ตอนที่ 104 : ตอนที่ ๙๕ คำปลอบของรักษ์นารา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 669
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 105 ครั้ง
    25 ก.พ. 62


ตอนที่ ๙๕ คำปลอบของรักษ์นารา




       ในวันต่อมารักษ์นารารีบย่องออกจากบ้านตั้งแต่เช้าตรู่



แม้อินทุภรณ์จะบอกว่าทุกคนสบายดีแต่เพราะไม่มีรายละเอียดอื่นใดมากไปกว่านั้นเธอจึงไม่สามารถวางใจได้ แล้วยังเรื่องที่เตชินท์เป็นคนช่วยเธอไว้อีก รักษ์นารารู้สึกลังเลที่จะปักใจเชื่อในสิ่งที่แม่เล่า ไม่ใช่เพราะเธอคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่เพราะเหตุผลที่ยกอ้างขึ้นมามันฟังไม่ขึ้นต่างหาก



ตอบแทนที่เธอหยุดยั้งพรสวรรค์ของภาคินทร์ได้เนี่ยนะ หากเป็นเช่นนั้นจริงว่าที่ผู้นำสกุลวัชริศน่าจะกักตัวเธอไว้สอบสวนมากกว่าพาหนีด้วยซ้ำว่าคนธรรมดาผู้ไร้พลังเช่นเธอสามารถหยุดยั้งคนที่มีความสามารถพิเศษแบบหนึ่งในล้านได้อย่างไร ซึ่งถ้าว่ากันตามตรงแล้วเด็กสาวไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเธอทำได้อย่างไรและมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง ทุกอย่างมันช่างขาวโพลนและพร่ามัวไปหมด



รักษ์นาราอยากเรียบเรียงความคิดให้ดีกว่านี้ เธออยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพราะแบบนั้นเป้าหมายแรกของรักษ์นาราคือบ้านของพิมาย ทว่าเรือนเครื่องสับยกถุนสูงขนาดกะทัดรัดกลับว่างเปล่า รั้วบ้านลงกลอนแน่น รักษ์นาราตะโกนเรียกแต่ไม่มีใครขานตอบ



หลังจากนั้นเธอจึงตัดสินใจเลียบเคียงไปดูแถวเรือนของสกุลชลัชพงษ์และคีรีรัตน์ ทั้งสองแห่งหนาแน่นด้วยเวรยามจนน่าประหลาดใจทำเอารักษ์นาราไม่กล้าเฉียดเข้าใกล้ ที่จริงแล้วเด็กสาวสังเกตเห็นว่าตลอดทางที่เดินมาก็มีแต่ทหารหลวงเดินลาดตระเวนเต็มไปหมด ร้านรวงปิดเงียบและผู้คนบางตา ทั้งหมดนี้ยิ่งทำให้ความไม่สบายใจของเธอเพิ่มทวีขึ้นไปอีกระดับ



เมื่อบ้านของทุกคนไม่ใช่ทางเลือกรักษ์นาราจึงเหลือแหล่งที่พึ่งสุดท้ายเท่านั้นคือวัดแห่งนิกายวิษุวัต สถานที่แห่งนี้ยังคงเงียบสงบราวกับตัดขาดจากโลกภายนอกเหมือนเคย รักษ์นาราสอบถามนักบวชรูปหนึ่งซึ่งกำลังกวาดลานวัดอยู่ว่าชวินทร์อยู่หรือไม่



ไม่ได้ผิดคาดเท่าไรนักเมื่อร่างในชุดสีขาวหม่นชี้ไปทางศาลาริมน้ำ รักษ์นารากล่าวขอบคุณก่อนจะกึ่งวิ่งกึ่งเดินไปอย่างยินดี เมื่อไปถึงเด็กสาวก็พบว่าชวินทร์ไม่ได้อยู่เพียงลำพัง



ร่างผอมแห้งของเด็กหนุ่มนั่งอยู่บนม้านั่งด้านหนึ่ง ไม้เท้าวางพาดยังที่ว่างข้างตัว คิ้วเข้มขมวดมุ่น สีหน้าเคร่งเครียด มือไม้โบกไปมาในอากาศในขณะที่กำลังถกเถียงกับคนที่ยืนกอดอกอยู่ตรงข้ามอย่างดุเดือด รักษ์นาราอยู่ไกลเกินกว่าจะจับประเด็นของบทสนทนาได้แต่ก็ใกล้พอที่จะรู้ว่าคู่สนทนาของชวินทร์คือใคร



“ภาคินทร์”



เด็กสาวคิดว่ามันแทบไม่ต่างจากคำกระซิบเลยด้วยซ้ำแต่ถึงกระนั้นเจ้าของชื่อก็ยังหันมาอยู่ดี ดวงตาสีวังน้ำวนของเขาเบิกกว้าง แขนที่กอดไขว้กันอยู่คลายออก เขาพลุนพลันวิ่งตรงมาทางเธอ แต่เพียงไม่กี่ก้าวก่อนจะถึงตัวภาคินทร์ก็ชะงัก มือที่เอื้อมมาหากำแน่นก่อนจะลดลงแนบข้างตัว ในขณะที่อีกข้างกำเสาไม้แน่นจนขึ้นข้อขาว ร่างกายของเขาดูเครียดขึ้งราวกับกำลังหักห้ามตนเองอย่างสุดความสามารถ



“รักษ์นารา” เด็กหนุ่มเรียก เธอเห็นความกลัวในแววตาของเขา “เธอไม่เป็นอะไรใช่ไหม ไม่ได้….”



