[Yaoi]Mr love.my friends.ไอ้คุณเพื่อนครับ ผมรักคุณได้มั้ย?

ตอนที่ 7 : Mr love.my friends. 5 : Swap.

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 210
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    2 พ.ย. 56


Mr love.my friends.

 

 05 : Swap

แลกเปลี่ยน  












 
 

 หลังจากวันนั้นผมก็ไม่ได้เจอคีย์อีกเลยนี่ก็ผ่านมาจะอาทิตย์แล้ว ผมลองไปส่องดูแถวๆร้านกาแฟหน้าโรงเรียนโฮตแองเจิลที่พวกคีย์ชอบไปนั้งเล่นกันแต่ก็ไม่เจอ ทั้งที่วันนี้เป็นวันศุกร์แท้ๆ ถามว่าทำไมผมถึงรู้ คือเรื่องมันมีอยู่ว่ามีครั้งหนึ่งถ้าจำไม่ผิดตอนนั้นผมน่าจะประมาณม.3  ผมขี่รถผ่านไปทางหน้าโรงเรียนคีย์แล้วเห็นคีย์นั่งคุยกับเพื่อนในร้านกาแฟพอดี หลังจากวันนั้นผมก็ไปที่ร้านนั้นทุกวัน ตีสนิทกับพนักงานในร้านจนได้รู้ว่าคีย์กับเพื่อนๆเป็นลูกค้าประจำของที่นั้น พวกเค้ามาที่ร้านเฉพาะวันจันทร์ วันพุธ แล้วก็วันศุกร์ พอรู้แบบนั้นผมก็ไปที่ร้านนั้นทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ แต่มีบางวันที่ผมแอบไปส่องดูบ้างเพื่อจะเจอ ผมทำแบบนั้นมาตลอดจนถึงตอนนี้ผมก็ยังทำอยู่ ทั้งที่บ่อยครั้งที่ผมไปร้านนั้น บ่อยครั้งที่เค้าเห็นผมแล้วส่งยิ้มมาให้ บ่อยครั้งที่เราได้สบตากัน ถึงแม้มันจะเป็นเพียงเสี้ยววินาทีก็ตาม แต่มันก็ทำให้ผมใจเต้นได้ทุกครั้ง ทั้งที่มันเกิดเหตุการณ์แบบนี้หลายครั้ง

 

...แต่ก็ไม่รู้ว่าคีย์จะจำผมได้บ้างหรือเปล่า...  




ผมเลยได้มาสุมหัวกับเพื่อนที่โรงเรียนแทนพอดีตอนคาบสุดท้ายมันนัดกันว่าจะมาเตะบอลกันแล้วพวกมันก็ชวนผมด้วย ทีแรกผมบอกพวกมันว่าขอไปทำธุระก่อนถ้าเสร็จเร็วจะมาเล่นด้วย ไอ้ธุระของผมก็ไปที่ร้านกาแฟนั้นแหละ แต่พอไม่เจอคนที่อยากเจอ อาจเป็นเพราะช่วงนี้ใกล้สอบปลายภาคด้วยล่ะมั้ง เลยไม่ได้ไปนั่งเล่นที่ร้านกาแฟ  ผมก็เลยต้องกลับมาหาพวกมัน

 

                “มึงไปกองหน้าเลยไอ้ฟา” ไอ้เซนที่ประจำที่มือโกล์พูดขึ้นในขณะที่ผมกำลังจะเดินไปประจำกองหลัง หลังจากที่พวกเราแบ่งทีมกันเรียบร้อยแล้ว

 

                “ไรวะ” ผมสถบกับตัวเองแต่ก็ยอมเดินไปประจำที่กองหน้าเพราะสายตาเชือดเฉือนที่มันส่งมาให้ผม

 

                เกมเริ่มขึ้นพวกผมสองฝ่ายผลัดกันรุกผลัดกันรับอย่างสนุกสนานไม่มีใครยอมใครเพราะพวกมันเดิมพันกันไว้ว่าทีมไหนแพ้ต้องเลี้ยงข้าวทีมชนะ

 

