ตอนที่ 13 : ตอนที่ ๑๒ พ่อของรักษ์นารา (๑)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1875
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 49 ครั้ง
    31 ม.ค. 60


ตอนที่ ๑๒ พ่อของรักษ์นารา (๑)

 

 



                สองแฝดกำลังไม่พอใจเป็นอย่างมาก

 

 

                   “คนนี้คือตุลย์ ส่วนคนนี้ก็คือติณห์ ตอนแรกๆ อาจจะแยกยากหน่อยแต่นานไปก็ชินเองแหละจ้ะ”

 

 

                ที่รักษ์นาราพยายามจะแนะนำพวกเขาและชลัชพงษ์คนน้องให้ได้รู้จักกัน

 

 

วันนี้เป็นวันหยุด แต่แทนที่จะได้วิ่งเล่นหรือลองชิมขนมใหม่ๆ ของอินทุภรณ์ รักษ์นารากลับลากสองแฝดมาที่วัดขนาดเล็กซึ่งแทบจะถูกลืมเลือนอยู่ในซอกลืบของพระนครเสียอย่างนั้น แม้ไม่มีอะไรโดดเด่น ทว่าสองแฝดกลับจำได้ตั้งแต่แรกเห็นและรู้ได้ทันทีว่าเด็กสาวตัวเล็กพามาที่นี่ทำไม

 

 

เพราะมันคือวัดที่ลูกคนเล็กของสกุลชลัชพงษ์ถูกนำมาซ่อน เด็กพิการผู้เป็นวาลุกาคนนั้น

 

 

ตอนนี้ทั้งหมดอยู่กันที่ศาลาริมน้ำ ร่างสูงใหญ่ของภาคินทร์ยืนกอดอกพิงเสาอยู่ไม่ห่าง ส่วนตรงหน้าสองแฝดก็คือเด็กหนุ่มร่างผอมบางซึ่งต้องอาศัยไม้ค้ำยันในการช่วยเดิน รักษ์นาราและพิมายยืนคั่นกลาง พยายามแนะนำทุกคนให้ได้รู้จักกัน...

 

 

“ไม่มีทาง/ไม่มีทาง”

 

 

...โดยไม่ได้รับความรวมมือจากสองแฝดแม้แต่น้อย

 

 

ตุลย์และติณห์ไม่ได้โกรธรักษ์นารา พวกเขาไม่มีทางโกรธคนสำคัญได้ลงคออยู่แล้ว พี่พวกเขาโกรธคือเจ้าสองพี่น้องสกุลอาโปที่บังอาจก้าวเข้ามาแทรกกลางระหว่างพวกเขาและรักษ์นาราต่างหาก ตาขวางๆ กับหน้านิ่งๆ ของเจ้าคนพี่ว่าน่าหงุดหงิดแล้ว แต่รอยยิ้มไม่ทุกข์ไม่ร้อนและท่าทางเหมือนเป็นผู้ใหญ่เสียเต็มประดาของเจ้าคนน้องกลับน่าหงุดหงิดยิ่งกว่า

 

 

“นายไม่มีทางแยกพวกเราได้หรอกเจ้าขากิ่งไม้”

 

 

“นอกจากพี่รักษ์แล้วไม่มีใครแยกได้ทั้งนั้น”

 

 

“เดี๋ยวเถอะทั้งสองคน ไปเรียกชวินทร์แบบนั้นได้ไงกัน” รักษ์นาราเอื้อมมือมาหยิกแก้มของทั้งคู่อย่างทันท้วงที ส่งผลให้หน้าหงิกๆ ยับยู่ยิ่งขึ้นไปอีก ถ้อยคำอันร้ายกาจที่ถูกพ่นตามมาจึงฟังเบาลงเล็กน้อย...

 

 

“เจ้าคนพิการ!