แทนคำตอบรักษ์นาราเอื้อมมือออกไปสัมผัสข้างแก้มของภาคินทร์



“เราดีใจนะที่เห็นภาคินทร์ไม่เป็นอะไรเหมือนกัน”



ด้วยรอยยิ้มอันน้อยนิดกับสัมผัสเหล่านั้น ภาคินทร์ก็รวบเธอเข้ามาในอ้อมกอด แนบแน่นจนเท้าของรักษ์นาราแทบลอยไม่ติดพื้น เด็กสาวเขย่งยืน อาศัยร่างสูงเป็นที่พึ่งพิงในขณะที่ภาคินทร์ฝังใบหน้าลงกับลาดไหล่แล้วเอ่ยสารภาพด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ



“ฉันนึกว่าเธอจะกลัวฉัน ฉันนึกว่าตัวเองเผลอทำร้ายเธอไปแล้วด้วยซ้ำ”



ไม่ว่าภาคินทร์จะมีสีหน้าเช่นไรอยู่รักษ์นาราได้แต่หวังว่ามันจะไม่คงอยู่นานนัก เพราะแบบนั้นเธอจึงโอบแขนรอบตัวเขา ขยับแนบใกล้พลางกระซิบย้ำ



“เราอยู่นี่แล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น”



เสียงย่ำต๊อกแต๊กของไม้เท้ากระทบพื้นดังตามมาไม่นานหลังจากนั้น ภาคินทร์คลายอ้อมกอดแต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยเธอไปเสียทีเดียว รักษ์นาราหันไปทักทายชวินทร์ด้วยใบหน้าที่ขึ้นสีไม่น้อย



“สวัสดีจ้ะ พี่แค่อยากแวะมาเยี่ยมดูให้แน่ใจว่าทุกคนยังปลอดภัยดีเฉยๆ”



“ผมดีใจที่พี่รักษ์แวะมา” มุมปากของเด็กหนุ่มหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มแห่งความยินดีอย่างไม่ปิดบัง ประกายในดวงตาพราวระยับขึ้นไปอีกระดับเมื่อเบนสายตาไปทางพี่ชายของตนในขณะที่ปากยังคงพูดกับเด็กสาวตัวเล็กอยู่ “พี่รักษ์โชคดีมากเลยนะครับที่มาวันนี้ เพราะพี่คินทร์เพิ่งถูกปล่อยตัวมาพอดีเลย”



“ปล่อยตัว?” รักษ์นาราทวนคำ ภาคินทร์ทำท่าจะปรามแต่ไม่ทันเสียแล้ว



“พี่ไปอยู่ในคุกหลวงมา ทางการพยายามป้ายข้อหาฆ่าพี่เตชินท์ให้”



รักษ์นาราร้องลั่น ดูเหมือนในช่วงเวลาสั้นๆ ที่เธอหมอสติไปจะเกิดอะไรขึ้นเยอะแยะเลยทีเดียว ภาคินทร์คำรามในลำคออย่างงุ่นง่านต่อว่าน้องชายที่พูดอะไรไปเรื่อยโดยไม่ดูสถานการณ์ ดูเหมือนว่าหากชวินทร์ไม่พูดเขาก็คงไม่คิดจะบอกเธอเหมือนกัน แต่ไม่ทันที่รักษ์นาราจะได้ซักถามรายละเอียดชวินทร์ก็บอกขึ้นมาก่อนว่าเขานัดฝาแฝดไว้ในช่วงเที่ยง รอพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวกันทีเดียวเลยน่าจะเป็นการดีกว่า



เด็กสาวพยักหน้าเห็นด้วย และระหว่างทางกลับไปยังศาลาริมน้ำ รักษ์นาราพบว่าภาคินทร์ได้กุมมือเธอไปตลอดทาง







 

                อีกชั่วโมงถัดมาฝาแฝดก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมด้วยพิมาย



                “พี่รักษ์!/พี่รักษ์!” ตุลย์และติณห์ประสานเสียงขณะทำท่าจะถลาวิ่งเข้ามากอดรักษ์นาราเหมือนเคย ภาคินทร์แทบจะแยกเขี้ยวเตรียมยกมือขึ้นยัน แต่การกระทำทั้งหมดนั้นก็ยังช้ากว่าของพิมายมากนัก เด็กสาวตัวสูงก้าวพรวดพราดโดยอาศัยสายลมเข้าช่วยจนแทบจะเห็นเป็นแค่เงาเลือนๆ ที่มาปรากฏตัวตรงหน้ารักษ์นาราและ...