                “ฟาโรห์!” ในขณะที่ผมกำลังวิ่งอยู่กลางสนามผมก็ได้ยินเสียงเรียกผมดังขึ้น เสียงเหมือนคนที่ผมอยากเจอเลย แต่คงเป็นไปไม่ได้หรอกที่เค้าจะมาเรียกผมนะ วันนี้ผมตามหาเค้าซะทั่วแต่ก็ไม่เจอแล้วอยู่ดีๆเค้าจะมาเรียกหาผมได้ไง ถ้าเป็นอย่างงั้นจริงก็ตลกเกินไปแล้ว

                “ฟา!” แต่คราวนี้เสียงมันดังชัดกว่าเมื่อกี้จนทำให้ผมต้องหยุดเท้าที่กำลังวิ่งอยู่ลง แต่ก็อย่างว่ามันคงเป็นไปไม่ได้อยู่ดีที่คนๆนั้นจะมาเรียกผมน่ะ

“ไอ้ฟาโว้ย!!!” พอคิดได้ดังนั้นผมจึงตั้งท่าจะวิ่งต่อ แต่เสียงเรียกต่อมาที่ดังชัดเจนกว่าเดิมก็ทำให้เท้าผมไม่สามารถวิ่งต่อไปได้ แต่เปลี่ยนเป็นหันไปมองทางต้นเสียงแทน เพื่อที่ผนจะได้แน่ใจว่าผมไม่ได้หูฝาด ที่ได้ยินเสียงคีย์เรียกผม

 

ผมขยี้ตาตัวเองเพื่อให้แน่ใจว่าภาพที่ผมเห็นมันไม่ใช่ภาพลวงตาหรือผมอาจจะตาฝาดที่เห็นคีย์กำลังยืนกวักมือตะโกนเรียกชื่อผมอยู่ พอแน่ใจแล้วว่าผมไม่ได้ตาฝาดจริงๆรอยยิ้มเล็กๆก็ผุดขึ้นบนหน้าผมพร้อมกับอาการใจเต้นแรงที่เกิดขึ้นตรงอกข้างซ้าย พอตั้งสติได้ผมก็รีบวิ่งไปหาคนที่เรียกผมอยู่ข้างสนามทันทีโดยไม่มีสนใจไอ้พวกที่วิ่งแย่งลูกบอลลูกเดียวกลางสนามเลยสักนิ อะไรกันทั้งที่อยากเจอแทบแย่ ตามหาซะทั่วแต่ก็ไม่เจอ พอบทจะเจอก็เจอง่ายๆซะอย่างงั้น (^___^)



80%



“ว่าไงวะ” ผมถามขึ้นเมื่อวิ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าของคีย์

 

“เห็นไอ้พ้อยเปล่าวะ กูเดินหามันทั่วโรงเรียนแล้วเนี่ย ยังไม่เป็นแม้นแต่เงามันเลย โทรไปก็ไม่รับ” คีย์บ่นออกมาพลางเอามืออกทำหน้าเซ็งๆ

 

“แล้วมึงจะตามหาทำไมวะ” ผมถามขึ้น ณ จุดนี้ ต้องให้กูมึงแล้วครับ เพื่อเพิ่มความสนิทขึ้นอีกนิด (^^)

 

“ก็แม่มันโทรมาบอกให้กูเอามันกลับด้วยอะดิ แม่มันบอกว่าเมื่อเช้ามันไม่ได้เอารถมาเพราะรถมันเสีย เลยฝากมันติดรถกูกลับ” คีย์ว่าออกมา

 

“อ๋อ” ผมขานรับพลางพยักหน้าขึ้นลงช้าๆเป็นการแสดงว่าผมเข้าใจที่มันพูด

 

“แล้วสรุปมึงรู้มั้ยว่ามันอยู่ไหน” คีย์ถามกลับ ผมจึงได้พยายามนึก ถ้าผมจำไม่ผิด ผมเห็นไอ้เบสลากพ้อยออกจาห้องเรียนตั้งแต่คาบสุดท้ายหมดแล้วนะ

 

“มันโดยไอ้เบสลากกลับบ้านไปแล้ว” ผมว่าออกมาเมื่อสมองประมวณผลได้แล้ว

 

“อ้าว อะไรวะ” คีย์สถบออกมาอย่างเซ็งๆ ก่อนที่จะพยายามเขย่งเท้าชะเง้อมองไปทางด้านหลังของผมของสนใจ แล้วถามขึ้น “แล้วพวกมึงทำอะไรกันอยู่”

 

“เตะบอล”

 

