ตอนที่ 12 : ตอนที่ ๑๑ คุณค่าของชวินทร์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1909
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 47 ครั้ง
    28 ม.ค. 60


ตอนที่ ๑๑ คุณค่าของชวินทร์

 

 

ด้านหลังวัดแห่งนี้มีศาลาการเปรียญอยู่หนึ่งหลัง

 

 

พื้นศาลาถูกยกสูงไม่ถึงหนึ่งขั้นก้าว ซ้ำยังเป็นเพียงอาคารโล่งๆ ไร้ผนัง เสาก็เป็นเพียงท่อนไม้หนาใหญ่แข็งแรงไร้เครื่องเคราประดับแตกต่างจากอุโบสถด้านหน้าโดยสิ้นเชิง เรียกได้ว่าเน้นการใช้งานไม่เน้นความงามขนานแท้ และเพราะอยู่ติดท่าน้ำ จึงมีศาลาริมน้ำขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ยื่นตัวทอดลงมาอีกหนึ่งหลัง

 

 

รักษ์นาราถูกขอร้องแกมสั่งให้มารอที่นี่โดยเด็กหนุ่มที่ชื่อชวินทร์

 

 

“ถ้าไม่รีบอะไรก็ช่วยรอสักครู่ได้ไหมครับพอดีว่าผมมีเรียนช่วงบ่ายด้วย ไม่เกินสิบบาท(๑)หรอก ผมหัวไว แปปเดี๋ยวเจ้าอาวาสท่านก็ไม่มีอะไรสอนแล้ว แต่ผมมีเรื่องอยากคุยด้วยเยอะแยะเลย”

 

 

 

 

(๑)      สิบบาทเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง

 

 

 

รักษ์นาราได้แต่พยักหน้ารับคำอย่างงงๆ แม้จะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรว่ากับคนแปลกหน้าที่เพิ่งพบกันครั้งแรกอย่างเธอมีอะไรที่จำเป็นต้องคุยด้วยกันนักหนา ทว่าสุดท้ายแล้วเด็กสาวก็ยอมรอแต่โดยดี

 

 

โดยมีภาคินทร์มานั่งเป็นเพื่อน...

 

 

ทั้งคู่นั่งตรงข้ามกัน เงียบงันจนน่าอึดอัด ระลอกคลื่นและเสียงเรือพายที่แล่นผ่านไปมาคือสิ่งเดียวที่พอจะทำให้รักษ์นาราไม่สติแตกไปก่อนได้ เธอดูไม่ออกว่าภาคินทร์แค่กำลังไม่พอใจหรือว่าเกลียดเธอไปแล้วกันแน่ที่บังอาจมาจุ้นจ้านเรื่องส่วนตัวของเขา

 

 

แมลงปอตัวหนึ่งบินมาเกาะปลายนิ้วของเด็กสาว เหมือนจะพยายามทำให้เธออารมณ์ดีขึ้น ขาเล็กบางของมันทำให้รักษ์นาราไพล่นึกไปถึงขาของเด็กหนุ่มที่ชื่อชวินทร์ แม้จะสวมโจงกระเบนที่ยาวมาถึงครึ่งแข็งรวมทั้งสวมถุงเท้าเพื่อพยายามปิดบัง แต่มันก็ชัดเจนว่าขาของเด็กหนุ่มลีบเล็กเพียงใด ราวกับเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกที่ไม่อาจพยุงร่างกายให้ก้าวเดินได้ เขา...

 

 

“เธอรู้อยู่แล้วสินะ” ในที่สุดภาคินทร์ก็เปิดปากพูดเป็นคนแรก “ฉันเห็นเจ้าแฝดนรกไปป้วนเปี้ยวแถวบ้าน วินทร์เองก็บอกว่ามีฝาแฝดโผล่มาที่วัดแล้วถามชื่อสกุลเหมือนกัน เขาไม่ได้บอกอะไรไปก็จริง แต่ฉันว่ายังไงพวกมันก็เดาได้ว่าเขาเป็นวาลุกา”

 

 

“เราขอโทษด้วยจริงๆ จ้ะ” รักษ์นาราก้มหน้ามองแต่แมลงปอตัวน้อยในอุ้งมือด้วยไม่กล้าสู้หน้า

 

 

