DOGMATIC LOVE (Yaoi) | รับน้องป่วนๆกับก๊วนวิศวะ

ตอนที่ 49 : Season 2 | Ch 13 Another Day

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,832
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    8 ต.ค. 58






Ch13 
Another Day 






“เรื่องขนาดนี้ ทำไมพี่ไม่ปล่อยให้ผมรู้ในวันที่พี่เก็บทุกอย่างจนพร้อมจะจากไปเลยหละครับ”

 

 

ทุกครั้งที่มีเรื่องมากมายเข้ามาให้เกิดความขัดแย้ง หรือชวนให้คิดมาก ผมมักจะนึกไปถึงเรื่องราวมากมายที่เราผ่านพ้นกนมา รวมไปถึงสิ่งดีๆที่เขามอบให้ จนรู้สึกเสียดายถ้าหากเราจะโยนเรื่องดีๆมากมายที่สะสมร่วมกันเพียงเพราะเรื่องไม่เข้าใจกันเพียงแค่น้อยนิดเท่านั้น

 

และนั่นก็เป็นเรื่องราวเริ่มต้นที่อาจจะเกิดขึ้นเพราะพี่โม และทุกอย่างบานปลายโดยตัวผมเอ

 

 

*

 

 

การรับน้องสิ้นสุดลงหลังจากที่เด็กปีหนึ่งปีนี้ทดสอบตัวเองในงานชิงธงภาคที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา หลังจากการสอบปลายภาคเทอมหนึ่งที่ยิ่งพอเรียนชั้นปีที่สูงขึ้นความดุเดือดชวนปวดสมองก็มากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่ากิจกรรมการรับน้องที่เพิ่งผ่านพ้นไปนั้นจะมีช่วงที่ดูให้ผ่อนคลาย แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยพี่ปีสี่ที่มีสปิริตแรงกล้ามาเข้าร่วมกิจกรรมนี้ทั้งๆที่ตนเองกำลังจะสอบโปรเจคจบอยู่มะรอมมะร่อ

 

วันหยุดปีใหม่ของนักศึกษาปีที่สี่จึงหมดไปกับการปั่นโปรเจค บางคนไม่ได้กลับบ้านกลับช่องไปหาครอบครัวอย่างที่ควรจะทำ แม้กระทั่งผมเองที่กลับไปเชียงใหม่ประมาณสองสัปดาห์ก็ต้องบินกลับมาที่กรุงเทพด้วยความเป็นห่วงแฟนที่มีสายโทรมาฟ้องว่าเอาแต่นั่งทำโปรเจคข้าวปลาไม่ยอมกิน แม้กระทั่งป่วยก็ยังไม่ยอมไปหาหมอ

 

ให้ตายนี่แฟนหรือลูก อายุเท่าไหร่ทำไมรับผิดชอบตัวเองไม่วะ?

ถ้าไม่ติดว่าพ่อกับแม่ และเฮียที่ไม่ค่อยจะอยู่บ้าน และเบื่อการเป็นเด็กเฝ้าบ้านก็คงไม่รีบกลับมาหาหรอก

พูดเลยนะครับว่าไม่ได้รีบกลับมาเพราะเป็นห่วง แต่แค่เบื่อการอยู่บ้านเฉยๆก็เท่านั้น แหะ..

 

ผมนั่งมองพี่โมที่ตอนนี้กำลังรัวนิ้วลงบนแป้นพิมพ์เพื่อแก้ไขบัค* หลงจากกดF5 เพื่อรันผลการเขียนโค้ดพัฒนาโปรแกรมประยุกต์อันซึ่งเป็นหัวข้อโปรเจคของเจ้าตัว ไม่นานนักเจ้าโปรแกรมกลางสำหรับพัฒนาก็เด้งกล่องข้อความแจ้งเตือนว่าโค้ดชุดนี้มีจุดผิดพลาดโดยพร้อมเป็นรหัสสีแดง ซึ่งหมายความว่ามันเป็นผิดพลาดร้ายแรงไม่ใช่แค่เพียงประกาศตัวแปรผิด หรือลืมให้ตัวเซมิโคลอนปิดท้ายประโยคโค้ดเท่านั้น

 

มือหนาถูกยกขึ้นมาขยี้หัวก่อนจะทิ้งตัวลงนอนกับพื้นโต๊ะไม้ใต้อาการเรียนอย่างคนหมดแรง

 

“ใจเย็นๆดิพี่ ลองไล่บรรทัดดูแล้วทำมาร์กไว้ไหมว่าตรงไหนทำหน้าที่อะไร เวลามันเด้งจะได้ตรงง่ายๆ บางทีอาจจะตกพารามิเตอร์อะไรไป เครื่องหมายไรไปบ้างอ่ะ”ผมบอกพร้อมกับเอื้อมมือไปนวดต้นคอให้อีกฝ่ายเบาๆเพื่อคลายความเครียดที่กำลังก่อตัว พี่โมเองก็พยักหน้าเบาๆอย่างรับรู้ก่อนจะลุกขึ้นมานั่งหลังตรงแล้วถอดแว่นสายตาออก

 

จะดีอยู่แล้วเชียวถ้ามันหันกลับไปทำงานต่อและไม่มาทำตัวรุ่มร่ามในที่สาธารณะอย่างการหันมากอดผมแล้วแนบจมูกกดลงมาบนแก้มแบบเอากำไรเขาตัวขั้นสุด

 

อีเสียดดดดดดดดดดดดดดด!

