเกณฑ์ทหารมาก่อนด้วย

 

 

แต่ถึงกระนั้นหน่วยรากษสกลับเป็นหน่วยรบที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดเท่าที่นิวารินเคยมีมา ไม่ว่าภารกิจจะยากยิ่งหรือแสนอันตรายเพียงใดก็ไม่อาจระคายผิวของยักษ์ตนนี้ได้ แต่ช่างน่าเสียดายที่รายละเอียดของภารกิจเหล่านั้นถูกเผาทำลายทิ้งไปแล้วหลังเหตุการณ์แม่น้ำแดง เช่นเดียวกับรายชื่อและเกียรติประวัติของสมาชิกในหน่วย

 

 

ทั้งหมดกลายเป็นยักษ์อันน่าเดียดฉันท์ที่ยังคงถูกทางการไล่ล่ามาจนถึงทุกวันนี้

 

 

บนผ้าฝ้ายดิบผืนนี้คือข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับเหตุการณ์แม่น้ำแดง เจ้าฟ้าทรราชย์ และหน่วยรากษสเท่าที่เด็กสาวสองคนจะรวบรวมมาได้ แต่เพราะทั้งหมดนั้นเป็นเหมือนคำต้องห้ามสำหรับชาวนิวาริน สิ่งที่ได้มาจึงน้อยนิดยิ่ง

 

 

“แกนั่งจ้องมันมาตั้งแต่เช้าแล้วนะรักษ์” พิมายที่นอนหาวอยู่บนพื้นท้วงขึ้น ข้างตัวมีทั้งหนังสือเล่มหนาและคัมภีร์ใบลานอันเป็นบันทึกแบบเก่ากองอยู่ไม่ห่าง “ทำแบบนั้นไปข้อมูลก็ไม่งอกขึ้นมาหรอกนะ แกมาช่วยฉันปัดฝุ่นหนังสือพวกนี้ดีกว่า”

 

 

“ตรงนั้นเราอ่านหมดแล้ว เขียนคล้ายๆ เดิมไม่ช่วยอะไรเท่าไร” เด็กสาวตัวเล็กตอบทั้งที่ยังคงนั่งกอดเข่าจับจ้องผ้าฝ้ายดิบผืน พิมายที่ได้ยินดังนั้นจึงปิดหนังสือพรึบ พลิกตัวนอนหงายอย่างเกียจคร้าน

 

 

“จะยอมแพ้หรือยัง”

 

 

เพื่อนตัวสูงถามเหมือนเดิมได้ทุกครั้งเลยจริงๆ และทุกครั้งรักษ์นาราจะตอบกลับไปว่าไม่มีทางพร้อมออกไปตามหาหนังสือ บันทึก หรือเลียบถามเหล่าผู้เฒ่าผู้แก่เพื่อให้ได้ข้อมูลเพิ่ม ทว่าในวันนี้เธอตัดสินยอกย้อนกลับไปว่า

 

 

“มายอยากยอมแพ้แล้วเหรอ”

 

 

“ฉันอยากให้แกยอมแพ้มากกว่า”

 

 

ในความคิดของพิมาย หากฝืนดึงดันทำต่อแล้วเกิดมีคนนอกมารู้เข้าละก็ รักษ์นาราและอินทุภรณ์ต้องเดือดร้อนมากแน่ๆ ลำพังแค่พกสัญลักษณ์หน่วยรากษสติดตัวก็อันตรายมากพออยู่แล้ว ถ้าขืนทางการรู้เข้าว่าพ่อของรักษ์นาราเป็นสมาชิกหน่วยรากษส เด็กสาวและแม่คงไม่พ้นโทษประหารเจ็ดชั่วโคตรแน่นอน เพราะเหล่ายักษ์ผู้ถูกจับได้ต่างต้องโทษเช่นนั้นกันทุกคน

 

 

“ถามจริงเถอะว่ารู้ไปแล้วได้อะไรขึ้นมา ถึงไม่ตายป่านนี้ก็คงหนีไปไกลสุดขอบโลกได้แล้วละมั้ง”

