รักษ์นารา

ตอนที่ 102 : ตอนที่ ๙๓ เรื่องราวของพลัช

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 587
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 94 ครั้ง
    20 ก.พ. 62


ตอนที่ ๙๓ เรื่องราวของพลัช

 



รักษ์นาราตื่นขึ้นมาพร้อมความตื่นตระหนก



              เด็กสาวจำได้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น ปราการน้ำแข็ง รอยสักนาคราช บาดแผลของเตชินท์และดวงตาของภาคินทร์ เธอจำได้หมดทุกอย่าง เพราะแบบนั้นการตื่นขึ้นมาบนเตียงนอนของตนเองแทนที่จะเป็นบนลานประลองหรือในโรงหมอจึงสร้างความแปลกใจให้เธอไม่น้อย



              “นารา...” เสียงของแม่ดังขึ้นมาจากประตูห้อง ตามมาติดๆ ด้วยเสียงของแก้วไม้ไผ่ที่ตกลงพื้นและเสียงของน้ำที่หกกระฉอกไปทั่ว



              “แม่” ด้วยปฏิกริยาตอบสนองอันคุ้นเคยรักษ์นาราอ้าแขนออกทันที และไม่ผิดจากที่คาดเท่าไรนักเมื่อร่างเพรียวระหงโถมตัวเข้ามา กอดแน่นจนเกือบหายใจไม่ออกก่อนจะขยับถอยเพียงเล็กน้อยแล้วใช้สองมือประคองแก้มของรักษ์นาราไว้ ดวงตาสีเงินประดุจแสงจันทร์กวาดมองสำรวจเหมือนจะให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรในตัวเธอบุบสลาย



              “ลูกทำแม่กลัวแทบตายรู้ไหม”



              “หนูขอโทษค่ะ” รักษ์นาราไม่มีคำจะแก้ตัว เธอไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ทุกคนเป็นกังวล เธอไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่าจะเข้าไปติดอยู่กลางการต่อสู้อันบ้าคลั่งเช่นนั้น เธอแค่เป็นห่วงภาคินทร์ ผู้ซึ่งไม่รู้ว่าป่านนี้เป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง “หนูหมดสติไปนานแค่ไหนแล้ว”



“เจ็ดวัน และทุกคนสบายดีจ้ะ ทั้งหนูมาย ตาแฝดแล้วก็ภาคินทร์พวกเขาปลอดภัยดี” คนเป็นแม่ตอบความสงสัยให้ราวกับอ่านใจเธอได้



“เกิดอะไรขึ้นบ้างคะ?”



“แม่เองก็อยากถามลูกแบบนี้เหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่” อินทุภรณ์ถอนหายใจแผ่ว ไม่ได้ตอบคำถามของรักษ์นาราในทันที แต่กลับบังคับให้เธอดื่มน้ำทานอาหารเสียก่อน ตลอดหลายวันที่ไม่มีอะไรตกถึงท้องทำให้เด็กสาวอ่อนแรงและหิวโหยยิ่งนัก



รักษ์นารานั่งทานข้าวต้มอยู่บนเตียงไปถึงสี่ชามในตอนที่อินทุภรณ์ตัดสินใจเริ่มเล่า ผู้เป็นแม่บอกว่าข่าวแพร่ไปทั่วพระนครอย่างรวดเร็วว่าสนามสัตตบงกชถูกโจมตีโดยผู้ใช้กสิณจากแคว้นอื่น อินทุภรณ์ร้อนรนและกังวลเกินกว่าจะอยู่เฉย ทว่าเมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ สิ่งที่เธอเห็นมีเพียงเสาน้ำแข็งต้นมหึมาซึ่งโผล่พ้นหลังคาสนามประลองมาเท่านั้น ทางเข้าออกล้วนถูกปิดกั้น ถ้าไม่ใช่โดยทหารหลวงเพื่อเข้าควบคุมสถานการณ์ ก็จากศิลาจำนวนมากซึ่งทับถมกันอยู่อย่างไร้คำอธิบาย



“สมัยยังอยู่ในรั้งวัง แม่เคยเป็นนางสนองพระโอษฐ์ให้เจ้าฟ้าหญิงท่านหนึ่งในช่วงสั้นๆ ตอนตามเสด็จมาสนามสัตตบงกชพระองค์ทรงชี้ชวนให้ดูทางลับที่ทอดอยู่ด้านใต้ซึ่งมีไว้สำหรับพาเชื้อพระวงศ์หลบหนีเวลามีเหตุด่วนเหตุร้าย แม่เข้ามาทางนั้น”