นี่มันหมดแรงทำงานจริงเปล่าวะเนี่ย!!!

 

 

“อื้อหื้อ...ทำไรไม่เกรงใจกูที่นั่งอยู่ตรงนี้เลยนะครับเพื่อน”เสียงพี่ก้องที่ดันนกรู้ เมื่อกี้เห็นงมโค้ดแบบที่หน้าแทบจะติดกับหน้าจอแท็ปเลตอยู่ดีๆ ก็ดันเงยหน้ามาเจอชอตเด็ดเสียอย่างนั้น

 

“พ..พี่...ผม--”

 

“อิจฉากูหละสิ”

 

ผมเบ้หน้าใส่พี่โมที่ทำผิดยังไม่รู้จักสำนึกผิด แถมทำเหมือนตัวเองถือแต้มเนื้อกว่าเสียเต็มประดา เอาจริงๆวันนี้ก็รู้สึกพลาดมากที่เสนอตัวมานั่งเป็นเพื่อนพี่โมทำงานที่มหาลัย แทนที่จะนอนเล่นเกมส์อยู่ที่หอ

 

“แหวะ...ลำไยมากครับพวกอวดเมีย”พี่ก้องเบ้ปากใส่พี่โมไม่พอ ยังหยิบขนมมันฝรั่งทอดกรอบปรุงแต่งรสยี่ห้อดังออกมาปาใส่พี่โมที่ยังนั่งทำหน้ายียวนใส่ไม่เลิก กว่าศึกจะสงบก็พี่ต้นเดินกลับมาจากไปซื้อเสบียงเพิ่งที่ร้านคอนวิเนี่ยนสโตร์ที่ตั้งอยู่หน้าตึกวิดวะเคม(เคมี)

 

 

“เออ วันนี้ตอมมาเดี๋ยวเราไปกินข้าวเย็นด้วยกันนะ”พี่โมพูดขึ้นหลังจากที่หันกลับไปสู้กับเจ้าโค้ดที่มีปัญหาของตัวเอง ใบหน้าหล่อเหลาถูกประดับด้วยแว่นตากรอบหน้าอีกครั้ง และความจริงจังที่อยู่บนเครื่องหน้าเหล่านั้นก็ทำให้พี่โมดูมีเสน่ห์ไปอีกแบบจนแทบได้ว่ายากจะละสายตา

 

เออ...ไม่รู้เป็นเพราะเวลาที่เปลี่ยนไปรึเปล่าเลยต้องแอบยอมรับว่าพี่โมนับวันยิ่งหล่อ ถ้าเอาจริงๆไม่พลาดมาเป็นแฟนก็จะมีพี่เขาเป็นโรลโมเดลให้เอาแบบอย่าง แต่ตอนนี้คงจะไม่ทันหละ ภาพลงภาพลักษณ์ที่อยากจะมาดแมน ทำตัวเท่ๆไว้ให้สาวกรี๊ดตอนนี้ไม่เหลือหมดแล้ว

 

“อื้อ..น้องตอมมาทำไมอ่ะ มาค้างหรอ?”ผมถามออกไปขณะที่ตอนนี้กำลังนั่งจิ้มไลน์คุยกับเพื่อนในกลุ่มที่ตอนนี้กำลังส่งรูปมาอวดว่าตัวเองไปเที่ยวไหนมาบ้าง

 

“ตอมมาส่งใบสมัคร ว่าจะเข้าคณะวิทยาศาสตร์ที่นี่อ่ะ”พี่ตอบทั้งๆที่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่หน้าจอแท็ปเลต ซึ่งผมก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรอยู่แล้วกับการที่อีกฝ่ายตอบคำถามแบบไม่มองหน้า

 

“เอ่อ ก็ดีนะพี่แต่นี่น้องตอมเข้ามาเรียนต่อพี่โมก็จบพอดีอ่ะดิ”ผมถามต่อ ทั้งๆที่มือยังเล่นโทรศัพท์เหมือนเดิม

 

“นั่นสิ สงสัยต้องฝากพีชดูแลตอมแทน”

 

ทันทีที่พี่โมพูดจบผมก็เงยหน้าจากโทรศัพท์ในมือแล้วมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของคนตัวสูงที่ตอนนี้ก็ยังตั้งใจแก้งานอยู่เหมือนเดิม แต่ที่ไม่เหมือนเดิมคือความรู้สึกของผมที่จู่ๆก็ดันแปลกๆขึ้นมา ความหน่วงๆเล็กๆไหลวูบเข้ามาในจิตใจ ราวกับประโยคที่พี่โมเอ่ยออกมานั้นมันชวนให้รู้สึกถึงความห่างไกลแปลกๆ