 

 

...น้อยมากจริงๆ

 

 

“ติณห์!!!!” รักษ์นาราเอ็ดลั่น แต่แฝดธาตุดินกลับสะบัดหน้าพรืดยื่นปากอย่างแสนงอนเสียอย่างนั้น แม้จะเห็นจากหางตาว่าท้องน้ำกำลังกระเพือมไหวเพราะอารมณ์ของภาคินทร์ และได้ยินเสียงพิมายผิวปากหวืดเตรียมรับชมมวยยกถัดมา ทั้งคู่ก็ไม่สนใจและไม่คิดจะขอโทษสักนิด

 

 

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมไม่โกรธหรอก ยังไงสิ่งที่เขาพูดมาก็เป็นความจริงอยู่ดี ใครจะไปมีสิทธิ์โกรธความจริงได้กัน จริงไหม?” ทว่าชวินทร์กลับแก้ตัวให้ซ้ำยังหันมาถามความคิดเห็นของฝาแฝดอย่างเป็นมิตรเสียด้วย ทว่าน่าเสียดายที่ได้รับความไร้มิตรกลับไปแทน

 

 

“เพ้อเจ้ออะไรของนาย” ตุณย์กอดอก “ความจริงต่างหากที่น่าหงุดหงิดที่สุด”

 

 

ติณห์เท้าสะเอว “และเป็นสิ่งที่ยากจะยอมรับที่สุดด้วย”

 

 

“อ่า...เพราะแบบนี้เหรอ พวกนายถึงไม่มีตัวตน” คำพูดของชวินทร์ทำให้เกือบทุกคนในที่นั้นชะงักงัน “ทั้งที่เก่งกาจและมากความสามารถถึงขนาดนี้ แต่เพราะพวกเขารับความจริงไม่ได้พวกนายเลยพลอยไม่ได้รับการยอมรับไปด้วย ฉันพูดถูกไหม ตุลย์ วัชริศกับติณห์ คีรีรัตน์”

 

 

ชื่อที่พ่วงมาด้วยสกุลทำให้ดวงตาสีน้ำตาลสองคู่เบิกกว้าง พิมายที่ยืนฟังมานานผิวปากอีกรอบอย่างตกใจและชื่นชมปะปนกันไป เพราะรักษ์นาราแนะนำเพียงชื่อ ส่วนภาคินทร์ก็ไม่ใช่ประเภทปากสว่างเล่าให้ใครต่อใครฟังไปทั่วแน่นอน ดังนั้นก็แปลได้แค่ว่า...

 

 

“ถือว่าเสมอกันแล้วกันนะ เพราะฉันเองก็สืบเรื่องพวกนายมาเหมือนกัน” ชวินทร์ยิ้มกว้าง ทำเอาทั้งตุณย์และติณห์อ้าปากกว้างไม่แพ้กัน

 

 

“ตะ..แต่..นาย รู้ได้ไง” แฝดธาตุไฟถามตะกุกตะกัก

 

 

“นะ..นายแทบเดินออกไปจากที่นี่ไม่ได้ด้วยซ้ำ” แฝดธาตุดินละล้าละลังถามไม่ต่างกัน

 

 

เพราะทั้งคู่ต้องย่องเข้าเรือนชลัชพงษ์ หลอกถามคนรับใช้เก่าแก่ แอบปีนกุฎิเจ้าอาวาส ขโมยเอกสารตั้งหลายเล่ม แถมยังต้องซุ่มดูเป็นวันๆ กว่าจะรวบรวมข้อมูลได้มากพอจะล่วงรู้ความลับของอีกฝ่าย แต่นี่อะไรกัน เจอหน้ากันไม่ถึงสิบบาท ร่างผอมแห้งตรงหน้ากลับรู้ชื่อสกุลของพวกเขาเสียได้ ทั้งที่พวกเขาไม่มีตัวตนในสังคมนี้แท้ๆ

 

 

“ยอมเป็นเพื่อนกับฉันสิ แล้วฉันจะบอกวิธีให้” ชวินทร์ชวนหน้าตาเฉย และพิมายเป็นคนแรกที่ปล่อยเสียงหัวเราะออกมา

 

 

“ฮ่าๆๆ ฉันชอบเจ้าเด็กนี่วะ” เธอบอกกับรักษ์นาราก่อนจะโน้มตัวลงมาถามชวินทร์ต่อ “สนใจมาเป็นเพื่อนกับฉันแทนไหม รับรองว่าอยู่ด้วยแล้วสนุกกว่าเจ้าสองตัวนี้อีกแน่นอน”

 

 