“...ขอโทษในความสอดรู้สอดเห็นของคนอื่นก็สมกับเป็นเธอดี” ประโยคนั้นฟังดูอ่อนอกอ่อนใจมากกว่าจะโมโหโกรธาอย่างที่เธอนึกกลัว “ฉันเองก็คงต้องขอโทษบ้างเหมือนกันที่ทำตัวงี่เง่าแล้วก็ทำให้เป็นห่วงแบบนั้น”

 

 

“ระ...เรา...ไม่ได้...” รักษ์นาราละล้าละลังปฏิเสธเป็นพัลวัน แมลงปอตัวน้อยตกใจจนบินหนีไปในขณะที่ภาคินทร์เพียงเลิกคิ้วแล้วมองมานิ่งๆ

 

 

“แสดงว่าฉันคิดไปเองสินะว่าเธอมาตามเพราะเป็นห่วง”

 

 

เด็กสาวชะงักนิ่งก่อนจะทำได้เพียงตอบอ้อมแอ้มไปว่า “ไม่ได้คิดไปเองหรอกจ้ะ”

 

 

รักษ์นาราอยากให้เจ้าพันทางยังอยู่แถวนี้ด้วยจริงๆ เธอจะได้ขอให้มันขุดหลุมลึกๆ แล้วช่วยฝั่งเธอลงไปที จะได้ไม่ต้องมานั่งหน้าแดงก่ำหลังจากจำใจยอมรับความจริงไปแบบนั้น เด็กสาวเอาแต่ก้มหน้างุด ไม่ทันได้สังเกตเลยว่าคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามเผลอยิ้มออกมาได้นุ่มนวลเพียงใด

 

 

“ฉันรู้ว่าเธอยังมีเรื่องที่อยากถามอยู่” คำเกริ่นของภาคินทร์ฟังเหมือนคำอนุญาตเสียมากกว่า ทว่าทว่ารักษ์นาราก็ยังลังเลไม่น้อย

 

 

“ได้เหรอจ๊ะ”

 

 

“รู้จากปากฉันดีกว่าให้ไปรู้จากเจ้าเด็กเวรพวกนั้นแล้วกัน”

 

 

เหตุผลชัดเจนจนเด็กสาวตัวเล็กอดไม่ได้ที่จะหัวเราะแห้งๆ เธอใช้เวลาครู่ใหญ่เพื่อเลือกคำที่เหมาะสม

 

 

“ขาของชวินทร์....”

 

 

โปลิโอ(๒) ตั้งแต่อายุสองพันวัน” ทว่าภาคินทร์กลับตอบอย่างรวดเร็วทั้งที่ยังไม่จบคำดี ประโยคนั้นมาพร้อมรอยยิ้มเหยียดหยัน ดวงตาเหม่อมองคุ้งน้ำ ในอีกพริบตาถัดมาเรื่องราวมากมายก็พรั่งพรูไม่ต่างจากสายน้ำเชี่ยว

 

 

 

 

 

(๒)    โปลิโอ(Polio) - โรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่มีอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อยแบบไม่จำเพาะ เพียงส่วนน้อยที่มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง อาจทำให้เกิดกล้ามเนื้อลีบฝ่อและเกิดความพิการของข้อได้

 

 

 

 

“อย่างกับเป็นแค่วาลุกาจะยังไม่แย่พอ องค์อสัญญุชัยถึงได้ประทานโรคที่รักษาไม่หายมาให้ด้วย วินทร์แทบเดินไม่ได้ด้วยซ้ำถ้าไม่มีไม้เท้า เราต้องประกบแผ่นไม้เข้าด้วยกันตั้งแต่ต้นขาลงมาเพื่อช่วยให้เขาทรงตัวได้ นับตั้งแต่นั้นพ่อก็แทบไม่มองหน้าน้องอีกเลย เขาทำเหมือนมีฉันเป็นลูกชายคนเดียว เอาแต่ยกย่องเชิดชูพรสวรรค์ของฉันทั้งที่ลึกๆ แล้วก็กลัวมันแท้ๆ”

 

 

รักษ์นาราขมวดคิ้ว แม้จะสงสัยสักเพียงใดก็ไม่กล้าขัด ได้แต่ปล่อยให้อีกฝ่ายเล่าระบายต่อไป

 

 