 

ซึ่งมันอาจจะเป็นความคิดมากของผมเพียงฝ่ายเดียว

 

“จะบ้ารึไง น้องใครก็ดูแลเองดิ พีชดูแลตัวเองก็เหนื่อยจะแย่ละ”ผมยู่ปากเมื่อคิดว่าต้องมาดูแลน้องสาวของคนรัก เอาจริงๆแล้วให้คิดกลับกันผมว่าน้องอะตอมคงต้องมาดูผมแทนเสียด้วยซ้ำมั้ง

 

“น้องพี่ก็เหมือนน้องเรานั่นแหละ อะไร? แค่นี้ดูแลน้องสะใภ้ไม่ได้ไง?”พี่โมเลิกสนใจจะแก้โค้ดแล้วครับ เจ้าตัวหันมาสนใจผมที่ทำปากบึนเริ่มงอแง และมือหนาก็ถูกส่งมาวางลงบนหัวพร้อมกับใบหน้าหล่อๆกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้

 

“พ..พี่--

 

“โว้ยยยยยยยยย!!! จะหวานแหววอีกนานไหมวะ??? ไปเล่นกันตรงนู้นนะ เพื่อนขอหละ”พี่ก้องที่เหมือนอยู่ในเหตุการณ์มาตั้งแต่แรกหวีดเสียงโวยวายขึ้นมา ทำท่าจะกลายร่างด้วยความประสาทจะเสียของตัวเองจนผมอดหัวเราะไม่ได้ ในสมองนึกไปถึงเจ้าก๊อตซิลล่ากำลังกลายร่างทำลายบ้านเมืองให้ย่อยยับ

 

พ่นไฟได้นี่จะจับพี่แกไปขึ้นทะเบียนของแปลกหายากเลยทีเดียวนะครับ

 

“พวกขี้อิจฉานี่ยังไงก็ขี้อิจฉาเหมือนเดิมจริงๆเล้ย”พี่โมพูดพึมพำเบาๆแล้วหันกลับไปสนใจงานของตัวเองต่อ พี่ก้องดูจะฟาดงวงฟาดงา พาลไปใหญ่แบบที่ตนเองแก้โค้ดไม่ได้แล้วยังมาเจอพวกเราเจาะแจะกันอีก โชคดีที่พี่ต้นเป็นหน่วยสงบศึก และลากสติพี่ก้องให้กลับสู่การทำงานอีกครั้ง

 

เสียงโหวกเหวกถูกแทนที่ด้วยเสียงรัวแป้นคีย์บอร์ด และเป็นอีกครั้งที่ผมต้องหันไปสนใจกับเจ้าโทรศัพท์มือถือในมือทั้งๆที่สมองยังคิดวนเวียนกับคำพูดแปลกๆของพี่โมที่พูดออกมา

 

เอาจริงๆแล้วมันคงไม่มีอะไรหรอกมั้ง...

 

 


 

“พี่พีชชชชชชชชชชช!”เสียงหวานของเด็กสาวในชุดนักเรียนคอนแวนเรียบร้อยวิ่งเข้ามาหาผมที่ตอนนี้กำลังยืนรอรับอยู่หน้าคณะ เอาจริงๆคือว่างจัดครับ เลยอาสาตัวเองออกมารับน้องสาวของแฟนหลังจากเด็กสาวขึ้นไปส่งใบสมัครโควตารับตรงของคณะวิทยาศาสตร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

“ไม่ต้องรีบวิ่งก็ได้ครับ พี่ไม่ได้หนีเราไปไหนเสียหน่อย”ผมเอ่ยห้ามเด็กสาวที่วิ่งมาถึงจุดที่ผมยืนรออยู่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวมีอาการหอบนิดหน่อยที่เกิดจากการออกแรง ก่อนจะส่งยิ้มหวานมาให้

 

“ไม่หรอก ตอมช้าเดี๋ยวพี่พีชร้อนแย่ แล้วเนี่ยมายืนตากแดด เดี๋ยวผิดเสียหมดนะคะ”น้องอะตอมว่าก่อนจะจูงมือผมให้เดินเข้ามาบริเวณร่มไม้ต้นชมชมพูพันธ์ทิพย์ที่ตอนนี้กำลังชูก้านออกดอกสวยงามราวกับดอกซากุระ เอาจริงๆมหาวิทยาลัยของผมเพิ่งมีกองละครมาถ่ายไปเมื่อไม่กี่วันก่อนนี่เองครับ รู้สึกว่าเป็นละครเกี่ยวกับญี่ปุ่นๆเนี่ยแหละ แล้วพอดีที่มหาลัยผมนี่โลเคชั่นให้อารมณ์แบบนั้นพอดี

 

อ้าว พายเรือนอกประเด็นไปไกลหละ

 

“พี่โมไปไหนคะทำไมให้พี่พีชมารับตอมคนเดียวแบบนี้ น่าตีจริงๆเลย”น้องอะตอมยังเจื้อยแจ้วหลังจากรื้อประเป๋าเป้ใบเล็กที่สะพายอยู่ที่หลังของเธอจนได้เจ้าห่อกระดาษทิชชู่ลายมิกกี้เม้าส์ออกมา มือเล็กดึงกระดาษออกมาสองสามแผ่นแล้วยื่นมาให้ผม

 

“ครับ?”