อาจจะฟังดูพอเหมาะพอดีเกินไปหน่อย แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา รักษ์นาราได้ค้นพบแล้วว่าแม่เป็นคนที่รอบรู้และเต็มไปด้วยความลับมากแค่ไหน นี่อาจเป็นเรื่องจริงหรือไม่ก็เรื่องแต่งผสมคำโกหก แต่เพราะหมดสติตลอดเวลาที่เกิดเรื่อง เด็กสาวจึงไม่มีอะไรจะค้าน มีเพียงคำถามมากมายที่ยังไม่ได้รับคำตอบเท่านั้น



“สิ่งสุดท้ายที่หนูจำได้คือกำลังยืนอยู่บนเวทีประลองกับภาคินทร์”



และจากสภาพของป้อมปราการน้ำแข็งที่เต็มไปด้วยหนามแหลม ให้ดูยังไงผู้เป็นแม่ก็ไม่น่าจะสามารถช่วยเธอออกมาได้เลยสักนิด



“เตชินท์พาลูกออกมาเพื่อตอบแทนที่ลูกช่วยหยุดพรสวรรค์ของภาคินทร์ไว้ได้” คำกล่าวของอินทุภรณ์ทำเอารักษ์นาราถึงกับลืมตัวอ้าปากค้าง ไม่ทันจะได้สอบถามเพิ่มผู้เป็นแม่ก็โพลงถามขึ้นมาแทน “สรุปว่ามันจริงสินะ น้ำแข็งมากมายพวกนั้นเป็นฝีมือของภาคินทร์”



ดวงตาสีเงินยวงของอินทุภรณ์เต็มไปด้วยความกังวล เพราะภาคินทร์ไม่ใช่แค่เพื่อนในกลุ่มเดียวกับรักษ์นาราเท่านั้น แต่เขาคือคนที่เธอมอบความรู้สึกให้ เด็กสาวไม่เคยพูดออกไปตรงๆ ก็จริงทว่าผู้เป็นแม่ก็คงรับรู้ได้ไม่ยาก และอย่างที่พิมายเคยล้อเลียนไว้เมื่อนานมาแล้ว ใครหน้าไหนจะอยากให้ลูกสาวไปสนิทกับตัวอันตรายพรรค์นั้นกัน



รักษ์นารากำลังคิดจะแก้ตัวให้ภาคินทร์ด้วยประโยคติดปากที่ว่าถ้าให้เทียบกันแล้วไม่ว่ายังไงเธอก็อันตรายกว่าเขาอยู่ดี แต่อีกครู่ก็ตระหนักได้ว่าไม่ควร เพราะอินทุภรณ์จะไม่มองมันเป็นการปลอบประโลม แต่จะรับรู้ได้ถึงหนามแหลมของความรู้สึกผิดซึ่งยังทิ่มต่ำรักษ์นาราอยู่จนถึงทุกวันนี้



“ภาคินทร์ทำในสิ่งที่ต้องทำ เขาปกป้องหนู ปกป้องเราทุกคน”



อินทุภรณ์นิ่งมองรักษ์นาราอยู่อีกชั่วอึดใจ จากท่าทางแล้วเหมือนยังมีอีกหลายสิ่งที่อยากจะพูด อาจจะเป็นการดุว่าเธอที่วิ่งเข้าใส่อันตรายโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง การห้ามเธอเข้าใกล้ภาคินทร์หลังจากนี้ หรือไม่ก็คาดคั้นว่าเธอรอดมาได้อย่างไรโดยไม่มีแม้แต่รอยข่วน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหนรักษ์นาราก็ไม่พร้อมที่จะโต้เถียงด้วยทั้งนั้น



ทว่าสุดท้ายแล้วสิ่งที่อินทุภรณ์เลือกจะทำคือโน้มลงมาจุมพิตกลางกระหม่อมของรักษ์นารา



“ไปอาบน้ำอาบท่าก่อนเถอะ ไว้ลูกหายดีกว่านี้แล้วเราค่อยคุยกันใหม่”






 