                โป้ก!!



                “ยัยบ้า!!



แทนที่จะได้รับอ้อมกอด รักษ์นารากลับถูกพิมายประเคนกำปั้นเข้าให้กลางกระหม่อมอย่างไม่เบามือนัก เล่นเอาถึงกับน้ำตาซึมยกมือขึ้นลูบศีรษะ ท่ามกลางความตกใจของทุกคน เจ้าของดวงตาสีลูกหว้ายกมือขึ้นเท้าสะเอวแล้วตวาดซ้ำสองด้วยสีหน้าทมึงทึง



“ใครสั่งใครสอนให้วิ่งเข้าไปกลางดงสัตว์ประหลาดแบบนั้นกันหา!! ตัวก็เท่านี้ไปแล้วจะทำอะไรได้ แค่เจ้าตาไฟปัดกระบองทีเดียวก็กระเด็นไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ฉันโคตรจะโมโหเลยตอนเห็นหมอนั่นอุ้มแกมาแล้วบอกว่าแกวิ่งเข้าไปขวางการต่อสู้เนี่ย จะช่วยคนอื่นน่ะเอาตัวเองให้รอดเกินเถอะแค่จะคุมพลังตัวเองยังไม่ได้เลยแท้ๆ!



“ลูกพี่ครับผมว่า...” แฝดปฐวีเอ่ยขัดเนื่องจากคิดว่าพิมายชักจะใช้คำรุนแรงเกินไปแล้ว



ภาคินทร์ก็ทำท่าจะเดินเข้ามาขวางด้วยอีกคนแต่ดูเหมือนว่าจะไม่จำเป็น



“ทำไมฉันไม่อยู่ด้วยทีไรแกต้องทำแบบนี้ทุกทีเลย เอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงอันตรายขนาดนั้นเพื่ออะไรกัน”



เพราะไม่ถึงวินาทีต่อมา คนเอ่ยดุกลับเป็นฝ่ายไหล่สั่นยืนกลั้นน้ำตาให้คนถูกดุเข้ามากอดปลอบเสียเอง ความอดกลั้นของพิมายมาทะลักทลายลงตรงนี้ ทั้งความหวาดผวาจากเหตุการณ์นองเลือดที่ต้องเผชิญเพียงลำพัง ความกังวลว่าอาจจะสูญเสียพ่อให้บาดแผลและพิษไข้ ความรู้สึกถูกหักหลังจากแม่ที่ปิดบังเรื่องราวสำคัญจากเธอมาโดยตลอด



รวมไปถึงความกลัวว่าเพื่อนคนสำคัญที่สุดอาจจะไม่ฟื้นขึ้นมา



นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดเรื่องที่พิมายปล่อยให้ตนเองร้องไห้



“ขอโทษนะ” รักษ์นาราเอ่ย เป็นอีกครั้งในรอบวันที่เธอต้องลูบหลังและไหล่เพื่อปลอบประโลมคนตัวสูงกว่า “ขอโทษจริงๆ ที่ทำให้เป็นห่วง”



“ไม่ได้ห่วงสักหน่อยแต่โกรธมากๆ ต่างหาก” พิมายเถียง ซุกหน้าลงกับบ่าเล็กซ่อนรอยน้ำตา ตุลย์และติณห์รวมผสมโรงกอดด้วยเช่นกันเพื่อช่วยปลอบแต่สุดท้ายก็โดนพิมายตะเพิดด้วยความขัดเขิน ภาคินทร์ไม่ได้พูดอะไร แค่กอดอกมองมานิ่งๆ ซึ่งก็นับว่าค่อนข้างน่าแปลกไม่น้อยที่ไม่ฉวยโอกาสเยาะเย้ยเธอที่กำลังร้องไห้ขี้มูกโป่งอย่างที่ควรจะทำ



ส่วนชวินทร์...



“เมื่อกี้พี่มายบอกว่าพี่เตชินท์เป็นคนช่วยพี่รักษ์ออกมา จริงหรือเปล่าครับ”



ก็ยังคงเป็นชวินทร์ผู้ช่างสังเกตและช่างวิเคราะห์เหมือนเดิม



“อือ” พิมายพยักหน้ารับพลางใช้ปลายแขนเสื้อเช็ดรอยน้ำตา “ฉันเห็นกับตา หมอนั่นอุ้มยัยรักษ์ที่หมดสติเพราะใช้พลังห้ามเจ้าภาคินทร์ออกมาจากเวทีประลอง พูดประมาณว่ามีข้อตกลงต้องรักษาอะไรทำนองนี้ แล้วก็...”



“เดี๋ยวๆ” ติณห์ขัดขึ้นกลางประโยค สีหน้าก่ำกึ่งระหว่างสับสนและตื่นตะลึง “ไอ้กระแสพลังแปลกๆ ที่ทำให้ทุกคนใช้กสิณไม่ได้นั่นฝีมือพี่รักษ์เองเหรอ?”