“เตะด้วยดิ” คีย์พูดออกมาเสียงสดใสแถมยังยิ้มกว้างจนตาหยีเหมือนกับเด็กๆที่ดีใจตอนที่ผู้ปกครองอนุญาตให้ไปเล่นนอกบ้านได้อย่างงั้นแหละ เมื่อผมพูดประโยคคำตอบจบลง

 

“เฮ้ย!” ผมร้องออกมาอย่างเพราะอยู่ดีๆคีย์กระโดดมาเกาะแขนขาวผมแล้วเขย่า

 

“นะๆๆ” คีย์รบเร้าผมแถมยังเพิ่มแรงที่เขย่าแขนผมจนผมตัวสั่น

 

“หยุดๆๆๆๆ กูเวียนหัว” ผมพูดพลางยกมือขึ้นเป็นเชิงให้หยุดเขย่า เพราะตอนนี่ผมเริ่มเวียนหัว จากแรงเขย่าของคีย์แล้ว คีย์หยุดเขย่าแขนผมแล้วแต่ก็ไม่ได้ปล่อยมือออก

 

“กูเล่นด้วยนะ” คีย์พูดเสียงอ้อนๆเหมือนเด็กที่ขอให้แม่ซื้อขนมที่อยากกินให้ ก็ไม่รู้หรอกนะ ว่าคนอื่นเห็นแล้วรู้สึกยังไง แต่สำหรับผมตอนนี้บอกได้คำเดียวเลยว่า คีย์โครตน่าฟัด เอ้ยไม่ใช่ น่ารักต่างหาก

 

“เออๆ เดี๋ยวกูถามเพื่อนกูก่อน” ผมว่าแล้วหันไปมองในสนาม ปรากฏว่าภาพที่เห็นคือทุกคนในสนามไม่ได้วิ่งแย้งลูกบอลกันแล้วแต่กลับยืนมองมาทางผมกับคีย์กันหมด และดูเหมือนว่าพวกมันจะไม่ได้มองที่ผมเลยแต่กลับกำลังเพล้งสายตามองมาที่คนตัวเล็กข้างหลังผมมากกว่า ผมเลยขยับไปยืนบังคนตัวเล็กจนมิด แล้วตะโกนถามพวกมัน “เฮ้ย! พวกมึงเพื่อนกูเล่นด้วยได้เปล่าวะ”

 

“ได้ๆๆๆ” พวกมันแย้งกันตอบอย่างกับกลัวคีย์เปลี่ยนใจ ผมเลยหันไปมองคนข้างหลังก็เจอกับคนตัวเล็กที่ยิ้มแป้นส่งมาให้ผม

 

 

“กูเล่นด้วยได้แล้วใช่ปะ(^_____^)” ไม่เข้าใจเลย ทำไมถึงชอบทำตัวน่ารักจังนะคนๆนี้เนี่ย

 

“อืมๆ” พอผมตอบออกไปแบบนั้นคนตัวเล็กก็โยนกระเป๋าเป้ลงพื้นแล้ววิ่งลงไปในสนาม

 

“ไอ้ฟาเร็วๆดิ” คีย์หันมากวักมือเรียกผมให้รีบตามไป ผมวิ่งตามคีย์ลงไปทั้งทั่งยังก้มหน้ายิ้มกับตัวเองอยู่ อะไรจะน่ารักได้ขนาดนี้นะคนนี้นะ หรือผมบ้าไปแล้วกันแน่

 

 

------------------

 

 

“ แฮ่กๆ”  เสียงคนตัวเล็กข้างๆผมหอบหายใจโกยเอาอากาศเข้าปอด หลังจากที่เกมจบลงแต่ละคนก็วิ่งเข้าข้างสนาม เพื่อทำการกายร่างเป็นลิงชิงกินกล้วย ไม่ใช่แล้ว ชิงกินน้ำต่างหาก

 

“อ่ะนี่” ผมยื้นขวดน้ำที่ไปเอามาก่อนมานั้งให้คีย์ คนตัวเล็กรีบคว้าไปเปิดดื่มอย่างไม่คิดชีวิตจนน้ำล้นจากปากใหลเป็นทางลงมาตามลำคอขาวจนเปลียกเสื้อโปโลสีเลือดหมูของโรงเรียนคีย์ทำให้เสื้อที่มีน้ำไหลผ่านบวกกับเหงื่อแนบกับผมจนทำให้เห็นรูปร่างของคนตรงหน้าได้อย่างชัดเจน ผมแอบรอบกลืนน้ำลายตัวเองไปหลายอึกเลย ทุกครั้งที่เผลอมองต่ำกว่าใบหน้าของคนตัวเล็ก

