รักษ์นารา

ตอนที่ 101 : ตอนที่ ๙๒ ข้อหาของภาคินทร์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 710
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 92 ครั้ง
    1 ก.พ. 62

ความเดิมตอนที่แล้ว


               รอบชิงชนะเลิศของงานประลองผู้ใช้กสิณรุ่นเยาว์ดุเดือดด้วยการต่อสู้ระหว่างไฟกับน้ำ

               แต่ในตอนนั้นเองที่ท่านจ้าวบุกเข้ามาเพื่อตามหารักษ์นารา 

               ตุลย์ได้ปะทะกับชเวอองโดยบังเอิญ แม้จะบาดเจ็บหนักแต่ก็ทำให้ทางการสามารถควบคุมชเวอองไว้ได้ พิมายค้นพบว่าพ่อของเธอรู้จักกับบูร์จิน ซึ่งเป็นหนึ่งในพรรคพวกของท่านจ้าวมาก่อน

               ภาคินทร์ใช้พรสวรรค์ในการต่อสู้มากเกินไปจนคลุ้งคลั่งและทำร้ายทุกคนที่ขวางหน้า คนที่หยุดเขาไว้ได้คือรักษ์นารา ทว่าสิ่งที่เธอทำส่งผลให้ทุกคนในสนามสัตตบงกชไม่สามารถใช้กสิณได้ไปด้วย

               ความสงสัยของโกมุทกำลังเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับท่านจ้าวที่ใกล้จะบรรลุความปรารถนาเมื่อมาลีไม่อาจขัดขวางเขาได้อีกต่อไป







ตอนที่ ๙๒ ข้อหาของภาคินทร์

 

ภาคินทร์ตื่นขึ้นมาพร้อมความเจ็บปวด



              เสียดแทงและแผ่ขยายราวกับระลอกคลื่น จนทำให้เขาเกือบกลั้นเสียงครางไว้ไม่อยู่ ความทรงจำพร่าเลือนและไม่ต่อเนื่อง และการตื่นขึ้นมาเบื้องหลังลูกกรงเหล็กโดยมีโซ่ตรวนรัดรอบข้อมือข้อเท้าก็ไม่ช่วยสร้างความกระจ่างได้เลยว่าเขาได้แผลมากมายเหล่านี้มาได้อย่างไร แต่อย่างน้อยเขาก็ได้รับการรักษามาในระดับหนึ่ง กลิ่นยาเหม็นฉุนและด้ายสีดำที่ยึดประสานเนื้อเยื่อซึ่งแดงช้ำตามตัวบ่งบอกแบบนั้น



ภาคินทร์ค้นพบว่าเขากำลังนอนอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ตัวยาวซึ่งสภาพเก่าโทรมเต็มที โซ่ยึดโยงเข้ากับกำแพงอิฐที่ขนาบข้าง เด็กหนุ่มลองขยับตรวน บังเกิดเสียงเคร้งคร้างดังกังวานและสะท้อนกลับมา แต่ก็เท่านั้นไม่มีสรรพเสียงใดอื่น ไม่ว่าที่นี่จะเป็นที่ไหนก็ตามเขาถูกขังไว้เพียงลำพัง



แต่ทันใดนั้นประตูไม้ที่ด้านนอกห้องขังก็เปิดออก



“จังหวะดีจริงๆ”



โดยฝีมือของร่างสูงกำยำทว่าแก้มตอบ ผมสีดำเสยลวกๆ ไปด้านหลังเผยให้เห็นดวงตาสีเทาเข้มเหมือนเกลียวพายุ เครื่องแบบอันประกอบขึ้นจากเสื้อสีดำคอปกตั้งซึ่งมีเข็มกลัดรูปหน้าขบที่อกขวาและโจงกระเบนสีแดงก่ำทำให้ภาคินทร์รู้ได้ในทันทีว่าอีกฝ่ายคือใครแม้จะเคยพบกันเพียงไม่กี่ครั้งจากระยะไกลเท่านั้น



เจ้าตัวยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าเขาตื่นแล้วก่อนจะกลายเป็นการผิวปากฮึมฮัมเป็นทำนองอันแปลกประหลาดในขณะที่ลากเก้าอี้ไม้มาตั้งหน้าห้องขัง อากัปกิริยานั้นสร้างเสียงสะท้อนก้องไปทั่วเช่นกัน ขายาวๆ ข้างขวายกขึ้นมาขัดคาดทับขาซ้ายแล้วเท้าศอกตามไป



“รู้ไหมว่าฉันเป็นใคร” อีกฝ่ายถาม ไม่รู้ว่าจงใจกวนประสาทหรือแค่อยากหยั่งเชิงเขากันแน่ ทว่าภาคินทร์ก็เลือกจะตอบไปตามตรง



“อดีตปัญจราชศาสตราสมญาปักษาอเวจี ผู้นำสกุลหลักแห่งวาโยและหัวหน้าหน่วยนิรยบาลซึ่งทำงานขึ้นตรงกับสมุหนายกเท่านั้น คุณคือปราณนต์ เหมปักษ์”



คำตอบของเขาทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าอีกฝ่ายกว้างขึ้นไปอีก



“คุยกับเด็กฉลาดมันง่ายอย่างนี้เอง แล้วเธอสนใจมาเป็นหนึ่งในนิรยบาลบ้างไหมละ”

              


ปฏิกิริยาตอบสนองของภาคินทร์คือการขมวดคิ้ว แต่ก่อนจะได้หลุดปากถามว่าทำไมปราณนต์ก็โพลงขึ้นมาเสียก่อน



“โอ้ตายละ ดันข้ามขั้นเกินไปหน่อย เอาใหม่ละกัน” หัวหน้าหน่วยพิฆาตลูบท้ายทอยอยู่สองสามครั้งเป็นการแก้เก้อ แววตาคมปราบ ดูไม่ล้อเล่นเหมือนรอยยิ้มบนใบหน้าเลยแม้แต่น้อย “รู้หรือเปล่าว่าทำไมเธอถึงต้องระเห็จมาอยู่ในคุกหลวง