“แต่วินทร์เป็นเด็กที่ฉลาดมาก ถ้าตำแหน่งปัญจราชศัสตรายังมีอยู่เขาต้องเป็นมหาปราชญ์คนแรกที่มาจากสกุลหลักแน่ๆ” เป็นครั้งแรกที่รอยยิ้มที่แท้จริงของภาคินทร์ปรากฏขึ้น ก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว “แต่คติของพ่อคือ ชลัชพงษ์ที่ไม่สามารถโยกย้ายพระสมุทรได้ย่อมไม่ใช่ชลัชพงษ์ พ่อร่ำๆ จะส่งวินทร์ไปเมืองหอระดีหลายครั้งแล้วถ้าไม่ใช่เพราะแม่ขอไว้ สุดท้ายเลยได้แต่เอาวินทร์มาซ่อนที่วัดที่สกุลอุปถัมภ์ไว้แทน และเพราะแบบนั้นเลยไม่มีใครกล้าพูดถึงเขาอีก ทั้งที่เป็นเลือดเนื้อของตนเองแท้ๆ พ่อก็ยังทำเหมือนวินทร์ไม่มีตัวตนได้ลงคอ”

 

 

น้ำเสียงของเด็กหนุ่มมีทั้งความโกรธเกลียดและความเศร้าปนอยู่เต็มเปี่ยม มันมากล้นจนรักษ์นาราแทบจะสัมผัสได้ในอากาศรอบกาย ตอนนั้นเองที่เธอได้รู้ว่าภาคินทร์รักน้องชายมากเช่นไร รวมทั้งได้รู้ว่า...

 

 

“แต่การลดทอนคุณค่าของตนเองก็ไม่ได้ทำให้คนอื่นมีค่าขึ้นมาเหมือนกันนะ”

 

 

ภาคินทร์ทำท่าจะพูดแก้ตัวอยู่สองสามครั้งก่อนจะถอนหายใจแผ่วเบา จำจนยอมรับต่อประกายเห็นอกเห็นใจในดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้น

 

 

“ฉันดูออกง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ”

 

 

 เป็นตารักษ์นาราส่ายหน้าบ้าง เหตุผลนี้ลึกซึ้งและซับซ้อน ถ้าไม่ใช่เพราะภาคินทร์เล่าเรื่องน้องชายให้ฟังเธอคงไม่มีทางคิดออก ว่าเหตุใดเขาถึงจงใจทำตัวเป็นอันธพาลอย่างโจ้งแจ้งเช่นนี้ หลายอาทิตย์ที่ได้อยู่ใกล้ทำให้รักษ์นาราดูออก ภาคินทร์เป็นเด็กเรียนกว่าที่ใครต่อใครคิดไว้มากมายนัก เขาอ่านหนังสือล่วงหน้าแต่แสร้งทำเป็นไม่รู้ เขาทำการบ้านแต่กลับไม่ยอมส่ง เขาเลี่ยงการวิวาทได้แต่สุดท้ายก็เลือกจะทำให้มันลุกลามไปมากกว่าเดิมทุกที

 

 

ลดท่อนคุณค่าตนเอง จากอัจฉริยะมากพรสวรรค์แห่งสกุลอาโป กลายเป็นเพียงเด็กเกเรมากปัญหา ด้วยหวังว่าพ่อจะหันไปเห็นคุณค่าความฉลาดเฉลียวของน้องชายแทน

 

 

“ได้รู้เรื่องทั้งหมดแล้วมันทำให้เธอรู้สึกยังไงบ้างละ”

 

 

“เราเยียวยาได้แค่แผล แต่โรค....”

 

 

ภาคินทร์ส่ายหน้าอย่างเชื่องช้า “ฉันไม่ได้เล่าเพื่อหวังฉกฉวยในพลังของเธอ ฉันสัญญาแล้วไงว่าจะเก็บมันไว้เป็นความลับ ที่ฉันถามคือ...”

 

 

เด็กหนุ่มหยุดพูดกะทันหัน ดวงตาสีน้ำวนหันมองไปยังทางเข้าศาลา ไม่ถึงอึดใจเสียงต๊อกแต็กของไม้ค้ำยันที่กระทบพื้นก็ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของเด็กหนุ่มร่างผอมที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายคนตรงข้ามเธอ ตอนนั้นเองที่รักษ์นาราได้รู้ว่าภาคินทร์เป็นคนที่รักษาสัญญาขนาดไหน เขากลัวน้องชายจะได้ยินความลับ จึงหยุดคำถามลงกลางทาง

 

 