 

“เออ จริงสิ” คีย์ว่าออกมาเหมือนกับพึ่งนึกอะไรออก “กูขอเบอร์มึงหน่อยดิ เพื่อกูจะมาหาไอ้พ้อยจะได้โทรถามก่อน ว่ามันอยู่มั้ย”

 

“ (O_O)” เมื่อกี้ผมไม่ได้หูฟาดใช่ปะ คีย์ขอเบอร์ผมจริงๆใช่ปะ และผมกำลังจะได้เบอร์คีย์ด้วยช่ปะ

 

“ได้มั้ยวะ” คีย์ถามย้ำออกมาเสียงประหม่าเหมือนไม่แน่ใจ

 

“ดะได้ดิ” ผมพูดตอบออกไปติดๆขัดๆ

 

“แล้วเบอร์มึงเบอร์อะไร” คีย์ว่าพลางค้นเอาโทรศัพท์ไอโฟนจากกาะเป๋าเป้ออกมาเตรียมกดเบอร์

 

08XXXXXXXX” ผมบอกเบอร์ตัวเองให้กับคีย์ไป

 

~หยุดรักครั้งนี้ต้องทำยังไง ยิ่งคิดยังเหมือนว่าในหัวใจ มีเธอเข้ามาอยู่กลางหัวใจฉัน~

 

เสียงเพลงริงโทนรอสายของผมดังขึ้น ผมจึงรีบคว้าหาโทรศัพท์ที่อยู่ในกระเป๋าเป้ข้างตัวมาเปิดดูว่าใครโทรมา แต่ยังไม่ทันที่ผมจะกดรับสายก็ถูกตัดไปเสียก่อน

 

“กูยิงเบอร์กูเข้าเบอร์มึงแล้วนะ” คีย์ว่า ผมจึงก้มไปมองเบอร์ที่โชว์เป็นสายที่ไม่ได้รับบนหน้าจอโทรศัพท์ของผม

 

~หยุดรักครั้งนี้ต้องทำยังไง ยิ่งคิดยังเหมือนว่าในหัวใจ มีเธอเข้ามาอยู่กลางหัวใจฉัน~

 

ผมขมวดคิ้วเข้าหากันเมื่อได้ยินเสียงริงโทนเพลงเดียวกันกับผมแต่มันไม่ได้ดังมาจากเครื่องของผมนี่สิ ผมหันไปทางต้นเสียงก็เจอกับเครื่องที่กำลังมีสายเข้าและเป็นเครื่องที่ใช้ริงโทนเสียงเดียวกับผมอยู่ตอนนี้ในมือของคีย์  ก่อนที่คีย์จะกดรับสาย

 

“ครับพี่แกรม...อยู่ที่โรงเรียนพ้อยครับ พี่แกรมประชุมเสร็จแล้วหรอครับ...งั้นเดียวผมไปหานะ...ครับสวัสดีครับ” คีย์กดตัดสายแล้วหันมาพูดกับผมต่อ “กูต้องไปแล้ววะ พี่แกรมโทรตามแล้ว” คีย์พูดพลางยืนขึ้นเอาเป้สะพายหลัง “แล้วเจอกันนะโว้ย” คีย์พูดแล้วโบกมือบ้ายบายz,

 

“อืม” ผมขานรับในลำคอ ก่อนที่คีย์จะเดินออกไป ผมลุกขึ้นยืนมองตามแผ่นหลังของร่างบาง อยากจะตามไปส่ง แต่ก็ดูจะเกินหน้าที่เพื่อนที่พึ่งรู้จักกันมากเกินไป  จนแผ่นหลังนั้นหายลับตาไป

 

ผมมองดูเบอร์โทรศัพท์ที่พึ่งได้มาเมื่อกี้แต่ผมกลับจำมันได้แม้น ผมกำลังชั่งใจตัวเองว่าจะโทรไปดีมั้ย อยากรู้ว่าคีย์ถึงไหนแล้ว มือผมสไลด์หน้าจอโทรศัพท์เล่นไปมาก่อนจะตัดสินใจกดโทรออก