คุกหลวง คำๆ นั้นกระแทกเข้ามาในทุกโสตการรับรู้ของภาคินทร์อย่างจัง เพราะมันคือสถานที่ที่ซึ่งมีการคุ้มกันแน่นหนาที่สุด ยิ่งกว่าชั้นใต้ดินของสกุลวัชริศหลายสิบหลายร้อยเท่า ยากที่จะผ่าน เป็นไปไม่ได้ที่จะหนีอย่างแท้จริง และใช้คุมขังเฉพาะอาชญากรที่อันตรายระดับเป็นภัยร้ายต่อแคว้นเท่านั้น



ความหวาดผวาคืบคลานแผ่ขยาย เด็กหนุ่มรู้สึกได้เลยว่ากำลังมีอาการเข่าอ่อนแต่เพราะยังนั่งอยู่บนแคร่จึงไม่ได้ล้มทรุดลงไปให้ขายหน้า เพราะสิ่งสุดท้ายที่ภาคินทร์จำได้คือกำลังหันหลังชนกับเตชินท์เพื่อต่อสู้กับเหล่ายักษ์พยนต์ แต่ทันใดนั้นทุกอย่างก็กลายเป็นสีขาวโพลน ว่างเปล่าและหนาวเหน็บ



เขาถูกพรสวรรค์กลืนกินอย่างที่นึกกลัวมาตลอด เผลอทำร้ายหรืออาจจะถึงขั้นพลั้งมือฆ่าใครบางคนไปแล้วด้วยซ้ำจึงทำให้ต้องถูกคุมขังในคุกหลวง



...เตชินท์...



คนสุดท้ายที่อยู่กับเขาคือเตชินท์



ไม่นะ



“ดูจากสีหน้าของเธอแล้วคงจำไม่ได้เลยสินะว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง” ปราณนต์ลุกขึ้นยืนแล้วสาวเท้าเข้าใกล้ห้องขังดวงตาสีเกลียวพายุที่จับจ้องมาในระยะประชิดชวนให้รู้สึกหวาดหวั่นอย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่รอยยิ้มและน้ำเสียงยังแฝงด้วยความรื่นเริงไม่จางแท้ๆ



“งั้นฉันจะบอกให้ฟังเอาบุญแล้วกัน เธอสร้างป้อมน้ำแข็งขึ้นกลางสนามสัตตบงกช เยือกแข็งและทำลาย ทุกอย่างและทุกคนที่อยู่ในนั้นอย่างง่ายดายแค่เพียงกระดิกนิ้ว ในความเห็นฉันนั้นเป็นอะไรที่สุดยอดและคู่ควรแก่การมอบตำแหน่งในนิรยบาลให้เป็นอย่างยิ่ง แต่ดูเหมือนโกมุทจะไม่เห็นด้วยเสียทีเดียว เขาคิดว่าเธออันตรายเกินกว่าจะฝึกให้เชื่องได้”



ปราณนต์กำมือรอบลูกกรงเหล็กพลางยื่นหน้าเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้นไปอีก



“เธอเป็นแบบนั้นหรือเปล่าภาคินทร์ ชลัชพงษ์ บ้าคลั่งและผยองเกินกว่าจะยอมให้ผูกเชือกสวมอาน”



ดวงตาสีวังน้ำวนหลุบมองพื้นไม่กล้าสบตาด้วย เพราะเขาอวดดีเกินไป หลงคิดไปว่าตนเองจะสามารถควบคุมพลังได้ทั้งที่ไม่เคยเข้าใจถึงขอบเขตของมันแม้แต่น้อย และตอนนี้เขาก็ทำพลาดไปมหันต์จนทำให้เปื้อนเลือด สองมือสั่นสะริกจนต้องปิดบังด้วยการกำหมัดแน่น



นี่คือสิ่งที่รักษ์นาราต้องเผชิญมาตลอดสินะ ความรู้สึกขยาดกลัวในเงาสะท้อนและอับอายในตัวตน



“แต่...” ปราณนต์เน้นเสียงขณะถอยห่างไปหลายก้าว “เราอาจจะยังมีทางแก้ไขเรื่องนี้ได้อยู่ อย่างที่บอกไปในตอนแรกว่าฉันต้องการให้เธอเข้ารวมหน่วยนิรยบาล ชาวนิวารินคนอื่นอาจจะหวาดกลัวในพลังที่เธอมีแต่ไม่ใช่กับฉัน ฉันเห็นโลกและการต่อสู้มามากพอที่จะพูดได้อย่างเต็มปากเธอคือเพชรที่ส่องประกายที่สุดเท่าที่ฉันเคยพบมา”



ภาคินทร์เงยหน้าขึ้นมาในที่สุด ความกังขาแปร่งปร่าเจือปนด้วยความรู้สึกยินดี เนื่องจากไม่เคยมีใครเอ่ยชื่นชมเขาในลักษณะเช่นนี้มาก่อน



“อย่าให้ชีวิตและพรสวรรค์เสียเปล่าไปกับความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ สิ ฉันขัดเกลาเธอได้ ทำให้เธอเก่งกาจและแข็งแกร่งได้ยิ่งกว่าใครทั้งนั้น และหากเธอพิสูจน์ได้มากพอว่ามีประโยชน์กับแคว้น ทุกข้อกล่าวหาเป็นอันละเว้น”



มันฟังดูดีเกินกว่าจะเป็นจริง เขาที่พลั้งมือฆ่าว่าที่ผู้นำสกุลหลักแห่งเตโชจะได้รับการให้อภัย ทว่าในโมงยามอันมืดมิดราวกับกำลังจะจมน้ำ คนเรายอมไขว้คว้าทุกสิ่งแม้จะเป็นแค่เส้นฟางก็ตาม ภาคินทร์เกือบจะตกลงในข้อเสนอที่ได้ยินอยู่แล้วจนกระทั่งเสียงของผู้เป็นพ่อดังก้องขึ้นมาในหัว



...ไม่ว่าปราณนต์จะพูดอะไร ห้ามแกเข้าร่วมหน่วยนิรยบาลเด็ดขาด....



