ตอนที่ 109 : ตอนที่ ๑๐๐ คำสารภาพของรักษ์นารา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 714
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 109 ครั้ง
    17 เม.ย. 62


 

              รักษ์นาราไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไมพิมายถึงทำเช่นนี้



              หนีหายไปกับฝาแฝดทั้งที่การแสดงหลักของงานสมโภชยังไม่ทันจะเริ่ม ซ้ำยังกำชับให้ภาคินทร์ดูแลเธอไม่ให้คลาดสายตาและเดินไปส่งเธอที่บ้านอีก



              “แล้วที่ว่าให้เว้นระยะห่างสองวาละ” เด็กหนุ่มย้อนถาม สีหน้าออกจะสะใจมากกว่าจะสับสนเช่นที่รักษ์นาราเป็น พิมายดูหัวเสียมาก แต่เพราะสองแฝดกำลังโบกมือไหวๆ เร่งให้ตามมาโดยเร็ว เด็กสาวตัวสูงจึงกัดฟันตอบ



              “ยกผลประโยชน์ให้ก็ได้เว้ย!



              แล้วก็กระทืบเท้าจากไปทันที รักษ์นาราพยายามถามอยู่เหมือนกันว่าจะไปไหน ทว่าพิมายเอาแต่บ่ายเบี่ยง บอกแค่ว่าจะเล่าให้ฟังทีหลังด้วยสีหน้าที่ดูมั่นอกมั่นใจเสียจนรักษ์นาราเริ่มกังวลแล้วว่าอาจจะวางแผนทำอะไรแพลงๆ ไม่ก็เกินตัวอยู่ แต่เธอก็กังวลเกี่ยวกับเรื่องนั้นได้ไม่นานนัก เพราะการอยู่กับภาคินทร์เพียงสองต่อสองดึงสมาธิไว้จนหมด



              ภาคินทร์พูดว่าไม่มีอะไรที่เขาสนใจเป็นพิเศษ ทั้งหมดที่เขาทำคือเดินข้างเธอ พูดคุยเกี่ยวกับบางเรื่อง ถามเป็นบางคำ แต่ส่วนมากแล้วจะปล่อยให้เสียงจากรอบข้างห้อมล้อมไว้เสียมากกว่า น่าแปลกที่ความเงียบระหว่างกันกลับทำให้รักษ์นาราอึดอัดน้อยลงเรื่อยๆ กว่างานสมโภชจะจบลงและภาคินทร์เดินไปส่งเธอที่บ้าน รักษ์นาราก็สบายใจมากพอจะหัวเราะได้อีกครั้ง



              ผ่านลานกลางเมือง ผ่านเขตแอดอัดของสลัมต่างแคว้น จนมาถึงลานดอกหญ้าขาวบริเวณบ้านของรักษ์นารา ภาคินทร์ก็รั้งข้อมือเธอไว้



              “ฉัน...” กลายเป็นเด็กหนุ่มเสียเองที่มีท่าทีอึดอัด “ตั้งแต่วันนั้นเราก็ยังไม่ได้คุยกันเป็นเรื่องเป็นราวเลยสักครั้ง”



              “หมายถึงเรื่องพลังกับรอยสักของภาคินทร์ใช่ไหมจ๊ะ เรากับชวินทร์คิดว่าน่าจะลองตามเรื่องจากนักบวชคนนั้นที่สักให้ดู สมัยยังเดินทางเราจำได้ว่าเคยเห็นลายเส้นลักษณะนี้ที่แคว้น...”



              “ไม่ใช่” เขาแทรก เสียงดังไปนิดอย่างลืมตัว “ไม่ใช่เรื่องนั้น...”



              รักษ์นาราได้แต่กะพริบตาปริบๆ ใช้เวลาอีกครู่ก่อนก่อนจะตระหนักได้ว่าวันที่น่ะถูกต้อง ทว่าลำดับเหตุการณ์ผิด ภาคินทร์กำลังพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้าความคลุ้มคลั่งวุ่นวายในสนามประลองต่างหาก เหตุการณ์ในห้องแต่งตัวที่เขาจูบเธอ



              ใบหน้าของรักษ์นาราร้อนผ่าวขึ้นมาทันตา



              “เรา...คือเรา...”



