ตอนที่ 105 : ตอนที่ ๙๖ จุดมุ่งหมายของเตชินท์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 688
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 119 ครั้ง
    6 มี.ค. 62


ตอนที่ ๙๖ จุดมุ่งหมายของเตชินท์

 



พ่อของเตชินท์คือหม่อมเจ้ากุณณัฏฐ์   



เป็นหนึ่งในห้าเชื้อพระวงศ์ที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์แม่น้ำแดง แม้จะบอกว่ามีเชื้อเจ้าแต่ก็สุดปลายแถวเต็มที ซ้ำยังเป็นผู้ใช้กสิณเตโชต่างจากสมาชิกในราชวงศ์คนอื่นๆ อีกด้วย มีความสำคัญแต่ก็ไร้อำนาจ เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับว่าที่ผู้นำสกุลซึ่งเป็นผู้หญิงอย่างวิชุดา



เพราะแม้เหล่าวัชริศจะยอมให้สตรีขึ้นกุมบังเหียนแต่ก็มีข้อแม้เล็กๆ คือต้องแต่งงานเสียก่อน วิชุดาต้องการใครสักคนที่สามารถยืนเคียงข้างได้โดยไม่ทำให้เธอดูหม่นหมอง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่มีอำนาจเหนือเธอ และสมาชิกในสายราชวงศ์ผู้แปลกแยกและหร่อยหรอด้วยทรัพย์สินก็นับว่าเข้าทางความทะเยอทะยานของวิชุดายิ่งนัก



เตชินท์ตระหนักได้ตั้งแต่ยังเล็กว่าว่าพ่อกับแม่แต่งงานกันด้วยเหตุผลทางอำนาจและการเมือง ไม่ใช่เพราะความรัก



อาจเพราะแบบนั้นเขาที่เกิดมาจึงไม่เคยได้รับความรักจากมารดาไปด้วย เย็นชาและห่างเหิน ทั้งที่เป็นถึงเลือดเนื้อแต่กลับได้รับการปฏิบัติเยี่ยงคนแปลกหน้า เตชินท์ไม่เคยเข้าใจเหตุผลว่าทำไมแม่ถึงเกลียดเขา และพอนานวันไปหน่ายจะคิดหาคำตอบ



แต่ไม่ใช่กับกุณณัฏฐ์



พ่อรักเขา มากมายอย่างไร้เงื่อนไข อย่างที่บิดาคนหนึ่งสมควรจะรักและอุ้มชูบุตรในอุทร และเพราะแบบนั้นตอนที่กุณณัฏฐ์ตายเตชินท์จึงได้เคว้งคว้างยิ่ง ในอกเป็นโพรงกว้าง กรีดลึกเกินกว่าจะเติมเต็มได้ เขาเคยสาบานจะแก้แค้น ทั้งราพณาสูร ทั้งรากษส พาลโกรธเคืองเกลียดชังทุกคนที่ทำให้พ่อของเขาต้องเผชิญหน้ากับเหล่ายักษา



จนกระทั่งจดหมายฉบับสุดท้ายที่กุณณัฏฐ์เขียนไว้ก่อนตายส่งมาถึงเขา



ยับเยินและเปื้อนเลือด อีกาพามันมา ไม่ใช่นกพิราบเหมือนเคย ทว่าลายมือเป็นของพ่อไม่ผิดเพี้ยน บอกว่าทุกอย่างไม่ใช่อย่างที่คิด ทั้งเหตุการณ์แม่น้ำแดง ทั้งโกมุท เรื่องราวของเจ้าฟ้ากฤตภาสไปจนถึงความจริงเกี่ยวกับมหาพฤกษากัลพฤกษ์



ไม่มีอะไรเป็นอย่างที่คิดสักอย่าง



ตอนนั้นเตชินท์ไม่เข้าใจแม้แต่น้อยว่าพ่อหมายถึงอะไร จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เข้าใจ พ่อเขียนอีกว่าจะเลิกไล่ล่าราพณาสูรและกลับแคว้นในเร็ววัน หลังจากนั้นจะอธิบายทั้งหมดให้เขาฟัง



ทว่าหม่อมเจ้ากุณณัฏฐ์กลับมาไม่ถึงแคว้นนิวาริน



รายงานบอกว่าเขาถูกราพณาสูรและเหล่ารากษสสังหารที่แคว้นปัญจาบ



เตชินท์ถึงกับคลุ้งคลั่งตอนที่เห็นศพพ่อ รอยกรีดยาวลึกรอบคอจนเกือบขาด แผลถูกแทงนับสิบตามลำตัวและแขนขา เขาทั้งคำรามและร้องไห้ มาได้สติอีกทีก็ตอนถูกวิชุดาตบหน้า และนั้นเป็นครั้งสุดท้ายที่เตชินท์แสดงอารมณ์ความรู้สึกให้ใครเห็น



จนกระทั่งวันนี้



“เราคิดว่าราพณาสูรคือพ่อของเรา”



วันที่ร่องรอยของจ้าวแห่งเหล่ายักษาปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเขาอีกครั้ง เตชินท์แทบจะกลั้นรอยยิ้มไว้ไม่อยู่ แม้จะดูเหมือนการยิ้มหยันมากกว่าก็ตามที



“ถ้างั้นเราก็มีผลประโยชน์ร่วมกัน”



“ร่วมกันบ้านแกสิ! มาหลอกใช้พวกฉันละไม่ว่า!!” พิมายคือคนแรกที่มีปฏิกิริยาต่อคำพูดของเขา และไม่ได้ต่างจากที่คาดเท่าไรนักว่าต้องปฏิเสธข้อเสนอนี้ เจ้าของดวงตาสีลูกหว้าคู่นั้นไม่ไว้ใจเขา ซึ่งก็สมควรอยู่เมื่อดูจากการปะทะกันในแต่ครั้งที่แทบจะฆ่ากันให้ตายได้อยู่ร่อมร่อ