“ผมถูกจับด้วยข้อหาอะไรกันแน่?” เด็กหนุ่มตัดสินใจโผล่งถามทั้งยังลุกขึ้นยืน เสียงตรวนเสียดสีจนเกือบฟังบาดหู “ที่คุณพล่ามมาทั้งหมดมีแต่เรื่องที่ผมใช้พรสวรรค์ทำลายสถานที่ราชการทั้งนั้น”



กับการที่เอ่ยเป็นนัยๆ เหมือนว่าเขาฆ่าเตชินท์



ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงไม่มีทางที่เขาจะได้นั่งอยู่ในคุกหลวงโดยมีปราณนต์เป็นคนสอบปากคำแน่ แต่ต้องเป็นวิชุดา วัชริศเท่านั้น เพราะสำหรับสกุลที่ยึดหลักตาต่อตาฟันต่อฟัน ชีวิตก็ย่อมต้องแลกด้วยชีวิต ต่อให้นั้นหมายถึงสงครามระหว่างสองสกุลหลักก็ตามที



“และผมยังอายุไม่ถึงเจ็ดพันวัน ตามกฏหมายแล้วถือว่าเป็นผู้เยาว์ ไม่ว่าจะทำผิดสถานใดก็ต้องมีผู้ปกครองอยู่ด้วย ผมต้องการพบพ่อ เดี๋ยวนี้!” ภาคินทร์โต้โดยพยายามทำเสียงให้ขึงขัง เขาไม่เชื่อใจอีกฝ่าย ทั้งทางแก้ปัญหาที่พอเหมาะพอดีเกินไป ทั้งสายตากลิ้งกลอกและท่าทางที่เหมือนเห็นทุกอย่างเป็นเพียงเรื่องสนุกสนานไปเสียหมด



เหมือนที่พิมายเคยพูดไว้เมื่อนานมาแล้ว ปราณนต์ เหมปักษ์ไม่ใช่คนที่น่าคบหาเท่าไรนัก



“เธอรู้ใช่ไหมว่ากฏนั่นมันใช้กับความผิดทั่วไปไม่ใช่อาชญากรของแคว้น”



“ด้วยข้อหาอะไรละบอกผมมาสิ” ภาคินทร์ยังไม่ละความพยายามที่จะไล่ต้อนปักษาอเวจี ดวงตาสีวังน้ำวนและสีเกลียวพายุมองจ้องกันอยู่ชั่วอึดใจ ในที่สุดปราณนต์ก็เป็นฝ่ายละสายตาไปก่อน อดีตปัญจราชศาสตราแห่งวาโยถอนหายใจพรืดและยกมือขึ้นเสยผม



“คุยกับเด็กฉลาดมันยุ่งยากขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย”



ภาคินทร์เองก็เกือบถอนหายใจด้วยความโล่งอกเช่นกันที่ไม่ได้เผลอหลงกลอีกฝ่าย แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าจะปลอดภัยอยู่ดี เพราะเขายังติดอยู่ในนี้ ภายใต้ป้อมปราการนามคุกหลวงโดยความผิดซึ่งไม่เป็นที่ปรากฏชัด ถ้าจะมีอะไรที่แน่นอนก็คือนี่เป็นหนึ่งในแผนการของโกมุท แต่จะด้วยวัตถุประสงค์ใดก็สุดที่เขาจะรู้ได้



ในที่สุดปราณนต์ก็หันหลังกลับ แต่ก่อนที่จะทันได้ก้าวข้าวธรณีประตูเขาก็ชะงักไปราวกับนึกอะไรบางอย่างได้



“บางทีเธอน่าจะอยากเรียกผู้ใหญ่คนอื่นในสกุลมามากกว่านาคราชครามนะ อย่างน้อยก็คนที่ไม่คิดจะทรยศเธอเหมือนที่ผู้ชายคนนั้นทำ”



“คุณพูดเรื่องอะไรกัน?” ภาคินทร์เผลอตัวย้อนถาม และนั่นเรียกได้ว่าเป็นความผิดพลาดมหันต์ ปราณนต์กลับมาเหยียดยิ้มกว้างอีกครั้ง



“ในการประลองครั้งก่อนระหว่างเธอกับเจ้าเตชินท์ เธอถูกปรับแพ้ทั้งที่ชนะ ถูกตัดสินว่าโกงโดยใช้เครื่องรางของขลังเข้าช่วยเพื่อให้สามารถเปลี่ยนน้ำเป็นน้ำแข็งได้ แต่รู้ไหมว่าใครเป็นคนแรกที่ปรักปรำเธอ เสนอข้อกล่าวหาขึ้นมาแล้วปล้นชิงชัยชนะที่สมควรจะได้รับไปจากเธอ”



ภาคินทร์เข้าใจได้ดีถึงนัยยะที่ปราณนต์ต้องการจะสื่อ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่อาจทำใจยอมรับได้



“โกหก!” เด็กหนุ่มโต้ทั้งใบหน้าซีดเผือก “คุณโกหก ไม่มีทางที่พ่อจะ



“แน่ใจได้ยังไงว่าเขาไม่ได้ทำ” ปราณนต์เอ่ยแทรก ทำให้ประโยคปฏิเสธที่เหลือของภาคินทร์แปรเปลี่ยนเป็นรสชาติขมฝาดซึ่งติดอยู่ปลายลิ้น “วิรุณน่ะเป็นพวกคลั่งความสมบูรณ์จะตายไป ทุกอย่างต้องตรงตามตำราและเป็นไปตามกฏระเบียบ อะไรที่ออกนอกลู่นอกทาง ถ้าไม่ถูก กำจัดทิ้ง ก็จะต้องถูกเกลา เสียใหม่ ฉันพูดถูกไหมละ”



ภาพของชวินทร์ปรากฏขึ้นมาในห้วงความคิดของภาคินทร์ทันที ทั้งที่เป็นลูกชายคนหนึ่งแต่ก็ถูกทอดทิ้ง เพียงเพราะมีร่างกายที่ไม่เหมือนใครอื่น ในขณะที่เขาซึ่งมีความสามารถที่ผิดแผกก็ถูกผู้เป็นพ่อปฏิเสธตัวตนเรื่อยมา



ราวกับสาแก่ใจในความสับสนของภาคินทร์แล้ว ปราณนต์ฮึมฮัมทำนองอันแปลกประหลาดขึ้นมาอีกครั้งก่อนจะเดินล้วงกระเป๋าจากไป






 