 

“(ฮัลโหล มีอะไรรึเปล่า)” เสียงใสถามดังออกมาจากลำโพง

 

“เออ ไมมีอะไร แค่จะถามว่าถึงไหนแล้ว”

 

“(กูยังไม่ถึงไหนหรอก...ตอนนี้กำลังจะขึ้นรถ...งั้นแค่นี้ก่อนนะ)”

 

“อืมๆ งั้นแค่นี้แหละ” ผมตอบรับก่อนที่คีย์จะตัดสายไป

 

ผมยืนยิ้มให้หน้าจอโทรศัพท์อยู่คนเดียวอย่างกับคนบ้า โดยไม่สนใจเสียงโห่แซวจากเพื่อนๆเลยสักนิ จะให้ทำไงได้ละก็คนมันมีความสุขนิ (^^)

 

 

[Pharaoh  End]



40%



[Poi  part]

 

 

 

“ไหนมึงบอกจะไปส่งกูที่บ้านไง แล้วพากูมาที่นี่ทำไม” ผมถามไอ้เบสในขณะที่มันกำลังเลี้ยว BMW M5 Nighthawk ลูกรักของมันเข้าคอนโดหรูที่ผมรู้จักเป็นอย่างดี ...ที่ที่เราเคยอยู่ด้วยกัน....

 

“ที่นี่ก็บ้านมึงเหมือนกัน” มันว่าออกมาเสียงเรียบ ในขณะที่เลี้ยวรถเข้าจอดที่จอดรถประจำของมัน

 

“ก็แค่เคย” ผมพึมพำกับตัวเองเสียงเบา ก้มหน้าลงมองมือตัวเองที่จับกันไว้ บนตัก

 

“ตอนนี้ก็เป็นอยู่” มันหันหน้ามามองผมแล้วพูดออกมาอย่างจริงจัง

 

“...” ผมไม่ได้ตอบและก็ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองมันด้วย ไม่อยากต่อปากต่อทำกับมันมากไปกว่านี้ผมไม่อยากคิดถึงเรื่องในอดีต ไม่อยากคิดถึงเรื่องที่ทำให้ผมต้องเจ็บปวดอีก

 

“ไปกันเถอะ” มันว่าออกมาแล้วเปิดประตูลงจากรถ แต่ผมไม่ไปกับมันด้วยหรอก ไม่อยากไปเหยียบที่นั้นอีก เลยนั่งนิ่งอยู่กับที่ มันเดินอ้อมมาเปิดประตูฝั่งผม “ลงมาได้แล้ว” มันพูดสั่งออกมา

 

“ไม่! กูจะกลับบ้าน” ผมพูดแล้วเอามือกอดอกมองไปหน้ารถ เหอะ! นี่หรอที่มันบอกว่าจะเปลี่ยนตัวเอง แค่นี้มันยังบังคับผมเลย ขอร้องกันดีๆก็ไม่ได้ “โอ๊ย! ปล่อยกูนะ” ผมร้องออกมาเมื่อมันกระชากแขนผมลงจากรถอย่างแรง ทำให้ผมถลาไปชนหน้าอกของมันเต็มๆ “มึงก็เป็นแบบนี้ทุกที เอะอะอะไรก็ใช้แต่กำลัง ไม่ได้ดังใจก็บังคับ ขอร้องนะทำเป็นมั้ย!” ผมเงยตะโกนในหน้ามัน มันไม่เคยเปลี่ยน...ไม่เคยเปลี่ยนเลย...

 

“ถ้ากูขอร้องมึงจะยอมไปใช่มั้ย” มันก้มหน้าลงมากระซิบถามข้างๆหูเสียงอ่อน แล้วกลับมาจ้องหน้ากับผมด้วยสายตาจริงจัง “งั้นกูขอร้อง มึงขึ้นไปกับกูได้มั้ย กูมีของที่อยากจะให้” มันว่าออกมาเสียงอ่อน

 

                “แต่กูไม่อยากไปเหยียบที่นั้นอีก ไม่อยากไป” ผมก้มหน้าเอาหัวพิงกับอกแกร่งแล้วพึมพำออกมาเสียงเบา

 