“ขอโทษที่ให้รอนานนะครับ” ชวินทร์ส่งยิ้มมาให้แต่ไกล รักษ์นาราทำท่าจะเข้าไปช่วยพยุงทว่าเด็กหนุ่มกลับส่ายหน้า แต่จะดูผอมจนแทบปลิวลมทว่าทั้งพลังกายและความพยายามกลับมีมากกว่าที่เห็นจนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกทึ่ง ชวินทร์พาตัวเองมานั่งลงข้างรักษ์นาราได้อย่างคล่องแคล่ว สะโพกหมิ่นอยู่ที่ขอบเก้าอี้เพื่อให้ขาทั้งสองยื่นเหยียดตรงได้ 

 

 

รักษ์นารามองตาม มีแผ่นไม้หนาประมาณหนึ่งนิ้ว(๓) ประกบทั้งสองด้านของขาอันผอมแห้งราวกิ่งไม้นั้นจริงๆ เสียด้วย ร้อยรัดด้วยสายหนังเส้นหนาบริเวณต้นขาและหน้าแข้งเพื่อให้อยู่กับที่ แผ่นไม้บริเวณข้อเข่าถูกหักเป็นสองท่อนและถูกยึดติดกันใหม่ด้วยเกลียวข้อแบบแปลกๆ ที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน มันทำให้ชวินทร์สามารถงอเข่าได้เล็กน้อย แต่โดยรวมแล้วยังทำให้เขาต้องเหยียดขาอยู่เกือบตลอดเวลาอยู่ดี

 

 

 

(๓)    นิ้ว(หน่วยวัดไทย) = ๒.๐๘ เซนติเมตร

 

 

“เคยเห็นมาก่อนไหมครับ”

 

 

และคงเพราะเธอจ้องนานเกินไปหน่อย เด็กหนุ่มร่างผอมจึงถามไถ่ขึ้นมา จากท่าทางและแววตาไม่เหมือนการต่อว่าที่เธอเสียมารยาทแม้แต่น้อย กลับกันเหมือนจะรอคอยให้เธอถามกลับเสียด้วยซ้ำ

 

 

รักษ์นาราจึงส่ายหน้า เธอเคยเห็นเด็กที่เป็นโรคนี้มาบ้าง แต่อุปกรณ์เช่นนี้คงต้องตอบว่าไม่สถานเดียว

 

 

“ผมทำเองกับมือเลยนะครับ” ชวินทร์โอ้อวดอย่างภาคภูมิใจ

 

 

“จริงเหรอจ้ะ” รักษ์นาราอุทานเต็มเสียง ท่าทางดูผ่อนคลายขึ้นอย่างชัดเจน “ตรงนี้ทำยังไงถึงงอได้น่ะ”

 

 

แววเสียงพึมพำของภาคินทร์ “เอาอีกแล้วเหรอเนี่ย” ก่อนจะถูกกลบด้วยคำอธิบายยาวยืดจากชวินทร์ถึงวิธีการประกอบไม้ขนาดเล็กเกือบสิบชิ้นให้กลายเป็นเกลียวข้อปรับระดับ และตามมาด้วยคำบ่นที่ยาวไม่แพ้กันว่ากล้ามเนื้อขาของเขาสร้างปัญหาให้งานออกแบบมากมายขนาดไหน

 

 

ชวินทร์พูดเก่งจนน่าแปลกใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับภาคินทร์ อาจเพราะรักษ์นาราเป็นคู่สนทนาที่ดีเอามากๆ หรือเปล่าก็ไม่ทราบ หัวข้อสิ่งประดิษฐ์ทำมือจึงเริ่มกลายไปเป็นเรื่องสภาพลมฟ้าอากาศ การเมืองและศาสนาต่างแคว้น ก่อนจะลากกลับมาเรื่องใกล้ตัวได้อย่างง่ายดาย

 

 

เด็กหนุ่มมีเรื่องมากมายที่อยากจะคุยจริงๆ เสียด้วย รักษ์นาราคิด

 

 

“ขอถามอีกอย่างก่อนพี่รักษ์จะกลับได้ไหมครับ” พอบ่ายคล้อย ชวินทร์ก็เริ่มต้นเรียกเธออย่างสนิทสนมเหมือนที่ฝาแฝดเรียกในที่สุด “ทำยังไงพี่คินทร์ถึงยอมไปโรงเรียนกัน”

 

 