ปราณนต์กำลังคิดอยู่ว่าจะรายงานโกมุทว่าอย่างไรดีเรื่องที่เขาทำพลาด



นอกจากจะเกลี่ยกล่อมภาคินทร์ไม่สำเร็จแล้วยังเผลอเปิดเผยความกระเหี้ยนกระหือรือที่มีต่อความสามารถของอีกฝ่ายออกไปอีก พลาดเสียแล้วที่เผลอรับงานเกินความสามารถเช่นนี้มา ปราณนต์อาจจะเป็นคนพูดมากทว่าไม่ใช่สาริกาลิ้นทอง เขาไม่เก่งเรื่องโน้มน้าวใครหรอกนะ ถนัดแต่ยั่วโมโหโดยการพ่นทุกอย่างที่คิดอยู่ออกไปมากกว่า



แต่อย่างน้อยเขาก็พอจะสร้างความสับสนให้กับภาคินทร์ได้บ้าง วิรุณทำตัวเองแท้ๆ ไม่รู้จะปิดบังพรสวรรค์ที่ทั้งยอดเยี่ยมและน่าตื่นเต้นแบบนั้นไปทำไม ซ้ำร้ายด้วยความเย็นชาและปากหนัก ดูเหมือนว่าภาคินทร์จะไม่เคยได้รับคำอธิบายเช่นกันว่าวิรุณทำทั้งหมดนั้นไปเพื่ออะไร



แต่ก็ดี งานของเขาจะได้ง่ายขึ้นหน่อย



ปราณนต์เริ่มคิดขึ้นมาแล้วว่าบางทีเขาน่าจะยอมปล่อยให้ภาคินทร์คุยกับวิรุณดู ด้วยความใจร้อนของคนลูกกับความหัวรั้นของคนพ่อ ต่อให้เขาอยู่เฉยๆ โดยไม่ทำอะไรเพิ่มภาคินทร์ก็คงยอมเข้าหน่วยนิรยบาลอยู่ดี เด็กนั่นกระหายที่จะเป็นอิสระและได้รับการยอมรับ สองสิ่งซึ่งวิรุณไม่มีวันทำได้ในขณะที่ปราณนต์ยิ่งกว่ายินดีที่จะมอบให้



ทว่าทุกแผนการมีอันต้องตกไปเมื่อปักษาอเวจีเปิดประตูเข้าไปในห้องทำงานของโกมุทแล้วพบว่าสมุหนายกแห่งนิวารินไม่ได้อยู่เพียงลำพัง



ที่ชุดรับรองแขกตรงมุมห้องมีร่างบางของหญิงชราซึ่งมีดวงตาสีส้มเหมือนก้านดอกกรรณิการ์นั่งอยู่ด้วย



“เกศรินทร์?” ปราณนต์เอ่ยเรียกอย่างลืมตัวพลางเลิกคิ้วสูง หนึ่งในเชื้อพระวงศ์ซึ่งรอดชีวิตจจากเหตุการณ์แม่น้ำแดงมาทำอะไรอยู่ที่นี่กัน



“ยังอบรมลูกน้องได้ไม่ดีเท่าไรเลยนะโกมุทปล่อยให้โพลงเรียกชื่อแขกขึ้นมาห้วนๆ แบบนี้ได้ยังไงกัน” เกศรินทร์หันไปเอ่ยเตือนคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามอย่างไม่จริงจังนัก รอยยิ้มบางๆ แต่งแต้มใบหน้าทว่าส่งไปไม่ถึงดวงตา ปราณนต์ขมวดคิ้วอย่างไม่ชอบใจในคำตำหนิของอีกฝ่าย ต่อให้เคยเป็นถึงหนึ่งในราชครูและมีพระยศสูงกว่าก็เถอะ แต่ตอนนี้ก็ถือได้ว่าเป็นเพียงสามัญชนคนหนึ่งเท่านั้น เทียบกันแล้วอย่างน้อยก็ควรจะให้ความเคารพโกมุทมากกว่านี้สิ



แต่เพราะถูกดวงตาสีน้ำตาลที่อ่อนเข้มไม่เท่ากันมองมาอย่างห้ามปราม ปราณนต์จึงยอมปิดปากเงียบ ค้อมศีรษะแสดงความเคารพและกึ่งขออภัยโทษก่อนจะเดินไปประจำตำแหน่งที่เบื้องหลังของผู้นำแห่งแคว้น



“เห็นจะมีอยู่คนเดียวนี่แหละครับที่อบรมยังไงไม่ได้เสียที” โกมุทตอบกลับอย่างติดตลก ซึ่งถ้าไม่ติดว่าเพิ่งถูกปรามมาปราณนต์คงส่งเสียงเหอะขึ้นจมูกใส่ไปแล้ว “เมื่อครู่เราคุยกันถึงไหนแล้วนะ”



“นั่นสินะ” เกศรินทร์วางแก้วกระเบื้องซึ่งบรรจุน้ำมะตูมลงกับโต๊ะตัวเตี้ยที่กั้นอยู่ตรงกลาง ดวงตาสีก้านกรรณิกาเหลือบมาทางปราณนต์ครู่หนึ่งก่อนจะเลื่อนไปยังโกมุทต่อ “เรื่องที่ว่าเธอจะยอมปล่อยนักเรียนของฉันออกจากคุกหลวง แล้วก็ยกเลิกข้อกล่าวหาจอมปลอมทั้งหมดยังไงละ”



ปราณนต์ขยับตัวทันที แต่ไม่ทันจะอ้าปากโวยวายก็ถูกโกมุทยกมือขึ้นห้ามอย่างรู้ทันเสียก่อน ดวงตาซึ่งสีอ่อนเข้มไม่เท่ากันจับจ้องอยู่แต่กับร่างบางของหญิงชราซึ่งนั่งอยู่ตรงข้าม หลังความเงียบอันน่าอึดอัดชั่วอึดใจ โกมุทก็ยิ้ม และเป็นยิ้มที่ส่งไปไม่ถึงดวงตาเช่นกัน



“ผ่านไปแค่ไม่กี่พันวันครูใจอ่อนขึ้นเยอะเลยนะครับ ถ้าเป็นแต่ก่อนคงเสนอแนะให้ผมประหารตัวอันตรายแบบนั้นทิ้งทันทีแท้ๆ เหมือนที่บอกให้เสด็จปู่กวาดล้างชนเผ่าปกรณัมไปจากแคว้น”



“ส่วนเธอเองแค่รั้งตำแหน่งได้ไม่กี่พันวันก็โหดเหี้ยมขึ้นเยอะเหมือนกัน” เกศรินทร์ตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่สะทกสะท้านต่อข้อกล่าวหาที่ว่าเธอคือหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ชนเผ่าพื้นเมืองของนิวารินถูกทำลายสิ้นในค่ำคืนเดียว