 

บอกเลยว่างงครับ คือยื่นมาทำไมวะ?

 

“เหงื่อออกมาเยอะเลยค่ะพี่พีช รีบเช็ดนะเดี๋ยวสิวขึ้น เสียดายหน้าใสๆของพี่พีชแย่เลย”เจ้าน้องสาวแฟนตัวดีพูดขึ้นก่อนจะคะยั้นคะยอให้ผมรับเจ้าน้ำใจจากเจ้าตัวไป เอาจริงๆไม่คิดไม่ฝันว่าจำเป็นต้องดูแลสภาพผิวหน้าตัวเองขนาดนี้ แต่ก็ไม่อาจจะจะทำร้ายจิตใจและแก้วตากลมใสที่กำลังมองมาที่ผมอย่างมีความหวังได้

 

ก็ได้วะ...ก็แค่เช็ดเหงื่อ...

 

ผมเอื้อมมือไปรับกระดาษที่ส่งมาให้แล้วยกซับใบหน้าตามที่เด็กสาวต้องการ และเมื่อเห็นอย่างนั้นเจ้าตัวก็ยิ้มแฉ่งมาให้แบบพึงพอใจที่ผมยอมทำตามแต่โดยดี

 

เอาจริงๆพี่น้องคู่นี้มันนิสัยเหมือนกันเลยเว้ย!

แบบไม่ได้บังคับให้ทำ แต่ชอบมีวิธีที่ทำให้ผมใจอ่อนและยอมทำตามคำขอโดยไม่ปริปากบ่น

 

น่ากลัวกันทั้งบ้าน!

 

“พี่โมมมมมม!!”และพอเดินมาถึงโถงอาคารเรียน เด็กสาวก็รีบวิ่งไปหาพี่ชายของตัวเองทันที ไอ้เจ้าพี่ชายก็อ้าแขนรอกอดน้องสาวเสียเต็มรัก แหมะ...ถ้าไม่เป็นพี่น้องกันนะ พิชญ์พลคงมีควันออกหู ขนาดรู้ว่าเป็นพี่น้องยังตะหงิดๆบอกไม่ถูกเลยแหะ

 

“เหนื่อยไหมคะ?”พี่โมคลายกอดจากน้องสาวก่อนจะเอื้อมมือลูบหัวทุยๆของเด็กสาวตรงหน้า แววตาน้ำเสียงที่โคตรจะละมุนถูกแสดงออกมาจากคนตัวสูง เด็กสาวพยักหน้าตอบคำถามของพี่ชายแทนคำพูดก่อนจะหันไปสวัสดีเพื่อนพี่ชายอีกสองคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะด้วย

 

“แหม ไม่เจอกันแป๊บเดียวน้องอะตอมน่ารักขึ้นเป็นกองเลยนะครับ”พี่ก้องยิ้มกว้างทำตาเยิ้มใส่เด็กสาวจนขนาดผมเองแค่เห็นยังรู้สึกขนลุกไปทั้งตัว ให้ตายทำไมแลดูน่ากลัววะ?

 

“พอๆๆ ไอ้ก้องน้องกู กูอยากให้น้องมีอนาคตที่ดี”พี่โมว่าก่อนจะพับหน้าจอแท็ปเลตเพื่อเก็บเข้ากระเป๋าเป้ ส่วนพี่ก้องที่โดยพี่โมตอบกลับไปก็ทำหน้ามู่ทู่ใส่ทำปากพึมพำราวกับกำลังบ่นพี่โมแบบไม่ออกเสียง

 

“เออ กูไปก่อนนะเดี๋ยวพาน้องไปกินข้าว แล้วจะอยู่ที่มออีกนานป้ะวะ?”พี่โมว่าพร้อมเอ่ยถามเพื่อนทั้งสองคน พี่ต้นเองก็บอกว่าอยู่อีกสักพักพอแก้โค้ดชุดล่าสุดเสร็จก็จะกลับบ้าน ส่วนพี่ก้องเองก็เช่นกัน เพียงเท่านั้นเราทั้งสามก็ล่ำลาแล้วเดินออกมา

 

โชคดีที่วันนี้พี่โมขับรถมาครับ เพราะเหมือนจะตั้งใจตั้งแต่แรกว่าจะพาน้องสาวไปหาอะไรกินที่ห้างแถวมหาวิทยาลัยแทนที่จะกินร้านตามสั่งหลังมอ เนื่องจากช่วงเวลาต้นปีบวกกับปิดเทอมแบบนี้ทำให้ร้านที่เปิดอยู่มีน้อยและหากินยาก ถ้าไม่อยากพลาดไปห้างก็น่าจะดีที่สุด

 

ระหว่างทางก็มีไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบของน้องสาวบ้าง ถามเรื่องการเรียนบ้าง จนทุกอย่างเหมือนจะดีถ้าไม่ติดว่าน้องตอมหลุดพูดประโยคอะไรบางอย่างออกมาจนผมรู้สึกว่ามันมีกลิ่นแปลกๆลอยออกมาจากประโยคนั้น

 

เรียนต่อ?