 

 

“ฝังไว้” รักษ์นาราตอบพลางเอียงใบหน้าจนแก้มแนบหัวเข่า ทว่าดวงตายังจับจ้องรูปวาดหน้ายักษ์ดุจเดิม “เราจะฝังมันไว้เป็นความลับไปตลอดกาล”

 

 

รักษ์นาราพอใจแค่ได้รับรู้ความจริง เธอไม่ได้ต้องการเห็นหน้าหรือได้ยินเสียง การมุ่งหวังแบบนั้นมันริบหรี่เกินไป เพราะอย่างที่พิมายว่าไว้ พ่อของเธออาจจะตายไปนานแล้วก็เป็นได้ และบางทีหลังจากได้รู้ชื่อหรือตัวตนของพ่อ หัวใจของเธออาจหยุดร่ำร้องหาเขาได้เสียที

 

 

“แต่นี่มันสุดๆ เท่าที่เด็กสองคนจะทำได้แล้วนะ ข้อมูลเยอะขนาดนี้แทบจะทำให้ฉันกับแกกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญหน่วยรากษสได้แล้วมั้งเนี่ย”

 

 

“ยังไม่พอหรอก” รักษ์นาราขยับลุกคลานเข่าเข้าไปใกล้ผืนผ้าดิบ นิ้วเรียวเล็กแตะลงบนกระดาษ กริยาของความครุ่นคิดมากกว่าจะมองหาหรืออ่านสิ่งที่อยู่บนนั้น “ทั้งหมดนี้ส่วนมากเป็นแค่เรื่องเล่า เขาลือกันมางี้ เขาเล่ากันมาว่างั้น ปากต่อปากบิดเบือนปกปิด ไม่มีอะไรแน่ชัดสักอย่าง”

 

 

ทันใดนั้นรักษ์นาราก็ตัดสินใจขึ้นมาว่า

 

 

“ต้องไปถามคนที่เคยเจอหน่วยรากษสมาก่อนหรือไม่ก็ต้องคุยกับคนที่อยู่ในเหตุการณ์แม่น้ำแดงจริงๆ”

 

 

“ก็เอาสิ ยายหอมกับตาชดที่ขายน้ำหวานในตลาดนั้นไง แล้วยังมีลุงทองดี...”

 

 

“ไม่ใช่แบบนั้น” เด็กสาวตัวเล็กหันขวับกลับมามองเพื่อนที่นอนแผ่หลาอยู่ “ไม่ใช่แค่คนที่เคยเห็นแม่น้ำสีแดง แต่ต้องเป็นที่เห็นเลือดหยดลงไปในแม่น้ำจริงๆ คนที่อยู่ใต้มหาพฤกษาในวันนั้นและเห็นกับตาว่ามันเกิดอะไรขึ้นด้วย คนกลุ่มนั้นต่างหากที่เคยพบเจอ พูดคุยและรู้จักกับหน่วยรากษสมาก่อน”

 

 

พิมายเด้งตัวขึ้นมานั่งกอดอกอย่างครุ่นคิด

 

 

“ขอนึกก่อนนะว่ามีใครให้ถามได้บ้าง ก็มี...พวกพระญาติทั้งหลายที่กลายเป็นเถ้าอังคารไปแล้ว ครึ่งหนึ่งของหน่วยรากษสที่ถูกจับได้แล้วถูกประหารก่อนจะโยนศพให้แร้งกิน ทหารรักษาการณ์อีกสองสามร้อยนายที่ถึงไม่ตายก็ไม่คิดเปิดปากเล่าเรื่องสยองแบบนั้นให้ใครฟังอีกเด็ดขาด อะไรอีกนะ อ่อใช่...เจ้าฟ้าทรราชย์ที่ถูกตีตายด้วยท่อนไม้จันทร์คนนั้นไงเล่า!!

