ตอนที่ 1 : ตอนที่ ๑ ความลับของรักษ์นารา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4655
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 81 ครั้ง
    5 พ.ค. 59


ตอนที่ ๑ ความลับของรักษ์นารา


 

รักษ์นารามีความลับที่ไม่เคยบอกใครอยู่สามข้อด้วยกัน

 

 

สองในสามนั้นช่างแปลกประหลาดจนอาจทำให้เธอและครอบครัวเดือดร้อนได้หากมีคนนอกล่วงรู้ ส่วนข้อที่สาม...เธอพยายามปิดมันอย่างเต็มที่แล้วจริงๆ แต่ดูเหมือนจะทำได้ไม่ดีเท่าไร เพราะว่า....

 

 

 “นั่น ภาคินทร์ !!!”  พิมาย เด็กสาวตัวสูงผมสีดำยาวมัดเป็นหางม้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่เบานักก่อนจะชี้ไปยังอาคารเรียนอีกหลังที่ตั้งอยู่ไม่ห่างกัน และปฏิกริยาแรกที่รักษ์นาราทำ คือการไปหลบหลังเสาพร้อมยกหนังสือเรียนวิชาวรรณกรรมขึ้นมาปิดหน้าไว้

 

 

รักษ์นาราเป็นเด็กสาวที่ตัวเล็กกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน ด้วยส่วนสูงแค่สามศอกเศษ[1]ส่งผลให้เครื่องแบบนักเรียนที่เป็นเสื้อคอบัวแขนสั้นผ่าหน้าสีขาวกับผ้าถุงทอลายยกดอกสีน้ำตาลยาวลงมาเกือบถึงข้อเท้าในขณะที่สำหรับคนอื่นๆ มันยาวเพียงครึ่งแข้งเท่านั้น

 

 

 

 

 [1] ๑ ศอก = ๕๐ เซนติเมตร

 

 

 

เด็กสาวมีผมสีน้ำตาลอ่อนยาวเลยต้นคอเพียงเล็กน้อยที่ช่วงปลายหยักศกตามธรรมชาติ ดวงตาสีเดียวกันล้อมกรอบด้วยขนตายาวหนา ท่าทางนุ่มนิ่มและไม่คอยตอบโต้ทำให้เพื่อนๆ ลงความเห็นว่าเธอดูเหมือนกระต่ายตัวน้อยไม่ก็หนูตะเภาขนฟูที่น่าเอ็นดูจนน่าแกล้งมากกว่า

 

 

ซึ่งเรื่องที่ถูกแกล้งมากที่สุดก็คือเรื่องนี้นี่แหละ

 

 

 “ฮะฮ่าฮ่าฮ่า” พิมายหัวเราะลั่นอย่างไม่คิดปิดยัง “นี่แกยังไม่ชินกับมุกนี้อีกหรอเนี่ย”

 

 

รักษ์นาราลดหนังสือลงแล้วส่งค้อนให้เพื่อนวงโต “มายแกล้งเราอีกแล้ว”

 

 

“ขอโทษ เห็นแกท่าทางเหม่อๆ มันเลยอดไม่ได้”

 

 

“เลิกแกล้งเราสักทีเถอะ” รักษ์นารายังไม่เลิกค้อน

 

 

“เอาน่าๆ ก็ขอโทษแล้วไง” เด็กสาวตัวสูงเอ่ยอย่างไม่จริงจังนักก่อนจะลากคนตัวเล็กกว่าออกมาหลังเสาแล้วชี้ไปทิศเดิม  “ไม่แกล้งแล้ว เห็นไหม อิตาภาคินทร์ไม่ได้อยู่....”

 

 

ตูม!!!!!

 

 

“ตรงนี้...”

 

 

ยังไม่ทันสิ้นคำ ผนังของอาคารเรียนก็ระเบิดออกพร้อมน้ำจำนวนมากที่พุ่งออกมาอย่างผิดธรรมชาติ โดยมีนักเรียนชายถึงสองคนถูกกลุ่มก้อนสายน้ำอัดเหวี่ยงออกมาด้วย รักษ์นาราตกใจกับสิ่งที่เห็นก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเขินอายที่ไม่เข้ากับสถานการณ์แม้แต่น้อย เมื่อนักเรียนชายคนที่สามก้าวตามออกมาจากผนังสีขาวเทาที่กลายเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่

 

 

“ภาคินทร์” รักษ์นาราเอ่ยเสียงเบาก่อนจะซ่อนใบหน้าตนเองไว้หลังหนังสืออีกครั้ง

 

 

พิมายที่ชี้นิ้วค้างอยู่ถึงกับลดมือลงทันทีพร้อมบ่นงึมงำ “ตายยากตายเย็นซะจริง” เพราะพูดถึงไม่ทันไรก็โผล่มาก่อเรื่องทันที

 

 

เด็กหนุ่มคนนั้นเสยผมสีดำยาวระต้นคอที่เปียกชื้นไปด้านหลังเพียงลวกๆ เผยให้เห็นดวงตาสีฟ้าปนเขียวราวกับมีกระแสน้ำหมุนวนอยู่ภายในแก้วตา เขาอยู่ในชุดนักเรียนชายซึ่งเป็นเสื้อคอปกผ่าหน้าและท่อนล่างเป็นโจงกระเบนสีน้ำตาลเข้มที่ไม่ได้ทอลายใดๆ ด้วยรูปร่างสูงใหญ่เกินวัยและท่าทางดุดันที่ทุกคนในโรงเรียนเห็นอยู่เจนตาทำให้ยากจะเชื่อจริงๆ ว่าจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน

 

 

แต่ก็แน่แหละ เมื่อต้องถูกเลี้ยงดูมาในฐานะผู้ใช้กสิณ[2]อาโป แถมยังมาจากสกุลหลักอย่างชลัชพงษ์ ยอมไม่มีทางที่จะเหมือนคนธรรมดาไปได้

 

 

 

[2] กสิณ วิธีปฏิบัติสมาธิแบบหนึ่งในทางพระพุทธศาสนา เป็นการเพ่งอารมณ์ให้มีสภาพเป็นกายหยาบ ในที่นี่ขอใช้แทนความสามารถในการควบคุมพลังทั้งสี่ธาตุ

 

 

 

“บังอาจนักนะแก!!” สองนักเรียนชายลุกขึ้นมาอย่างทุลักทุเล รักษ์นาราเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าที่ปกเสื้อของทั้งคู่ปักจุดสองจุด แถมยังเป็นผู้ใช้กสิณเตโชอีกต่างหาก เพราะหลังสะบัดมือไล่น้ำสองสามครั้ง สองรุ่นพี่ก็หยิบถุงมือสีดำขึ้นมาสวม ถูฝ่ามือเข้าหากันไปมาจนทำให้เกิดเปลวไฟสีส้มแดงลุกท่วมกำปั้น

 

 

สองต่อหนึ่ง แถมยังเป็นธาตุที่แพ้ทางอีก แต่ภาคินทร์กลับเหยียดยิ้มเหมือนกำลังเจอเรื่องถูกใจไม่ปาน บรรยากาศตึงเครียดจนพิมายต้องสะกิดเตือนให้รักษ์นารามาหลบหลังตน แต่การวิวาทยังไม่ทันจะเริ่ม กรรมการห้ามมวยก็ปรากฏตัวขึ้นเสียก่อน....

 

 

“ไม่เคยอ่านคู่มือนักเรียนรึไงว่าห้ามมีเรื่องชกต่อยกันในโรงเรียนน่ะ”

 

 

วูบ!!!!

 

 

ประโยคนั่นดังขึ้นพร้อมก้อนดินที่พุ่งเข้ามาหุ้มรวบข้อมือข้อเท้าสองรุ่นพี่ที่ใช้กสิณเตโชไว้ ทั้งคู่ล้มลงกับพื้นทันทีด้วยเสียศูนย์ แต่ภาคินทร์สามารถตวัดมือบังคับน้ำที่นองอยู่ตามพื้นให้รวมตัวกันห่อหุ้มก้อนดินไว้ได้ก่อนถึงตัวเขาอย่างฉิวเฉียด เด็กหนุ่มแยกมือไปซ้ายขวา ทำท่าเหมือนฉีกอะไรบางอย่าง ส่งผลให้ก้อนน้ำและก้อนดินถูกแยกออกเป็นสองส่วนเช่นกัน

 

 

“หลบได้อีกแล้วแฮะ สงสัยมุกนี้คงจะเก่าไปแล้ว” เจ้าของก้อนดินคือชายวัยกลางคนซึ่งสวมเสื้อลายดอกชบาสีแดงแสบสันประหนึ่งจะไปเทศกาลสรงน้ำขึ้นศักราชใหม่ ใบหน้ามีแต่ตอหนวดขึ้นรกครึ้มแถมยังคาบม้วนยาเส้นที่ไหม้เหลือเพียงครึ่งเดียวไว้ที่ริมฝีปากอีก

 

 

“ทั้งเก่าและแก่เหมือนเจ้าของมุกน่ะแหละ”

 

 

              พอภาคินทร์พูดยั่วยุแบบนั้น พิมายก็หยิบพัดที่เหน็บอยู่หลังเอวออกมาทันที “เอาแล้วไง”

 

 

“ไอ้เด็กเวร” ชายวัยกลางคนอัดควันเข้าปอดอีกเฮือกก่อนจะดีดม้วนยาเส้นทิ้งไปแบบไม่สนทิศทาง แม้จะยังทำหน้าเบื่อโลกไม่เปลี่ยนแปลงแต่เส้นเลือดตรงขมับกลับเต้นตุบๆ บอกอารมณ์ได้เป็นอย่างดี “ใครสั่งใครสอนให้พูดกับครูบาอาจารย์แบบนี้กันหา!

 

 

สิ้นคำคนเป็นครูบาอาจารย์ก็กระทืบเท้า แท่งดินจำนวนมากผุดตรงไปหาลูกศิษย์ ภาคินทร์กระโดดถอยหลังหนีอย่างรวดเร็ว เขาหมุนตัวกลางอากาศเตะปลายเท้าชี้มาทางอาจารย์ น้ำจำนวนหนึ่งถูกดึงขึ้นมาจากพื้นแล้วพุ่งเป็นเส้นไปตามปลายเท้าชี้

 

 

สิงขร หรือครูสิงแบบที่นักเรียนชอบเรียกรวบรวมก้อนดินขึ้นมาหุ้มมืออย่างหยาบๆ ใช้หลังมือปัดเบี่ยงสายน้ำแรงดันสูงไปให้พ้นทาง แรงปะทะทำให้ถุงมือดินแตกกระจายเป็นชิ้นๆ แล้วกระเด็นไปทุกทิศทาง มีก้อนหนึ่งพุ่งมาทางรักษ์นารา พิมายที่คาดการณ์ไว้อยู่แล้วจึงคลี่สะบัดพัดอย่างรวดเร็ว และ...