อะไรยังไง? ใครเรียนต่ออะไร? ก็น้องอะตอมเพิ่งมาส่งใบสมัครโควตาเข้ามหาวิทยาลัยของเขาเมื่อครู่นี้ แล้วทำไมมีแพลนไปเรียนต่อเมืองนอกหละ?

 

“เมืองนอก? ใครจะเรียนต่อเมืองนอกหรอครับ?”ผมเอ่ยถามออกไปด้วยความรู้สึกงงไม่น้อย เอาจริงๆแล้วอาจจะไม่ได้เกี่ยวกับตัวผมเลยด้วยซ้ำมั้ง บางทีผมอาจจะทำไม่ถูกที่เอ่ยถามแบบี้ด้วย เหมือนไปยุ่งเรื่องครอบครัวของพี่เขามากเกินไป

 

อ่า...แอบรู้สึกผิดที่ปากไวถามจังเลยแหะ...

 

“อ้าว..พี่โมยังไม่ได้บอกหรอคะ?”

 

ห้ะ? ยังไม่บอก?

คำถามใหม่ผุดเข้าในสมองของผมหลังจากที่น้องอะตอมพูดประโยคนั้นจบพอเหลือบไปมองพี่โมที่ตอนนี้ยังทำหน้านิ่งแถมยังฮัมเพลงคลอไปกับเพลงที่สถานีวิทยุกำลังเปิด ผมเหลือบมองเด็กสาวที่ยิ้มเผลส่งมาให้จากกระจกมองหลังของรถ

 

ไม่ผิดแน่ๆ ทำตัวน่าสงสัยทั้งคู่เลย!!!

แล้วมันเรื่องอะไรกันหละที่ผมยังไม่รู้ อะไรที่พี่โมปิดบังอยู่ไม่ยอมบอกให้ผมรับทราบ?

มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตัวผม? หรืออะไรยังไงวะ?

 

เฮ้ยยยยยยย คือแบบตอนนี้ต่อมเผือกมันกระดิกยิกๆด้วยความอยากรู้แล้วเนี่ย! คือแบบถ้าวันนี้ไม่รู้จะใช้ชีวิตแบบไม่มีความสุข ฮอร์โมนส์ทุกอย่างจะทำงานผิดพลาดจะหลั่งสารทำให้เกิดความแปรปรวนทางด้านอารมณ์ และคงไม่เป็นผลดีกับพี่โมแน่ๆ พูดเลย...ดังนั้นจงรีบพูดมาเมื่อมีโอกาสนะเว้ย!!

 

ผมส่งสายตาไปหาคนตัวสูงที่กำลังทำหน้าที่เป็นสารถีอีกครั้ง แบบให้โอกาสขั้นต้นแบบไม่ต้องใช้กำลังเข้าขู่ให้ง้างปากเอ่ยอะไรที่ปิดบังกันไว้ออกมา

 

“เอ่อ..คือ...เอ่อ--”

 

ยิ่งอึกอัก ยิ่งหงุดหงิด และยิ่งคิดว่าเป็นเรื่องที่ตัวเองควรรู้แต่กลับไม่ได้รู้ก็ยิ่งสร้างความน้อยเนื้อต่ำใจเข้ามาเป็นออบชั่นเสริมในจิตใจตอนนี้ เอาเลยอิลัลลามึงจะลาพักร้อนแล้วปล่อยเครื่องคอนโทรลกับกลั๊วกลัว ฉุนเฉียว และเศร้าซึมทำงานสักกี่ร้อยกี่พันปีก็ได้ ตอนนี้พิชญ์พลพร้อมไฝว้เต็มอัตราแล้ว อหหหหหห!!!

 

“พี่โม....พูด!!!

 

นั่นแหละครับ คุณฉุนเฉียวได้กดเอ็นเทอร์ปุ่มระเบิดอารมณ์ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผมก็คือเสียงนิ่งๆเรียบๆที่เอ่ยวาจาประกาศิตออกมาและทิ้งอารมณ์ในตอนปลายถูกส่งต่อเข้าโสตประสาตของอดีตพี่ว้ากที่ผมเคยกลัวนักกลัวหนาเมื่อปีที่แล้ว

 

อดีตพี่ว้ากก็อดีตพี่ว้ากสิ มาเจอแฟนว้ากบ้างไหมหละ หนาวไหม?