“แบบเดียวกับที่ทำให้คู่ต่อสู้ผมชะงักไปสินะครับ” ตุลย์ช่วยเสริมแต่ดูเหมือนจะยิ่งทำให้ทุกคนสับสนมากกว่าเข้าใจ



“นายไปสู้กับใครมาทำไมฉันไม่เห็นรู้เลย” ติณห์หันขวับไปทางคู่แฝดพร้อมคิ้วที่ขมวดเข้าหากัน



“เป็นผู้ใช้กสิณเตโชที่ฝังอัญมณีไว้กลางฝ่ามือน่ะ ดูเหมือนน่าจะเป็นหนึ่งในกลุ่มคนร้ายแต่ถูกทางการจับกุมไปแล้วแถมหลังจากนั้นฉันก็สลบไปด้วยเลยไม่ค่อยรู้อะไรเท่าไร”



“ฉันเองก็ได้สู้กับคนร้ายมาเหมือนกัน” พิมายกล่าว ดวงตาและปลายจมูกแดงช้ำทว่าน้ำเสียงกลับมามั่นคงเหมือนเดิมแล้ว



ชวินทร์ตัดสินใจหยุดการพูดคุยไว้ที่ตรงนี้เพราะเห็นว่าเรื่องราวที่ไร้ลำดับขั้นและไร้ที่มาที่ไปมีแต่ทำให้สับสนมากขึ้นไปกว่าเก่า เด็กหนุ่มชักชวนให้นั่งลงก่อนจะเริ่มต้นซักถามว่าแต่ละคนกำลังทำอะไรอยู่ในขณะที่เหตุการณ์ต่างๆดำเนินไป เมื่อได้ภาพรวมของสิ่งที่เกิดขึ้นและรายละเอียดของข้อมูลที่มีอยู่แล้ว ชวินทร์ก็เรียบเรียงทั้งหมดนั้นแล้วกลั่นกรองออกมาเป็นประเด็นหลักๆ สองประเด็นด้วยกัน



“สรุปคือเรื่องทั้งหมดเป็นฝีมือของท่านเจ้ากับผู้ติดตามอีกสี่คนที่พี่รักษ์เคยเห็นในภาพนิมิต แถมหนึ่งในนั้นยังรู้จักกับคุณพ่อของพี่มายด้วย แต่เท่าที่ผ่านมาเป้าหมายของพวกเขาคือการตัดโค่นมหาพฤกษาไม่ใช่เหรอ โจมตีสนามแข่งกับผู้ใช้กสิณที่เป็นเด็กไม่กี่สิบคนไปแล้วจะได้อะไรขึ้นมา”



ฝาแฝดอ้าปากเตรียมจะเสนอความคิดอะไรบางอย่าง แต่ชวินทร์กลับงึมงำวิเคราะห์ต่อทันทีโดยไม่รอฟัง



“หรือจะบอกว่าเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจก่อนจะบุกโจมตีวังหลวงก็ไม่ใช่เพราะหลังจากนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นอีกเลย ลงทุนปิดล้อมพื้นที่แล้วส่งลูกสมุนออกมาเยอะขนาดนั้น เหมือนกำลังค้นหาใครบางคนอยู่มากกว่าเลยแฮะ...ซึ่งผมว่าถ้าไม่ใช่พี่คินทร์ก็คงจะพี่รักษ์”



ทฤษฎีนั้นทำเอาพิมายและฝาแฝดถึงกับอุทานลั่น



“ถ้าเป็นภาคินทร์ฉันพอจะเข้าใจอยู่นะว่าทำไม ขนาดปราณนต์เองยังอยากได้ไปเลี้ยงไว้ดูเล่นจนถึงกับป้ายข้อหาพยายามฆ่าเจ้าตาไฟให้เลยนี่”



พิมายโต้แย้ง ถึงจะใช้คำได้ชวนหงุดหงิดไปสักหน่อยแต่ก็นับว่าเข้าใจได้ถูกต้อง



“แต่ยัยรักษ์เนี่ยนะ” เด็กสาวส่งเสียงขึ้นจมูก ทั้งดูแคลนและกึ่งขบขันในสิ่งที่ชวินทร์เสนอ “ให้เอาไปตบแมลงวันยังไม่ตายเลยแล้วจะไปสู้กับใครเขาได้ยังไงกัน”



“ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องสู้อะไรด้วยซ้ำ”



เสียงทุ้มลึกที่ดังขึ้นส่งผลให้ทุกคนมีปฏิกิริยาแตกต่างกันออกไปโดยสิ้นเชิง สองแฝดวิ่งมาหลบหลังพิมายผู้หันไปคลี่พัดเหล็กชี้เข้าใส่เจ้าของเสียง ในขณะที่ภาคินทร์เดินมายืนประจันหน้าห่างไปไม่ถึงช่วงแขน แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าของดวงตาสีดำปนแดงเหมือนถ่านคุไฟก็ยังจับจ้องไปที่รักษ์นาราอย่างไม่วางตา