ส่วนภาคินทร์ แม้จะดูก้าวร้าวน้อยกว่ากันมาก แต่ก็ชัดเจนว่าไม่ต้องการจะเป็นพันธมิตรด้วย พวกฝาแฝดไม่ได้พูดอะไร แต่ถ้าให้เลือกก็คงเข้าข้างคนที่เรียกเป็นลูกพี่มากกว่าเขาอยู่แล้ว



ทว่าเมื่อมือเรียวบางของรักษ์นารายกขึ้นห้าม ทั้งหมดก็ผ่อนท่าทีอันแข็งกร้าวลงและรอคอยอย่างสงบ ดวงตากลมโตสีน้ำตาลยังคงจับจ้องมาที่เขา คาดคั้น สำรวจ แต่มีอีกหนึ่งความรู้สึกบนใบหน้านั้นที่ทำให้เตชินท์รู้สึกไม่สบายใจจนติดจะรำคาญอย่างน่าประหลาด



สีหน้าของคนที่ถือไพ่เหนือกว่า..



“เตชินท์ต้องการข้อมูลที่เรามีต่างหาก แต่ทางนี้ไม่ได้อะไรจากเตชินท์เลยสักนิด” เธอกล่าวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ทำเอาว่าที่ผู้นำสกุลวัชริศถึงกับเลิกคิ้วสูง



“เธอเรียกฉันมาเพราะอยากรู้เรื่องของภาคินทร์ไม่ใช่หรือไง สิ่งที่เกิดในป้อมน้ำแข็ง...”



“เป็นสิ่งที่ชวินทร์อยากรู้ต่างหากไม่ใช่เราสักหน่อย”



“การที่ฉันเป็นพยานเพียงคนเดียวที่ได้เห็นว่ารอยสักของภาคินทร์ขยับได้ยังไม่เพียงพออีกหรือไง?”



“อะไรนะ?!!” พิมายอุทาน ตามมาติดๆ ด้วยฝาแฝดที่ร้องอย่างตื่นเต้น



“สุดยอด!/เจ๋งโคตร!



ส่วนสองพี่น้องชลัชพงษ์ได้แต่ยืนนิ่งด้วยใบหน้าซีดเผือก



ข้อมูลนั้นควรจะทำให้เตชินท์เหนือกว่า ทำให้เขามีอำนาจต่อรองและสามารถคุมเกมได้อีกครั้ง ทว่ารักษ์นารากลับยังยิ้มและพูดขึ้นว่า



“และเรากับชวินทร์เองก็เป็นเพียงสองคนในแคว้นนี้ที่สามารถให้ข้อมูลของหทัยครุฑกับเตชินท์ได้เหมือนกัน เตชินท์จะไปถามผู้ใช้กสิณเตโชคนไหนก็ได้ แต่เราเชื่อว่าทุกคนจะให้คำตอบเหมือนๆ กันหมดว่าหทัยครุฑเป็นเพียงอัญมณีในตำนานที่ไม่มีอยู่จริง ในขณะที่ชวินทร์เคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับอาวุธของแคว้นเวนไตยและศึกษาคุณสมบัติของสินแร่หายากมามากมาย ความรู้ของชวินทร์แลกกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับภาคินทร์หลังป้อมน้ำแข็ง”



ท่าทางของรักษ์นาราอาจไม่ถึงขั้นเย่อหยิ่งหรือทับถม แต่ก็ไม่ได้โอนอ่อนเลยแม้แต่น้อย



“แต่ถ้าเตชินท์อยากรู้เรื่องราพณาสูรจาก เรา ก็ต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยนให้เรา



เด็กหนุ่มเลิกคิ้ว แม้เพียงเล็กน้อยแต่ก็ถือได้ว่าเขาเผลอแสดงอารมณ์ออกไปอีกแล้ว และครั้งนี้คือความประหลาดใจ เขาอาจจะเริ่มคุ้นเคยกับพลังอันมากล้นและแปลกประหลาดจากรักษ์นารา ทว่าสิ่งนี้ ท่าทางของคนที่เหนือกว่าด้วยอำนาจที่เป็นอยู่นี้ดูไม่น่าจะมาจากเด็กสาวที่สูงเพียงอกเขาได้เลยแม้แต่นิด



“เธอต้องการอะไร” เตชินท์หยั่งเชิง นึกว่าเธอจะถามเรื่องนักโทษคนนั้นที่แม่ของเขากำลังสอบสวนอยู่ นึกว่าจะบังคับให้เขาทำตัวเป็นหน่อนบ่อนไส้ คายทุกความลับของวัชริศและของทางการออกมาให้ฟัง



“แค่สองอย่างเท่านั้น”



เพราะแบบนั้นสิ่งที่ได้ยินจึงทำให้เตชินท์เผลอแสดงสีหน้าประหลาดใจมากยิ่งขึ้นไปอีก



“หนึ่งคือเราอยากรู้ว่าทำไมถึงช่วยเราออกมาจากสนามประลอง”



เขาน่าจะอธิบายไปตามตรง ทั้งเงื่อนไขที่ทำให้ได้หทัยครุฑมาและข้อตกลงที่ว่าจะไม่ปากโป้งเรื่องของลูกสาวตัวน้อยของอินทุภรณ์ แต่การทำเช่นนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากการยอมรับว่าเขาใจอ่อนให้รักษ์นาราเลยสักนิด



เพราะในชั่วขณะนั้น เตชินท์มีเป็นร้อยเป็นพันทางเลือก ปล่อยทุกอย่างไว้อย่างที่ควรจะเป็น หันหลังหนีไม่รับรู้ หรือแม้กระทั่งสังหารเด็กสาวด้วยมือตนเองเสีย ไม่ว่าจะแบบไหนเตชินท์ก็ไม่ได้ทำอะไรผิดข้อตกลง รักษ์นาราต่างหากที่จงใจใช้พลังจนปล่อยให้เรื่องแดงขึ้นมา แต่ในท้ายที่สุดเขาก็ไม่ทำ ซ้ำยังปล่อยให้อารมณ์ความรู้สึกอันน้อยนิดที่ยังเหลืออยู่เล็ดลอดออกมาและแปรเปลี่ยนเป็นการช่วยเหลืออีกต่างหาก