 






 

“พี่เพิ่งได้ตอบรับจากอเมริกา และพ่อกับแม่ก็เห็นว่ามันเป็นโอกาสที่ดีหากพี่จะไปเรียนต่อปริญญาโทที่นั่น”

 

 

คำพูดของพี่โมที่ยอมบอกความจริงให้ผมรับรู้ทำให้มื้ออาหารวันนั้นไม่มีความรู้สึกอร่อยเลยสักนิดถึงแม้ว่าผมจะรู้สึกหิวมากมายขนาดไหน จนกระทั่งเช็คบิลออกจากร้านพี่โมเองก็ชักชวนให้ผมไปส่งอะตอมที่บ้าน แต่หากอารมณ์ ณ ขณะนั้นทำให้ผมไม่พร้อมที่จะทำอะไรโดยที่มีพี่โมอยู่ใกล้ๆเลยสักอย่าง สุดท้ายผมก็ปฏิเสธคำชักชวนนั้นโดยอ้างว่าจะหาซื้ออะไรที่ร้านหนังสือสักหน่อย

 

และพี่โมก็ไม่เซ้าซี้ผมอีก นั่นเป็นหนึ่งในความผิดหวังครั้งที่สองของวันนี้ที่พี่โมเลือกที่จะปล่อยผมไว้ที่ร้านหนังสืออย่างที่ผมต้องการ และเจ้าตัวก็จากไป

 

ผมรู้สึกผิดหน่อยๆที่เห็นหน้าตาเศร้าๆของน้องอะตอมที่ยกมือลาผมด้วยน้ำเสียงไม่ร่าเริงเท่ากับตอนที่เราเจอกันเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ แต่ยอมรับว่าจุดนี้ผมเองก็มีความผิดหวังใจหัวใจอย่างเต็มไปหมดเกินกว่าจะมองข้ามและทำตัวร่าเริงเพื่อแสร้งให้อีกฝ่ายสบายใจ

 

ทำเราต้องแสร้งทำอะไรเพื่อให้คนอื่นรู้สึกดี ทั้งๆที่ตัวเองไม่โอเคที่จะทำด้วยซ้ำ

 

เมื่อคิดแบบนั้นแล้วผมก็รีบพาตัวเองไปจุดอับของร้านหนังสือโซนประวัติศาสตร์ที่มีคนน้อยรายให้ความสนใจกับหมวดชั้นหนังสือนี้ รู้สึกโกรธตัวเองหน่อยที่ทำตัวอ่อนแอจนน้ำตาเอ่อล้มเกาะขอบตา ยกมือปาดเช็ดมันออกจากใบหน้าพร้อมกับหายใจเข้าปอดลึกๆอย่างอดกลั้นความรู้สึกที่มี

 

เอาจริงๆแล้วถ้าในฐานะแฟนที่ดีเขาควรจะดีใจที่พี่โมได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยในประเทศอเมริกาที่มีชื่อเสียงทางด้านเทคโนโลยีติดอันดับโลก แต่ความรู้สึกหนึ่งความเหงาก็เข้ามาเกาะกินหัวใจเมื่อต้องคิดว่าหลังจากนั้นผมจะไม่มีคนให้งอแงด้วยอีก

 

พูดตรงๆผมอาจจะไม่รู้สึกมากเท่านี้หากพี่โมบอกผมสักนิดว่าจะทำอะไรอยู่ วางแผนอนาคตตัวเองแบบไหน บอกกล่าวผมสักนิดว่าอยากไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ เพราะอย่างน้อยๆแล้วผมจะได้มีเวลาเตรียมตัวเตรียมใจและมีเวลาให้กันมากกว่านี้ ถึงแม้ว่าพี่โมจะอยู่ในช่วงปั่นโปรเจคจบที่แทบจะไม่มีเวลาอยู่แล้วก็ตามที แต่ผมเองก็จะพยายามให้ทุกเวลาที่อยู่ด้วยกันมันมีความหมายเพื่อทดแทนอีกช่วงเวลาที่จะต้องห่างกันไป

 

หากพี่โมฉุดคิดสักนิด

เหมือนที่ผมคิดอยู่เสมอว่าอนาคตจะทำอย่างไร จะเป็นยังไงหากเราทั้งสองคนเรียนจบ ผมจะต้องแก้ปัญหาแบบไหนหากแม่ร้องขอให้เขากลับไปอยู่บ้าน ผมคิดไปถึงข้างหน้าและพยายามหาทุกทางให้เราได้สามารถอยู่ด้วยกันแบบนี้นานๆ

 

แต่เปล่าเลย..

พี่โมเหมือนไม่ได้คิดถึงผมในอนาคตสักนิด

เหมือนกับว่าในอนาคตของพี่โม ไม่เคยมีผมอยู่ตรงนั้น

 

เจ็บ...