เจ็ดวันเต็มที่พิมายวนเวียนอยู่ข้างเตียงผู้เป็นพ่อ



ทำหน้าที่เฝ้าไข้ เช็ดตัว ป้อนอาหาร สลับกันกับนภาวดีในโรงหมอที่อินทุภรณ์จัดหาไว้ให้ มันเป็นอาคารก่ออิฐขนาดเล็กที่ดูเผินๆ ภายนอกแทบจะไม่ต่างจากร้านค้าทั่วไป ชั้นล่างขายสมุนไพรและยาบำรุงสูตรโบราณ ทว่าชั้นบนกลับเต็มไปด้วยห้องหับเจือกลิ่นยาและคาวเลือด ดูแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นโรงหมอเถื่อนที่ไม่ได้รับอนุญาตจากทางการ



พิมายตัดสินว่าจะยังไม่พูดและไม่ถามอะไรทั้งสิ้น ทั้งหมดที่เธอทำคือทรุดนั่งลงบนเก้าอี้เล็กๆ ข้างเตียง ดวงตาสีลูกหว้าเฝ้าสำรวจบาดแผลของพลัชซึ่งพาดยาวจากไหล่ซ้ายผ่านลงมาถึงสะบัก ทั้งบาดลึก ชุ่มเลือดและแดงก่ำ ฝีเข็มเย็บเป็นรอยตะขามส่งผลให้รอยสักรูปปีกนกบิดเบี้ยวอย่างช่วยไม่ได้ พลัชนอนซมด้วยพิษไข้และพูดละเมอจับใจความไม่ได้อยู่หลายวันกว่าจะเริ่มฟื้นตัว



และในเช้าตรู่วันที่เจ็ด เมื่อผู้เป็นพ่อสามารถลุกขึ้นมานั่งเองได้ พิมายก็ตัดสินใจว่าเธอจะไม่ทนรออีกต่อไป



“ทำไมผู้ชายคนนั้นถึงเรียกพ่อว่าพาจาล”



ความเงียบงันเหยียดขยายจนเต็มแน่นห้องอันเล็กแคบ ทว่าสีหน้าของพลัชกลับไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย ราวกับเตรียมใจไว้อยู่แล้วว่าวันนี้ต้องมาถึงในขณะที่นภาวดีปรามเสียงดัง



“พิมาย มารุตพาตนี่ไม่ใช่เวลาเลยนะ”



หากเป็นในเวลาอื่นพิมายคงกลัวหัวหดไปแล้วที่ถูกแม่เรียกเต็มยศเช่นนี้เพราะมันแปลว่าเธอกำลังจะเดือดร้อนอย่างแรง แต่ในเวลานี้ในหัวของเด็กสาวไม่มีที่ให้ความคิดอื่นนอกเหนือไปจากความคับข้องและโกรธเคือง เพราะแบบนั้นดวงตาสีลูกหว้าจึงจ้องเขม็งไปยังคนเป็นพ่อโดยไม่สนต่อคำตำหนิใดๆ ทั้งสิ้น



พลัชเอื้อมมือไปกุมมือภรรยาไว้ นิ้วโป้งไล้วนหลังมือบาง ในขณะที่ริมฝีปากเบื้องหลังหนวดเคราอันรกครึ้มกระซิบบอก



“ไม่เป็นไรหรอกน่าจะถึงเวลาแล้วแหละ”



นภาวดีดูลังเลอย่างเห็นได้ชัด แต่เมื่อได้รับรอยยิ้มปลอบโยนจากสามีและท่าทีเครียดขึ้งอย่างไม่ลดลาวาศอกจากลูกสาว เธอก็ตัดสินใจล่าถอยปล่อยให้พ่อลูกได้คุยกันโดยยกอ่างสัมฤทธิ์ซึ่งเต็มไปด้วยผ้าพันแผลเปื้อนเลือดออกไปซักล้างที่ด้านนอก



“ลูกอยากรู้อะไรละลิงน้อย”



“ทุกเรื่อง” พิมายตอบ “ทุกเรื่องที่พ่อปิดบังหนูไว้ พ่อบอกว่าตัวเองเป็นพ่อค้าที่ร่อนเร่มาจากแคว้นอื่นจนได้พบรักกับแม่ แต่พ่อค้าบ้าอะไรสู้เก่งได้ถึงขนาดนั้น แล้วยังเรื่องที่ผู้ชายคนนั้นเล่า แล้วก็น้าอินท์อีก หนูสับสนไปหมดแล้วว่าทำไมเราถึงต้องหลบๆ ซ่อนๆ กันอยู่ที่นี่ด้วย”