ด้วยไม่อยากยอมรับไปตามตรง เตชินท์จึงเลี่ยงไปให้อีกเหตุผลแทน



“อยู่นอกคุกเธอจะมีประโยชน์กับฉันมากกว่าปล่อยให้ปราณนต์จับไป”



“อย่างนั้นเหรอ” รักษ์นารายิ้มกว้างขึ้น ยิ้มแบบรู้ทันจนเกือบคล้ายเอ็นดู ทำเอาเตชินท์ถึงกับเผลอมุ่นคิ้วด้วยความไม่พอใจที่ถูกกระทำเหมือนเป็นเด็กเล็กเสียเองแบบนั้น ต่อหน้ารักษ์นาราแล้วดูเหมือนว่าเขาจะเผลอแสดงอารมณ์ความรู้สึกออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจบ่อยครั้งเหลือเกิน



ส่วนอีกคนที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้ได้ก็...



“ฉันบอกแล้วว่าหมอนี่เชื่อไม่ได้!



พิมายโวยวายเสียงดัง ปัดไม้ปัดมือไปมาในอากาศ ทำเอาเตชินท์มุ่นหัวคิ้วเข้าหากันมากกว่าเก่า เห็นแบบนั้นเจ้าของดวงตาสีลูกหว้าเลยหันมาเฉลยให้ฟัง



“อย่ามาทำไขสือ ฉันเล่าให้ทุกคนฟังหมดแล้วว่านายคุยอะไรกับน้าอินทร์ที่ทางเดินใต้อัฒจรรย์บ้าง เห็นแบบนี้ฉันไม่โง่นะโว้ย นายทำข้อตกลงกับน้าอินทร์ แลกอัญมณีหทัยครุฑอะไรนั่นกับการปกป้องยัยรักษ์ สรุปคือที่นายช่วยเพื่อนฉันเป็นเพราะจำใจต่างหาก แล้วพอมารู้ที่หลังว่าสามารถเอาคืนใช้ประโยชน์จากพวกเราได้บ้างก็เลยโผล่หัวมาที่นี่โดยไม่ได้รับเชิญ”



ก็ไม่โง่จริงๆ น่ะแหละ เดาถูกได้หลายส่วน แต่ก็ผิดไปหลายส่วนเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...



“เอ่อ ลูกพี่ครับ”



“วินทร์เป็นคนชวนพี่เตมาต่างหาก”



สองแฝดแย้ง ซึ่งแน่นอนว่าทำให้พิมายถูกหักหน้าเต็มๆ แต่ถึงอย่างนั้นเด็กสาวก็ยังรั้นพูดย้ำอยู่แค่ว่า



“ไม่รู้แหละ ฉันไม่ไว้ใจหมอนี่!



เตชินท์ลอบถอนหายใจ เขาไม่ได้อยากได้ความไว้ใจจากใครอยู่แล้ว ทั้งหมดที่เขาต้องการคือข้อมูลเกี่ยวกับราพณาสูรและการตามหาความจริงว่าใครฆ่าพ่อของเขาต่างหาก แต่จากสิ่งที่พิมายพูด เขาก็พอจะเข้าใจได้แล้วว่าทำไมรักษ์นาราถึงได้มีสีหน้ารู้ทันแบบนั้น



“บอกสิ่งแลกเปลี่ยนข้อที่สองของเธอมา”



และคราวนี้มันไม่ได้ทำให้เขาแปลกใจเลยแม้แต่น้อย



“เราอยากรู้ว่าทางวัชริศเค้นอะไรจากนักโทษคนนั้นได้แล้วบ้าง”






 

เย็นย่ำแล้วแต่ทั้งพิมายและรักษ์นารายังไม่ยอมกลับบ้าน



เด็กสาวทั้งสองยืนไหล่พิงกันอยู่บนสะพานไม้แห่งหนึ่งซึ่งทอดข้ามแม่น้ำสายเล็กๆ พิมายหยุดรักษ์นาราไว้ระหว่างทางแล้วเริ่มต้นเล่าให้ฟังถึงความลับของนภาวดีกับพลัช



“ฉันรู้สึกเหมือนจริงๆ แล้วฉันไม่รู้จักพ่อแม่ตัวเองเลยสักนิด” ทุกอย่างพรั่งพรูดั่งกระแสลมอันบ้าคลั่ง เพื่อระบายความหงุดหงิดและคับข้องที่จำทนมาตลอดหลายวัน “เป็นยอดชฎาก็เรื่องหนึ่ง แต่รากษส! รากษสเชียวนะ! พ่อเองก็เหมือนกันทั้งเรื่องที่มาจากแคว้นเทนกรีแล้วก็รอยสักพวกนั้นอีก ทำไมถึงไม่พูดอะไรเลยสักคำ ฉันไม่ใช่เด็กเล็กๆ ไม่ประสีประสาขนาดนั้นสักหน่อย ไม่เห็นต้องปิดบัง...”



“แต่พูดไปแล้วจะได้อะไรขึ้นมาละ” รักษ์นาราแทรกกล่าว ความเกรี้ยวกราดของพิมายจึงถูกแทนที่ด้วยความงงงัน



“หมายความว่าไง?”