                “กูรู้...กูรู้ว่าที่นั้นมันมีแต่ความทรงจำที่ทำให้มึงเจ็บ” มันว่าออกมาน้ำเสียงอ่อนโยน ไม่บ่อยนักหรอกที่มันจะให้น้ำเสียงแบบนี้ ไม่ว่าจะกับใคร หรือแม้นแต่กับผมเองก็เถอะ มันปล่อยมือจากแขนผมที่มันจับอยู่แต่เปลี่ยนมาเป็นกอดรอบเอวผมแทน “แต่มึงขึ้นไปกับกูนะ กูจะลบความทรงจำพวกนั้นออกให้มึงเอง ลบความทรงจำแย่ๆที่กูเป็นคนทำ...ด้วยมือของกูเอง” มันว่าออกมาแล้วกระซับกอดให้แน่นขึ้นเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผม แล้วก็ได้ผล ผมเงยหน้าขึ้นไปมองหน้ามันแล้วพยักหน้าตอบรับ

 

มันปล่อยผมเป็นอิสระแล้วเปลี่ยนมาจับมือผมแทน ร่างสูงเดินจูงมือผมไปตลอดทางไม่ปล่อย จนมาถึงหน้าห้องของมัน

 

นานแค่ไหนแล้วนะที่ผมไม่ได้มาที่นี่ ครั้งสุดท้ายจำได้ว่าคือวันที่มันกับผมเถอะกันเพราะมันพาผู้หญิงมานอนด้วยแล้วผมก็เข้ามาเจอพอดี ผมจะไม่ว่าอะไรหรอก ถ้ามันเห็นผมแล้วมันจะรีบไล่ผู้หญิงคนนั้นกลับไป แต่สิ่งที่มันทำคือทำเป็นเมินเฉยเหมือนผมไม่มีตัวตน ตอนนั้นผมโกรธมันมาก และเราก็ทะเลอะกันรุนแรงมากด้วย จนผมทนไม่ไหวขอเลิกกับมัน มันก็ยอมเลิกกับผมอย่างง่ายดาย ไม่มีการรั้ง ไม่มีคำขอร้อง ไม่มีแม้นแต่เสียงเรียกชื่อตอนผมหันหลังให้มัน

 

มันใช้มืออีกข้างที่ว่างล้วงเอาคีย์การ์ดในกระเป๋ากางเกงออกมาเปิดประตู แล้วเดินนำผมเข้าไป แต่ผมขื่นตัวไว้ไม่ยอมเดินตาม จนร่างสูงหันมาเลิกคิ้วแทนการถาม พอเห็นสีหน้าผมที่ดูจะสับสนว่าจะเข้าไปดีมั้ย ใจหนึ่งก็อยากเข้าไปเผชิญหน้ากับมันจะได้ลบความรู้สึกพวกนี้ให้หายไปสักที  แต่อีกใจผมก็กลัวว่าภาพพวกนั้นจะย้อนกลับมาทำให้ผมต้องเจ็บปวดอีก

 

 “เข้ามาเถอะ” เสียงเบสหันมาพูดกับผมเสียงอ่อนโยน จึงทำให้ความกล้าในตัวผมมีมากขึ้น ผมตัดสินใจเดินเข้าไปในห้องที่มืดสลัวเพราะตอนนี้ข้างนอกมืดแล้วมีเพียงแสงจากจันทร์ที่สาดเข้ามาทางระเบียงห้องที่ถูกเปิดไว้ ร่างสูงปล่อยมือผมแล้วเดินไปเปิดไฟเพื่อเพิ่มแสงสว่างภายในห้อง

 