“ถ้าถึงขนาดสลายกสิณของคนอื่นได้ ก็ชนะตั้งแต่ยังไม่เริ่มแล้ว”



ถ้าการปรากฏตัวของเตชินท์ว่าน่าสับสนแล้วคำพูดของเขาคงน่างงงันยิ่งกว่า ทั้งติณห์และตุลย์ต่างชะโงกออกมาเตรียมอ้าปากถาม แต่เช่นเคยที่พิมายไวกว่ามาก



“มาทำไมไม่ทราบ” เด็กสาวถามเสียงแข็ง



“ผมเชิญเขามาเองแหละครับ” ด้วยคำตอบนั้น ทุกสายตาจึงหันขวับไปยังร่างผอมของชวินทร์ทันที “เพราะพี่คินทร์เอาแต่คิดมาก กลัวว่าตัวเองจะพลั้งมือทำร้ายคนอื่นไปแล้วจริงๆ ผมเลยอยากให้พี่เห็นกับตาว่าไม่มีใครเป็นอะไรทั้งนั้น อีกอย่างเขาเป็นคนเดียวที่เห็นว่าในป้อมน้ำแข็งเกิดอะไรขึ้นบ้าง ถ้าไม่ถามเขาผมก็ไม่รู้จะหาข้อมูลจากไหนอีกแล้ว”



ในระหว่างที่ชวินทร์กำลังอธิบายอยู่นั้น ทั้งภาคินทร์และเตชินท์ก็แลกเปลี่ยนคำทักทายสั้นๆ ที่ดูเหมือนการข่มขู่กันและกันมากกว่า



“ไม่นึกว่าจะยังมีแก่ใจเป็นห่วงคนอื่นได้อีก” เตชินท์ว่าพลางกวาดตามองบาดแผลตามร่างกายภาคินทร์ซึ่งเกิดจากฝีมือเขา ทั้งรอยช้ำห้อเลือดขนาดใหญ่ตรงขมับและรอยตะเข็บเย็บแผลที่ขา ขาดก็แต่รอยพองไหม้ซึ่งเริ่มจะหายดีแล้ว



และภาคินทร์ก็สะท้อนการกระทำนั้นกลับไปเช่นกัน ดวงตาสีวังน้ำวนหรี่มองรอยบาดเล็กๆ ที่กระจายอยู่ทั่วใบหน้าอีกฝ่าย และแม้จะใส่เสื้อแขนยาวสีดำคอปกตั้งกับโจงกระเบนยาวครึ่งแข้ง แต่พนันได้เลยว่าข้างใต้นั้นคงเต็มไปด้วยผ้าพันแผลกับรอยฟกช้ำที่มากกว่าเขาแน่นอน



“ก็ควรห่วงอยู่นะ เพราะขนาดออมมือให้แล้วยังร่อแร่ขนาดนี้”



ปากว่างั้นทว่าสีหน้ากลับแฝงด้วยความโล่งใจลึกๆ ที่เตชินท์ไม่ได้เจ็บหนักจนพิการหรือเสียชีวิตอย่างที่เขานึกกลัวมาตลอด



“ก็ไม่ต้องหาสิ หมอนี่มันไว้ใจได้ที่ไหนกันเล่า!” เสียงโหวกเหวกของพิมายดังขึ้นเรียกความสนใจของทุกคนกลับมาอีกครั้ง เด็กสาวเอ่ยค้านหัวชนฝาแบบไม่สนแม้แต่น้อยว่าคนที่พูดถึงกำลังยืนหน้านิ่งอยู่ตรงนี้ เล่นเอารักษ์นาราถึงกับถอนหายใจอย่างอ่อนอกอ่อนใจเลยทีเดียว “เกิดให้ข้อมูลหลอกๆ ทำให้พวกเราหลงทางขึ้นมาละจะว่ายังไง หรือถ้าเกิดว่ามาสอดแนมเพื่อเอาเรื่องยัยรักษ์ไปบอกทางการละ แบบนั้นไม่เท่ากับเป็นการดึงงูเข้าบ้านหรอกเหรอ”



“เขาเรียกชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าบ้านต่างหาก” เตชินท์แก้ความเข้าใจผิดให้คนที่พยายามเล่นสํานวนสุภาษิตแต่กลับไปไม่รอด “และถ้ามันจะทำให้เธอสบายใจขึ้นฉันไม่ได้มาเพื่อการกุศลหรืออยากช่วยใครทั้งนั้น ฉันมาเพราะมีสิ่งที่ฉันอยากรู้เหมือนกัน”



“อ๋อเหรอแล้วมันคืออะไรไม่ทราบ” พิมายกอดอกเชิดหน้าสูง ทว่าเตชินท์กลับเมินเฉยแล้วหันไปทางรักษ์นาราเต็มตัว