พอคิดมาถึงจุดนี้หัวใจก็รู้สึกหน่วงจนอยากจะร้องไห้ออกมา รู้สึกว่าตัวเองเหมือนคนบ้าที่เอาแต่คิดถึงอีกฝ่ายอยู่ตลอดเวลาทั้งๆที่เขาไม่เคยคิดเผื่อถึงเราเลย

 

แม้แต่นิดเดียว...

 

 

 

ก็อกๆ ก็อกๆ ก็อกๆ

 

เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นกำลังเรียกสติของผมที่ตอนนี้กำลังนอนซุกหน้าจมลงกับเจ้าตุ๊กตาริลัคคุมะที่พี่โมเคยซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดเมื่อปีที่แล้ว หลังจากที่ผมชอบทำตัวเป็นทาสการตลาดร้านคอนวิเนี่ยนสโตร์ที่ชอบผลิตแก้ว ชาม หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เป็นรูปเจ้าหมีหน้าง่วงนี่ออกมาก็รุดหน้าไปกว้านซื้อมาครอบครอง

 

ผมไม่รู้ว่าพาร่างตัวเองกลับมาถึงหอเวลากี่โมง ไม่รู้ว่าเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโทรศัพท์มือถือแบตหมดตอนไหน และเวลาตอนนี้มันกี่โมงกี่ยามแล้ว รู้แต่เพียงว่าบรรยากาศในห้องนั้นมืดไปหมดจนต้องคลำทางเพื่อเดินตรงไปที่ประตูห้องก่อนจะกดสวิชต์ไฟที่อยู่ใกล้ๆ

 

ก็อกๆ ก็อกๆ

 

เสียงเคาะประตูยังดังอยู่เหมือนเดิมราวกับคนที่อยู่หน้าประตูห้องยังเฝ้ารอให้คนในห้องอย่างผิดไปเปิดประตูต้อนรับ และเมื่อผมเอื้อมมือไปเปิดประตูห้องปรากฏให้เห็นร่างสูงในชุดเดิมในมือถือถุงอาหารมากมายแต่สีหน้าดูไม่สบอารมณ์สุดๆกำลังยืนจ้องหน้าผมอยู่

 

“ทำไมปิดเครื่องครับ?”พี่โมเอ่ยถามขึ้นมา ความรู้สึกเมื่อช่วงเย็นก็ย้อนกลับเข้ามาทำร้ายให้หัวใจรู้สึกเจ็บปวดจนแทบไม่อยากมองหน้าคนใจร้ายอีก สุดท้ายผมจึงเลือกความเงียบแทนคำตอบออกไปตอนนี้เพราะด้วยกลัวว่าจะพูดอะไรไม่เข้าท่าไม่ถูกหูอีกฝ่าย รวมไปถึงไอ้เจ้าน้ำตาที่เกิดมาจากความน้อยเนื้อต่ำใจที่อัดแน่นอยู่จะไหลพรากออกมาจนดูอ่อนแอ

 

มันคงไม่น่าดูเท่าไหร่หรอกที่เด็กผู้ชายอายุกำลงจะเหยียบเลขสองมานั่งร้องไห้แบบนั้น

 

“เป็นอะไรทำไมไม่พูดหละพีช?”พี่โมยังคงเป็นพี่โม ยังเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ ชอบเซ้าซี้ และพยายามส่งคำถามมาให้ผมไม่หยุดไม่หย่อนแบบไม่ได้ดูอารมณ์กูตอนนี้เลยเว้ยว่ามันเป็นแบบไหน

 

คือแบบมึง?

ที่เงียบไม่ใช่งี่เง่านะ แต่พยายามไม่เหวี่ยงคือไม่เข้าใจรึไงเนี่ย?????

 

“พี่โม..พีชเหนื่อยกลับไปก่อนนะพีชอยากนอน”ผมเอ่ยออกไปอ้อมๆ หวังว่าอีกฝ่ายจะยอมรับฟังและปล่อยให้ผมได้อยู่กับตัวเอง กำจัดความทิฐิในตัวเองออกไปแล้วกลับไปเป็นคนเดิมที่พร้อมจะเข้าใจทุกอย่างที่พี่โมจะทำ

 

แต่เปล่าเลย ดูเหมือนพี่โมไม่ยอมให้ความร่วมมือ

มือหนาเอื้อมมาจับข้อมือของผมไว้ไม่ยอมให้ถอยหลังหนีไปไหนพร้อมกับออกแรงดึงให้หันมาเผชิญหน้ากัน

 

“พีชโกรธที่พี่ไม่ยอมบอกเรื่องไปเรียนต่อหรอครับ?”เสียงทุ้มเอ่ยถามออกมาผมเลือกที่จะหลบตาเพื่อไม่อยากให้ความแข็งกร้าวทางด้านอารมณ์นั้นเป็นสาเหตุทำให้เราต้องมีปากเสียงกัน

 

เรื่องเรียนต่อนั่นไม่ใช่สาเหตุหลักในความงี่เง่าของผมตอนนี้หรอก

แต่มันเป็นหลากหลายสาเหตุทุกอย่างมันมามั่วรวมกันเต็มไปหมดแล้วในตอนนี้

 

“เปล่า..”