 

 

ฟังดูก็รู้ว่ากำลังประชด เพราะนอกจากประโยคเสียดสีแล้วยังตามมาด้วยการที่เจ้าตัวถลึงดวงตาสีลูกหว้ามองรักษ์นาราอย่างกินเลือดกินเนื้ออีกต่างหาก

 

 

“ยังมีคนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นอีก” คำพูดของคนตัวเล็กทำให้คนตัวสูงกว่าขมวดคิ้วเพิ่มไปด้วย “คนที่มีตำแหน่งสูงพอจะได้ยืนอยู่แถวหน้าในพิธีบรมราชาภิเษก แต่ก็เก่งกาจมากพอจะเอาตัวรอดจากยักษ์ทั้งร้อยตนแถมยังช่วยกันจับกุมเจ้าฟ้าทรราชย์ได้ด้วย”

 

 

พิมายเริ่มเข้าใจแล้วว่ารักษ์นาราหมายถึงคนกลุ่มไหนแต่ไม่เห็นด้วย

 

 

“ไม่ ไม่ ไม่” เธอย้ำถึงสามครั้งแต่ดูจะไม่เป็นผล “อย่าทำอะไรบ้าๆ นะ อย่าแม้แต่จะคิดเชียวนะยัยรักษ์ ฉันไม่...”

 

 

“เราต้องไปถามความจริงจากปัญจราชศาสตรา”

 



########

สนทนา : เรื่องชักจะเข้มข้นแล้ววว >< ช่วงนี้ขออนุญาตอัพช้าหน่อยนะคะ พอดีต้องรีบอีดิทต้นฉบับทัณฑ์ลวงรักแล้ว รู้แค่กำหนดคร่าวๆ ว่าจะวางแผงสิ้นเดือนกุมภาไม่ก็ต้นมีนานี้ ตอนพิเศษตามสัญญาก็กำลังปั่นอยู่ค่ะ //ดองงานอย่างชัดเจน เขินจุง 555



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 54 ครั้ง

1,495 ความคิดเห็น

  1. #1165 BBBoBowww (@nuyoja) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2561 / 21:50
    น้องเหมือนมีโคนันเข้าสิงอะ เอาน้องตอนแรกกลับมาได้มั้ย55555 แต่แบบนี้ก็ดีนะ เข้มข้นมากกก คือดจีย์
    #1165
    0
  2. #676 Mizza (@wawy111) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2560 / 19:39
    นู๋รักษ์ดุกว่าที่คิดน่ะเนี่ย
    #676
    0
  3. #548 sydneylove (@sydneylove) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2560 / 17:21
    เริ่มเข้มข้นขึ้นทุกที / สู้ๆ นะไรท์
    #548
    0
  4. #183 nass_san (@nass) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560 / 14:16
    เข้มข้นๆ มาลีไม่ตอบแน่นอลลลลลล นางเป็นสิ่งลึกลับเหลือเกินนนนนนน
    #183
    0
  5. #182 mummy_yaoi (@mimm5341) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 / 17:16
    มาลีไม่ข่วยเหรอ
    #182
    0
  6. #181 amporn (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 / 15:58
    thank you ka
    #181
    0
  7. #180 tinkerbell.n12 (@tinkerbell12nook) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 / 14:44
    สู้ๆนะคะไรท์
    #180
    0
  8. #179 Sirin Tipraj (@st-siri) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 / 12:41
    ไม่ถามมาลีล่ะนู๋รักษ์
    #179
    0
  9. #178 ใบไม้เปลี่ยนสี (@beaw_nile) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 / 12:11
    น่าจะเขียนเป็น 'ฝัง' แทนคำว่า 'ฝั่ง' มั้ยคะ
    ปล. อัพอีกนะคะ เรารออยู้ สู้ๆๆๆ
    #178
    1
    • #178-1 ฟ็อกซ์ทร็อต (@foxx-tron) (จากตอนที่ 14)
      7 กุมภาพันธ์ 2560 / 12:15
      สะกดผิดจริงด้วย อายจุงเพิ่งเห็น 555
      ขอบคุณนะคะ จะรีบแก้ให้><
      #178-1