“เธอน่ะเกี่ยวข้องยังไงกับราพณาสูรกัน”








ทั้งพิมายและภาคินทร์หันมองหน้ากันแวบหนึ่งก่อนจะเคลื่อนตัวไปบังคนตัวเล็กไว้ทันที ชวินทร์ถึงกับหน้าเจื่อนไปนิดหนึ่งเพราะคิดไม่ถึงว่าเตชินท์จะต้องการถามเรื่องนี้ เด็กหนุ่มตกลงกับอีกฝ่ายไว้ว่าจะให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับหทัยครุฑเป็นการแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่เกิดขึ้นในป้อมน้ำแข็ง ไม่นึกเลยว่าเตชินท์จะต้องการถามถึงหัวหน่วยพิฆาตที่เป็นกบฏของแคว้นด้วยเช่นนี้



“ยื่นหมูยื่นแมวกันดีไหม” รักษ์นาราเสนอ ท่าทีนิ่งสงบและยังมีรอยยิ้มประดับใบหน้าดุจเดิม



พิมายจึงหันกลับไปคว้าคอเสื้อเพื่อนไว้กระซิบห้ามอย่างรวดเร็วปล่อยให้ภาคินทร์ยืนทำหน้าที่เป็นกำแพงกั้นต่อไป สองแฝดจึงต้องย้ายมาหลบมุมด้านหลังรักษ์นารากับพิมายแทนเพราะไม่อาจทนรับแรงกดดันระหว่างน้ำและไฟได้



“จะไม่มีการยื่นอะไรทั้งนั้น ฉันบอกแล้วไงว่าหมอนี่ไว้ใจไม่ได้ เกิดมันมาเพราะมีความแค้นกับราพณาสูรละ”



“แต่เขาก็อาจจะมีข้อมูลของพ่อเหมือนกัน” รักษ์นารากดเสียงให้ต่ำลงไปอีกระดับ “ไม่ได้ยินที่เขาถามเหรอมาย เขาพุ่งเป้ามาที่ราพณาสูรทันทีเลย ไม่ใช่รากษส ไม่ใช่เจ้าฟ้าทรราชย์ แค่ราพณาสูร...เขาอาจจะรู้จักหรือเคยพบพ่อมาก่อนก็ได้”



“ผมว่ามันเป็นไปได้ค่อนข้างยาก” ชวินทร์เข้ามาร่วมวงด้วยอีกคน “พี่เตชินท์แก่กว่าพวกเราแค่ไม่กี่ร้อยวันเท่านั้น ถ้าเทียบช่วงเวลาแล้วก็ยังเด็กเกินกว่าจะจำอะไรได้อยู่ดี”



“พ่อของฉัน...” เตชินท์เอ่ยเกริ่นเมื่อเห็นว่าทั้งกลุ่มชักจะซุบซิบกันนานเกินไปแล้ว ความร้อนรนเจือมาในน้ำเสียง อาจจะเล็กน้อยแต่ก็ชัดเจนเกินกว่าจะมองข้าม ว่าที่ผู้นำสกุลวัชริศซึ่งเคยมีแต่ความเยือกเย็นดูจะเก็บอาการไม่อยู่ขึ้นมาทันตาเมื่อต้องพูดถึงบิดาผู้ให้กำเนิด



“...เป็นหนึ่งในคนที่ได้รับมอบหมายให้ไล่ล่าราพณาสูร ตอนฉันอายุได้เกือบสามพันวัน เขาก็เสียชีวิต รายงานของทางการคือเขาถูกราพณาสูรฆ่าที่แคว้นปัญจาบ”



“เห็นไหมหมอนี่แค้นราพณาสูรจริงๆ ด้วย” พิมายกระซิบบอก แต่รักษ์นารากลับแตะท่อนแขนเพื่อนเพื่อบอกให้เงียบแล้วสาวเท้าออกมาจากวงล้อมของทุกคน ดวงตากลมโตสีน้ำตาลจับจ้อง สังเกตกริยาของร่างสูงตลอดเวลา



“แต่ฉันไม่เชื่อในสิ่งที่พวกเขาพูด ฉันคิดว่าพ่อน่าจะถูกฆ่าโดยพวกเดียวกันมากกว่า”



“ทำไม” คำถามจากภาคินทร์สั้นกระชับแต่แทนสิ่งที่ทุกคนกำลังกังขาอยู่ได้เป็นอย่างดี



“ตลอดเวลาที่ไล่ล่าสมาชิกของหน่วยรากษส พ่อจะส่งจดหมายกลับมาให้ฉันตลอด ในฉบับสุดท้ายเขาเขียนว่าพบตัวราพณาสูรแล้วและเรื่องทั้งหมดไม่ใช่อย่างที่เราคิด ไม่ว่ามันคืออะไรเขาถูกฆ่าเพราะสิ่งนั้นและราพณสูรอาจจะเป็นคนเดียวที่ตอบคำถามให้ฉันได้ว่าใครเป็นคนฆ่าพ่อกันแน่”