              “ฉันคิดถึงเรื่องในวันนั้นมาตลอด” ภาคินทร์ช่วยรักษ์นาราไว้จากการจมคำพูดของตัวเองอีกครั้ง “ที่เธอพูดเหมือนว่าเธอต่างหากที่ต้องกลัวว่าจะคิดไปเองคนเดียว ฉันอยากรู้ว่าทำไม”



หรือไม่ก็ต้อนเธอให้จนมุมด้วยคำพูดของเธอเสียเองอีกครั้ง



รักษ์นาราไม่เคยอยากเป็นผู้ใช้กสิณมากเท่านี้มาก่อนเลยจริงๆ อาจจะปฐวี จะได้มุดดินหนีจากสถานการณ์ตรงหน้า ไม่ก็วาโยที่สามารถวิ่งหนีได้อย่างเต็มฝีเท้าจนไม่ว่าใครก็ไล่ไม่ทัน แต่เพราะเธอไม่มีพลังที่ว่ามาสักอย่าง จึงทำได้แค่ยกมือขึ้นมาปิดซ่อนสีสันของความเขินอายของใบหน้า



“เธอยังติดค้างคำตอบฉันอยู่นะจำได้ไหม”



เสียงของภาคินทร์อยู่ใกล้มาก ห่างไปเพียงไม่กี่นิ้วนี่เอง รักษ์นาราจำใจแยกนิ้วออกแต่ก็ยังไม่ยอมลดมือลง สีฟ้าอมเขียวเหมือนวังน้ำวนปรากฏขึ้นเป็นอย่างแรก ตามมาติดๆ ด้วยรอยยิ้มอย่างขบขันระคนเอ็นดู รอยยิ้มอ่อนโยนที่เขามอบให้เธอเพียงผู้เดียว



“เราให้คำตอบไปแล้วไม่ใช่เหรอจ้ะ” รักษ์นาราพยายามเถียง เธอสามารถถกกับปราญช์แห่งแคว้นได้อย่างสูสี สามารถทำให้อาวุธสังหารแห่งสกุลอัคคีพ่ายให้กับข้อตกลงอันไม่เป็นธรรมโดยที่เขาไม่รู้ตัวได้ด้วยซ้ำ แต่พอยืนอยู่ตรงหน้าคนที่ชอบแล้วกลับแทบจะพูดอะไรไม่ออก



ต่อหน้าภาคินทร์แล้วรักษ์นาราไม่เคยเป็นตัวของตัวเองเลยสักครั้งเลยจริงๆ



              “เธอยอมให้ฉันจูบเธอต่างหาก”



              คำพูดตรงๆ ของเขาทำให้รักษ์นาราเขินหนักกว่าเดิมเสียอีก และเด็กสาวรู้ว่าถ้าไม่รีบทำอะไรสักอย่างเธอต้องเสียอาการหนักกว่านี้แน่ๆ เธอกลั้นหายใจ ลดมือลง ช้อนตาขึ้นมองเผชิญหน้ากับเขาแล้วกล่าวรวดเดียว



              “เราชอบภาคินทร์”



คำสารภาพของเธอสร้างรอยยิ้มกว้างบนใบหน้าของเขา



“ชอบมานานแล้วตั้งแต่ก่อนภาคินทร์จะรู้ว่าเรามีตัวตนเสียอีก”



ก่อนจะตามมาด้วยการขมวดคิ้ว



              “นานแค่ไหน?”



              “ก็...” รักษ์นาราบวกลบเลขในใจอยู่หลายชั่วเวลานับนิ้วก่อนจะตัดสินใจปัดๆ เศษลงมากกว่าจะปัดขึ้น “เกือบๆ พันวันได้จ้ะ”



              คำถามและความสงสัยฉายชัดเต็มสีหน้าของเด็กหนุ่ม รักษ์นาราอาศัยช่วงที่ความกล้ายังไม่จางลงนี้ในการบอกเล่าเรื่องราวที่ไม่มีใครเคยรู้ กระทั่งพิมายก็ไม่เคยได้ฟังมาก่อน



              “ตอนอายุประมาณห้าพันวันแล้วเพิ่งย้ายมาพระนครได้ไม่นานเรากับแม่ทะเลาะกันเรื่องพ่อ”



รักษ์นาราเงยหน้าขึ้นมองภาคินทร์นิดหนึ่งเมื่ออยู่ๆ เขาก็กุมมือเธอไว้



“เราอยากรู้ความจริงเลยตัดสินใจเผชิญหน้าด้วย แต่มันทำให้อะไรๆ เลวร้ายมากกว่าจะดีขึ้น แม่ตะโกนใส่แล้วเราก็ตะโกนกลับ เราจำรายละเอียดไม่ได้ทั้งหมดหรอก แต่มีประโยคหนึ่งที่เราจำได้แม่น เขาไม่ได้อยู่ที่นี่ ไม่มีวันอยู่ที่นี่ จะเรียกร้องไปให้ได้อะไรขึ้นมากัน แม่ว่าอย่างนั้น”



              ตัดรอนอย่างเย็นชาหากแต่ก็ร้าวระทม เหมือนกำลังตอกย้ำกับตนเองมากกว่าจะพูดให้เธอได้เข้าใจ แม่ไม่ได้เกลียดพ่อ นั่นไม่ใช่ท่าทีของความเกลียด แต่เป็นความสูญเสียที่บาดลึกจนกลายเป็นช่องว่างกลวงเปล่าขนาดใหญ่ต่างหาก รักษ์นาราอยากจะเข้าใจว่าเพราะอะไร ถ้ายังรักแล้วทำไมไม่พูดถึงละ ทำไมไม่ถนอมความทรงจำเหล่านั้นไว้ไม่ก็เล่าระบายออกมาให้หมดจะได้เดินหน้าต่อไปเสียที ไม่ใช่ยังยึดติดอยู่กับเหรียญตราหมองเก่าที่ไม่ได้ก่อให้เกิดอะไรมากไปรอยน้ำตา