ปราณนต์เคยได้ยินเรื่องนี้จากปากของโกมุทมาบ้าง ว่าแรกเริ่มเดิมทีดินแดนแถบนี้ถูกครอบครองโดยชนเผ่าป่าเถื่อนเผ่าหนึ่ง  บูชาแสงสว่างแต่ในขณะเดียวกันก็เทิดทูนความมืด คนพวกนี้ไม่มีชื่อเรียก ซ้ำดูเผินๆ เหมือนจะไร้อารยธรรม ทว่ากลับมีวิธีต่อสู้และการใช้กสิณที่ต่างไปจากสามัญสำนึกทั่วไปเป็นอย่างยิ่ง



ยามเจ้าหลวงผู้เป็นต้นสกุลรัศมาศยาตราผ่านแล้วทำศึกครอบครองดินแดนนี้ได้ ชนเผ่านั้นก็ถูกบีบบังคับให้ถอยรนจากมหาพฤกษากัลพฤกษ์ไปยังป่าลึกของแคว้น เร้นกายหลบซ่อน เลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ เหลือเป็นแค่เรื่องราวในพงศาวดารที่เหลือมาจากยุคแรกเริ่ม



เพราะแบบนั้นจึงได้ชื่อว่าเผ่าปกรณัม(เรื่องเล่าขาน)



ทว่าอยู่ๆ เมื่อหลายหมื่นวันก่อนชนเผ่าก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งเพื่อทวงในสิ่งที่เคยเป็นของตนคืนมา



“แต่มันมีความแตกต่างอยู่นะโกมุท ระหว่างมาตราการตอบโต้บรรดาชนเร่ร่อนที่คิดลอบปลงประชนม์เจ้าหลวงกับการจัดการเด็กน้อยคนหนึ่งซึ่งยังควบคุมพลังของตนเองได้ไม่ดีพอ” เกศรินทร์กล่าวตำหนิอย่างตรงไปตรงมา ทว่าแทนที่โกรธเคือง โกมุทกลับเอนกายพิงพนักเก้าอี้ รอยยิ้มสุภาพดังหน้ากากไม่มีท่าทีว่าจะจางลงได้ง่ายๆ



“ผมเพิ่งรู้ว่าครูสนิทกับนาคราชครามด้วย”



การเปลี่ยนเรื่องกะทันหันของสมุหนายกทำให้ปราณนต์อดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้ว ตามไม่ค่อยทันเท่าไรว่าการที่เกศรินทร์โผล่มาสั่งสอนวิธีบริหารแคว้นของโกมุทเกี่ยวพันอย่างไรกับอดีตปัญราชศาสตราธาตุอาโปคนนั้น แต่ที่แน่ๆ ดูเหมือนว่าโกมุทจะจับได้ถูกจุดเพราะหญิงชราถึงกับเผลอตัวขมวดคิ้วไปนิดหนึ่งก่อนจะปรับสีหน้าได้



“เธอขังนักเรียนของฉันโดยไม่มีความผิดอยู่นะโกมุท ฉันจะเป็นครูแบบไหนกันถ้าเอาแต่นิ่งเฉยและปล่อยให้อนาคตของเขาดับวูบไปอย่างไร้ความหมายแบบนั้น”



“ครูทำแบบนี้กับลูกศิษย์ทุกคนเลยหรือเปล่าครับ อาศัยเลือดขัตติยะและเส้นสายที่เคยเกลียดหนักหนาเพื่อเข้ามาพบผู้นำของแคว้นอย่างร้อนรนแล้วต่อรองให้ลูกศิษย์พ้นความผิด หรือว่าแค่เฉพาะใครเป็นพิเศษกันแน่”



ต่อให้ไม่เข้าใจถึงนัยยะที่ทั้งคู่ใช้ข่มขู่กันแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปราณนต์จะหาความบันเทิงจากสถานการณ์ตรงหน้าไม่ได้ เพราะปักษาอเวจีโปรดปรานช่วงเวลานี้ที่สุด ช่วงที่โกมุทเชือดเชือนคู่สนทนาด้วยคำพูดนิ่มนวลขัดกันเนื้อหา ไล่ต้อนให้จนมุมด้วยวาจาและการกระทำที่อีกฝ่ายเผลอแสดงออกมาโดยไม่รู้ตัว แม้จะมีท่าทีสบายๆ แต่กลับแผ่บรรยากาศกดดันจนแทบจะหลั่งเป็นคาวเลือด



ด้วยสิ่งนี้ โกมุทสามารถทำให้การประชุมน่าเบื่อที่หาสาระไม่ได้ กลายเป็นดังสนามรบในสายตาของปราณนต์ได้เลยทีเดียว และเมื่อทุกอย่างสิ้นสุดลง ก็จะเหลือผู้ที่ยืนหยัดท่ามกลางซากศพเพียงคนเดียวเท่านั้นคือชายที่เขาเลือกจะติดตามรับใช้ด้วยชีวิต



“ไม่รู้สินะ”



แต่ดูเหมือนว่าเกศรินทร์จะไม่ใช่แค่หมูในอวยเหมือนบรรดาตาแก่หง้ำเหงือกในสภาพวกนั้น แผ่นหลังเล็กยังคงเหยียดตรงอย่างสง่าในขณะที่ดวงตาสีก้านกรรณิการ์จ้องตอบโดยไม่แม้แต่จะกะพริบตา



“เพราะฉันเองก็ยังไม่เคยมีลูกศิษย์ที่มีพรสวรรค์หายากแบบหนึ่งในล้านจะพบได้สักคนมาก่อนเสียด้วยสิ อ่อ แต่คงต้องเว้น เขาคนนั้นไว้คนหนึ่งละนะ”



บางอย่างในน้ำเสียงของเกศรินทร์สื่อชัดว่าเธอกำลังเหยียดหยันโกมุทอยู่



“เพราะยอดบุรุษที่เป็นเอกไปเสียทุกด้านเช่นนั้นคงไม่มีทางเกิดขึ้นได้อีกแล้ว แม้จะมีคนพยายามเลียนแบบมากแค่ไหนก็ตาม”