 

 

“ไปฟัดกันไกลๆ จะได้ไหม!!!

 

 

เด็กสาวตัวสูงโบกพัดเต็มแรง สร้างสายลมที่แรงยิ่งกว่าเพื่อช่วยป้องกันไม่ให้คนธรรมดาที่ไร้พลังอย่างรักษ์นาราโดนลูกหลงทั้งที่ไม่จำเป็นแม้แต่น้อย ทว่าลมนั้นไม่ได้เพียงปัดก้อนดินออกไป มันพุ่งตรงไปหาอาจารย์ผู้กสิณปฐวีและเด็กหนุ่มผู้ใช้กสิณอาโป ทำเอาทั้งสองต้องยกแขนขึ้นป้องหน้าแล้วจิกเท้าลงพื้นเพื่อไม่ให้ตัวปลิวไป ส่วนรุ่นพี่ที่ใช้กสิณเตโชทั้งสองถึงกับกลิ้งหลุนๆ อยู่ตามพื้นไปเรียบร้อย

 

 

“คนอื่นเขาเดือดร้อนกันหมดแล้ว!!” พิมายเท้าเอว ตะโกนอีกระรอกหลังสายลมจางลง

 

 

ประโยคนั้นทำให้ดวงตาสีวังน้ำวนเหลือบมาทางรักษ์นาราและพิมายอย่างไม่พอใจ

 

 

“ยุ่งไม่เข้าเรื่อง” ภาคินทร์งึมงำ ตอนนั้นเองที่เสียงนกหวีดดังขึ้นพร้อมอาจารย์อีกหลายคนที่วิ่งเข้ามา เด็กหนุ่มจึงซัดสายน้ำเข้าใส่อาจารย์สิงขรอีกรอบ และครั้งนี้ทำเอาร่างสูงในเสื้อลายดอกร้องแอ๊กกระเด็นไปไกลถึงหลายเมตรด้วยคาดไม่ถึงว่าจะถูกโจมตีทีเผลอ

 

 

ภาคินทร์เดินไปหยุดหน้ากำแพงโรงเรียนก่อนขยับมือดึงน้ำมากองตรงหน้าสร้างให้มีรูปร่างเป็นขั้นๆ เหมือนบันได ทั้งที่เป็นของเหลวใสแต่ร่างสูงกลับเหยียบลงไปบนพื้นผิวได้ราวกับมันเป็นของแข็งอย่างน่าอัศจรรย์

 

 

เด็กหนุ่มเดินขึ้นบันไดไปเรื่อยๆ อย่างไม่รีบร้อนแม้เสียงนกหวีดจะใกล้เข้ามาทุกขณะ เพราะรู้ดีว่าคนเดียวในโรงเรียนนี้เก่งพอจะที่ประมือกับเขาได้ นอนเอ้งเม้งจากการโจมตีเมื่อครู่ไปแล้ว และเมื่อเท้าแตะขอบกำแพงโรงเรียนได้สำเร็จบันไดน้ำก็ร่วงลงสู่พื้นทันที อาจารย์บางคนที่มาถึงก่อนจึงตัวเปียกโชกไปเต็มๆ

 

 

ภาคินทร์เหยียดยิ้มราวกับจะเยาะเย้ยในภาพที่เห็นก่อนจะโดดลงสู่อีกฟากฝั่งของกำแพง โดดเรียนไปอย่างโจ่งแจ้งและเอิกเกริกอีกครั้ง

 

 

“ให้ตายสิ แกไปหลงชอบผู้ชายพรรคนี้ได้ยังไงกัน” พิมายโพล่งขึ้นมาทันทีที่จบเหตุการณ์ขณะมองดูอาจารย์ห้องพยาบาลปราดเข้าไปดูอาการของอาจารย์สิงขร และอาจารย์ฝ่ายปกครองอีกสองคนที่ใช้กสิณปฐวีได้มาช่วยปลดก้อนดินออกมามือเท้าของเหล่ารุ่นพี่

 

 

และนั่น...คือหนึ่งในความลับของรักษ์นารา ที่แม้จะพยายามปกปิดมากขนาดไหน ก็ยังชัดเจนจนคนใกล้ตัวสังเกตได้ตั้งแต่แรกเห็นอยู่ดี

 

 

“มาย” รักษ์นาราที่ซ่อนใบหน้าอยู่หลังหนังสือเอ่ยเสียงสั่น

 

 

พิมายสะดุ้ง เอ็ดตัวเองในใจว่าพูดแรงเกินไปหน่อยรึเปล่า ถึงแม้จะเป็นคนเกเรแถมยังดูเป็นนักเลงอย่างที่เห็น แต่เพื่อนตัวเล็กของเธอก็แอบชอบ ผู้ชายพรรคนั้นมานานกว่าพันวันแล้ว

 

 

แต่ดูเหมือนพิมายจะเข้าใจผิดไปถนัด เพราะรักษ์นาราเงยหน้าขึ้นด้วยดวงตาเป็นประกายขณะเอ่ยว่า

 

 

“เมื่อกี้เขามองมาทางนี้ด้วยแหละ”

 

 

“.....”