“พี่ว่าเธอถามเยอะเกินไปแล้วนะวินทร์” คนที่ถูกเอ่ยถึงทั้งลุกยืน พูดตัดความ และเดินมาคว้าแขนรักษ์นาราถึงที่ เรียกได้ว่ากีดกันไม่ยอมให้ตอบสุดๆ ทั้งที่เด็กสาวยังคิดอยู่เลยว่าการตอบว่าไม่รู้น่าจะตรงตามความเป็นจริงมากที่สุดแล้ว ภาคินทร์แค่ไปเพราะอยากจะไปไม่ใช่เหรอ เธอไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย

 

 

“มาเถอะ ฉันจะไปส่ง” ภาคินทร์อาสา ทว่ารักษ์นาราปฏิเสธ เธอต้องกลับไปโรงเรียนเพื่อเอาย่ามที่ลืมไว้ก่อน อีกอย่างพิมายคงเป็นห่วงแย่แล้วเพราะเธอโดดมาโดยไม่ได้บอกสักคำ

 

 

“คือว่าพรุ่งนี้...” ขณะกำลังหันหลังกลับ รักษ์นาราก็นึกขึ้นมาได้ว่ายังเหลือเรื่องที่ค้างคาใจอยู่หนึ่งอย่าง เขาจะไปโรงเรียนไหม หรืออย่างน้อยเธอมาหาเขากับชวินทร์ที่นี่ได้อีกหรือไม่ แต่ด้วยส่วนสูงที่ต่างกันมาก พอแหงนหน้าขึ้นไปจนคอตั้งบ่าแล้วเจอตาดุๆ ขวางๆ เธอก็พูดไม่ออก เด็กสาวกำลังจะล้มเลิกความคิดอยู่แล้วตอนที่อีกฝ่ายตอบกลับมา

 

 

“พรุ่งนี้...ฉันอาจจะไปเรียนด้วยสักคาบสองคาบ”

 

 

แล้วตาขวางๆ ก็เสมองไปทางอื่น ราวกับไม่กล้าสานสบกับรอยยิ้มสดใสของคนตัวเล็กเสียเอง

 

 

“จ้ะ!

 

 

รักษ์นารากลับไปแล้ว โดยไม่ลืมเหลียวมาโบกมือให้ไหวๆ ชวินทร์ตะโกนสวนกลับไปว่าให้แวะมาอีกนะ และเมื่อเหลือเพียงสองพี่น้องสกุลชลัชพงษ์...

 

 

“อะไร” คนพี่ถามห้วนสั้น เมื่อคนน้องเอาแต่จ้องมองมาด้วยสายตาเป็นประกาย

 

 

“เปล่าครับ” ชวินทร์ไหวไหล่ “ก็ว่าอยู่ว่าพักนี้พี่หายไปไหนไม่มาหาผมตั้งหลายวัน รู้ไหมตอนพี่บอกว่าไปโรงเรียนมาผมยังนึกว่าโกหกอยู่เลย ประมาณว่าความจริงแล้วถูกพ่อลงโทษกักบริเวณแต่ไม่อยากให้ผมเป็นห่วงอะไรแบบนี้ แต่ตอนนี้พอจะเข้าใจแล้วแหละ”

 

 

ดวงตาสีวังน้ำวนที่ดูขี้เล่นกว่าหันมองตามจนร่างเล็กหายลับไปจากครรลอง

 

 

“โรงเรียนคงน่าไปขึ้นเยอะเลยใช่ไหมครับ”

 

 

“มันไม่ใช่แบบที่คิดหรอกนะ”

 

 

“แล้วมันแบบไหนกันละ” ร่างผอมเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างยียวน ถ้าเป็นคนอื่นทำแบบนี้ต่อหน้าภาคินทร์คงถูกน้ำในลำคลองสาดใส่ไปแล้ว แต่ด้วยอภิสิทธิ์ของความเป็นน้องชาย ชวินทร์จึงยังอยู่รอดปลอดภัยอย่างที่เห็น

 

 

ภาคินทร์คร้านจะเถียง “กลับก่อนละ เดี๋ยวพรุ่งนี้มาใหม่”

 

 

“อย่ามาเลย” คนเป็นน้องสวนทันควัน “ไปโรงเรียนเถอะครับ ไปมีชีวิตแบบปกติธรรมดาบ้าง”

 

 

ภาคินทร์กำลังจะแย้งว่าเขาไม่ใช่เด็กธรรมดา จึงไม่อาจมีชีวิตธรรมดา ทว่าการทำแบบนั้นไม่ได้ต่างอะไรจากการตอกย้ำความไม่พิเศษของน้องชายเช่นกันเขาจึงเลือกที่จะโต้แย้งด้วยเหตุผลแบบกำปั่นทุบดินแทน