              และในวันนั้นอินทุภรณ์ก็ร้องไห้ออกมาจริงๆ โดยมีรักษ์นาราเป็นสาเหตุ



              “เราไม่เคยทะเลาะกับแม่หนักขนาดนั้นมาก่อนก็เลยทำอะไรไม่ถูก เราวิ่งหนีออกมา แต่อยู่ๆ ฝนก็ตกหนักมากจนแทบจะลืมตาไม่ขึ้น เราไม่มีทางเลือกเลยหลบไปนั่งในศาลาข้างทาง”



              “ฉันจำช่วงศกนั้นได้” ในที่สุดภาคินทร์ก็เอ่ย “ข่าวว่าน้ำเกือบท่วมพระนครภายในวันเดียว”



              รักษ์นาราพยักหน้า ศาลาไม้ในวันนั้นห่างไกลและค่อนข้างเปลี่ยวร้างไม่น้อย เด็กสาวยังใหม่กับถนนหนทางอยู่มาก เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนั้นอยู่ส่วนไหนของพระนครเธอรู้แค่ว่าไม่อยากกลับบ้าน



“เรานั่งกอดเข่าอยู่คนเดียวอยู่นานมากจนมีเด็กผู้ชายคนหนึ่งวิ่งผ่านมาพร้อมดอกบัวเต็มอ้อมแขน”



รักษ์นาราในตอนนั้นไม่ได้เงยหน้าขึ้นมา เธอแค่ได้ยินเสียงย่ำน้ำผ่านมาและผ่านไป ก่อนจะผ่านมาอีกครั้งและหยุดนิ่ง คล้ายกับว่าเด็กชายคนนั้นได้ตัดสินใจวิ่งย้อนกลับมาเพื่ออยู่เป็นเพื่อนเธอ ม้านั่งตัวเดียวกันแต่ห่างไปสองช่วงแขน ดอกบัวช่อใหญ่วางคั่นตรงกลางระหว่างกัน ราวกับจะกั้นระยะเพื่อให้เธอรู้สึกปลอดภัย



“เขานั่งอยู่ตรงนั้นกับเราเป็นชั่วโมง พับกลีบดอกบัวเล่นโดยที่ไม่ได้พูดอะไรออกมาแม้แต่ครึ่งคำ”



ซึ่งรักษ์นารารู้สึกขอบคุณยิ่งนัก เธอเหลียวมองเด็กชายเพียงครู่เดียว แต่แค่นั้นก็มากพอแล้วที่จะจดจำได้ถึงรายละเอียดของใบหน้า หยดน้ำที่ไหลลงมาตามเส้นผมสีดำขลับ รูปร่างที่ดูจะสูงใหญ่กว่าเด็กรุ่นเดียวกันไม่น้อย และดวงตาสีฟ้าอมเขียวเหมือนวังน้ำวนซึ่งดูมุ่งมั่นกับงานตรงหน้ามากเกินจำเป็น รักษ์นาราเลื่อนสายไปยังมือของเขา นิ้วเรียวที่ขยับแตะกลีบสีขาวอย่างนุ่มนวลแต่ก็คล่องแคล่ว



และเมื่อดอกบัวตูมทั้งช่อถูกพับทบจนงดงาม ฝนก็ขาดช่วงพอดี เด็กชายหอบดอกบัวขึ้น วิ่งหายลับไปก่อนแดดจะเริ่มออกเพียงนิดเดียว



“ภาคินทร์ทิ้งดอกบัวไว้หนึ่งดอก ไม่ได้พูดอะไรเหมือนเดิมแต่เรารู้ว่ามันเป็นของเราแน่ๆ”



“ฉัน...” เขาดูลังเล จำใจสารภาพ “จำไม่ได้สักนิดว่าเป็นเธอ คือหมายถึงฉันจำได้ว่าเคยทำแบบนั้นแต่ไม่รู้ว่า...”



“เพราะแบบนั้นไงเราเลยชอบภาคินทร์”



รักษ์นาราแทรก เป็นทีของภาคินทร์บ้างแล้วที่ต้องหน้าแดงเพราะคำพูดของเธอ



หลังจากนั้นรักษ์นาราก็ได้พบภาคินทร์อีกหลายต่อหลายครั้งท่ามกลางฝูงชน ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเด็กชายเป็นตัวปัญหาและไม่ควรเฉียดเข้าใกล้ เกเร อันตราย คบไม่ได้ และอีกมากมายสารพัดสารพันที่ไม่ได้ฟังใกล้เคียงกับคนที่ทิ้งดอกบัวไว้เพื่อปลอบประโลมเธอในวันฝนพรำเลยแม้แต่น้อย