“งั้นก็คงต้องเริ่มตั้งแต่แรกละนะ” ร่างสูงใหญ่เกือบสี่ศอกขยับตัวปรับท่านั่งบนเตียงแคบไปด้วยในขณะที่กล่าวเกริ่น “อย่างที่ลูกได้รู้ ชื่อจริงของพ่อไม่ใช่พลัชแต่เป็นพาจาล บ้านเกิดของพ่อคือแคว้นเทนกรี ดินแดนแห่งสายลมซึ่งตั้งอยู่ระหว่างขุนเขาแห่งม่านหมอก ประชากรเกือบทุกคนล้วนแต่ใช้กสิณวาโยได้ ส่งผลให้แคว้นของเราเต็มไปด้วยยอดนักรบซึ่งโบยบินครอบครองท้องฟ้า ทว่าที่แข็งแกร่งที่สุดคือคนที่มีสิ่งนี้...”



พลัชเอี้ยวตัวอวดรอยสักรูปปีกนกที่เริ่มต้นตั้งแต่สะบัก กินพื้นที่ตลอดหัวไหล่และต้นแขนจนมาสิ้นสุดก่อนถึงข้อศอกเพียงเล็กน้อย ขนนกแต่ละเส้นเต็มไปด้วยรายละเอียดตระการตา พิมายเฝ้ามองมาตลอดตั้งแต่ยังเป็นเด็กและคิดเสมอว่าเป็นเพียงเครื่องประดับอย่างหนึ่งบนร่างกายของพ่อเท่านั้น ไม่เคยรับรู้เลยว่ามีเรื่องราวอะไรซ่อนอยู่



“ถ้าให้เทียบกับนิวารินก็คงประมาณปัญราชศาสตราละมั้ง เพียงแต่ไม่ได้มีแค่ห้าคน แต่เป็นหลายสิบและทุกคนล้วนแต่เป็นเด็กกำพร้า ไร้พ่อแม่ขาดญาติมิตร ถูกนำตัวมาฝึกฝนในวิหารของเทวีแห่งฟ้าครามเพื่อให้ได้เป็นโอเร็ค



“โอเร็ค” พิมายทวนคำ สำเนียงของพ่อฟังแปร่งปร่าเกินกว่าที่เธอจะออกเสียงตามได้แต่ก็คงนับว่าใกล้เคียงมากพอเนื่องจากพลัชพยักหน้ารับแล้วอธิบายเสริม



“แปลว่าผู้ฟื้นจากความตาย เพราะพวกเขาจะผลักเราลงจากหน้าผาที่สูงลิบจนแทบจะไร้ก้น เด็กคนที่รอดและปีนกลับขึ้นมาได้จะได้รับรอยสักรูปฐานปีกและฝึกฝนเพื่อเป็นโอเร็คต่อไป แต่ละภารกิจแต่ละบทเรียนคือขนนกหนึ่งเส้น กำลังและทักษะ ปัญญาและไหวหริบ เมื่อขนนกครบเต็มเป็นรูปปีกก็จะกลายเป็นโอเร็คเต็มตัว เป็นยอดนักรบแห่งท้องฟ้าซึ่งทำหน้าที่ปกป้องแคว้นและเจ้าหลวง”



              รายละเอียดของการฝึกฝนที่พลัชอธิบายให้ฟังช่างดูยากลำเค็ญเกินจะเชื่อว่าจะมีมนุษย์หน้าไหนทำได้ แน่นอนว่ามันทำให้หลายต่อหลายคนล้มหายตายไปในระหว่างทาง พิมายนึกไม่ออกเลยว่าผู้เป็นพ่อยังสามารถคงความอ่อนโยนและสุภาพไว้ได้อย่างไรทั้งที่ถูกกระทำอย่างทารุณถึงเพียงนั้น ทันใดนั้นการกลั้นแกล้งจากลูกพี่ลูกน้องของเธอก็ดูจะกลายเป็นเรื่องเล็กไปถนัดตาเมื่อเทียบกับความพยายามดิ้นรนเอาชีวิตรอดของพลัช



“แล้วผู้ชายที่ชื่อบูร์จิน...”