“ก็ดีนะครับ” เด็กหนุ่มวาลุกายิ้มกว้าง ไม่รู้คำว่าก็ดีที่ผ่านออกมาจากปากหมายถึงสิ่งใดกันแน่

 

 

พิมายยิ้มกว้างจนตาหยี ฉลาด มีมารยาท รู้จังหวะพูด แถมยังท่าทางเจ้าเล่ห์ไม่น้อย แบบนี้ค่อยถูกใจเธอหน่อย ไม่เหมือนเจ้าคนพี่ที่เอาแต่หน้านิ่วคิ้วเป็นปมตลอดเวลา และเพราะส่วนสูงที่มากกว่าทำให้เด็กสาวผู้ใช้กสิณวาโยสามารถจับหัวสองแฝดแล้วโยกไปมาด้วยความหมั่นเขี้ยวไปอย่างง่ายดาย

 

 

“พวกแกน่ะ เลิกทำหน้าเป็นตูดลิงแล้วก็คุยกันดีๆ ได้แล้ว” พิมายเกลี่ยกล่อม ก่อนจะเปลี่ยนไปพาดแขนคล่องคอทั้งคู่แล้วกระซิบยุยง “อีกอย่างยัยรักษ์ต้องดีใจมากแน่ๆ ถ้าพวกแกยอมเป็นเพื่อนกับชวินทร์ เผลอๆ อาจจะทำให้อีตาภาคินทร์ตกกระป๋องไปเลยก็ได้นะ”

 

 

ฟังดูก็รู้ว่าเป็นกับดักโง่ๆ แต่พอเป็นเรื่องเกี่ยวกับ พี่รักษ์ แล้ว ทั้งตุลย์และติณห์ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ดวงตากลมๆ คู่นั้นหันมองเพียงพวกเขาเท่านั้น รวมทั้งยอมเป็นคนโง่ด้วย

 

 

“ก็ได้/ก็ได้” สองแฝดประสานเสียง ยอมนั่งลงตรงข้ามกับชวินทร์ในที่สุด

 

 

“พวกเราสงสารนายหรอกนะ”

 

 

“เพราะเห็นว่านายกำลังจะเฉาตายในวัดเล็กๆ นี่”

 

 

“ดังนั้นพวกเราจะยอมเป็นเพื่อนกับนายก็ได้”

 

 

“ได้ยินแล้วก็สำนึกบุญคุณซะนะเจ้าไม้เสียบผี”

 

 

คนถูกล้อเลียนยิ้มกว้างเช่นเคยอย่างไม่ถือสา คล้ายกับว่าเพียงสองแฝดยอมเป็นเพื่อนด้วยก็มากพอแล้ว

 

 

แม้จะยังฟังดูหาเรื่องไม่เลิก แต่ก็คงต้องถือว่ามีพัฒนาการมากขึ้นทีเดียวเมื่อเทียบกับตอนเจอพิมายครั้งแรก รักษ์นาราจำได้ดีว่าสองแฝดตั้งป้อมสูงลิบและกวนประสาทเพื่อนสาวตัวสูงหนักขนาดไหน พร้อมกันนั้นก็เอาแต่ย้ำว่ามีแค่เธอคนเดียวก็พอแล้ว พวกเขาไม่ต้องการใครทั้งนั้น

 

 

แต่ไม่จริงสักหน่อย เพราะรักษ์นารารู้ดีว่าสองแฝดเป็นประเภทปากร้ายแต่ลึกๆ แล้วว้าเหว่และต้องการการยอมรับมากแค่ไหน อาจจะเป็นใครสักคนที่ยื่นมือมาทลายซี่กรงที่ครอบครัวสร้างขึ้นเพื่อล่ามขังทั้งคู่ไว้จากโลกภายนอก หรือไม่ก็สถานที่สักแห่งที่พวกเขาจะสามารถเอ่ยทั้งชื่อและสกุลได้อย่างเต็มปากโดยไม่ถูกตัดสินหรือถูกเหยียดหยามจากธรรมเนียมและจารีตดั้งเดิม

 

 