รักษ์นาราไม่ได้เข้าใกล้ภาคินทร์ก็จริง แต่ทุกครั้งที่บังเอิญเจอก็จะเผลอมองตามเขาตลอด



ทีละเล็กทีละน้อย เธอเห็นตัวตนที่แท้จริงของเขา ความอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความแข็งกร้าว ความมุ่งมั่นภายใต้ท่าทีไม่แยแส เธอชอบที่เขาทำดีกับเธอแค่เพราะอยากทำ ทำโดยไม่ได้หวังอะไร คงจะเคยชินและบ่อยครั้งจนจดจำเธอไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่นั้นแหละรักษ์นาราเลยยิ่งชอบภาคินทร์



“ฉันนึกมาตลอดว่าเธอรู้จักฉันเพราะวีรกรรมที่ทำไว้”



รักษ์นาร์ส่ายหน้า ยิ้มละไม คนอื่นอาจจะจดจำภาคินทร์ได้จากละครที่เขาจงใจเล่นเพื่อให้พ่อโกรธ ทว่าเธอรู้จักเขาจากตัวตนแท้จริงที่เขาซ่อนไว้ต่างหาก



“ทั้งๆ ที่เธอรู้สึกแบบนั้นกับฉันแท้ๆ แต่ฉันกลับทำตัวแย่ใส่เธอ” เขายกมืออีกข้างลูบต้นคออย่างลำบากใจ คงกำลังนึกถึงเหตุการณ์แรกๆ ที่ได้พบกันอยู่ ทั้งขู่กรรโชก ทั้งวิ่งไล่ ทั้งทำให้อยู่ในอันตราย



“ที่จริงก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอกจ้ะ”



รักษ์นาราเผลอตัวหลุดหัวเราะ อยากอธิบายให้เขาฟังเหลือเกินว่าแท้จริงแล้วเธอรู้สึกโชคดีแค่ไหนที่ทั้งหมดนั้นเกิดขึ้น เหมือนกับที่เพิ่งบอกตุลย์ไป รักษ์นารารักโดยเตรียมใจมาตลอดว่าจะไม่สมหวัง เธอให้ทั้งที่ตระหนักได้ดีว่าอาจจะไม่ได้คืนมาแม้แต่การเหลียวแลแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังอยากจะให้ เพราะเธอรู้สึกว่าเขามีค่ามากขนาดนั้น มากพอที่จะมอบให้ทั้งใจ



ซึ่งสักวันเธอจะบอกภาคินทร์แน่ๆ ถึงความรู้สึกอีกมากมายที่ยังซ่อนอยู่ แต่วันนี้ขอเธอทำตัวเองหน้าแดงเป็นครั้งสุดท้ายแล้วกัน...



“เราว่าออกจะเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำที่เกิดขึ้น”



เด็กสาวเขย่งตัว อาศัยมือที่กุมกันอยู่เป็นหลักยึดแล้วกดจูบแผ่วเบาไปยังมุมปากของเขา



แต่ยังไม่ทันที่ส้นเท้าของรักษ์นาราจะได้กลับมาแตะพื้น ภาคินทร์ก็ประคองใบหน้าของเธอไว้ เป็นฝ่ายกดจูบลงมาบ้าง แต่ครั้งนี้ที่ริมฝีปากโดยตรง  เขากำลังยิ้มอยู่ รักษ์นารารู้สึกได้เลย รอยยิ้มนุ่มนวลซึ่งทำให้จูบในครั้งนี้อ่อนหวานมากยิ่งขึ้น



“เธอพูดถูก” ภาคินทร์กระซิบ เลื่อนมือมาโอบกอดเธอไว้ รักษ์นาราฝั่งใบหน้าลงกับอกของเขา ได้กลิ่นจางๆ ของน้ำปรุงและดอกบัว ดอกหญ้าขาวเอนไสวในสายลม “เป็นเรื่องดีที่สุดสำหรับฉันเลยด้วยซ้ำ”





 

เห็นทั้งเรือนดับไฟมืดรักษ์นาราจึงนึกว่าแม่เข้านอนไปแล้ว



“ไหนบอกว่าจะกลับแต่หัวค่ำไงจ๊ะ?”



เพราะแบบนั้นเธอเลยสะดุ้งโหย่งตอนที่เดินขึ้นบันไดมาแล้วได้ยินเสียงดังมาจากความมืด



“แม่!! ตกใจหมด”  รักษ์นารายกมือทาบอก แสงจากตะเกียงสว่างวาบขึ้นเผยให้เห็นอินทุภรณ์ที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนตั่งไม้ตัวยาว สวมชุดนอนที่เป็นแถบผ้ารัดอกและผ้าถุงสีเรียบซึ่งมีผ้าผืนยาวคลี่คลุมไหล่จากสายลมยามค่ำคืนอีกชั้นหนึ่ง คนเป็นแม่หัวเราะแผ่วให้กับท่าทีตกอกตกใจเกินกว่าเหตุของลูกสาวก่อนจะลุกเดินมาหา