ไม่จำเป็นต้องพูดให้จบประโยคพลัชก็รู้ดีว่าลูกสาวกำลังสงสัยอะไรอยู่



“เราปีนขึ้นมาจากหุบเหวด้วยกัน สาบานเป็นพี่น้องและครอบครัวซึ่งจะไม่มีวันทอดทิ้งกันเด็ดขาด ทั้งหมดที่พ่อต้องการคือกลายเป็นโอเร็ค จากเด็กชายไร้ชื่อที่ไม่มีใครเห็นค่า กลายเป็นยอดนักรบซึ่งได้รับการจารึกในหน้าประวัติศาสตร์แคว้น แต่สิ่งที่บูร์จินต้องการคือการแก้แค้นทุกอย่างและทุกคนที่ทำร้ายเขา ตั้งแต่พ่อแม่ที่ขายเขาให้วิหาร นักบวชที่ผลักเขาลงจากหน้าผา ครูฝึกที่ทารุณพวกเราเรื่อยไปจนถึงเหล่าราชวงศ์ที่เสวยสุขภายใต้การหลั่งเลือดของสามัญชน”



“เขาก่อกบฐเหรอ?” นั่นคือข้อสรุปเดียวที่พิมายคิดออก พลัชพยักหน้า



“เขาและโอเร็คในรุ่นเดียวกันอีกสิบสองคนรวมทั้งพ่อด้วย แต่ละคนมีทหารใต้บัญชานับร้อย ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้วังหลวงแห่งเทนกรีก็จะลุกเป็นไฟและพ่อไม่อาจทำใจได้ พ่อเปลี่ยนใจในวินาทีสุดท้าย ถวายรายงานเรื่องของเขากับเจ้าหลวง โอเร็คคนอื่นถูกประหารในทันที แต่บูร์จิน...บูร์จินเป็นหัวหน้า เขาจึงต้องโทษที่สาหัสกว่านั้นมาก...”



“จึงหรือเปล่าที่ผู้ชายคนนั้นพูด” พิมายกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก “ที่ว่าพ่อ...”



“เจ้าหลวงให้พ่อพิสูจน์ความภักดีโดยการสำเร็จโทษบูร์จินด้วยตนเอง” พลัชซบหน้าลงกับฝ่ามือขวา น้ำเสียงยังคงนิ่งสงบ สิ่งเดียวที่บ่งบอกถึงอารมณ์และความรู้สึกผิดคือหยดน้ำตาเล็กๆ ที่เล็ดลอดผ่านร่องนิ้วออกมา “ให้พ่อควักลูกตาเขา ก่อนจะมัดมือเท้าและผลักลงจากหน้าผาเดียวกับที่ทุกอย่างเริ่มขึ้น พ่อบอกตัวเองตลอดเวลาว่ามันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เพราะเขาคิดจะทำร้ายคนอื่น แต่ที่จริงแล้วพ่อก็แค่ขี้ขลาดไม่อยากสู้แม้แต่ในสงครามของตนเองเท่านั้น บูร์จินทำไปเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ให้พวกพ้องแต่พ่อกลับ...พ่อ...”



“ไม่หรอก” พิมายขยับไปนั่งบนขอบเตียงแล้วกอดพ่อไว้โดยเกยคางกับไหล่เขาเหมือนที่ชอบทำเสมอมา “หนูว่าพ่อกล้าหาญมากที่ผ่านเรื่องโหดร้ายและน่าเจ็บปวดขนาดนั้นมาได้โดยไม่กลายเป็นแบบเดียวกันไปซะก่อน พ่อกล้าหาญมากจริงๆ



“ลูกกับแม่คือสิ่งที่ทำให้พ่อรู้สึกคุ้มค่าเหลือเกินที่ได้เกิดมาก” พลัชสารภาพ ใช้แขนขวาซึ่งยังอยู่ดีกอดสูกสาวกลับไปเช่นกัน หลังร้องไห้กับตนเองเงียบๆ อยู่อีกครู่เขาก็ดันพิมายออกแล้วเริ่มเล่าต่อ “เจ้าหลวงจะแต่งตั้งให้พ่อเป็นแม่ทัพเพื่อเป็นตอบแทนความภักดี แต่พ่อทำใจไม่ได้กับชื่อเสียงและเกียรติยศที่แลกมาด้วยชีวิตของพวกพ้อง พ่อเลยขอรางวัลเป็นอิสระภาพแล้วออกเดินทางร่อนเร่จากเทนกรีเรื่อยจนมาถึงนิวาริน”