แม้ตุลย์และติณห์จะชอบพูดเสมอว่ารักษ์นาราคือใครคนนั้น และการได้อยู่กับเธอก็เปรียบเสมือนสถานที่แห่งนั้น ทว่าเด็กสาวตัวเล็กกลับเห็นต่างออกไป เธอคิดว่าสถานที่แห่งนั้นควรได้รับการขยับขยายมากกว่านี้ อีกสักคนเพื่อแบ่งปันความลับ ช่วยแบกรับความโศกเศร้า เอื้อมมือมาสัมผัสถึงตัวตนที่หลบซ่อนอยู่  

 

 

จากการพูดคุยเมื่อวันก่อน ทำให้รักษ์นาราได้รู้ว่าชวินทร์ช่างเหมือนกับสองแฝดมากเหลือเกิน ถูกผลักไสให้เป็นคนไร้ตัวตน ไม่ได้รับการยอมรับ ไม่มีใครเห็นค่า

 

 

เธอจึงคิดว่าคงดีไม่น้อยหากพวกเขาได้เป็นเพื่อนกัน ความสัมพันธ์นี้อาจจะเริ่มต้นอย่างลุ่มๆ ดอนๆ ไปสักหน่อย แต่เธอเชื่อว่าอีกไม่นานทั้งสามต้องเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้อย่างแน่นอน

 

 

“ถ้าไม่ได้มายเราคงแย่แน่ๆ” รักษ์นาราถอยห่างออกมาพลางกระซิบบอกเพื่อนสนิทที่ช่วยหลอกล่อให้สองแฝดยอมลดทิฐิลงได้ในที่สุด พิมายไหวไหล่คล้ายจะบอกว่าก็ไม่ได้เกินความสามารถเท่าไรหรอก แต่น่าเป็นห่วงมากกว่าก็คือ...

 

 

“แกคงไม่ได้ใจอ่อนเผลอเล่า เรื่องพ่อให้อีตาภาคินทร์ฟังหรอกนะ” ดวงตาสีลูกหว้าเหลือบมองร่างสูงที่ยืนห่างออกไปจากวงสนทนาทว่าดวงตาจับจ้องระแวดระวังภัยให้น้องชายตลอดเวลา

 

 

“เกือบไปแล้วเหมือนกันจ้ะ” รักษ์นาราลูบแผลที่โคนนิ้วโป้งขวาไปมาอย่างลืมตัว “...บางทีเราก็คิดว่าไม่ยุติธรรมเหมือนกันนะ ทุกคนอุตส่าห์เปิดใจยอมเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟังแท้ๆ แต่เรากลับทำได้แค่นิ่งเงียบ มันเหมือนเราไม่เชื่อใจพวกเขายังไงไม่รู้”

 

 

พิมายเรียกมันว่าการแลกเปลี่ยนความเศร้า เวลาเล่าความลับหรือเรื่องราวอันหนักอึ้งของตนให้รักษ์นาราฟัง เด็กสาวก็จะเล่าเรื่องราวของตนกลับมาเช่นกัน เสมือนคำปลอบโยนอันอ้อมค้อม การกระทำที่ช่วยบอกว่าโลกนี้ไม่ได้ใจร้ายแค่กับเธอเท่านั้น ความอับโชค ความทุกข์ตรม ทั้งหมดนั้นถาโถมเข้าใส่มนุษย์ทุกคนได้อย่างเท่าเทียม แต่ในขณะเดียวกันก็มอบโอกาสที่จะหยัดยืนให้กับคนทุกอย่างเท่าเทียมเช่นกัน เรื่องเล่าของรักษ์นาราทำให้พิมายรู้สึกเช่นนั้นเสมอ ทว่าความรู้สึกนี้คงไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน...

 

 

“ถ้าการที่แม่ฉันแต่งกับพ่อหรือการที่ชวินทร์เป็นวาลุกาทำให้ถูกประหารได้ละก็คงไม่มีใครยอมพูดอะไรเหมือนกันน่ะแหละ แกทำถูกแล้วที่ไม่ได้เล่าเรื่องพ่อออกไป ไม่ต้องคิดมากหรอก” คนตัวสูงเอื้อมมือมาวางบนศีรษะเล็กแล้วจับโยกไปมาเบาๆ คล้ายที่ทำกับสองแฝดเมื่อครู่

 

 

“แต่ทุกคนคงไม่...” รักษ์นารายังคงพยายามหาเหตุผล ทว่าในท้ายที่สุดก็จนแต้ม ไม่ต้องรอให้พิมายคัดค้าน เธอก็จมลงในห้วงความคิดในแง่ลบของตนเองเสียก่อน “เราอยากจะเชื่อว่าถึงจะรู้ความจริงทุกคนก็จะยังเหมือนเดิม เหมือนที่มายยังเหมือนเดิม...”