 

 

“เธอก็รู้ว่าพี่ไม่จำเป็นต้องเรียนก็ยังได้”

 

 

“นั่นมันเหตุผลของคนขี้แพ้ที่ไม่อยากไปโรงเรียนชัดๆ” ขอย้ำอีกครั้งว่าถ้าคนพูดไม่ได้มีสายเลือดเดียวกันแล้วละก็คงถูกเหวี่ยงลงไปว่ายน้ำเล่นในคลองไปแล้ว “อีกอย่างคนที่ไม่จำเป็นต้องไปโรงเรียนคือพี่รักษ์ต่างหาก ความรู้ของพี่เขาน่ะไม่ธรรมดาเลยนะครับ เขาเข้าใจหลักการเมืองการปกครองของนิวารินละเอียดเอามากๆ วัฒนธรรมต่างแคว้นก็รู้ เรื่องกลไกสิ่งประดิษฐ์ก็คุยกับผมรู้เรื่อง ถ้ามีเวลาอีกหน่อยผมคงถามเรื่องศาสนากับการแพทย์ไปแล้ว”

 

 

ภาคินทร์หันไปทางน้องชายพร้อมเลิกคิ้วแทนคำถาม

 

 

“เธอเองก็ไม่ธรรมดาเหมือนกันไม่ใช่เหรอที่รู้ขนาดนั้น”

 

 

“พี่ลองโตมาในนิกายที่มีเป้าหมายสูงสุดคือการได้ออกธุดงค์ไปให้ครบทั้งร้อยแปดแคว้นและมีเจ้าอาวาสเป็นอดีตปัญจราชศัสตราตำแหน่งมหาปราชญ์ดูสิ แล้วจะรู้ว่าแค่นี้ยังน้อยไป” เด็กหนุ่มร่างผอมทำหน้าสยดสยองให้กับความรู้อีกมายมากที่จำต้องยัดลงไปในหัวน้อยๆ ให้ได้ “แต่ตอนนี้ผมชักอยากรู้แล้วว่าใครสอนทั้งหมดนั้นให้พี่รักษ์กัน”

 

 

ภาคินทร์ไหวไหล่แทนคำตอบว่าไม่รู้เช่นกัน เขารู้ว่ารักษ์นาราสอบได้ที่หนึ่งทุกวิชา แต่ไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะฉลาดล้ำถึงขนาดนี้จนได้มาฟังคำวิเคราะห์จากชวินทร์ ขนาดน้องชายเขามีมหาปราชญ์ของแคว้นเป็นอาจารย์ยังต้องก้มหัวยอมรับ ภาคินทร์เริ่มอยากรู้บ้างแล้วเหมือนกันว่าต้องเป็นปราชญ์ที่มีความรู้มากขนาดไหนกันนะถึงบ่มเพาะเด็กสาวให้กลายเป็นอย่างทุกวันนี้ได้

 

 

 

 

 

 

 

ความสุขหวนกลับมาแล้วสินะสาวน้อยของเรา

 

 

“จะว่าแบบนั้นก็ได้มั้งคะ” รักษ์นาราแย้มยิ้มบางเบาให้กับเสียงกระซิบที่ดังสะท้อนไปมาในทุ่งดอกหญ้าขาวที่เอนไสวไปมาในระหว่างทางเข้าบ้าน เธอได้เจอภาคินทร์แล้ว แม้จะผิดจากที่คาดไว้แต่คงต้องถือว่าแบบนี้ดีกว่ามากจริงๆ อีกอย่างที่ทำให้เด็กสาวทั้งดีใจและตื่นเต้นไม่แพ้กันคือการได้พูดคุยกับเด็กหนุ่มผู้ต้องใช้ไม้ค้ำยัน

 

 

 “ชวินทร์ฉลาดมากๆ เหมือนที่ภาคินทร์บอกไว้จริงๆ ด้วย ทำเอาอยากคุยด้วยอีกเลยแหละค่ะ”

 

 

นั่นเรียกว่าคุยได้หรือเสียงหัวเราะคิกคักของมาลีดังคลอมาเสียงของสายลมและเรไร เราเห็นเจ้าเอาแต่พยักหน้าตามไม่ก็ถามเอาๆ ฝ่ายเดียว