สมุหนายกแห่งนิวารินไม่ได้ขยับตัว ไม่แม้แต่จะเปลี่ยนสีหน้า ทว่าปราณนต์กลับรับรู้ได้ไม่ยากว่าเจ้านายของเขากำลังกรุ่นโกรธเต็มที่ เกศรินทร์จี้เข้ามาที่จุดอ่อนของโกมุทอย่างจัง บาดแผลซึ่งเหวอะหวะยิ่งกว่าอันที่พาดอยู่บนลำคอเสียอีก ทั้งคู่เงียบใส่กันอีกครั้ง เป็นความเงียบอันน่าอึดอัดราวกับช่วงเวลาก่อนจะตวัดดาบเพื่อตัดสินความเป็นความตาย



และเกศรินทร์ตัดสินใจเริ่มก่อน



“ข้อกล่าวหาของภาคินทร์ ชลัชพงษ์คือทำลายทรัพย์สินราชการด้วยความจงใจกับใช้กสิณในรูปแบบที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อคนรอบข้างสินะ”



“นั่นและรวมถึงการทำร้ายว่าที่ผู้นำสกุลหลักแห่งเตโชด้วย ซึ่งต่อให้ผมลดย่อนผ่อนโทษให้เพราะเป็นผู้เยาว์หรือเห็นแก่หน้าสกุลชลัชพงษ์ แต่อย่างน้อยๆ ด้วยความผิดระดับนี้ยังไงก็ต้องโทษขังคุกตลอดชีวิตอยู่ดี” โกมุทโต้กลับ แต่ดูจะไม่ได้ผลเท่าไร



“สกุลชลัชพงษ์ออกจะร่ำรวย ให้ทางนั้นจ่ายค่าซ่อมแซมให้เสียก็สิ้นเรื่อง และถ้าฉันจำไม่ผิด จากการให้ปากคำของเตชินท์คือภาคินทร์ใช้พลังเกินตัวเพื่อช่วยสู้กับยักษ์ดินเหนียวไม่ใช่หรือ ความพยายามเพื่อปกป้องผู้อื่นแบบนั้นสมควรได้เครื่องราชย์ตอบแทนเสียด้วยซ้ำ”



“แต่เสียการควบคุมจนพลั้งมือทำร้ายพวกเดียวกันแบบนั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรปล่อยไปอยู่ดี”



“โธ่โกมุทที่ฉันสอนมาทั้งหมดไม่ได้เข้าไปในหัวเธอเลยสินะ เด็กสองคนนั้นยืนอยู่บนลานประลองในการแข่งขันที่สมัครใจเข้ารวมด้วยตนเอง บาดแผลใดๆ ที่เกิดขึ้นจึงไม่สามารถใช้ฟ้องร้องเอาความได้ เว้นเสียแต่จะทำให้พิการหรือถึงแก่ความตาย ซึ่งจากที่เห็นเตชินท์ วัชริศล่าสุด ฉันคิดว่าเขายิ่งกว่าสุขสบายดีเสียอีก”



เกศรินทร์กระตุกยิ้ม หยิบแก้วกระเบื้องขึ้นมาจิบแก้กระหายอีกครั้งก่อนจะลุกขึ้นยืน



“อีกหนึ่งชั่วยามจะมีคนของชลัชพงษ์มาเจรจาเรื่องค่าเสียหายต่อ และฉันขอแนะนำให้เธอปล่อยตัวภาคินทร์ ชลัชพงษ์ให้เร็วที่สุดอย่างช้าก็ภายในพรุ่งนี้ ไม่อย่างนั้นก็คงต้องให้เหล่าอนุญาโตตุลาการมาตัดสินแล้วแหละว่าเด็กคนนั้นผิดจริงอย่างที่ถูกกล่าวหาหรือไม่”



สิ้นคำเตือนผสมขู่ร่างบางก็เดินไปทางประตูโดยไม่รอส่งรวมทั้งไม่เอ่ยคำร่ำลา ท้วงท่าเนิบช้าน่ามองสมกับเป็นเลือดขัตติยะ เช่นเดียวกับรอยยิ้มและแววตาวูบไหวสมกับที่เป็นผู้ชนะ คล้อยหลังผู้มาเยือนจากไปไม่นานโกมุทก็ใช้หลังมือปัดชุดแก้วกระเบื้องที่วางอยู่บนโต๊ะทิ้งอย่างเกรี้ยวกราด บังเกิดเสียงเคร้งคร้างดังก้องไปทั่วห้องทำงานกว้าง



ทหารยามที่เฝ้าอยู่โผล่หน้าเข้ามาดูด้วยความกังวล



“ออกไป!!



ก่อนจะเผ่นกลับไปแทบไม่ทันเมื่อถูกสมุหนายกผู้สุภาพตวาดใส่ แผงอกของโกมุทสะท้อนขึ้นลงตามแรงอารมณ์เช่นเดียวกับสองมือที่กำแน่น ทว่าไม่ได้มากไปกว่านั้น ไม่มีคำสถบตามมา รวมทั้งไม่มีการทำลายข้าวของเพิ่มด้วย โกมุทแค่สูดหายใจเข้าลึกด้วยใบหน้าแดงก่ำและดวงตาวาวโรจน์อยู่อีกครู่ก่อนจะยกมือขึ้นเสยผมจัดชุดที่เบี้ยวเพียงนิดเดียวให้เรียบร้อยตามเดิม



“บอกแล้วว่าให้จัดการไปให้หมด เก็บไว้ก็ยุ่งยากเปล่าๆ” ปราณนต์อดไม่ได้ที่จะเปรยบ่นทำเอาโกมุทถึงกับถอนหายใจเฮือกอีกระลอกที่ถูกซ้ำเติม



“ถ้าเหลือแค่ฉันคนเดียวมันจะยิ่งดูน่าสงสัยน่ะสิ แถมตอนเกิดเรื่องนังนั่นไม่ได้อยู่ในวังด้วยจะตามไปฆ่าก็กระไรอยู่ เห็นแก่แล้วเลยไม่ได้ระวัง ไม่นึกว่าจะหนังเหนียวอยู่จนมาเป็นหอกข้างแคร่ฉันได้อีกคน”