“แล้วหนูมายละ ไหนว่าอาจจะมาขอค้างด้วยกัน”



“มาย...หนีกลับไปก่อน”



“หืม? แล้วใครมาส่งละ ลูกคงไม่ได้เดินกลับมาคนเดียวหรอกนะ” อินทุภรณ์กอดอก น้ำเสียงไม่ถึงกับคาดคั่นคล้ายกับว่ากำลังสนุกสนานกับการไล่ต้อนเธอมากกว่าด้วยซ้ำ



“ภาคินทร์ค่ะ” รักษ์นาราตอบเสียงเบายิ่งขึ้นแต่ก็ดูจะไม่ช่วยเท่าไร จริงอยู่ที่ทุ่งดอกหญ้าขาวตรงลานหน้าบ้านค่อนข้างที่จะมืด ทว่านี่เป็นคืนเดือนหงายแถมอินทุภรณ์ก็เป็นคนที่สายตาดี แบบดีมากๆ รักษ์นาราเชื่อว่าถ้าแม่มองอยู่ต้องเห็นแน่ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น



ไม่ใช่ว่าเธอกลัวแม่จะโกรธหรือรับไม่ได้อะไรหรอกนะ แต่มันแค่เขินเกินไปเท่านั้นเอง



“อ่อ” อินทุภรณ์ส่งเสียงแสดงความเข้าใจออกมาสั้นๆ แล้วยิ้มหวาน ยากจะบอกว่าเพราะรู้อะไรบางอย่างมาหรือว่าแค่ล้อเลียนเธอไปตามเรื่องตามราวกันแน่ แต่รักษ์นาราตัดสินใจแล้วว่าไม่รอคำตอบ เด็กสาวกล่าวราตรีสวัสดิ์แล้ววิ่งเข้าห้องนอนตัวเองไปในทันที






 

เตชินท์แทบไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ตาเห็น



ตรงกับคำบรรยายในจดหมายของพ่ออย่างไม่มีผิดเพี้ยน สวมเสื้อผ้าสีดำล้วน อาวุธเป็นดาบสองมือเสลาจากกระดูกขาว และหน้ากากรูปยักษ์ปิดบังใบหน้า



“ไม่จริงน่า...” พิมายพึมพำอย่างตกอกตกใจแต่ไม่กล้าชะโงกหน้าไปดูมากไปกว่านี้ด้วยกลัวคนของวัชริศและหน่วยนิรยบาลจะจับได้ แม้ว่าตอนนี้สายตาของทุกคนจะพุ่งไปยังจุดแล้วเดียวก็ตาม ยังร่างดำทะมึนที่กำลังชักดาบสองมือที่ขาวขุ่นออกมาจากฝัก



ราพณาสูร” ปราณนต์กล่าวอย่างรื่นเริง ดึงอาวุธขึ้นมาจากซองหนังที่เหน็บอยู่ตรงเอว “ว่าแล้วว่าต้องยังไม่ตาย!!!



ก่อนจะพุ่งเข้าใส่ทันทีโดยไม่รอคำสั่งของโกมุท



หลังจากนั้นความโกลาหลก็เริ่มขึ้น



อัคคีหลายลูกจากคนของวัชริศถึงตัวราพณาสูรก่อน เขาก้าวสั้นๆ เพื่อหลบหลีก บางครั้งก็ใช้ดาบในมือฟันลูกไฟจนการโจมตีสลายไป แทบไม่มีการเคลื่อนไหวใดที่สูญเปล่า เรียบง่ายแต่ทรงพลังยิ่ง ปักษาอเวจีมาถึงตัวราชันยักษ์แล้ว คนของวัชริศจำใจหยุดการโจมตีเพราะกลัวหัวหน้าหน่วยนิรยบาลจะโดนลูกหลงไปด้วย



ปราณนต์ใช้อาวุธสองมือเหมือนกัน กริชยาวเท่าท่อนแขนรูปร่างประหลาด โกร่งดาบตีขึ้นเป็นรูปศีรษะของหงสา ชดช้อยด้วยรายละเอียดทั้งตาแววและลวดลายกนกบนเส้นขน ส่วนปากยืดยาวออกไปเป็นใบดาบซ้ำยังมีรูปร่างโค้งจนเกือบเหมือนดาบทรงจันทร์เสี้ยว



เพราะเป็นดาบสองมือเหมือนกันการโจมตีจึงยิ่งดุเดือดขึ้นเป็นเท่าตัว พลั้งพลาดเพียงนิดเดียวคงถูกกรีดเฉือนจนเหวอะแหวะ ราพณาสูรฟันดาบลงมาในแนวดิ่ง ปราณนต์ตั้งรับไว้ได้ กระซิบลอดไรฟันด้วยน้ำเสียงที่ก่ำกึ่งระหว่างปรีดาและคับแค้น



“ช่างเป็นการรำลึกความหลังที่จืดชืดมาก ฝีมือฝืดไปเยอะเลยนะท่านราชันยักษ์”