“ในยามที่แคว้นสงบสุขไร้สงครามแบบนี้ นักรบก็เป็นได้แค่มือสังหารเปื้อนเลือดเท่านั้น แถมพวกเขายังโดนข้อหากบฏที่ร้ายแรงถึงขั้นประหารเจ็ดชั่วโคตรได้เลยด้วยซ้ำ ทางเดียวที่จะรอดพ้นการจับกุมได้คือต้องทิ้งอดีตไปให้หมด ไม่ว่าจะเป็นความรุ่งโรจน์ คาวเลือด หรือกระทั่งตัวตนที่เคยเป็น เราว่าพวกเขาทำถูกแล้วแหละที่ไม่เล่าอะไรให้มายฟัง”



 “แกควรจะเข้าข้างฉันสิ” พิมายหันมาบ่น “ในบรรดาคนทั้งหมดแกควรจะเข้าใจความรู้สึกฉันมากที่สุดด้วยซ้ำ”



“เพราะเข้าใจน่ะสิ ถึงได้พูด”



ว่าทั้งหมดที่พ่อแม่ทำไปก็เพื่อพวกเธอทั้งนั้น



เพื่อให้อยู่รอด ให้ปลอดภัย ให้เติบโตขึ้นมาอย่างที่ควรจะเป็น ไม่ใช่วิ่งหนีหัวซุกหัวซุนโดยแบกรับบาปเมื่อครั้งอดีตของพ่อแม่ไว้บนแผ่นหลัง



พิมายนิ่งตรอง เท้าแขนกับราวสะพานแล้วเอนตัวตามไป ดวงตาหลับลง สัมผัสถึงสายลมที่โชยปะทะใบหน้า เสียงของคุ้งน้ำและเสียงแจวเรือแทรกเข้ามาอยู่พักหนึ่ง เธอให้ตนเองและรักษ์นาราจมอยู่ในห้วงความคิดอยู่อีกครู่ก่อนถาม



“เพราะแบบนี้เหรอแกถึงไม่โกรธน้าอินท์ตอนที่เจอตรารูปยักษ์?”



“โกรธก็ส่วนโกรธ เข้าใจก็ส่วนเข้าใจสิมาย เรารู้ว่าแม่ทำไปเพราะหวังดีอยากปกป้อง แต่บางครั้งความจริงต่างหากที่ปกป้องได้ดีที่สุด และตอนนี้ อดีตกำลังไล่กระชั้นเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าไม่ระวังจะต้องมีคนชดใช้ให้คำโกหกนี้แน่ๆ” ดวงตาคู่นั้นหลุบต่ำจนไม่อาจอ่านประกายความรู้สึกใดๆ ได้ แต่จากสีหน้าเพียงน้อยนิดที่เผลอแสดงออกมา พิมายแน่ใจว่าเพื่อนตัวเล็กกำลังกังวลและคิดมากอยู่



เพราะรักษ์นาราคือศูนย์กลางของเรื่องทั้งหมดนี้ ถึงจะยังอธิบายไม่ได้ว่าทุกอย่างเกี่ยวพันกันอย่างไรและเพราะอะไรแต่สัญชาตญาณลึกๆ บอกพิมายว่ามันไม่มีทางเป็นอื่นได้อีกแล้ว และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นพิมายอยากให้รักษ์นารารู้ไว้ว่าเธอจะไม่วันทอดทิ้งหรือหันหลังหนีเด็ดขาด



เด็กสาวขยับตัว เกี่ยวคล้องแขนข้างหนึ่งของรักษ์นาราไว้ ออกแรงดึงจนร่างเล็กกว่าเซเข้ามาจนไหล่ชนกัน



พิมายยักคิ้ว รักษ์นาราหลุดหัวเราะ บรรยากาศดีขึ้นมาได้หน่อยหนึ่ง เธอจึงถามต่อ



“แล้วจะทำยังไงต่อไปกันดี?”



“ก็...” รักษ์นาราลากเสียง ครุ่นคิด “ไปถามตรงๆ ละมั้ง คาดคั้นเอาความจริงให้ได้”



“ลองแล้ว” พิมายพ่นลมหายใจดังพรืด “พ่อบอกเพิ่งเข้าหน่วยได้ไม่นานก่อนเกิดเรื่องเลยไม่รู้อะไรเท่าไร แม่บอกว่าราพณาสูรสวมหน้ากากตลอดเวลา คนเดียวที่รู้ว่าเขาคือใครคือเจ้าชายคนนั้น แล้วพอถามถึงน้าอินท์ก็ดันทำไขสือใส่กันทั้งคู่อีก ถามฉันกลับว่าแล้วอินทุภรณ์เกี่ยวอะไรด้วย เหอะ! น่าเชื่อตายละ มีคนเป็นโขยงตามแม่แกเข้ามาในสนามประลองวันนั้น เป็นนักสู้มากฝีมือทั้งนั้นด้วย เชื่อเถอะว่าถ้าเจ้าตาไฟไม่พาแกออกมาคงได้มีการปะทะกับพวกทหารหลวงไปแล้ว”



“ถ้าดูจากที่ว่าพ่อเราเป็น...คนนั้น” รักษ์นาราเว้นคำไว้เพราะว่ามีเด็กเล็กกลุ่มหนึ่งกำลังวิ่งข้ามสะพานไป พิมายเหลียวมองตาม รักษ์นารารอจนหนทางสะดวกแล้วค่อยพูดต่อ “มันก็สมเหตุสมผลอยู่ถ้าเหล่ารากษสที่เหลือจะติดตามแม่ แต่เราคิดว่ารู้ไปก็เท่านั้นเพราะแม่ไม่มีทางยอมพูดอะไรอยู่ดี”



“แต่พวกเรามีหลักฐานนะ”



ทั้งตราสัญลักษณ์ของหน่วยรากษส ข้อตกลงเรื่องหทัยครุฑกับเตชินท์ แล้วยังพยานอย่างพิมายอีก



“แม่จะใช้ข้ออ้างว่าเป็นความช่วยเหลือจากเพื่อนเก่าตั้งแต่สมัยยังอยู่ในรั้ววังแล้วก็ไม่พูดอะไรอยู่ดี”



พิมายแทบจะทึ้งผมตัวเองด้วยความหงุดหงิดที่หนทางซึ่งอุตส่าห์เสาะหามาได้อย่างยากลำบากกลับนำไปสู่ทางตันอีกครั้ง “แม่แกกับมาลีนี่ไม่รู้ใครปากหนักมากกว่ากันเลยแฮะ จะว่าไปแกคงไม่ได้คิดจะบอกเรื่องพ่อให้เจ้าตาไฟรู้จริงๆ ใช่ไหม”