โกมุทเอนตัวมาด้านหน้า เท้าศอกเข้ากับหน้าขาอย่างใช้ความคิด ไม่บ่อยนักที่ผู้นำหนุ่มจะแสดงท่าทีเคร่งเครียดเช่นนี้ออกมา ความที่ถูกสั่งสอนและถูกเลี้ยงดูมาโดยอดีตราชครูซึ่งเพิ่งต่อปากต่อคำกันไปทำให้แพ้ทางอีกฝ่ายโดยสิ้นเชิง



“พวกมันสุ่มหัวกันอยู่ ทั้งเกศรินทร์ สกุลชลัชพงษ์ ไม่รู้ว่าสกุลคีรีรัตน์ด้วยหรือเปล่าแต่อย่างน้อยก็ผู้พลิกธรณีคนหนึ่งละที่เป็นพวกเดียวกันไม่งั้นคงไม่ดิ้นพราดแบบนี้หรอก ฉันรู้ว่าพวกมันต่อต้านฉันและอยากให้ฉันลงจากตำแหน่งแต่ที่คิดไม่ออกคือพวกมันจะดันให้ใครขึ้นมาแทนที่นี่สิ”



โกมุทพึมพำ เป็นการขบคิดกับตนเองด้วยเสียงที่ดังเกินไปหน่อยเท่านั้นไม่ใช่การขอความเห็นแต่อย่างใด แต่ถึงปราณนต์จะหัวช้าสำหรับเกมการเมืองก็ใช้ว่าเขาจะไม่เข้าใจสถานการณ์ปัจจุบัน



ตอนนี้สกุลผู้ใช้กสิณแบ่งออกเป็นสองขั้วอำนาจด้วยกัน หนึ่งคือลมและไฟซึ่งหนุนหลังสมุหนายกโกมุท เชื้อพระวงค์ผู้ยังหลงเหลือจากเหตุการณ์แม่น้ำแดงและมีคุณสมบัติมากพอจะชี้นำแคว้นได้ สองคือน้ำและดินที่ต่อหน้าวางตัวเป็นกลางทว่าลับหลังตั้งคำถามในการขึ้นครองอำนาจของโกมุทมาตลอด



“ต่อให้สมมติว่าพวกมันเอาฉันลงจากตำแหน่งได้แต่การที่สกุลใดสกุลหนึ่งจะขึ้นเป็นผู้นำเสียเองก็ไม่ใช่ตัวเลือกอยู่ดี แบบนั้นจะกลายเป็นสงครามแย่งอำนาจระหว่างสกุลหลักไปอีกทอดเปล่าๆ ไม่...พวกมันมีตัวเลือกอยู่ในใจอยู่แล้วมากกว่าเพียงแต่ไม่ได้แสดงออกมาให้เห็นเท่านั้น”



โกมุทยังคงพึมพำประโยคอันยากแก่การเข้าใจในความคิดของปราณนต์ต่อไป มือขวาของผู้นำหนุ่มเลื่อนไปบีบนวดสันจมูกอย่างเคร่งเครียดก่อนจะหันมาถามองครักษ์ที่ยังยืนนิ่งไม่ไปไหน



“ช่วยบอกทีว่าอย่างน้อยเธอก็ทำให้ภาคินทร์ ชลัชพงษ์เข้าร่วมนิรยบาลได้”



“ไม่” ปราณนต์ตอบทันทีอย่างไม่คิดกลัวว่าจะทำให้อีกฝ่ายผิดหวัง แต่ก่อนที่โกมุทจะทันได้ถอนหายใจด้วยความหน่ายใจอีกระลอก ปักษาอเวจีก็ส่งยิ้มรื่นเริงมาให้ “แต่ฉันคิดว่านายน่าจะยอมทำตามที่ยัยแก่พูด ปล่อยเด็กนั่นกลับไปหานาคราชครามดูสักวันสองวัน รับรองจะต้องมีอะไรสนุกๆ เกิดขึ้นแน่นอน”




############


สนทนา : เลากลับมาแล้ววววววววววววววววว คิดถึงเลามั้ยยยยย 555 เพราะหายไปนานมากเลยตัดสินใจว่าควรต้องมี ความเดิมตอนที่แล้ว เตือนความจำกันสักนิดหนึ่งว่าเกิดอีเว้นท์อะไรบ้าง รวมทั้งทำภาพ Anesthetic ใหม่ด้วย 

ซึ่งมาคิดๆดูตลอดเล่มสองก็แทบไม่ได้อะไรเลยนอกจากเด็กๆตีกัน ปมเพิ่งมาเดินแค่สี่ห้าตอนท้ายเท่านั้นเอง ฟฟฟฟ แต่เล่มสามจะตรงข้ามค่ะ ฟ็อกจะเริ่มทยอยเฉลยทุกอย่าง(หวังว่าจะทำได้หมดโดยไม่โดนรัดคอตายไปเสียก่อน แหะๆ) 


เหมือนเคยนะคะ สามารถพูดคุย ตามหวีดตามบ่นตามทวงได้ที่ #รักษ์นารา ไม่ก็ #FoxxTrot



ด้วยรักและคิดถึงมาก

ฟ็อกซ์เอง

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 92 ครั้ง

1,495 ความคิดเห็น

  1. #1325 9peony (@9peony) (จากตอนที่ 101)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 / 10:12
    ในที่สุดก็กลับมาซะที คิดถึงมากมาย.....
    #1325
    0
  2. #1312 FullmoonG (@FullmoonG) (จากตอนที่ 101)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2562 / 15:05
    ชอบสงครามเย็น~~
    #1312
    0
  3. #1311 nass_san (@nass) (จากตอนที่ 101)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2562 / 15:00
    มาสารภาพว่า ขำตรงความเดิมตอนที่แล้ว เหมือนดูซีรีย์เลยค่ะ 555555555 น่ารักมากๆเลย เพราะคนอ่านก็ลืมๆ ไปแล้วจริงด้วย

    คิดถึงเหมือนกันค่าาาา เล่มนี้หนูๆ จะโตขึ้นบ้างไหมคะ

    แอบคิดว่าถ้านุ้งคินทร์เข้านิรยบาล แล้วเป็นสปายอีกที น้องจะได้ความเท่+รัวๆ แค่มโนก็กร๊าวใจแย้ววววว ฮิ้วววววว😆😆😆😆
    #1311
    0
  4. #1310 Bear (จากตอนที่ 101)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2562 / 08:33