 

 

 

 







 

 

ตอนรักษ์นาราอายุได้สามพันสองร้อยวัน อินทุภรณ์ก็ตัดสินใจลงหลักปักฐานที่นิวาริน

 

 

ก่อนหน้านี้เธอกับแม่เป็นเหมือนคนเร่ร่อน เดินทางไปมาระหว่างแคว้นต่างๆ อยู่เกือบตลอดเวลา ไม่เคยอาศัยอยู่ที่ไหนได้นานพอจะสานสัมพันธ์หรือผูกมิตรกับใครเขา รักษ์นาราชินชาเกินกว่าจะไถ่ถามว่าเพราะเหตุใดจึงต้องทำเหมือนกำลังวิ่งหนีอยู่ตลอดเวลาด้วย แต่ตอนที่แม่บอกว่านิวารินกำลังจะกลายเป็นบ้านอย่างถาวร รักษ์นาราก็ไม่อาจทนเก็บความสงสัยไว้ได้

 

 

เธอถาม และได้รับคำตอบเป็น

 

 

...เพราะนี่คือแคว้นบ้านเกิดของพ่อ...

 

 

คำตอบของอินทุภรณ์มาพร้อมรอยยิ้มหม่นหมอง นั่นคือครั้งแรกและครั้งเดียวจริงๆ ที่แม่เอ่ยถึงพ่อผู้ไร้นามและไร้ตัวตนให้รักษ์นาราได้ยิน

 

 

ในช่วงแรกอินทุภรณ์และรักษ์นาราอาศัยอยู่ที่เมืองอาคเนย์ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของนิวาริน เมืองนี้ปกครองโดยสกุลลำดับสามของวาโย ไม่สิ ให้ถูกต้องน่าจะเป็น...เคยถูกปกครองโดยสกุลที่เคยอยู่ลำดับสามของวาโยมากกว่า

 

 

เธอพบพิมายที่นั่น

 

 

รวมทั้งค้นพบความลับเกี่ยวกับพ่อที่นั่นเช่นกัน

 

 

มันเป็นเหรียญเงินขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือของเธอในวัยนั้นเล็กน้อย หล่อเป็นหน้ายักษ์แบบที่เคยเห็นตามรูปวาดในอุโบสถ ดวงตาเบิกโพลง ปากแสยะเห็นซี่ฟันและเขี้ยวโง้ง บริเวณหน้าผากของยักษ์เต็มไปด้วยสลักยันต์แปลกๆ ซึ่งรักษ์นาราอ่านออกแค่คำเดียวเท่านั้น

 

 

“รากษส”

 

 

เธอพลิกดูอีกด้านซึ่งราบเรียบไร้ลาย บางอย่างสลักอยู่เช่นกัน ทว่ารอยขูดขีดมากมายกลบทับสิ้น จนทำให้อ่านออกได้เพียงพยางค์หลัง

 

 

“....สูร”

 

 

เมื่อวานรักษ์นาราเห็นแม่หยิบเหรียญนี้ขึ้นมาลูบคลำแล้วร้องไห้ นั่นเป็นครั้งแรกอีกเช่นกันที่เธอเห็นแม่ร้องไห้ อินทุภรณ์ทำท่าจะขวางมันทิ้งอย่างกราดเกรี้ยว ทว่าสุดท้ายก็กอดแนบอกอย่างถนอมแล้วร่ำไห้ตามเดิม ทั้งหมดนั้นกินเวลาเพียงไม่ถึงสองบาท สุดท้ายอินทุภรณ์ก็ซ่อนมันไว้ในกล่องไม้บนคานของบ้านหลังน้อยตามเดิม ปาดน้ำตาทิ้งและทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

 