 

 

พิมายเอ็ดตัวเองในใจอีกครั้งว่าทำไมเธอไม่พูดแรงกว่านี้

 

 




 

 ##########

 




             

ปฐวี อาโป วาโย และเตโช

 

 

ในแคว้นนิวาริน มีผู้คนจำนวนหนึ่งที่ใช้กสิณแห่งจตุรธาตุได้ แม้ความแข็งแกร่งจะขึ้นกับการฝึกปรือฝีมือเป็นหลักแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเชื้อสายมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นพลังที่สืบทอดผ่านทางสายเลือด ยิ่งเป็นสกุลเก่าแก่และมีสูงยศมากเท่าไรก็ยิ่งแกร่งกล้ามากขึ้นเท่านั้น แต่ละสายพลังมีอยู่ราวร้อยสกุล ทว่ามีเพียงสกุลเดียวเท่านั้นที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดและปกครองสกุลอื่นๆ

 

 

สำหรับในหมู่ผู้ใช้กสิณอาโปก็คือสกุล ชลัชพงษ์ของภาคินทร์ และในฐานะบุตรชายหัวปี เด็กหนุ่มคือว่าที่ผู้นำคนต่อไป

 

 

แม้จะเรียนอยู่ห้องเดียวกัน ทว่าตั้งแต่เปิดเทอมมาได้หกสิบสามวัน ภาคินทร์ไม่เคยเข้าเรียนเลยแม้แต่ครั้งเดียว อย่าว่าแต่รักษ์นาราเลย เขาคงไม่รู้จักใครสักคนในห้องเลยด้วยซ้ำ

 

 

ไม่เคยคุยกัน ไม่เคยเจอหน้า ได้แต่มองจากที่ไกลๆ และรับรู้ความเป็นไปเพียงผิวเผิน ทว่ารักษ์นาราเป็นคนซื่อและมักน้อย เพียงความรู้สึกบางเบาที่ไม่ได้รับอะไรตอบแทนในแต่ละวันก็ดูจะพอแล้วที่จะหล่อเลี้ยงความรู้สึกของเธอให้คงอยู่ต่อไปได้

 

 

ไม่เป็นไรหรอก ก็เธอไม่ใช่ผู้ใช้กสิณนี่น่า คนธรรมดาอย่างเธอจะไปคู่ควรกับว่าที่ผู้นำหนึ่งในสี่สกุลหลักอย่างภาคินทร์ได้อย่างไร

 

 

เหตุใดจึงกล่าวว่าตนเองไม่พิเศษเยี่ยงนั้นเล่า

 

 

เสียงหนึ่งเอ่ยกระซิบ ประดุจมารดาผู้แห่กล่อมลูกน้อยในอุทรอย่างอ่อนโยน และมีเพียงรักษ์นาราเท่านั้นที่ได้ยิน คนทั่วไปคงเหลียวซ้ายแลขวาหาที่มาของเสียงนี้ แต่ไม่ใช่กับรักษ์นารา เธอคุ้นชินกันมันดีเนื่องจากได้ยินมาตั้งแต่จำความได้ หรือบางทีอาจจะตั้งแต่เกิดเลยด้วยซ้ำ

 

 

เพราะฉะนั้นสิ่งที่เด็กสาวทำ จึงเป็นการทรุดตัวลงนั่งพับเพียบบนพื้นหญ้าของสวนหลังบ้าน มองดูพุ่มดอกมะลิที่สูงเพียงเข่าขยับไหวทั้งที่ไร้ลมพัด

 

 

“ก็หนูไม่ได้อยู่ในสายสกุลเก่าแก่นี่คะ” รักษ์นาราตอบอย่างสุภาพให้กับมวลหมู่ดอกไม้สีขาว

 

 

เพื่อรักษาพลังให้บริสุทธิ์ ผู้ใช้จตุรธาตุจึงมักแต่งงานกับคนในสายพลังเดียวกันเสมอ ในสกุลลำดับท้ายๆ อาจมีการแต่งงานกับคนธรรมดาได้บ้างหากไม่ได้คิดขวยขวายหาอำนาจ ทว่าสำหรับสกุลหลักอย่างชลัชพงษ์...รักษ์นารากล้าพนันเลยว่าภาคินทร์มีคู่หมั้นเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว เป็นเด็กสาววัยไล่เลี่ยผู้ใช้กสิณแห่งอาโปอันแข็งแกร่งไม่แพ้กัน งดงามและเหมาะสมกว่าเธอหลายเท่า...

 

 

นั่นก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะปล่อยให้ความรู้สึกในหัวใจโรยรานะ

 

 

เสียงอันอ่อนโยนกระซิบอีกครั้ง รักษ์นาราได้แต่ยิ้มเศร้า ไม่มีคำแก้ตัวจะมอบให้ด้วยไม่รู้จะทำเช่นไรต่อไปเหมือนกัน หลังจากนั้นเหล่ามลิลาทั้งหลายก็พร้อมใจกันแย้มบาน ส่งกลิ่นหอมรวยรื่นให้กำจายไปทั่วสวนเล็กๆ ราวกับจะเป็นคำปลอบประโลมเพื่อเด็กสาว

 

 

นี่คืออีกหนึ่งความลับของรักษ์นารา เธอสามารถพูดคุยกับมวลพฤกษาและสรรพสัตว์ได้

 

 

สำหรับเหล่าทวิบาทและจตุบาท จะเรียกว่าคุยก็คงไม่ถูกนัก เพราะมันเหมือนการเข้าใจกันและกันทั้งที่พูดกันคนละภาษามากกว่า ไม่ได้มีการโต้ตอบกลับมาเป็นบทสนทนาดังเช่นในขณะนี้

 

 