 

 

“ก็หนูไม่ถนัดหลักวิศกรรมนี่ค่ะ และวันก่อนคุณยังเล่าวิธีการสร้างสะพานข้ามทะเลสาบของแคว้นฑุลิกาไม่จบเลยนะคะ”

 

 

สิ่งที่พยุงขาของพ่อหนุ่มน้อยกับสิ่งที่ทอดข้ามทะเลสาบฑุลิกามันคนละวิธีเลยนะสาวน้อยของเรา

 

 

รักษ์นารามุ่ยหน้าเมื่อถูกจับได้ บทสนทนาสิ้นสุดลงตรงนั้นเมื่อร่างบางเดินเข้ามาในเขตของบ้าน แขกบ้างคนส่งเสียงทักทายมาให้ บางคนก็กวักมือเรียกให้เธอไปเล่นหมากสกาด้วย รักษ์นาราปฏิเสธอย่างเรียบง่ายก่อนจะเดินตรงไปที่กระท่อมไม้หลังเล็กที่อยู่ท้ายบ้าน มันเป็นเรือนครัวอีกแห่งสำหรับทำขนมและเตรียมน้ำชาให้แขกให้ร้านโดยเฉพาะ อินทุภรณ์มักใช้เวลาส่วนมากขลุกอยู่ในนี้

 

 

“แม่ค่ะ หนูกลับมาแล้ว” รักษ์นาราส่งเสียงนำไปก่อน ทว่าเมื่อก้าวเท้าเข้าไปในเรือนหลังน้อยที่อวลไปด้วยกลิ่นน้ำมันมะพร้าวและน้ำตาลกวน เธอก็ค้นพบว่ามารดาไม่ได้อยู่เพียงลำพังเหมือนอย่างเคย ยังมีชายที่เธอไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนยืนอยู่ด้วย

 

 

ชายคนนั้นสูงกว่าแม่ของเธอสองนิ้ว นุ่งโจงกระเบนสีน้ำเงินวาวและเสื้อสีขาวทรงราชปะแตนกลัดกระดุมทองที่ดูเนี้ยบเรียบไปทุกส่วน โครงหน้าที่ดูดุและเข้มงวดยิ่งถูกขับเน้นด้วยหนวดดกหนาเหนือริมฝีปาก ความเคร่งเครียดระหว่างคิ้วหนาและในสีหน้าทำให้เธอคาดเดาอายุของเขาไม่ถูก อาจจะพอๆ กับแม่ของเธอไม่ก็มากกว่าห้าหกร้อยวัน ผมสีดำตัดเป็นรองทรงสูง และดวงตา...

 

 

เป็นสีวังน้ำวน

 

 

ทันใดนั้นภาพของทั้งภาคินทร์และชวินทร์ก็ซ้อนทับขึ้นมา

 

 

ใช่หรือ...รักษ์นาราถามตนเองอย่างรวดเร็วจนเกือบหลุดกลายเป็นเสียงออกไปด้วย นับว่ายังดีที่ยังยั้งคำพูดไว้ได้ทัน อินทุภรณ์ยืนประจันหน้ากับชายคนนั้น ท่าทางเคร่งเครียดไม่แพ้กันทำให้เด็กสาวจำต้องพูดออกไป

 

 

“ขอโทษค่ะ หนูไม่รู้ว่ามีแขก ถ้ายังไง...”

 

 

“ไม่ต้องหรอกแม่หนู” ชายแปลกหน้ากล่าวแทรก “ฉันกำลังจะไปพอดี แล้วพบกันใหม่นะอินท์”

 

 

ทว่าตอนที่กำลังจะเดินผ่านรักษ์นาราไปชายคนนั้นกลับชะงัก ดวงตาสีฟ้าปนเขียวที่คล้ายกับคนที่เธอรู้จักจ้องมองมาอยู่ชั่วอึดใจ ทันใดนั้นเขาก็กล่าวแผ่วเบาอย่างเป็นปริศนา

 

 

“ขอบคุณมากนะ...”