ราพณาสูรไม่ได้ตอบคำใด แค่ออกแรงมากขึ้น ผลักปราณนต์ให้ถอยห่างก่อนจะดีดตัวหนีเพื่อเว้นระยะเช่นกัน ปราณนต์เหยียดยิ้มก่อนจะนำส่วนปลายของด้ามกริชมาต่อกันเผยรูปร่างที่แท้จริงของอาวุธคู่นี้



“คันศรพรหมาสตร์” เตชินท์พึมพำอย่างเคร่งเครียดเมื่อได้เห็นว่าปราณนต์นำสมบัติตกทอดแห่งสกุลเหมปักษ์มาด้วย คันศรนี้ไม่มีสาย ซ้ำผู้เป็นเจ้าของก็ไม่มีลูกธนูติดตัวมาด้วยแม้แต่ดอกเดียว แต่ถึงอย่างนั้นหัวหน้าหน่วยนิรยบาลก็ยังตั้งท่าเหนี่ยวสาย ปรากฏกลุ่มวาโยหมุนวนพาดผ่านคันศร บีบอัดจนมีรูปร่างเรียว เป็นลูกธนูที่ก่อขึ้นจากความว่างเปล่าอย่างแท้จริง



ฟิ้ว!



ปราณนต์ปล่อยมือ ศรวาโยพุ่งตรงเข้าหาราพณาสูร แม้จะหลบได้ แต่ผนังเหล็กด้านหลังกลับยุบไปเกือบคืบเมื่อได้ปะทะเข้ากับวาโยธาตุกลุ่มนี้ ปราณนต์ปล่อยลูกศรไปอีก ครั้งนี้บานประตูถึงกับหลุดกระเด็น สายลมที่หมุนวนเข้ามาในเรือนปิดทึบทำให้ผู้ใช้กสิณวาโยเป็นต่อมากขึ้น



เตชินท์ขมวดคิ้วด้วยความเป็นกังวล เขารู้มาตลอดว่าปราณนต์มีฝีมือร้ายกาจแต่นึกไม่ถึงว่าจะขนาดนี้ สามารถสู้ได้ทั้งในระยะประชิดด้วยกริชสองมือและโจมตีจากระยะไกลด้วยคันธรพรหมาสตร์ ข้อเสียหลักซ้ำยังเป็นปัญหามากที่สุดของผู้ใช้กสิณวาโยคือไม่สามารถจู่โจมได้หนักแน่นมากพอ กรีดเฉือนไม่ได้ ทุบทำลายก็ไม่เป็นผล แต่เท่าที่เห็นดูเหมือนว่าอดีตปัญจราชศาสตราแห่งวาโยจะกลบข้อด้อยทั้งหมดนั้นได้สำเร็จแล้ว



“อย่ามัวแต่ยืนโง่ ขึ้นไปจับหนูที่ยังหลบอยู่ด้านบนลงมาซะ!!” ปราณนต์ตะโกนสั่งลูกน้องเสียงดัง เหนี่ยวศรวาโยมาทางคานที่พวกเตชินท์ซ่อนตัวอยู่อีกครั้งก่อนจะพุ่งเข้าใส่ราพณาสูร แรงปะทะรุนแรง สั่นสะเทือนโครงสร้างไปทั้งหลังทำเอาฝาแฝดถึงกับเผลอหลุดเสียงร้อง ความสนใจถูกแบ่งมาทางพวกเขาแล้ว



              “เราต้องรีบหนีแล้ว ราพณาสูรคงถ่วงเวลาได้อีกไม่นาน” เตชินท์สั่งทันควัน



              “เป็นความคิดที่ดีครับ” แฝดปฐวีพยักหน้า



              “แต่ยังไงละ” แฝดเตโชโวยวายต่อเนื่อง



ถูกล้อมหน้าล้อมหลังเสียขนาดนั้น ซ้ำถ้าใช้กสิณตอบโต้ก็อาจจะทำให้ตัวตนถูกเปิดโปงได้อีก ไม่ว่าจะมองยังไงพวกเขาก็ไม่ต่างจากหนูติดจั่นเลยสักนิด



ทว่าพิมายที่ควรจะตื่นตระหนักมากกว่าใครกลับเอาแต่นิ่งเงียบ เอียงคอไปทางบานประตูที่เพิ่งถูกศรวาโยของปราณนต์ทำลายไปราวกับกำลังเงี่ยหูฟังอะไรบางอย่าง



“เดี๋ยวก่อน” เธอคว้าชายเสื้อเตชินท์ไว้ หยุดยั้งเขาจากการขยับตัวทั้งที่ทหารในหน่วยนิรยบาลกำลังไต่เสาใกล้เข้ามาเรื่อยๆ “มีบางอย่างกำลังมา เราควรจะรอก่อน”



“เธอยังคิดจะรอความช่วยเหลืออีกเหรอ ไม่ว่าใครก็...”



ตูม!!