ส่วนการพูดคุยกับรุกขชาตินั้น ก็ต่างจากเดรัจฉานตรงที่ ไม่ว่ารักษ์นาราจะไปที่ไหน ไม่ว่าจะพูดกับไม้ใหญ่หรือวัชพืช เสียงที่ตอบกลับมาก็จะเป็นเสียงเดียวกันหมดเสมอ เสียงของอิสตรีผู้ไพเราะราวเพลงพิณ ทว่าก็ไม่อาจคาดเดาถึงช่วงอายุและพื้นเพที่มาได้

 

 

ท่ามกลางคนทั่วไปที่ไร้พลังและเหล่าผู้ใช้จตุรธาตุ รักษ์นารานั้นแตกต่างและไม่เข้าพวก เธอไม่ได้บังคับให้ไม้ใหญ่โน้มกิ่งลงมาหรือขืนบงการให้ยอดหญ้าขยับไหว เธอแค่เอื้อนเอ่ย เพียงร้องขอดอกไม้ก็พร้อมใจกันเบ่งบานราวกับเป็นของขวัญที่มอบให้เธอเพียงผู้เดียว

 

 

อีกอย่าง...คงไม่มีผู้ใช้กสิณคนไหนพูดกับน้ำในแอ่งหรือไฟในเตาแน่ๆ รักษ์นารามั่นใจ

 

 

ด้วยข้อสรุปเหล่านั้น เด็กสาวจึงมั่นใจว่าเธอไม่ใช่ผู้ใช้กสิณ แต่ถึงกระนั้นเธอก็ไม่รู้อยู่ดีว่าตนเองมีพลังเหล่านี้ได้อย่างไรและมีไปเพื่ออะไร และไม่ว่าจะเฝ้าเพียรถามเท่าไร น้ำเสียงอันอ่อนโยนก็จะเฉไฉ หากไม่เปลี่ยนเรื่องก็จะนิ่งเงียบไปเสียทุกครั้ง

 

 

ท่ามกลางคำถามอันไม่สิ้นสุดมีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่รักษ์นารารับรู้ได้โดยไม่ต้องให้ใครมาบอก

 

 

...ในโลกอันกว้างใหญ่มีเธอคนเดียวเท่านั้นที่มีพลังนี้...

 

 

 ‘พรุ่งนี้วันที่หกพันของชีวิตเจ้าก็จะมาเยือนแล้ว

 

 

พุ่มดอกมะลิเอ่ยอีกครั้ง ใบสีเขียวสดขยับอย่างเริงร่าราวกับเป็นการอวยพรล่วงหน้า

 

 

เนื่องจากตำนานกล่าวว่ามหาพฤษภาถักทอกลายเป็นแดนมนุษย์ในวันที่หนึ่งพัน ชาวนิวานจึงมีความเชื่อว่าทุกๆ หนึ่งพันวันจะมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นและจัดงานฉลองวันเกิดกันทุกๆ หนึ่งพันวันเท่านั้น 

 

 

มาหาเราสิรักษ์นารา ยามย่ำสนทยามาเยือน ณ ไม้ใหญ่แห่งสัตตบรรณ เรามีของขวัญสุดพิเศษจะมอบให้...





 ##########




 

ณ พระบรมมหาราชวังซึ่งตั้งอยู่กลางเมืองคือ ต้นกัลปพฤกษ์มหาพฤษภาของแคว้นนิวาริน

 

 

เปลือกหนาสีเทา ใบยาวเรียวปลายแหลมอยู่ชิดติดกันจนเกือบเป็นช่อ ลำต้นกว้างใหญ่กว่าร้อยคนโอบ ยอดสูงเสียดฟ้าจนราวกับจะเกี่ยวหมู่เมฆลงมาประดับกิ่งก้านได้ ต้นกัลปพฤกษ์นี้มีขนาดใหญ่มากจนไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของเมืองหลวงก็ยังมองเห็น

 

 

รักษ์นาราค้อมกายลงเล็กน้อยเป็นการทำความเคารพมหาพฤกษาก่อนจะหันหลังออกเดินต่อ แม้ตะวันลับลาไปกว่าชั่วโมงแล้วแต่สองข้างทางก็ยังสว่างไสวเนื่องจากร้านรวงยังคงเปิดทำการอยู่ ยิ่งมีแสงจากเปลวเพลิงบนยอดเสาเข้าช่วยทุกอย่างก็ยิ่งคึกครื้นไม่ต่างไปจากยามกลางวัน  สมกับเป็นเมืองหลวงที่ไม่เคยหลับไหลจริงๆ

 

 

วันที่หกพันของชีวิตไม่ได้ต่างไปจากวันก่อนๆ หน้านี้สักเท่าไหร่ รักษ์นาราฉลองวันเกิดกับแม่อย่างเรียบง่ายด้วยการทานขนมเสียเต็มคราบ เธอได้รับของขวัญเป็นกำไลข้อมือทำจากเงินแท้ทอลายดอกไม้ ก่อนจะบอกแม่ไปตามตรงว่าจำเป็นต้องไปที่โรงเรียนเพราะเสียงที่พูดผ่านพุ่มดอกมะลิบอกว่ามีของขวัญจะมอบให้เช่นกัน

 

 

รักษ์นาราไม่เคยมีความลับกับแม่ แม่รู้ในทุกเรื่องที่เธอทำและทุกสิ่งที่เธอเป็น หลังอ้อนวอนอยู่อีกสองสามประโยคแม่ก็อนุญาตให้เธอออกจากบ้านได้โดยกำชับแค่ว่าอย่าอยู่ดึกเกินไปนัก

 

 