(O///O)” แสงไฟสว่างขึ้นพร้อมกับภาพตรงหน้าที่ทำให้ผมทั้งตกใจและเขินในเวลาเดียวกัน หัวใจเต้นแรงอย่างกับจะกระโดดออกจากปากออกมาเต้นระบำข้างนอก ภาพที่ผมเห็นคือห้องทั้งห้องมีรูปติดเต็มไปหมด ยิ่งตรงผนังห้องเนี่ยถูกติดซะจนเกือบมองไม่เห็นผนังเลย ตรงโทรทัศน์ก็มีรูปติอยู่ตรงกรอบหน้าจอเต็มไปหมด ตามโครมไฟก็มี ประตูก็ไม่เว้น กรอบรูปทุกรูปมีรูปของคนคนเดียวกับที่ถูกติดอยู่ตามผนัง กรอบโทรทัศน์ โครมไฟ แล้วก็ประตู  ทุกรูปเป็นรูปของคนคนเดียวกันทั้งหมด คนในรูปก็คือ...ผมเอง... ทุกท้วงท่า ทุกอิริยาบถ ทุกการกระทำ ไม่ว่าจะตอนผมหลับ หรือพึ่งตื่น ยิ้ม หัวเราะ หรือแม้นแต่ตอนผมแอบร้องไห้คนเดียวแล้วคิดว่าไม่มีใครเห็นก็ยังมี แต่ละรูปไม่ซ้ำกันสักรูป มีตั้งแต่ตอนผมอยู่ ม.ต้น จนกระทั้งถึงเมื่อวาน บางรูปผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถูกถ่ายตอนไหน

 

“บ้าป่ะเนี่ย เอารูปมาติดเต็มห้องแบบนี้” ผมถามขึ้นเมื่อรับรู้ถึงสัมผัสของร่างสูงที่กำลังโอบกอดผมจากทางด้านหลัง

 

“คงบ้าจริงๆนั้นแหละ บ้ารัก” คนตัวสูงเอาคางมาเกยไหล่ผมแล้วกระซิบข้างหู (>///<) ดีนะที่ตอนนี้ไอ้เบสกอดผมจากทางด้านหลังอยู่ ไม่งันมันคงรู้แน่เลยว่าผมเขินจนหน้าแดงมากแค่ไหน

 

 “ไปถ่ายเอาตอนไหนบ้างเนี่ย” ผมถามทั้งที่หน้ายังแดงไม่หาย

 

“ก็ทุกตอนที่มีโอกาสนั้นแหละ” มันตอบ ผมที่ไม่รู้ว่าจะถามอะไรต่อก็ได้แต่เงียบมองรูปของตัวเองที่ถูกติดอยู่เต็มห้อง จนร่างสูงกระซับอ้อมแขนให้แน่นขึ้นแล้วพูดออกมาเสียงอ่อนๆเหมือนคนหมดแรง “มึงรู้มั้ย ตอนมึงไม่อยู่กูเหมือนคนไม่มีวิญญาณเลยนะ”

 

“หรอ ไม่เห็นเคยรู้ เห็นเจอกันทุกทีมึงก็เฮฮาบ้าบอตลอด” ผมพูดว่าออกไปเสียงเรียบ หันหน้าหนีมันไปอีกทาง

 

“เฮ้อ กูยอมรับว่าทีแรกตอนกูเลิกกับมึงกูก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ไม่ได้สนใจด้วยซ้ำ แต่พอมารู้ตัวอีกทีกูก็เสียมึงไปแล้ว เสียงสิ่งที่กูตามหามาตลอดทั้งที่มันอยู่ใกล้ๆ เสียสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตไปโดยไม่รู้ตัว” มันถอนหายใจออกมาแล้วกระซับกอดให้แน่นขึ้นอีกเหมือนกับว่ากลัวผมจะหายไปจากตรงนี้ ก่อนจะร่ายยาวออกมาให้ผมฟัง

 

“...” ผมไม่ได้พูดอะไร ได้แต่รอฟังสิ่งที่มันจะพูดต่อ เบสคลายกอดออกแต่เปลี่ยนเป็นจับตัวผมพลิกตัวหันไปเผชิญหน้ากับมัน แล้วกอดผมไว้อย่างเดิม

 

“กูรักมึงนะพ้อย แล้วก็จะไม่มีวันปล่อยมึงไปไหนอีก” มันพูดก่อนจะก้มลงมามอบจุมพิตแสนหวานให้ผม หัวใจผมเต้นแรงผิดจังหวะแต่กลับเป็นจังหวะเดียวกันกับคนตรงหน้า หัวใจของผมและเสียงเบสเต้นแรงไปพร้องมันเหมือนกับว่ามันกำลังแข่งกันว่าใครจะเต้นได้แรงกว่ากันอย่างั้นแหละ

 

 

ผมลืมตาตื่นขึ้นเพราะแสงแดดที่ส่องผ่านผ้าม่านมากระทบเปลือกตา พอพลิกตัวหันหนีแสงก็เจอกับร่างสูงที่นอนตะแคงเอามือยันหัวจากหมอนมองผมแล้วยิ้มกว้างออกมา (^_______________^)