ไม่ทันจะได้เอ่ยจนจบประโยคก็บังเกิดเสียงกัมปนาท เมื่อผนังของเรือนเหล็กถูกบางอย่างถีบจนกระเด็นเข้ามา ไม่ใช่เพียงบานประตูหรือหน้าต่างแต่เป็นผนังทั้งแถบที่หลุดออกมา บิดงอจนเกือบไม่เหลือเค้าเดิม



ทุกคนชะงัก ไม่เว้นแม้กระทั่งปราณนต์กับราพณาสูรที่กำลังจ่อคมดาบไปยังลำคอของกันและกัน ทุกคนแหงนหน้ามองและได้เห็นคชสารรูปร่างใหญ่โต งาขวาบิ่นหักเหลือแค่เพียงครึ่งในขณะที่งาซ้ายยาวเรี่ยแทบจะระพื้น ตาของมันขาวขุ่นไร้ประกาย ข้างลำคอมีรอยแผลขนาดใหญ่เหมือนถูกฟันจนเหวอะแหวะทว่ากลับไม่มีเลือดไหลออกมา



และที่นั่งอยู่บนหลังของช้างตัวนั้นคือเด็กสาวซึ่งมีผมสีน้ำตาลแดงหยักฟู



“กว่าจะมาได้นะมินตะยา!” นักโทษผู้มีสภาพร่อแร่ร้องตะโกน น้ำเสียงชวนทะเลาะมากกว่าจะยินดีที่ได้รับความช่วยเหลือจากพวกพ้อง นักสู้ของสกุลวัชริศและหน่วยนิรยบาลเทความสนใจไปทางผู้มาใหม่ทันที



“ท่านจ้าวบอกว่าถึงเป็นศพไปแล้วก็ต้องเอากลับไปด้วยให้ไป แปลว่าถ้าฉันเผลอฆ่านายไปด้วยก็คงไม่เป็นไรใช่ไหมชเวออง” เธอเหยียดยิ้มเหี้ยมอย่างไม่สมช่วงชัยก่อนจะบังคับให้คชสารวิ่งเตลิดเข้ามากลางวงล้อมของทุกคน



#########


สนทนา : คือมู้ดแอนโทนของครึ่งแรกกะครึ่งหลังนี่ไม่ไปด้วยกันเอาซะเลยค่ะ สองคนนั้นจีบกันอย่างมุ้งมิ้ง ส่วนสมาชิกคนอื่นดูมวยชิดติดขอบสนามจนน่าหวาดเสียวว่าจะโดนลูกหลงไปด้วยมาก ปมคลี่คลายไปอีกหนึ่งละนะคะ สาเหตุที่หนูรักษ์ชอบนุ้งคินทร์(ปมสำคัญมากกกกก/ประชด/ ส่วนที่เหลือก็ปล่อยให้มันขมวดเข้าด้วยกันต่อไป 55555) 

จะว่าไปนี่ตอนที่หนึ่งร้อยพอดีเลยนี่หว่า : ) ขอบคุณนะคะที่ติดตามกันมา /กราบรอบทิศ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 109 ครั้ง

1,495 ความคิดเห็น

  1. #1454 WaBi (@phowiset) (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 19 เมษายน 2562 / 21:06

    ตอนหน้าขอแบบจัดเต็มมม
    อยากเด็กๆออกโรงเต็มตัว
    #1454
    0
  2. #1453 JuthamasSom (@JuthamasSom) (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 19:38

    ตอนหน้าขอบู๊แบบเต็มๆเลยได้มั้ยคะไรท์
    #1453
    0
  3. #1452 RaJOuTz (@rajoutz) (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 13:32
    เปิดตัวมาครึ่งแรก กำลังจะหงุดหงิดใส่ที่คุณขว้างฉากหวานเข้ามาขั้น ถึงมันจะดีงามก็เถอะ

    แต่ให้อภัยในครึ่งหลัง

    ชอบที่ใช้มุกดอกบัว คนมักจะจับคู่ดอกบัวกับการถวายพระเสมอ จริงๆเป็นดอกไม้ที่สร้างความรู้สึกที่ดีในหลายๆความหมาย

    ยังคิดอยู่ว่าแม่อินคือราพณาสูร ที่ฝนตกหนักจนน้ำท่วมใหญ่นั้นน่าจะเพราะสะท้อนอารมณ์ของแม่อิน ยักษ์ที่เข้ามาขวางน่าจะเป็นคนอื่นที่ส่งมาขัดตาทัพช่วยพวกเด็กๆ

    ยังไงก็แล้วแต่ ขอบคุณมากสำหรับการสร้างเรื่องราวที่น่าติดตาม จะอยู่ด้วยกันตรงนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าคูณจะปิดฉาก ขอบคุณอีกครั้ง
    #1452
    0
  4. #1451 9peony (@9peony) (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 13:14
    รอคอยทุกวัน
    #1451
    0
  5. #1450 =>black projecter (@aceofheart) (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 09:37
    เอาฉากหวานมาทำให้สมองเบลอเล่นก่อนจะโยนฉากบู๊ลงมา....เค