ฟังเผินๆ เหมือนจะเป็นการเปลี่ยนหัวข้อที่ปุบปับและไร้ความเกี่ยวโยงโดยสิ้นเชิง แต่นี่คือสิ่งที่พิมายเพียรย้ำถามกับรักษ์นารามาสักพักแล้วตั้งแต่ออกจากวัดแห่งนิกายวิษุวัต เด็กสาวตัวสูงแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่พอใจที่เพื่อนตัวเล็กยอมรับว่ามีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับกบฏของแคว้น แม้ว่าสุดท้ายแล้วรักษ์นาราจะไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านั้นก็ตาม



สาเหตุเพราะว่าเตชินท์ไม่ได้ตกลงยอมรับเงื่อนไขที่สอง อย่างน้อยก็ไม่ในทันที เด็กหนุ่มขอเวลาไตร่ตรองสามวันก่อนให้คำตอบ



แต่พิมายคิดว่าแท้จริงแล้วเตชินท์ไม่มีอะไรมาแลกกว่า



“เพราะนั่นน่ะอาชญากรของแคว้นเลยนะ ต่อให้เป็นถึงลูกชายก็เถอะแต่คิดเหรอว่าวิชุดาจะยอมพูดอะไรให้ฟัง”



เหตุผลนี้รักษ์นาราค่อนข้างเห็นด้วย และเมื่อเห็นว่าเพื่อนมีทีท่าว่าอาจจะคล้อยตาม พิมายก็ไม่รอช้าที่จะเอ่ยย้ำ



“ถึงได้บอกไงว่าหมอนั่นมันไว้ใจไม่ได้ มันเล่นไม่ซื่อกับพวกเรา! ทำเหมือนรู้ทั้งที่ความจริงแล้วไม่รู้อะไรเลยด้วยซ้ำ”



“เรื่องแบบนี้เราทุกคนก็เล่นไม่ซื่อกันทั้งนั้นแหละจ้ะ”



“หมายความว่าไงกัน?



“ไว้สักวันเราจะอธิบายให้ฟังนะว่าเวลาเจรจากันเขาทำยังไง”



“หา?”



แล้วรักษ์นาราก็ออกแรงดึงให้พิมายเดินกลับบ้านต่อเสียที





 

ชวินทร์ทำให้กุฏิเจ้าอาวาสที่เดิมก็รกอยู่แล้วรกยิ่งขึ้นไปอีก



ธีรัชไม่อยู่ หายไปทำ ธุระมาหลายวันแล้วและยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับมาในเร็วๆ นี้ เพราะแบบนั้นหลังจบกระประชุมเด็กหนุ่มจึงลากพี่ชายมาที่นี่แล้วเริ่มลงมือรื้อค้นทันที ท่ามกลางกองหนังสือหายากและตำราเล่มหนา ชวินทร์ต้องการเพียงเอกสารบางๆ ซึ่งมีเพียงไม่กี่แผ่นที่เขาจำได้ว่าเคยอ่านผ่านตาเมื่อนานมาแล้วเท่านั้น



ตอนแรกว่าจะลากสองแฝดมาช่วยหาด้วยอยู่หรอก แต่งานของสองคนนั้นเป็นสิ่งที่รั้งรอไม่ได้ สุดท้ายภาคินทร์เลยต้องเป็นคนที่มาจามใส่หน้าหนังสือเปื้อนฝุ่นแทนที่จะได้เดินไปส่งรักษ์นาราที่บ้านอย่างใจอยากแทน



“เรากำลังหาอะไรกันอยู่?” ชลัชพงษ์คนที่ถามขึ้นมาในที่สุดเมื่อเวลาล่วงเลยไปกว่าชั่วโมงแล้วแต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าการค้นหาจะยุติลงได้



“ผมก็อธิบายลักษณะไปแล้วไง สมุดบันทึกเล่มบางๆ ร้อยมุมด้วยเชือกปอ ปกเป็นรูปต้นไม้สีทองแล้ว...”



“ที่พี่สงสัยคือข้างในต่างหาก ทำไมต้องเร่งด่วนขนาดนี้ด้วย” ภาคินทร์ซึ่งยืนอยู่อีกฟากห้อง ปิดหนังสือเสียงดังแล้วหันมาทางชวินทร์ด้วยแววติดจะสับสนและหวาดกลัวเล็กๆ “ท่านจ้าวอะไรนั่นบุกมาถึงนิวารินแล้ว คนพวกนั้นต้องการตัวรักษ์นาราและยินดีทำทุกวิถีทางโดยไม่สนด้วยว่าจะมีใครล้มตายหรือบาดเจ็บไปเท่าไร เราควรต้องหาทางป้องกันก่อนที่มันจะเกิดขึ้นอีก เราจับตัวพวกมันคนหนึ่งมาได้ด้วยซ้ำ! แต่แทนที่ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เตชินท์กลับทำเราเสียเวลาด้วยการแตะถ่วงอยู่แบบนี้ แล้วรักษ์นารายังคิดจะบอกความลับให้หมอนั่นฟังอีก ส่วนเธอ...กลับมารื้อหาหนังสือที่อยากอ่านแทนที่จะช่วยกันแก้ปัญหา!