“นั่นก็ยังไม่อธิบายอยู่ดีว่าทำไมนายถึงคิดว่ารักษ์นาราเกี่ยวข้องกับราพณาสูร” ภาคินทร์ยังคงรุกไล่เตชินท์อย่างไม่ลดละ ส่งผลให้ร่างสูงถึงกับถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่ายแต่เมื่อตระหนักได้ว่าไม่มีทางเลือกเตชินท์ก็จำใจแบไพ่ในมืออกมาให้เห็นแต่โดยดี



“ในจดหมายหลายๆ ฉบับพ่อบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับราพณาสูรไว้อย่างละเอียด ตั้งแต่เครื่องแต่งกาย อาวุธ ไปจนถึงลักษณะการต่อสู้ เราทุกคนรู้กันดีว่าเขาไม่ใช่ผู้ใช้กสิณแต่กลับไม่เคยมีใครบอกได้ว่าทำไมเขาถึงสู้กับผู้ใช้กสิณได้อย่างขาดลอยถึงขนาดนั้น แต่จากการปะทะกันหลายต่อหลายครั้งพ่อจึงสังเกตเห็นว่า...”



แทบจะทุกคนในที่นั้นต่างก็กลั้นหายใจรอฟังในสิ่งที่เตชินท์จะพูด ทั้งพิมายที่ได้แต่ยืนนิ่งไม่อาจส่งเสียงแย้ง สองแฝดผู้ถึงกับอ้าปากค้าง ชวินทร์ที่ยกมือขึ้นลูบใบหน้าอย่างครุ่นคิด ภาคินทร์ที่ขมวดคิ้วแน่นกว่าเก่า และรักษ์นาราที่เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเตชินท์ในที่สุด



“ราพณาสูรสามารถสลายกสิณได้ ดาบของเขาไม่ได้แค่ตวัดผ่านสรรพธาตุเท่านั้นแต่ยังทำให้การควบคุมสลายไปด้วย เมื่อยืนอยู่ต่อหน้าเขาเราทุกคนล้วนเป็นแค่คนธรรมดา และด้วยวิชาดาบแบบนั้นไม่แปลกเลยที่จะไม่มีใครเอาชนะเขาได้ ฉะนั้นฉันจะถามอีกครั้งนะรักษ์นารา ว่าเธอเกี่ยวข้องยังไงกับราพณาสูรกันแน่”



“เราคิดว่าราพณาสูรคือพ่อของเรา”



ก่อนที่จะทันได้ปรึกษาหารือหรือมีใครห้ามปรามรักษ์นาราก็โพล่งพูดออกไปเสีย ความลับที่เธอเก็บงำไว้มาตลอดชีวิต ว่าเธอคือบุตรีของกบฏแห่งแคว้น ภาคินทร์และพิมายขยับตัวพร้อมกัน เตรียมจะสาดกสิณธาตุเข้าใส่ได้ทุกเมื่อหากเตชินท์มุ่งร้ายรักษ์นาราขึ้นมา



ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือรอยยิ้มหายากที่ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าที่มักเย็นชาอยู่เป็นนิตย์



“ถ้างั้นเราก็มีผลประโยชน์รวมกัน”




##########

สนทนา : สำหรับคนที่อยากให้พี่เตเข้าแก๊งค์เด็กมีปัญหาตั้งแต่พิปรากฏตัวเมื่อตอนยี่สิบกว่าโน้น ความฝันนั้นใกล้ได้เป็นจริงแล้วค่ะ ฟฟฟฟฟฟฟ แต่คิดว่าเข้ามาแล้วก็คงไม่พ้นตีกะนุ้งคินทร์กะนุ้งมายอยู่ดี ลำบากหนูรักษ์ไปอีก 555






ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 105 ครั้ง

1,489 ความคิดเห็น

  1. #1363 Casper (จากตอนที่ 104)
    วันที่ 6 มีนาคม 2562 / 01:28

    กกริดดดดดดดดดดด คุณฟ็อกซ์คะ เราพึ่งได้มาอ่อนตอนนี้ ฮือออออออ เรือเตมายของเราาา ถึงจะมีโมเมนท์แค่น้อยนิดแต่ก็ยังดีกว่าไม่มีเลยยยย

    .