เด็กสาวย้อนนึกขณะเดินผ่านประตูรั้วโรงเรียนที่เปิดอ้าอยู่ นึกแปลกใจปนดีใจเล็กน้อยที่วันนี้ไม่ต้องปีนกำแพงเหมือนทุกที เป้าหมายของรักษ์นาราคือต้นพญาสัตตบรรณที่งอกเงยอยู่ตรงลานเสาธง และกลิ่นหอมเข้มจัดคือสิ่งแรกที่กระทบประสาทสัมผัสก่อนจะตามมาด้วยรูปร่างของไม้ใหญ่ราวสองคนโอบ ห่างจากลำต้นประมาณสี่ศอกมีแท่งเหล็กสูงเท่าเอวปักเป็นวงกลมไว้โดยรอบ โดยมีสายโซ่โยงแท่งเหล็กไว้ด้วยกันเป็นตัวกั้น

 

 

ที่ต้องทำเช่นนี้เพราะพญาสัตตบรรณต้นนี้เป็นหนึ่งในต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่มีรากเชื่อมต่อกับมหาพฤกษา และกฏหมายตราไว้ว่าห้ามผู้ใดตัดโค่นหรือคิดทำลายไม้ใหญ่เหล่านี้เป็นเด็ดขาด ดูเผินๆ มันก็เหมือนต้นไม้ทั่วไป แต่เมื่อก้าวเข้ามาใกล้ก็ราวกับจะสัมผัสได้ถึงพลังชีวิตที่เอ่อล้น คล้ายกับว่าเศษเสี้ยวในวิญญาณได้รับการเติมเต็ม ในส่วนลึกตระหนักได้ว่านี่แหละคือสถานที่ที่เราถือกำเนิดขึ้นมา

 

 

ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ถือเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของความรุ่งโรจน์ หากทำการเพาะปลูกในบริเวณโดยรอบก็จะได้ผลผลิตที่มากกว่าปกติ หากอยู่อาศัยก็จะแข็งแรงไม่ป่วยไข้ง่ายๆ แต่โดยมากมักกลายเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่ราชการมากกว่าเป็นของประชาชน

 

 

รักษ์นาราก้าวข้ามโซ่กั้นอย่างค่อนข้างลำบากเพราะส่วนสูงที่น้อยกว่าคนทั่วไป “สายัณสวัสดิ์ค่ะ หนูมาตามสัญญาแล้ว” เด็กสาวแย้มยิ้ม เป็นจังหวะเดียวกับที่สายลมอ่อนๆ โบกโบยผ่านมา

 

 

สุขสันต์วันที่หกพันของชีวิตสาวน้อยคนพิเศษของเรา

 

 

น้ำเสียงนุ่มนวลเอ่ย จากเดิมที่เป็นเพียงถ้อยกระซิบอันแผ่วเบาและบทสนทนาไม่ต่อเนื่อง ยามเมื่อพูดผ่านต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์เสียงนี้จะชัดเจนและก้องกังวานขึ้นเสมอ

 

 

สิ้นคำดอกไม้มากมายก็งอกเงยขึ้นมารอบต้นพญาสัตตบรรณ ดอกตูมสีตุ่นๆ เหมือนก้อนดินขนาดใหญ่เกือบเท่าฝ่ามือ ยามเมื่อกลีบเรียวยาวคลี่แยกออกจากกัน แสงเล็กๆ ประหนึ่งหิ่งห้อยก็ลอยขึ้นมาจากกลางดอก จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี่ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบร้อย มันลอยขึ้นสูงอย่างอ้อยยิ่ง แม้จะริบหรี่แต่ก็มากพอจะทำให้รอบด้านสว่างไสวและงดงามยิ่ง

 

 

“ว้าว...” รักษ์นาราอุทาน ยื่นมือไปสัมผัสอย่างอดไม่ได้ แสงนั้นสลายไปทันที “ดอกอะไรกันคะ มันทำแบบนั้นได้ยังไง”

 

 

มนุษย์ไม่เคยตั้งชื่อให้ด้วยยังไม่เคยมีใครค้นพบ แต่เราพบมันงอกเงยอยู่ในถ้ำ ณ ชายแดนแคว้นบริณยา

 

 

รักษ์นาราย่อตัวลงนั่งบนส้นเท้า ลองแตะกลีบสีตุ่นๆ ของดอกไม้ดูบ้าง ส่งผลให้ประกายแสงที่กำลังลอยออกมามีรูปร่างบิดๆ ไม่ค่อยกลมเหมือนอันอื่น ชั่วขณะที่เฝ้ามองแสงสว่างจางลงไป เด็กสาวตัดสินใจถาม “ขอหนู...เจอคุณได้ไหมคะ”

 

 

เจ้าพบเราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันอยู่แล้วรักษ์นารา

 

 

 “ตัวคุณจริงๆ ที่มีเลือดเนื้อให้จับต้องต่างหาก หนูอยากเจอคุณในแบบนั้น” ไม่ใช่เสียงปริศนาไร้ที่มาที่ไปแบบนี้

 

 

กายหยาบของเราที่เจ้าร่ำร้องถูกละทิ้งไปแสนนานแล้ว ตอนนี้ตัวตนของเราสถิตอยู่ทุกที

 

 

“แปลว่าตอนนี้คุณเหลือแต่เสียง” รักษ์นารามุ่นคิ้ว ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรว่าคู่สนทนาหมายถึงสิ่งใด

 

 

ทั้งใช่และไม่ใช่

 

 