ภาคินทร์วางหนังสือลงกองที่ตั้งสุ่มกันอยู่ข้างตู้ แต่ด้วยสภาพที่เรียงซ้อนกันอย่างง่อนแง่นและการที่ใช้แรงมากเกินจำเป็น มันจึงล้มครืนลงมาส่งเสียงดังไปทั่วห้องซ้ำยังทำให้ฝุ่นฟุ้งขึ้นมาอีก



ชวินทร์นิ่งมอง กะพริบตา ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะ



“ผมเพิ่งเคยเห็นพี่สติแตกแบบนี้เป็นครั้งแรกเลยนะเนี่ย”



“มันไม่ขำเลยสักนิดนะวินทร์” ภาคินทร์กอดอก ดวงตาสีวังน้ำวนคู่นั้นดูขุ่นมัวอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่อีกคู่แพรวพราวด้วยความสนุกสนาน



“ถ้าพี่เข้าใจเหมือนที่ผมเข้าใจมันจะขำมากๆ เลยต่างหาก”



“งั้นก็อธิบายมาสิ”



“อย่างแรก...พี่รักษ์ไม่คิดจะบอกอะไรพี่เตชินท์ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว” และก่อนที่พี่ชายของเขาจะทันได้อุทานด้วยซ้ำ ชวินทร์ก็พูดต่อ “ไม่สิ ที่ถูกต้องคือพี่เขาบอกไปหมดแล้วต่างหาก เพราะไม่มีใครรู้ว่าราพณาสูรอยู่ที่ไหน ยังมีชีวิตอยู่หรือตายแล้ว ทั้งหมดที่พวกเรารู้ตอนนี้คือหัวหน้าหน่วยรากษสคนนั้นน่าจะเป็นพ่อของพี่รักษ์เท่านั้นเอง”



“แต่รักษ์นาราบอกจะแลกข้อมูลเรื่องนักโทษกับเตชินท์?”



ถ้าบอกหมดแล้วจะเอาอะไรไปแลกละ?



ชวินทร์ไหวไหล่ หยิบเอกสารปึกถัดไปมาเปิดดู



“พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือเล่นไม่ซื่อ อาศัยการบิดเบื้อนของคำให้ประโยชน์เข้าตัวเอง ยังไงพี่เตชินท์ก็เดาได้อยู่แล้วว่าพี่รักษ์เกี่ยวข้องกับราพณาสูรไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ที่ยอมรับออกไปเพื่อล่อให้เปิดเผยวัตถุประสงค์ที่แท้จริงและหยิบฉวยจุดนั้นมาใช้ต่อ พูดให้คิดไปว่ายังมีเรื่องของราพณาสูรให้รู้อีก ถ้าพี่เตชินท์ยอมเอาข้อมูลเรื่องนักโทษมาแลกทางเราก็ได้กำไรเต็มๆ แต่ถึงไม่ ก็ยังกำไรอยู่ดีเพราะตอนนี้เราก็ได้รู้แล้วว่าโกมุทเองก็ยินดีกลบเกลื่อนความผิดโดยไม่เลือกวิธีการเหมือนกัน”



แม้กระทั่งฆ่าคนของตัวเองก็ด้วย



ชวินทร์ที่เห็นพี่ชายนิ่งเงียบไปนานจึงหันมาเอียงคอมอง



“แปลกใจเหรอครับที่พี่รักษ์คิดทำอะไรแบบนี้ได้”



ชวินทร์เลิกแปลกใจไปนานแล้วตั้งแต่เห็นว่าเด็กสาวสามารถต่อล้อต่อเถียงกับอาจารย์ของเขาได้ แม้จะพ่ายแพ้แต่ก็ได้ข้อมูลไปมากอักโข ไม่ต่างจากตอนที่คุยกับเตชินท์เลยสักนิด



ภาพลักษณ์ของรักษ์นาราอาจจะอ่อนหวานชวนให้คิดไปว่าคงเป็นคนหัวอ่อนที่ไม่น่าจะมีปากมีเสียงกับใครเขาได้ แต่เท่าที่ได้สัมผัสได้มา ชวินทร์เชื่อว่าต่อให้ไม่มีพลังเหนือธรรมชาติ เด็กสาวก็ยังเต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บมากมายที่พร้อมจะทำให้ทุกคนที่คิดขวางทางได้รับบทเรียนอย่างเจ็บแสบ โดยเนื้อแท้แล้วอาจไม่ได้ชั่วร้าย แต่ก็เถียงไม่ได้เช่นกันว่ารักษ์นาราเป็นคนร้ายกาจพอตัวเลยทีเดียว เล่นกับความหวังของเตชินท์ทั้งที่ใบหน้ายังเปื้อนยิ้มได้แบบนั้น



พิมายอ่านแผนของรักษ์นาราไม่ขาด สองแฝดก็ตามเกมไม่ทัน ส่วนภาคินทร์...ชวินทร์ได้แต่หวังว่าพี่ชายของเขาคงไม่ผิดหวังเท่าไรนักที่ได้รู้ความจริง



“ฉันกำลังคิดอยู่ว่าเธอรู้ได้ไงว่าเป็นฝีมือโกมุทที่ฆ่าพ่อของเตชินท์” ชลัชพงษ์คนพี่ถาม กลับไปลงมือรื้อค้นตู้หนังสือตรงหน้าต่อ ประโยคที่ได้ยินทำเอาชวินทร์หัวเราะแผ่ว กลับไปทำงานต่อเช่นกัน ดูเหมือนความกังวลของเขาจะเสียเปล่าจริงๆ



“หม่อมเจ้ากุณณัฏฐ์ค่อนข้างมีชื่อเสียงพอตัวในฐานะเชื้อพระวงศ์เพียงไม่กี่พระองค์ที่ใช้กสิณธาตุได้ แถมยังมีฝีมือโดดเด่นมากด้วย ผมเชื่อว่าถ้าเขาสนใจ เราอาจมีปัญจราชศาสตราคนแรกในประวัติศาสตร์ที่เป็นเชื้อพระวงศ์เสียเองก็ได้ ฉะนั้นตามสมมติฐานของพี่เตชินท์ที่ว่าหน่วยรากษสไม่ได้ฆ่าเขา ก็เหลือไม่กี่คนในแคว้นนี้เท่านั้นแหละที่จัดการคนมากฝีมือขนาดนั้นได้”



“และคนพวกนั้นก็อยู่ใต้บัญชาของโกมุท”



ดูเหมือนว่าภาคินทร์จะเริ่มจับทางได้บ้างแล้ว



“แต่พี่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเธอถึงถามหาสมุดบันทึกของเจ้าหลวงกวินทราไปทำไม แล้วอาจารย์เธอมีบันทึกจากฝีพระหัตถ์เจ้าหลวงองค์สุดท้ายได้ยังไง”