รักษ์นารารู้ได้ในทันทีว่ามันเป็นของพ่อ

 

 

พ่อที่เธอไม่เคยรู้จัก พ่อที่ทำให้แม่มีสีหน้าหมองเศร้าได้ทุกครั้งที่ถามหา พ่อที่แม่เคยบังคับให้เธอสัญญาว่าจะไม่พูดถึงอีกเด็ดขาด แม้จะรับคำแต่รักษ์นาราก็โหยหาความอบอุ่นที่ไม่เคยสัมผัสและตัวตนที่ไม่เคยจับต้องได้ของพ่อมากมายเหลือเกิน เพราะแบบนั้นเธอจึงตัดสินใจลอกลายของเหรียญนั้นใส่กระดาษและออกตามหาความจริง

 

 

เบาะแสแรกมาจากพิมาย ผู้บังเอิญเก็บกระดาษที่หล่นมาจากย่ามของรักษ์นาราได้พอดี

 

 

“มีคนอื่นเห็นว่าแกพกรูปนี้อีกหรือเปล่า” น้ำเสียงตื่นตระหนก ท่าทางหวาดผวาจนพลอยทำให้รักษ์นาราหวั่นใจตามไปอย่างง่ายดาย

 

 

“มะ...ไม่จ้ะ มันคือรูปอะไรเหรอ”

 

 

เพื่อนตัวสูงถอยหายใจ ขย้ำกระดาษเป็นก้อนกลมแล้วยัดคืนมาให้ในย่ามของเธอตามเดิม พิมายบีบนวดสันจมูกอย่างเคร่งเครียด ท่าทางเกินวัยจนน่าหัวร่อ ทว่าดวงตาสีลูกหว้าคู่นั้นไม่เคยทอประกายเคร่งเครียดมากเท่านี้มาก่อนเลยจริงๆ

 

 

“สัญลักษณ์ของทหารหน่วยพิเศษที่สังหารเชื้อพระวงศ์ทุกพระองค์ของแคว้นนี้น่ะสิ”






##########

สนทนา : โอเค ได้ฤกษ์เข้าเรื่องหลักสักทีหลังจากปูพื้นกันมาเนิ่นนาน หวังว่าคงไม่ออกมาน้ำเน่าเกินไปนักกับการพล็อตแนวตามหาพ่อแม่ที่แท้จริง 5555

ปล. อยากเดากันมั้ยคะว่าจริงๆแล้วข้างหลังเหรียญเขียนว่าอะไรกันแน่ เดาถูกมีรางวัลให้แน่นอน อุอิ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 49 ครั้ง

1,495 ความคิดเห็น

  1. #176 xSerinSxPAOx (@dienacht) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 / 18:26
    สนุกมากเลยค่ะ ทำไมถึงได้แต่งนิยายสนุกทุกเรื่องแบบนี้คะ งื้ออออ 
    ตามมาตั้งแต่ Dragon's heart จนทัณฑ์ลวงรัก กับเรื่องนี้ก็ยังติดเหมือนเดิม
    แต่งสนุกทุกเรื่องจริงๆ ค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ
    #176
    0
  2. #175 nass_san (@nass) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 / 07:04
    นาราสูร หรือเปล่าคะ (นี่ถึงขนาดไปดึงชื่อยัยหนูมาส่วนนึงเลยนะ 555555) แต่คิดว่าไม่น่าจะถูก เพราะอันอื่นที่ใกล้เคียงกว่าก็ไม่มีใครถูกเลย 5555555555
    #175
    2
    • #175-1 ฟ็อกซ์ทร็อต (@foxx-tron) (จากตอนที่ 13)
      1 กุมภาพันธ์ 2560 / 14:34
      ไม่ถูกค่า แต่ใบ้ให้ว่ามีคนคอมเม้นท์ถูกแล้ว //เก่งกันจุง แปปเดียวเดาได้แล้ว
      #175-1
  3. #174 A.A.R (@pinth2853) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 31 มกราคม 2560 / 23:29
    กาลสูร...รึป่าววว เดาล้วนๆ555
    #174
    1
  4. วันที่ 31 มกราคม 2560 / 22:46
    มีลางว่าสามน้องมาอยู่ด้วยกันแล้วจะก่อความวุ่นวายได้มากกว่าเดิมแน่เลย 5555