    ตอนนี้เป็นตอนที่แค่พูดคุยกัน แต่กลับเป็นตอนที่เรารู้สึกลุ้นระทึกมากอ่ะค่ะ

    ด้วยบรรยากาศที่พึ่งผ่านเรื่องมา กังวลว่าจะมีใครแอบตามเด็กๆมามั้ย ลุ้นทุกช่วงเว้นวรรคว่าจะมีใครโผล่มาจับตัวเด็กๆไปรึป่าว

    สุดท้ายก็โล่งใจได้ไปตอนนึง ส่วนตอนต่อๆไป ค่อยไปลุ้นเอาใหม่ :)

    #1363
    0
  2. #1362 แฟนคุณฮิวจ์ (@maylita) (จากตอนที่ 104)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 / 08:56
    โอ๊ย เราต้องการยาสบายปมด่วนๆค่ะ ตอนนี้เรื่องราวมันข่างเจ้มจ้นเหลือเกิน ขอรถอ้อยมาล้มหน้าบ้านทีค่ะ
    #1362
    0
  3. #1361 nass_san (@nass) (จากตอนที่ 104)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 / 05:13
    อ้ายมา7คน มา7คน มา7คนนนนน

    อนาคตของสภาริมน้ำ ต้องเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพแน่นอลลลล 55555555

    คิดว่าส่วนหนึ่งที่แม่พิเตไปเข้าฝั่งนู้น อาจจะเรื่องพ่อพิเตก็ได้ แก๊งค์นี้คือเด็กมีปัญหาทุกคนเลยง่ะ 55555 แต่น่ารักทุกคนเช่นกันนนน

    มีคำผิดบ้างนะคะ อย่าลืมตรวจทานอีกรอบน้า

    😘😘😘😘
    #1361
    0
  4. #1360 The_PrincessGirl (@samatchaya-prin) (จากตอนที่ 104)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:36
    งื้ออออ มีทั้งปมที่เริ่มคลาย และเริ่มมีปมใหม่มาอีกกกก แต่สนุกมากๆค่าาา รอนะค่าาาา นึกว่าจะไม่กลับมาอัพต่อแล้วว รักเรื่องนี้มากๆๆๆ
    #1360
    0
  5. #1359 Hiii29220 (@Hiii29220) (จากตอนที่ 104)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 / 15:08
    เจ้าภาคินทร์หลังๆมานี่มือไวจังนะ หุๆๆๆ
    #1359
    0
  6. #1358 สุดย0ด (@patinya1223) (จากตอนที่ 104)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 / 13:32
    เรือแล่นเร็วมากค่ะตอนนี้ แงงงงง พี่คินทร์เดี๋ยวนี้เอาใหญ่น้าา
    #1358
    0
  7. #1357 อสูรไร้ลักษณ์ (@deathorlife) (จากตอนที่ 104)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 / 07:30
    จากสภาพราพณาสูรน่าจะเป็น แม่ มากกว่านา.....
    #1357
    0
  8. #1356 MoeLLe (@pianista) (จากตอนที่ 104)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 / 01:55
    พี่เตเข้าแก๊งแล้ว เย่ๆ เรายังอยู่บนเรือเตมายอยู่นะ 😂
    #1356
    0
  9. #1355 mummy_yaoi (@mimm5341) (จากตอนที่ 104)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 / 00:49
    แก็งค์เด็กได้สมาชิกเพิ่มแล้ว
    #1355
    0
  10. #1354 Aralean Zellune (@Rumiae) (จากตอนที่ 104)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:36

    สู้ๆ รีบๆอัพนะค้า

    #1354
    0
  11. #1353 luvtaetaev (@I_Phone) (จากตอนที่ 104)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:11

    อยากอ่านตอนต่อไปแล้ววววว สรุปราพณาสูรคือขุ่นแม่รึเปล่า ลุ้นๆๆๆๆ สู้ๆค่า
    #1353
    0
  12. #1352 Yuemoon (@SkyMagic26) (จากตอนที่ 104)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:33
    เด็กๆกลับมาครบแก๊งแล้ว ฮื่ออออออ นี่ว่ายังไงราพณาสูรอาจจะเป็นแม่อินทุ์แทนก็ได้ ถ่อววว เพราะแม่ก็ไม่เคยโชว์กสิณให้ดูเหมือนกัน
    #1352
    0
  13. #1351 fefefy (@rainy_dacht) (จากตอนที่ 104)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:14
    โอ้ยยย ค้างอีกแล้วค่ะ;3; //แอบสงสัยมานานแล้วว่าพ่อพี่เตไปไหน กระจ่างแล้ว555
    //แถมปมมากมายที่รอการเปิดเผย แอบสงสัยสุดคือชวินทร์นี่แหล่ะ เป็นตัวละครฝ่ายธรรมะที่สีเทาๆ เดาอะไรไม่ได้เลย555
    //ขออีกสักตอนได้ไหมคะ+ทำสายตาออดอ้อน *^*
    #1351
    5
    • #1351-3 fefefy (@rainy_dacht) (จากตอนที่ 104)
      25 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:31
      #แม่ยกพี่ภูว์คนไม่คูลแต่หล่อค่ะ555
      #1351-3
    • #1351-4 (@foxx-tron) (จากตอนที่ 104)
      25 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:35
      พี่ภูเป็นทีมเสริมค่ะ มีบทอีกแค่คงไม่ได้มารู้ความลับกะในแก๊งค์ด้วย เพราะแค่นี้สมาชิกก็ล้นแล้ว เกลี่ยบทแต่ละทีปาดเหงื่อมาก หลังจากนี้จะจับแยกกันให้หมดแล้ววววว
      #1351-4