“เชื่อเถอะผมถามจนเลิกถามไปแล้ว” ชวินทร์ตอบแบบปัดส่งก่อนจะอธิบาย “ผมจะพูดง่ายๆ แล้วกันพี่จะได้ไม่งงไปกว่าเดิม เผ่าปกรณัมอ้างว่าบรรพบุรุษของพวกเขาต่างหากที่เป็นเจ้าของนิวารินและพยายามก่อกบฏโดยลอบสังหารเจ้าหลวงกับรัชทายาทมาโดยตลอด เกศริน...ใช่ผู้อำนวยการโรงเรียนพี่น่ะแหละ ซึ่งตอนนั้นยังเป็นราชครูและเจ้าฟ้าชั้นโท ได้เสนอให้กวาดล้างปัญหาที่ยืดเยื้อมานานโดยการฆ่าล้างเผ่าปกรณัมให้หมด”



“นี่เหรอคำว่าง่ายของเธอ เล่าประวัติศาสตร์ที่ไม่มีใครสนใจอยากรู้อีกแล้วให้พี่ฟัง” ภาคินทร์เลิกคิ้ว ชวินทร์ถอนหายใจ



“พี่นี่ไม่มีความอดทนเอาซะเลย ฟังให้จบก่อนสิคือยังงี้เผ่าปกรณัมที่มีประชากรแค่ไม่กี่ร้อยคนกลับต้านทานทหารหลวงซึ่งเป็นผู้ใช้กสิณจำนวนรวมพันได้อยู่หลายรัชศกก่อนจะแตกพ่าย ฟังคุ้นๆ ไหม? ทั้งที่ควบคุมสรรพธาตุไม่ได้แต่กลับเอาชนะผู้ใช้กสิณมากมายได้”



“พวกเขาสลายกสิณได้?”



“หรืออย่างน้อยนั้นคือสิ่งที่เจ้าหลวงกวินทราทรงมีพระดำริต่อเหล่าชนเถื่อน ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดหรืออย่างน้อยผมก็ยังหาไม่เจอ” เด็กหนุ่มปาสมุดบันทึกเล่มเล็กถูกเขียนด้วยลายมืออันยุ่งเหยิงของธีรัชข้ามไหล่อย่างไม่ใยดี “แต่ถ้ามันเป็นความจริง เราก็พอจะสรุปได้ว่าทั้งราพณาสูรและพี่รักษ์อาจจะสืบเชื้อสายมาจากเผ่าปกรณัม”



“พิมายคิดว่ารักษ์นาราควบคุมกสิณแห่งชีวิตได้ ส่วนเตชินท์คิดว่ารักษ์นารามีความสามารถในการสลายกสิณ” ภาคินทร์ลูบต้นคอ อ่อนล้าและสับสน “นั่นฟังดูต่างกันมากเกินกว่าจะอยู่ในตัวคนๆ เดียวได้”



“ถ้าถามผม ผมว่าสิ่งที่พี่รักษ์เป็นหลุดออกจากกรอบของคำว่า เป็นไปไม่ได้ ไปไกลโขแล้วแหละครับ อีกอย่างอาจจะเป็นแนวคิดที่ถูกทั้งคู่ไม่ก็ผิดทั้งหมดก็ยังได้ แต่ที่แน่ๆ ถ้าผมหาบันทึกของเจ้าหลวงกวินทราเจอเราก็จะได้คำตอบที่ชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับเผ่าปกรณัม รวมไปถึงอาจมีวิธีช่วยควบคุมพรสวรรค์ของพี่ด้วย”



ความหวังถูกจุดประกายวูบขึ้นมาในดวงตาของภาคินทร์ ด้วยสิ่งที่รู้มาและสิ่งที่ชวินทร์เอ่ยถึง มันราวกับมีความเป็นไปได้ที่ไม่สิ้นสุดรออยู่ข้างหน้า แต่ทว่า...



“แล้วเรื่องของท่านจ้าวกับพวกผู้ใช้กสิณแปลกๆ พวกนั้นละจะทำยังไง”



ก็ยังมีความกังวลอีกมากมายรอให้แก้ไข



“ทีละเรื่องสิครับ ค่อยๆ แก้กันไปทีละเรื่อง อีกอย่างตอนนี้ผมมอบหมายเรื่องนักโทษคนนั้นให้คนอื่นจัดการแล้วเผื่อไว้ในกรณีที่พี่เตชินท์ไม่ยอมบอกอะไรเรา”




#########

สนทนา : ตอนนี้ยาวมากเกือบสิบหน้าเอสี่ แต่คิดว่าอ่านต่อเนื่องแล้วจะได้อารมณ์มากกว่า อย่างน้อยปมก็เริ่มหลวมขึ้นอีกปม แอะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 119 ครั้ง

1,495 ความคิดเห็น

  1. #1379 FullmoonG (@FullmoonG) (จากตอนที่ 105)
    วันที่ 9 มีนาคม 2562 / 18:15

    เราแอบพบเตมายเบาๆ
    #1379
    0
  2. #1378 The_PrincessGirl (@samatchaya-prin) (จากตอนที่ 105)
    วันที่ 8 มีนาคม 2562 / 12:27
    รอค่าาาาา ลุ้นนนนนน
    #1378
    0
  3. #1377 พาราซิป (@f-a-i-r-y) (จากตอนที่ 105)
    วันที่ 8 มีนาคม 2562 / 01:02
    รอตอนต่อไปอยู่นะค้าาา ชอบมากเลยเพราะเราเดาอะไรไม่ได้เลย อ่านตอนเเรกๆก็จะเดาๆปมกันไป พอถึงตอนนี้เลิกเดาเเล้วค่า ปวดหัว5555555 รอเฉลยอย่างเดียวเเล้ววว
    #1377
    0
  4. #1376 Hoaa111 (จากตอนที่ 105)
    วันที่ 7 มีนาคม 2562 / 16:35