 

“มองอะไร” ผมถามแต่รู้สึกเสียงตัวเองจะงัวเงียเหลือเกินแต่คำตอบของมันทำเอาตาสว่างขึ้นมาทันทีเลย

 

“มองเมีย” มันว่าออกมาแล้วดึงผมเข้าไปกอด

 

“งื้อ ปล่อยนะ มันอึดอัด หายใจไม่ออก” ผมพูดแล้วพยายามดันมันให้ออกห่างออกไปอีกนิดก็ยังดี เพราะมันกอดผมแน่นจนผมรู้สึกหายใจไม่ออก

 

“โอเคครับ ปล่อยก็ปล่อย” มันว่าแล้วปล่อยผมออกอย่างที่พูดแล้วลุกขึ้นนั่งจากนั้นก็หันไปคุ้ยหาอะไรสักอย่างในลิ้นชักโต๊ะข้างเตียง ผมสูดโกยอากาศเข้าปอดทันทีที่มันปล่อย “ลุกมานี้มา” มันพูดแล้วดึงผมให้ลุกขึ้นนั่งตามก่อนที่มันจะขยับมานั่งซ้อนข้างหลังผม

 

“อะ” ผมร้องออกมาอย่างตกใจเมื่อรู้สึกถึงความเย็นของบางสิ่งบางอย่างพาดผ่านลำคอของผม พอก้มลงไปดูก็เห็นเป็นสายสร้อยห้อยแหวนเงินที่คุ้นตาเป็นอย่างดีเพราะผมเคยใส่มันมาก่อน  

 

“ของมึง” มันพูดแล้วกอดผมจากทางด้านหลังเอาคางเกยไว้ที่ไหล่ผม

 

“กูนึกว่าถึงจะทิ้งมันไปแล้วซะอีก” ผมพูดออกไปพลางจับแหวนที่สลักชื่อผมกับมันขึ้นมาดู

 

“อะไรที่เป็นของๆมึงกูไม่เคยทิ้ง” มันว่าออกมาและกระซับกอดให้แน่นขึ้น ผมหันหน้าไปมองมันแต่ก็ต้องย้นคอออกห่างเพราะริมฝีปากของผมแตะเข้ากับริมฝีปากของมันที่หันมามองหน้าผมอยู่พอดี แต่ไอ้เบสไม่ยอมให้ผมหนีมันตามมาประกบริมฝีปากผมจนสำเร็จ แต่ก็แค่เอาปากแตะปากเท่านั้นแหละ ก่อนที่มันจะถอนริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง แล้วพูดคำน้ำเน่าที่ทำให้คนฟังอย่างผมใจเต้นแรงได้ออกมา “รักนะครับ ที่รักของผม

 

 

[Poi  end]

 

 

TBC_______________________.





 

ครบแล้วนะครับ ตอนนี้กว่าจะครบได้ต้องรอกันนานเลยสิท่า
ต้องขอโทษจริงๆที่ตอนนี้ดองไว้หลายวันจัด (บอกแล้วอิไรท์ชอบดอง)



ส่วนพี่N ไรท์ขอติดไว้ก่อน ไม่แน่ใจว่าจะได้ลงให้หรือเปล่า
เพราะตอนนี้ไรท์ยังไม่มีฐานทัพสำรองเลย
ขอไปหาก่อน ใครมีที่ไหนดีๆก็ เม้นบอกไรท์หน่อยนะ ^^
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

70 ความคิดเห็น

  1. #68 KiHaE*129 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2557 / 05:11
    ฟาไม่รุกคีย์จะรุกแล้วน่ะ
    ฮ๋าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    เย้ๆ
    เบสพ้อย
    #68
    0
  2. #35 Adusmos (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2556 / 19:36
    อ๊ากกก! น่ารักอะ ไม่ไหวแล้ว ><
    #35
    0
  3. #30 Adusmos (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2556 / 22:23
    โอมจงอัพๆๆ 
    #30
    0
  4. #29 Manzanas (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2556 / 13:54
    อัพต่อเถอะค่ะ พลีสสสสสสสสส
    #29
    0
  5. #28 Adusmos (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2556 / 23:50
    ไรท์ทำงี้ฆ่ากันเลยดีกว่า T^T
    #28
    0