 

 

แล้วก็รีบเดินจากไปทันที รักษ์นารามองตามแผ่นหลังกว้างภายใต้เสื้อราชปะแตนอันเป็นทางการนั้นไปจนสุดสายตา ก่อนจะทันรู้ตัวเธอก็ถามออกไปเสียแล้ว

 

 

“นั่นใครกันคะ”

 

 

 “เพื่อนเก่าที่แวะมาทักทายน่ะจ้ะ ไม่มีอะไรต้องกังวลหรอก” อินทุภรณ์ตอบอย่างกำกวนไม่น้อย หนำซ้ำยังจงใจเบี่ยงประเด็นอย่างเห็นได้ชัด เพราะไม่ทันไรก็ถามต่อแล้วว่าเธอหิวหรือไม่อาหารใกล้จะเสร็จพอดีโดยไม่คิดอธิบายเพิ่มเติมแม้แต่น้อยว่าเพื่อนเก่าที่ว่าชื่ออะไรและรู้จักกันได้อย่างไร

 

 

ทว่ารักษ์นาราเริ่มจะชินเสียแล้วกับเหตุการณ์ทำนองนี้ เพราะขนาดสิงขรที่เป็นครูของเธอเอง อยู่ดีๆ ก็โผล่มาทานข้าวเย็นด้วยในวันหนึ่งโดยบอกง่ายๆ แค่ว่าเป็นทั้งคู่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยอินทุภรณ์ยังอยู่ในรั้ววัง

 

 

แม่ดูจะเป็นพนักงานวิเสทที่กว้างขวางยิ่งนัก เพราะนอกจากจะรู้จักลูกชายคนรองของสกุลคีรีรัตน์แล้ว ยังรู้จักผู้นำสกุลชลัชพงษ์คนปัจจุบันอีกด้วย...

 

 

วิรุณ ชลัชพงษ์...รักษ์นาราแน่ใจมากถึงเก้าในสิบส่วนว่าผู้ชายคนนั้นคือพ่อของภาคินทร์ เธอรู้เพราะตอนที่เขาเดินผ่านเธอสังเกตเห็นแหวนที่นิ้วก้อย แหวนไพลินที่มีตัวเรือนเป็นนาคราชเกี่ยวกระหวัด แหวนประจำสกุลหลักแห่งอาโป

 

 

บางครั้งรักษ์นาราก็เริ่มสงสัยแล้วว่าระหว่างเธอกับแม่ ใครที่มีความลับมากกว่ากัน

 



##########


สนทนา : เอาเป็นว่าพระนางเขาคืนดีกันแล้วนะคะ 555 โดยส่วนตัวชอบวิธีที่น้องวินทร์แซวพี่คินทร์มาก เนื่องจากไม่มีตัวละครอื่นสามารถแซวแบบนี้ได้โดยไม่โดนจับกดน้ำไปซะก่อน ดังนั้นน้องจะเป็นคนเดียวที่เชียร์ความสัมพันธ์นี้ค่ะ ส่วนคนอื่นจะขัดขวางลูกเดียว 55555




 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 47 ครั้ง

1,495 ความคิดเห็น

  1. #675 Mizza (@wawy111) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2560 / 15:49
    บ้านนี้ไม่ธรรมดาซักคน
    #675
    0
  2. #542 sydneylove (@sydneylove) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2560 / 20:41
    ปริศนามาตรึม 
    #542
    0
  3. #165 Mayazaa (@Mayazaa) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 มกราคม 2560 / 20:01
    สนุกมากๆๆๆๆมากก ^ ^ จะรอไรท์มาอัพอีกนะคะ~ ชอบหนูรักษ์มากๆๆๆ <3
    #165
    0
  4. #164 nass_san (@nass) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 มกราคม 2560 / 16:00
    เราจะเป็นทัพเสริมให้ชวินทร์เองงงงงง เราก็เชียร์คินทร์กับหนูรักษ์ ขุ่นพ่อนี่ดูมีความลับ แต่แม่หนูรึกษ์นี่น่าสงสัยกว่าอีกกกกก
    #164
    0
  5. #163 Hiii29220 (@Hiii29220) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 มกราคม 2560 / 14:14
    ชวินทร์เชียร์พี่ชายกับรักษ์นาราแค่คนเดียวจากทั้งเรื่องเหรอเนี่ย55555555555ต้องไฟท์นะอย่าให้คนอื่นมาขัดขวางได้55555
    #163
    0
  6. #162 amporn (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 มกราคม 2560 / 13:25
    thank you ka
    #162
    0
  7. #161 bookkota (@moonrabbit) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 มกราคม 2560 / 12:47
    ขอบคุณสำหรับอั่งเปาซองใหญาๆค่าา ดีใจจัง ;)

    #ทีมชวินทร์ 5555
    #161
    0