“แล้วพ่อรู้จักกับน้าอินท์ได้ยังไง” พิมายโพล่งถาม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความใคร่รู้เหมือนเด็กที่รอฟังตอนตื่นเต้นของนิทานไม่ไหวแล้ว



##########


สนทนา : ชื่อแคว้นของขุ่นพ่อพลัชมาจากคำว่า Tengri ที่เป็นชื่อเทพแห่งท้องฟ้าของกลุ่มชนเตอร์กิกค่ะ(ประมาณว่าตรุกี/อาเซอร์ไบจาน/อุยกูร์) คำว่าโอเร็คเองก็เป็นภาษาตุรกีเหมือนกัน แต่จำไม่ค่อยได้ว่าเอามาจากพิธีอะไร 555 ฟ็อกเป็นคนเก็บข้อมูลได้แย่มาก ไฟล์ปนกันมั่วไปหมด หาตอนใหม่มาอัพได้นี่คือแต้มบุนล้วนๆที่บังเอิญค้นเจอ อยากเขียนถึงที่มารอยสักมาตั้งนานแล้วในที่สุดก็ได้เขียนสักที แฮร่



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 94 ครั้ง

1,495 ความคิดเห็น

  1. #1347 fefefy (@rainy_dacht) (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 / 12:14
    อ่าสรุปแล้วหนูรักษ์สลบไปกี่วันหว่า เห็นบอกว่าอาหารไม่ตกถึงท้องมาห้าวันแต่สลบไปเจ็ดวัน//งงจิงจัง แล้วสรุปคือแคว้นคุณพ่อพลัชไม่ได้ชื่อพิมายรึนี่ //โอ้ยอิช้อยงงยิ่งนัก
    #1347
    2
    • #1347-1 (@foxx-tron) (จากตอนที่ 102)
      20 กุมภาพันธ์ 2562 / 12:22
      พิมผิดเองค่ะ ขออภัย 555 เดี๋ยวแก้วันให้
      #1347-1
    • #1347-2 (@foxx-tron) (จากตอนที่ 102)
      20 กุมภาพันธ์ 2562 / 12:52
      เจอแล้ว จริงๆต้องเป็นเจ็ดวันค่ะ เบลอไปหน่อย ขอบคุณค่าาา
      #1347-2
  2. #1324 czechet (@czechet) (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2562 / 18:26
    รอตอนถัดไปจ้าา เรื่องนี้สนุกมากๆๆๆ ขอบคุณค่ะ
    #1324
    0
  3. #1323 -S!MPLE- (@khimmonsicha) (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:27
    ค้างไม่ไหววว
    #1323
    0
  4. #1322 adaisy (@adaisy) (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 / 00:46
    พ่อมายคือเท่มากกกก ถ้าเป็นในการ์ตูนก็คือสาวกรี้ดสุดๆ
    #1322
    0
  5. #1321 mummy_yaoi (@mimm5341) (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:43
    ดีใจมากกลับมาอัพแล้วววว
    เรื่องคุณพ่อของน้องมาย เรารู้สึกว่าเป็นเราเราก็แค้นระบบบ้าอะไรนี่อะ แถมวิธีการของคุณพ่อเองก็ไม่ถูกด้วย
    #1321
    0
  6. #1320 nass_san (@nass) (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:38
    อห. เข้มข้นจนต้องต้มน้ำชงชาเพิ่ม รอต่อนะคะะะะะ

    เริ่มคลายปมแย้ววววว
    #1320
    0
  7. #1319 สุดย0ด (@patinya1223) (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 / 19:00
    เจ้มจ้นจริงๆค่ะ รอเรื่องน้าอินทร์เลย
    #1319
    0
  8. #1318 FullmoonG (@FullmoonG) (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:38
    มาเล่านิทานต่อเร๊ววววว
    #1318
    0
  9. #1317 Rosalia.BlackRose (@gtnrosalia) (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:12

    ชอบมากเลย เป็นกำลังใจให้นะคะ
    #1317
    0
  10. #1316 isszz94 (@isszz94) (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:45

    อยากรู้ปมความลับเบื้องหลังของขุ่นแม่อินทร์จะแย่แล้ววววว

    #1316
    0
  11. #1315 WaBi (@phowiset) (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:34
    พ่อพลัชเทพมากก
    #1315
    0
  12. #1314 Yuemoon (@SkyMagic26) (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:23
    น้าอินท์เคยรับใช้เกศรินทร์ใช่มั้ยย
    #1314
    0