    คำหลังเหรียญขอเดาว่า หิรัญพนาสูร 

    มโนแรงมาก 5555 
    #173
    2
    • #173-1 nass_san (@nass) (จากตอนที่ 13)
      1 กุมภาพันธ์ 2560 / 07:05
      เราว่าอาจจะใช่นะคะ 5555555
      #173-1
    • #173-2 J Gost (@candylittercandy) (จากตอนที่ 13)
      6 กุมภาพันธ์ 2560 / 20:41
      หิรัญพนาสูรเป็นเทพไม่ใช่เหรอ เป็นเทพในแบบที่เป็นยักษ์ด้วย ในนั้นขึ้นต้นว่ารากษสที่แปลว่ายักษ์ แล้วราพณาสูรในคอมเม้นท์ที่ #172 นี่ก็แปลว่ายักษ์ ตกลงมะนอะไรหว่า
      #173-2
  5. #172 Pysfii (@pychat) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 31 มกราคม 2560 / 22:13
    ราพณาสูร รึเปล่า55555
    #172
    1
    • #172-1 ATIPP (@122792) (จากตอนที่ 13)
      1 กุมภาพันธ์ 2560 / 00:06
      บวกอีกหนึ่งเสียง /เกาะ ๕๕๕๕๕
      #172-1
  6. #171 Ms. P (@putterpt) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 31 มกราคม 2560 / 21:47
    รามเมสูร มั้ยยย
    #171
    1
  7. #170 Hiii29220 (@Hiii29220) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 31 มกราคม 2560 / 21:19
    เสริชเจอนี่ด้วย
    อินทุ =พระจันทร์ สูรย์=พระอาทิตย์
    ชื่ออาจจะเป็น ราพณาสูรแปลว่ายักษ์,สูญเสียจนหมดเพราะสัญลักษณ์เป็นยักษ์แล้วก็สังหารเชื้อพระวงศ์จนหมด
    ใช่มั้ย???
    #170
    2
    • #170-1 ฟ็อกซ์ทร็อต (@foxx-tron) (จากตอนที่ 13)
      31 มกราคม 2560 / 21:23
      ชื่อขุ่นแม่แปลว่าอาภรณ์จากพระจันทร์ค่ะ(อินทุ แปลว่าพระจันทร์)
      ส่วนสูรย์ที่แปลว่าพระอาทิตย์นั้นไม่เกี่ยวเน้อ
      #170-1
    • #170-2 Hiii29220 (@Hiii29220) (จากตอนที่ 13)
      31 มกราคม 2560 / 21:23
      ถ้าใช่นี่คงต้องไปเสริชชื่อคนอื่นเพิ่มเลยค่ะ
      มีความล้ำลึก5555555555
      #170-2
  8. #169 Butsakron2540000 (@Butsakron2540000) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 31 มกราคม 2560 / 21:11
    อสูร? รึป่าว
    #169
    1
  9. #168 bookkota (@moonrabbit) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 31 มกราคม 2560 / 20:54
    ทีมหนูรักษ์พร้อมครบทุกตำแหน่งละ ป่ะ เลสท์โกกก! 555

    เดาว่าเป็นรามสูรป่ะ เพราะเป็นยักษ์และที่นึกออกมีแค่คำนี้ที่ลงท้ายว่า สูร 5555 ขอคำใบ้เพิ่มหน่อยยย จะช่วยหนูรักษ์ตามหาพ่ออ ;P
    #168
    1
    • #168-1 ฟ็อกซ์ทร็อต (@foxx-tron) (จากตอนที่ 13)
      31 มกราคม 2560 / 21:03
      ใกล้เคียงแต่ยังไม่ถูก ใบ้เพิ่มให้ว่าเรื่องนี้ชอบเล่นกับความหมายชื่อ(ไม่ช่วยอะไรเลย555)
      ปล.หนูรักษ์ยังรับสมัครลูกทีมอยู่นะคะ ยังได้อีกเยอะะะะ
      #168-1
  10. #167 mummy_yaoi (@mimm5341) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 31 มกราคม 2560 / 20:28
    รามสูร? เดาถูกมั้ย
    #167
    1