    จุดๆนี้ไม่เดาเรื่องแล้ว รอเฉลยอย่างเดียว---

    เตมายเต็มไปหมดเลยยย /ไม่ เราจะยังไม่เปลี่ยนเรือ555

    /พายเรือครูสิงเพียงลำพัง /ขอเตรักษ์แทน---

    #1376
    0
  5. #1375 amyuiz (@airadasrilingee) (จากตอนที่ 105)
    วันที่ 7 มีนาคม 2562 / 11:51

    ลุ้นกันต่อไปค่ะ รอติดตามนะคะ

    #1375
    0
  6. #1374 MeNeRin (@MeNeRin) (จากตอนที่ 105)
    วันที่ 7 มีนาคม 2562 / 10:44
    สนุกมากกกกก
    #1374
    0
  7. #1373 tamonji (@tam1100702745046) (จากตอนที่ 105)
    วันที่ 7 มีนาคม 2562 / 02:04
    เตตตต เตจะมาชอบหนูรักษ์อีกคนไม่ได้นะ ไม่ๆ ทำไมมีมุมอ่อนไหวของเตชินทร์ที่มีต่อหนูรักษ์ได้ ลงเรือไม่ถูกเเล้วววววว คินทร์รักษ์ เตรักษ์ เตมาย มายรักษ์ โอ้ววววตายยยย
    #1373
    0
  8. #1372 Casper (จากตอนที่ 105)
    วันที่ 6 มีนาคม 2562 / 23:48

    หนูรักกกกกกกกกษ์ ทำไมร้ายกาจขนาดนี้ หลอกลวงพี่เตชินทร์ของเราได้ยังงายยยยยย น่าสงสารพี่เตเขานะคะ โดนหนูรักษ์หลอกเข้าให้เต็มๆ ฮ่าๆๆๆ

    .

    แต่ชอบสกิลนี้ของหนูรักษ์มากค่ะ แบบที่บรรยายบอกไว้เลยว่าไม่จำเป็นต้องมีพลังพิเศษ แต่ก็ทำให้คนที่โดนสกิลนี้รู้สึกเจ็บแสบได้ คือของแบบนี้ใช่ว่าใครจะมีกันได้ง่ายๆ ต้องฉลาด(มากกกกก)และรู้จักใช้คำเก่งเลยนะคะถึงจะทำได้

    .

    เหนือสิ่งอื่นใด เรือเตมายของเราาาาาาาาาาาาา กริ๊ดดดดดดดๆๆ

    ขอขอบพระคุณคุณฟ็อกซ์เป็นอย่างสูงมา ณ ที่นี้ด้วยเจ้าค่ะ //ไหว้ย่อ //รู้สึกน้ำตาจะไหล

    #1372
    1
    • #1372-1 WaBi (@phowiset) (จากตอนที่ 105)
      7 มีนาคม 2562 / 00:43

      เห็นโมเม้นท์เตมายถึงกับกุมใจเลยค่ะ น้ำตาจะไหล เริ่มมีความหวังว่าเรือลำนี้จะอัพเกรดเป็นออฟฟิเชียล #เตมาย
      #1372-1
  9. #1371 nass_san (@nass) (จากตอนที่ 105)
    วันที่ 6 มีนาคม 2562 / 21:51
    หนูรักษ์!!!!

    สุดยอด ยอมแล้ววววว

    เหมือนคุณฟอกซ์คือนุ้งวินทร์ แล้วหมู่เฮาคือเจ้าคินทร์ ถามๆๆๆ นุ้งวินทร์เลยฟาดหน้าว่า ค่อยๆ คลายทีละปมสิ! 555555555

    อันนี้ไม่ได้มาสับขาหลอกว่าแม่อินทร์ไม่ใช่ยักษ์ ใช่ไหมคะะะะ // ความจริงหรือสับขาหลอกมาตั้งนานแล้ว ถถถถถถถ
    #1371
    0
  10. #1370 สุดย0ด (@patinya1223) (จากตอนที่ 105)
    วันที่ 6 มีนาคม 2562 / 17:35
    น้องรักษ์เท่มากลูกกกก อยากเห็นเตชินแพ้น้องรักษ์จริงๆ นางคงเจ็บใจน่าดูที่โดนคนที่ตวัวเองเคยมองว่าอ่อนแอเอาคืนด้วยวิธีฉลาดๆ 555555555
    #1370
    0
  11. #1369 WaBi (@phowiset) (จากตอนที่ 105)
    วันที่ 6 มีนาคม 2562 / 16:45
    ลุ้นต่อไป สนุกมากค่ะ
    #1369
    0
  12. #1368 Hiii29220 (@Hiii29220) (จากตอนที่ 105)
    วันที่ 6 มีนาคม 2562 / 16:40
    หรือว่าจริงๆแล้วราพณาสูรไม่ใช่พ่อนุ้งรักษ์กันแน่วะ แบบพลังของนุ้งคือมันเกินกว่าจะจินตนาการได้ไปหมดจนเหมือนไม่น่าจะเกิดจากอะไรแบบปกติได้5555555555
    #1368
    0
  13. #1367 อสูรไร้ลักษณ์ (@deathorlife) (จากตอนที่ 105)
    วันที่ 6 มีนาคม 2562 / 15:01
    หนูระกษ์โชว์เทพแล้ว!!
    #1367
    0
  14. #1366 พระอาทิตย์☀️ (@shione123) (จากตอนที่ 105)
    วันที่ 6 มีนาคม 2562 / 14:40
    เหมือนปมเริ่มคลาย(นิดนึงงงง) แต่รู้สึกอยากรู้กว่าเดิมอีก555
    #1366
    0
  15. #1365 Yuemoon (@SkyMagic26) (จากตอนที่ 105)
    วันที่ 6 มีนาคม 2562 / 14:36
    อหหห ตอนนี้หนูรักษ์มาเหนือมากกกกกก
    #1365
    0
  16. #1364 mummy_yaoi (@mimm5341) (จากตอนที่ 105)
    วันที่ 6 มีนาคม 2562 / 14:34
    ปมมาเพิ่มอีกแล้ว ลุ้นกันต่อไปค่ะ!!
    #1364
    0