    คิดว่าราพณาสูรคนที่บู๊อยู่ตอนนี้น่าจะคนละคนกับอดีตรึเปล่า แถมไม่น่าใช่พ่อรักษ์ด้วย เลยเลือกปิดปากเงียบเพื่อไม่ให้ใครได้ยินเสียง
    #1450
    0
  6. #1449 ที่พึ่ง(ไม่ได้) (@Amale) (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 07:10
    นุ้งงคิน นุ้งร้ากกกก มีความละมุน โอ้ยชอบบบบ
    อ่านมาเรื่อยๆ ตัดฉับสู่ฉากบู๊ แทบไม่ทันตั้งตัวเลยทีเดียว
    #1449
    0
  7. #1448 nass_san (@nass) (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 05:13
    ณ จุดนี้ แอบอยากให้ ยักษ์ตนนี้คือพ่อหนูรักษ์ แอบอยากให้ยังไม่ตายง่ะ

    แต่เป็นการบอกรักที่ละมุนเวอร์ เจ้าคินทร์ดูกรุ้มกริ่มแต่เด็ก มีการทิ้งดอกบัวไว้ให้สาว น่ารักขัดกะภาพลักษณ์มากกกกกก5555555

    มีคำผิดประปรายนะคะ อย่าลืมเช็คน้า
    #1448
    0
  8. #1447 FullmoonG (@FullmoonG) (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 00:38
    คือเนี่ยยย อิชั้นมาเจอราพณาสูรก็ต้องมานั่งคิดวิเคราะห์แยกแยะแล้วก็ค้างคาต่อไปว่าคือใคร อุตส่าแอบทำใจว่าไม่ต้องไปเดาแล้ว รออ่านไปเถอะ... /คับยิบๆในหัว
    #1447
    0
  9. #1446 MoeLLe (@pianista) (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 00:20
    ทำไมรู้สึกว่า 'ฝีมือฝืดไปเยอะ' จะมีนัยยะบางอย่าง...
    ยังปักใจว่าอินทุภรณ์ has something to do with ราพณาสูรแน่ๆ...
    #1446
    0
  10. #1445 adaisy (@adaisy) (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 17 เมษายน 2562 / 22:39
    หนูรักษ์น่ารักมากกๆๆ น้องลูก หอมหัวว เอ็นดูว
    #1445
    0
  11. #1444 Yuemoon (@SkyMagic26) (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 17 เมษายน 2562 / 22:38
    ชาตินี้จะโชคดีแบบหนูรักษ์มั้ยคะ โอ้ยยย แต่ครึ่งหลังคือดุมากจนพนมมือ
    #1444
    0
  12. #1443 bookkota (@moonrabbit) (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 17 เมษายน 2562 / 22:34

    ตอนที่เรารอคอยยยยยย กรี๊ดกร๊าดดด มีมาจริงๆด้วยยย นุ้งฟ็อกซ์น่ารักที่สุดดด 555

    นี่คิดในใจว่า ราพณาสูรน่าจะเป็นครูสิงในร่างโคฟเวอร์แน่ๆเลย คิดมากไปเนอะ 5555

    #1443
    0
  13. #1442 AmilyKick (@pamicy) (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 17 เมษายน 2562 / 22:30

    ควรจะต้องรู้สึกยังไงกับตอนนี้ดี (ฝั่งหนึ่งเขาก็จีบกัน อีกฝั่งหนึ่งก็บู๊กันจนแหลกลาน)

    #1442
    0
  14. #1441 Hiii29220 (@Hiii29220) (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 17 เมษายน 2562 / 22:30
    ขัดฟีลอะไรเบอร์นี้55555กำลังเขินๆเลยอ่ะตัดพรึ่บสะกลับฟีลแทบไม่ทัน ไม่รู้จะใช่ราพนาสูรจริงๆป่าวแต่ฝีมือคือเทพมากคร่ะปราณนต์ก็น่ากลัวส่วนน้องพิมายอีสมนุษย์ที่ใจร้อนกึ่งๆใจเย็นเป็นสาวแล้วย้อนแย้งจังนะเราอ่ะ5555555
    เดาทางเรื่องไม่ถูกเลยค่ะ อีกนิดคือปมรัดคอตายแร้ว555555555
    #1441
    0
  15. #1440 สุดย0ด (@patinya1223) (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 17 เมษายน 2562 / 22:13
    น้องรักษ์ลัคกี้อินเลิฟไปแล้ว ฮิ้ววววววว
    #1440
    0
  16. #1439 Aralean Zellune (@Rumiae) (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 17 เมษายน 2562 / 22:03
    ค้าง~ อ่าาา
    #1439
    0
  17. #1438 mummy_yaoi (@mimm5341) (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 17 เมษายน 2562 / 22:03
    ครึ่งเรื่องแรกกับครึ่งหลังอารมณ์ต่างกันมากเลยค่ะ
    #1438
    0