คำตอบช่างกำกวม ทุกครั้งที่เด็กสาวถามถึงตัวตนที่แท้จริงมันมักจบลงเช่นนี้เสมอ บ่ายเบี่ยง นิ่งเงียบ ปล่อยให้ทุกอย่างค้างคาและไม่ได้รับการแถลงไข

 

 

“อย่างน้อยบอกชื่อจริงคุณมาหน่อยได้ไหมคะ” รักษ์นาราลองถาม ทั้งที่รู้ดีว่าคำตอบจะมาในรูปแบบใด

 

 

นามที่เจ้าตั้งให้ก็เหมาะสมดีอยู่แล้ว

 

 

 “ตอนนั้นหนูเพิ่งอายุแค่พันกว่าวัน! แล้วคุณก็พูดผ่านดอกไม้เล็กๆ ที่ไม่เคยมีใครสนใจจะตั้งชื่อให้ด้วยซ้ำ” เด็กสาวปิดหน้าด้วยความอับอายเมื่อจับได้ว่าน้ำเสียงนุ่มนวลนั้นเจือมาด้วยกระแสเย้าแหย่จางๆ

 

 

 ‘เจ้าเรียกขานเราว่า มาลี ก็เหมาะสมกับดอกไม้เล็กๆ ในวันนั้นแล้วรักษ์นารา และเราถูกใจนามนั้นยิ่ง 

 

 

 “แต่หนูไม่....” เธอโอดครวญ ร้องประท้วงถึงความผิดพลาดเมื่อครั้งยังเยาว์วัยที่ตั้งชื่ออันสุดแสนจะธรรมดาและเฉิ่มเชยให้กับอีกฝ่ายซึ่งมีน้ำเสียงและจริตวาจางดงามขนาดนี้ มาลี...ที่แปลว่าดอกไม้ เรียบง่ายและทื่อตรงเกินไป ไม่เหมาะสมและไม่เข้ากันกับภาพในจินตนาการของเธอเลยสักนิด

 

 

 “หนูอยากเรียกคุณด้วยชื่อที่ดีกว่านี้”

 

 

เพราะยังเล็กนัก และอีกฝ่ายก็ขานรับทุกครั้ง รักษ์นาราจึงไม่เคยสะกิดใจเลยจนระทั่งย้ายมาอยู่เมืองหลวง  มาลีเป็นชื่อโบราณ นอกจากผู้เฒ่าผู้แก่ไม้ใกล้ฝั่งก็แทบไม่มีใครใช้กันอีกแล้ว เมืองหลวงเต็มไปด้วยชื่อเพราะๆ อีกมากมายที่เหมาะสมมากกว่า นับตั้งแต่นั้นเด็กสาวก็ร้องขอเปลี่ยนคำเรียกขานมาโดยตลอด แต่ก็ได้รับเพียงคำปฏิเสธกลับมา

 

 

เราขอยืนยันความชอบพอในนามนี้รักษ์นารา ได้โปรดอย่าเปลี่ยนเป็นอื่นเลย หลังจากนั้นคู่สนทนาก็หัวเราะแผ่วเบาแต่เปี่ยมสุข ฟังคล้ายกระดิ่งเงินที่สั่นไหวในสายลมฤดูร้อน รักษ์นาราจึงจำใจยอมแพ้ในหัวข้อนี้อีกครั้งอย่างเสียไม่ได้ก่อนจะถามคำถามใหม่ขึ้นมาแทน

 

 

“ถ้างั้นแล้วชื่อจริงๆ ของคุณละคะ คุณเคยสัญญาไว้แล้ว เมื่อไหร่จะบอกหนูได้สักที”

 

 

ใบเรียวยาวรูปหยดน้ำของต้นพญาสัตตบรรณนิ่งตัวลง ความเงียบสะท้อนขึ้นมาในจังหวะสั้นๆ ขณะที่ดอกไม้แห่งแคว้นบริณยายังคงปล่อยละอองแสงหิ่งห้อยออกมาเรื่อยๆ อีกชั่วอึดใจถัดมา รักษ์นาราก็ได้รับคำตอบที่คุ้นเคยดี

 

 

...มันยังไม่ถึงเวลา

 

 

รอบด้านอาจยังสว่างไสว ทว่าในใจเด็กสาวนั้นหม่นหมองลงอย่างไม่อาจห้ามได้ ทั้งที่ความจริงน่าจะชาชินกับคำตอบเช่นนี้ได้แล้ว

 

 

“ยังไงก็...ขอบคุณสำหรับของขวัญนะคะ” รักษ์นาราตัดสินใจเก็บความสงสัยลงก้นหีบไปอีกครั้ง วันนี้เป็นวันที่ดีเกินกว่าจะทำตัวเอาแต่ใจและหาเรื่องชวนทะเลาะคนที่อยากพูดคุยมาโดยตลอด

 

 

ของขวัญที่แท้จริงเพิ่งจะมาถึงต่างหาก...

 

 

“หือ?” รักษ์นาราส่งเสียงในลำคอให้กับถ้อยคำนั้น แต่ไม่ทันจะได้ถามอะไรเพิ่ม

 

 

ตุบ!!

 

 

คำตอบก็ปรากฏตัวขึ้นในรูปของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่กระโดดลงมาจากระเบียงทางเดินชั้นสองของอาคารเรียนที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน รักษ์นาราตัวแข็งทื่อ ความกลัวว่าความลับอาจถูกเปิดเผยแล่นจับจิต เพราะเหล่าแสงดวงน้อยจากดอกไม้แคว้นบริณยายังคงล่องลอยอยู่เต็มอากาศ

 

 

และอีกครั้งที่ความตกใจกลัวแปรเปลี่ยนเป็นความเขินอายที่ไม่เข้ากับสถานการณ์อย่างสิ้นเชิง เมื่อเด็กหนุ่มผู้นั้นเงยหน้าขึ้นมา เผยให้เห็นรูปหน้าคมสันที่เธอคุ้นเคยดีและดวงตาสีฟ้าปนเขียวราวกับวังน้ำวน

 

 

ภาคินทร์!!!