    หายไปนานมากเลยค่ะฟ็อกซ์ ยังรอนุ้งคินกันหนูรักษ์อยู่ค่า

    #1310
    0
  5. #1309 galpper (@lumenus) (จากตอนที่ 101)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2562 / 00:15
    ไล่อ่านตั้งแต่ตอนแรกมาได้สามสี่วัน ในที่สุดก็ตามทัน ชอบเรื่องนี้มากเลยค่ะ ไม่แน่ใจว่าคุณฟ๊อกซ์ได้แรงบันดาลใจมาจากการ์ตูนเรื่อง the last air bender รึเปล่า แต่เอาเป็นว่าสำหรับเรารักษ์นาราก็มีเสน่ห์ในตัวของมันเอง ชอบที่นำความเป็นไทยมาประยุกต์ และติดใจการเล่าเรื่องแบบโชโจวมังงะมาก 555 เป็นนักเขียนอีกท่านที่อยากสนับสนุนเลยค่ะ
    #1309
    1
    • #1309-1 ฟ็อกซ์ทร็อต (@foxx-tron) (จากตอนที่ 101)
      3 กุมภาพันธ์ 2562 / 14:42
      ใช่เลยค่ะ ฟ็อกชอบแองกับพรรคพวกมาก ติด the last air bender สุดๆ รักษ์นาราเลยได้อิทธิพลมาเต็มๆ 555แต่สัญญาว่าไม่เหมือนแน่นอน เอามาแค่ไอเดียคุมดินน้ำลมไฟเฉยๆ ขอบคุณนะคะที่ชอบ เวลานึกพล็อตเรื่องในหัวก็เป้นภาพโชโจมังงะเหมือนกัน ไม่นึกเลยว่าพอบรรยายแล้วจะติดออกมาจนคนอ่านรับรู้ได้ด้วย 555
      #1309-1
  6. #1308 AmilyKick (@pamicy) (จากตอนที่ 101)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:25

    ตอนเห็นแจ้งเตือนนี่กรี๊ดลั่นบ้านเลยค่ะ และขอบคุณจริงๆสำหรับความเดิมตอนที่แล้วมันมีประโยชน์มากมายจริงๆสำหรับปลาทองอย่างเราค่ะ

    #1308
    0
  7. #1306 isszz94 (@isszz94) (จากตอนที่ 101)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 / 12:07

    เย้!!!กลับมาแล้วคิดถึงนุ้งคินทร์กับพี่เตมากๆเลนค่าาา

    #1306
    0
  8. #1305 bookkota (@moonrabbit) (จากตอนที่ 101)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 / 11:12
    งื้ออ ในที่สุดนุ้งฟ็อกซ์ก็พาเด็กๆกลับมาา เล่ม 3นี่สุดท้ายยังนะ หรือมี5เล่มนะ ปมเยอะเกิ๊นนน เล่มเดียวจะเฉลยพอหรอมมมม 555
    ปอลอ หวังว่านุ้งคินทร์จะไม่ดื้อมาก และคุณพ่อจะไม่ปากแข็งมากนะ ไม่งั้นคงต้ิง5เล่มจริงๆแล้วแหละ 555
    #1305
    0
  9. #1304 mummy_yaoi (@mimm5341) (จากตอนที่ 101)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 / 10:07
    คิดถึงมากๆเลยค่ะ ดีนะคะที่เท้าความให้ไม่งั้นเรางงแน่ๆ
    #1304
    0
  10. #1303 luvtaetaev (@I_Phone) (จากตอนที่ 101)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 / 08:28

    กรี๊ดดดดดดถึงคุณฟอกส์นาราและก้ภาคินมากกกกกก รอตอนต่อไปค่่า
    #1303
    0
  11. #1302 ที่พึ่ง(ไม่ได้) (@Amale) (จากตอนที่ 101)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 / 07:37
    คิดถึงงงงงงงงงงง ดีใจกับที่ได้อ่านตอนใหม่ ขอบคุณค่าาา
    #1302
    0
  12. #1301 Hiii29220 (@Hiii29220) (จากตอนที่ 101)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 / 06:06
    ปมรัดคอเยอะแยะไปหมดเลยอ่ะ ขอให้ไรท์ปลอดภัยนะ55555555555
    #1301
    0
  13. #1300 adaisy (@adaisy) (จากตอนที่ 101)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 / 01:28
    กรรี้ดดดดดด มาแล้วววว ดีจังมีย้อนตอนที่แล้วให้ กำลังจะเลื่อนกลับไปอ่านตอนเก่าพอดี555
    #1300
    0
  14. #1299 Casper (จากตอนที่ 101)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 / 00:43

    โอ๊ยยยยยยย รู้สึกเหนื่อยแทนคนที่ต้องมาสู้กับ2คนนี้

    นุ้งคินทร์อย่าพึ่งสติแตกนะ ตอนนี้ยิ่งไม่มีหนูรักษ์คอยอยู่ห้ามแล้วด้วย ฮือออออ

    .

    คิดถึงคุณฟ็อกซ์มากกกกกกกค่ะ (แต่รู้สึกเหมือนจะเจอตามแท็กอยู่บ่อยๆ ฮ่าๆๆ) รอตลอดว่าคุณฟ็อกซ์จะมาอัพนิยายเมื่อไหร่ ในที่สุดก็ได้ฤกษ์แล้ว เย้ๆๆๆ ได่อ่านตอนใหม่สักที. แต่นางเอกของเราก็ยังค่าตัวแพงเช่นเดิมคับผ้มมมมม :D

    #1299
    0
  15. #1298 Yuemoon (@SkyMagic26) (จากตอนที่ 101)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:52
    ภาคินทร์จะไปเป็นนิรยบาลกับเค้ามั้ยน้อ
    #1298
    0
  16. #1297 Pysfii (@pychat) (จากตอนที่ 101)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:43
    คิดถึงมากเลยยย เล่มนี้น่าติดตามมากๆๆๆ
    #1297
    0
  17. #1296 always222 (@Always22) (จากตอนที่ 101)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:10
    /กรีดร้อง จะรอนะคะ
    #1296
    0
  18. #1295 WaBi (@phowiset) (จากตอนที่ 101)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:25
    ในที่สุดดดดด คิดถึงนะคะ
    อยากรู้แล้วว่าตอนนี้ทุกคนเป็นไงกันบ้าง หลังเหตุการณ์นั้น
    #1295
    0