 

 

รักษ์นาราร้องเรียกชื่ออีกฝ่ายอยู่ในใจด้วยใบหน้าแดงก่ำ




 ##########


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 81 ครั้ง

1,491 ความคิดเห็น

  1. #673 Mizza (@wawy111) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2560 / 06:51
    เพิ่งเคยอ่านแนวนี้ มีความไทยมาก ดีงาม
    #673
    0
  2. #666 ⓒЯAẕY DO_G (@sayerena_68) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2560 / 20:06
    กุคิดไว้แล้ว
    #666
    0
  3. #531 sydneylove (@sydneylove) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2560 / 12:48

    ปกติไม่ค่อยได้อ่านแนวนี้เท่าไหร่
    น่าติดตามมากเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ

    #531
    0
  4. #513 mirror image (@abnormality) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2560 / 19:11
    ชอบแฟนตาซีไทยๆแบบนี้มากเลย

    ติดตามครับ
    #513
    0
  5. #456 bigPizza (@thinkjaden) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2560 / 06:46
    ชอบค่ะ แฟนตาซีแนวไทย ๆ  เขียนได้สละสลวยมากค่ะ อ่านแล้วเพลิน น่าติดตาม
    #456
    0
  6. #409 YoGurT_Yo^^ (@nuyoja) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2560 / 17:25
    ไม่เคยอ่านแนวแฟนตาซีไทยจ๋าขนาดนี้ เลยอะ ตอนแรกยังว้าวขนาดนี้ ตอนต่อไปน้าติดตามมาก เป็นกำลังใจให้ค่ะ
    #409
    0
  7. #302 isszz94 (@isszz94) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 เมษายน 2560 / 23:09
    พี่เตเท่จิงๆค่ะขอเปลี่ยนทีมจากนุ้งคินทร์ชั่วคราว
    #302
    1
  8. #270 Empty_Mind (@mrsuchart1970) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 มีนาคม 2560 / 11:43
    แฟนตาซีแบบไทยๆ ไม่ต้องอ้างอิงตำนานจากไหน
    ของไทยมีดีเยอะแยะ แต่ส่วนใหญ่กลับหลงไหลเรื่องนอกบ้าน
    หรือว่ามันใกล้ตัวเกินไป จึงโดนมองข้ามมาตลอด

    ไม่ได้บอกของของเขาไม่ดี แต่ของเราก็ไม่ด้อยกว่า
    อยู่ที่เรานั่นแหละจะนำมาใช้อย่างไร
    โปรดอย่ามองว่าเก่า ล้าหลัง โบราณ ดึกดำบรรพ์
    เปิดตาให้กว้างสักนิด เปิดใจให้กว้างสักหน่อย
    ท่านอาจจะมองเห็นในสิ่งที่คนทั่วๆไป.. มองไม่เห็น ก็เป็นได้
    #270
    0
  9. #79 iodine (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2559 / 20:47
    ลงชื่อก่อนค่ะ
    #79
    0
  10. #28 tinkerbell.n12 (@tinkerbell12nook) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 กันยายน 2559 / 12:25
    ว้าว....เรื่องนี้ที่รอคอย
    สนุกม๊ากกกกกก
    ตอนแรกไม่กล้าอ่านกลัวค้าง(นิสัยเสียมาก)(ซอรี๊~~~)
    วันนี้พออ่านพี่หยกเสร็จก็คิดถึงร้อยฉบับ เลยเข้าไปอ่าน
    เอ๊ะๆ...นางเอกชื่อลักษณ์นารา
    เอ๊ะ..จะใช่มั้ยนะ
    เลยเข้ามาอ่าน อื้อหือ
    อยากจะกรีดร้องพร้อมสะบัดปอมปอมเชียร์
    เรื่องนี้มันดีกับใจมากค่ะ
    #28
    0
  11. #16 TheBum (@aimru) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2559 / 19:26
    ค้างงงง อัพเลยได้มั้ย พลีสสส *-*
    #16
    0
  12. #15 Mazato Yume (@sleeplezzrr) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2559 / 18:53
    เรื่องนี้คุ้นๆ คล้ายๆเรื่องที่อยู่ในคลังเลย~ ติดตามค่ะ!!
    #15
    0
  13. วันที่ 29 มิถุนายน 2559 / 22:12
    รอออออออ~
    #14
    0
  14. #9 gracenofhobia (@gracenofhobia) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2559 / 23:49
    รอออออออ
    #9
    0
  15. #6 lightstar (@lightstar) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2559 / 08:35
    >_____<
    #6
    0
  16. #5 nass_san (@nass) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2559 / 08:54
    อร๊ายยยยยยย ดีงามมากค่าาาา รอต่อนะคะ :-)
    #5
    0
  17. #2 The small pencil (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2559 / 07:59
    สนุกมากไรต์ หนูเลิฟเลย มิคสองเรื่องจริง ๆ ด้วย
    #2
    0
  18. #1 KIRARI ^^ (@tennojimari1) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2559 / 22:41
    รักษ์นาราน่ารักดีนะคะ^^
    #1
    0