 

“ถ้าเปล่าแล้วทำไมเป็นแบบนี้เสียหละครับ”

 

พี่โมทอดเสียงถาม เนื้อเสียงตอนนี้ดูอ่อนลงจากเดิมมากแล้ว เหมือนกับว่าตอนนี้เจ้าตัวจะสังเกตเห็นน้ำตาที่กำลังเอ่อขึ้นมาของผม หรืออะไรก็ตามแต่ อ้อมกอดอบอุ่นเข้ามาประชิดเนื้อกาย หัวใจที่เต้นเนิบนาบกลัวเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้ง ทุกอย่างมันคงดีขึ้นหากอารมณ์ความน้อยใจนั้นมีมากกว่าเหตุผล

 

ผมเองก็คงไม่ทำเรื่องผิดพลาดออกไป...

 

“ผมไม่รู้ว่าพี่คิดอะไร แต่ผมไม่ได้เสียใจที่พี่จะไปเรียนต่อ”ผมเอ่ยขึ้น พี่โมเองก็พยักหน้ารับฟังคำพูดของผม สัมผัสอบอุ่นเกิดขึ้นเมื่อพี่โมยกมือลูบหัวผมเบาๆคล้ายกับปลอบปะโลม

 

“แต่ที่ผมไม่เข้าใจเลยคือทำไมพี่ไม่บอกผมสักคำ..”

 

“....พีช”

 

“เรื่องขนาดนี้ ทำไมพี่ไม่ปล่อยให้ผมรู้ในวันที่พี่เก็บทุกอย่างจนพร้อมจะจากไปเลยหละครับ”

 

ผมพูดออกไปแล้วสิ่งที่กักเก็บข้างในจิตใจ และดูเหมือนกับว่ามันเป็นหนึ่งในข้อผิดพลาดที่ผมหลุดคำพูดที่สุดแสนจะเห็นแก่ตัวออกมา เพราะคำพูดเหล่านั้นที่หลุดออกมามันเหมือนมีดปลายแหลมเล่มเล็กๆที่สามารถสร้างบาดแผลให้กับคนที่ได้รับฟังได้ไม่มากก็น้อย

 

เพราะหลังจากที่ผมหลุดคำพูดนั้นออกมา อ้อมกอดที่อบอุ่นก็คลายออกพร้อมกับแววตาที่วูบไหวที่มองปราดเดียวผมก็รับรู้แล้วว่าคนที่ได้รับฟังเสียใจมากแค่ไหน

 

“พี่ว่าตอนนี้เราคงคุยกันไม่รู้เรื่อง”พี่โมพูดออกมาแผ่วเบา น้ำเสียงแหบพร่าราวกับขาดน้ำมาเป็นเวลานาน

 

“หากตอนนี้พีชต้องการเวลาพี่ก็พร้อมจะให้นะ...แต่พี่อยากให้พีชได้รู้อย่างหนึ่ง”

 

 

“....”

 

 

“พี่เองก็เสียใจ ที่วันนี้เรื่องของเราเป็นแบบนี้..”

 

 

 

 


“ไง สุดท้ายก็ทำตัวเป็นนางเอกงี่เง่าตามละครหลังข่าวเก็บข้าวของมานอนที่บ้านกูงั้นสิ”นี่คือประโยคแรกที่ได้ยินมาจากลูกพี่ลูกน้องหลังจากที่เล่าเรื่องราวทุกอย่างให้มันฟังจนจบ ซึ่งเรียกได้ว่าถากถางจนทำให้หัวใจเจ็บแสบได้ดีอย่างหนึ่ง

 

เออ..คือกูมันงี่เง่าพอไหม?

ฮืออออออออ ต้องการใครสักคนที่เข้าข้างได้ป้ะวะ???

 

“ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้นเลย มึงงอแงเยอะพอหละ พรุ่งนี้ตื่นมาปวดตาตายห่ากูไม่หาอะไรมาประคบให้นะเว้ย ดูแลตัวเองนะครับ”เฟิร์สยังบ่นพร้อมกับโยนกล่องกระดาษทิชชู่ส่งข้ามโต๊ะมาให้ คือแบบนี่ไม่สงสัยเลยว่าลูกพี่ลูกน้องของผมคนนี้ทำไมถึงได้เป็นเพื่อนกลุ่มแก๊งค์เดียวกันกับไอ้โชได้

 

ระดับความกวนตีนนั้นถือว่าอยู่ในระยะใกล้เคียงกันสัสๆ

ไม่ติดว่ามาเพิ่งใบบุญจะไม่ยอมขนาดนี้พูดเลย

 

“คือกูไม่มีสิทธิ์น้อยใจรึไงวะ คือกูคิดถึงพี่เขาตลอด แต่ดูพี่เขาทำกับกูดิ”

 

“ทำยังไง? ตามที่มึงเล่ามากูก็เห็นเขาแคร์มึงดีออก แล้วที่คิดเนี่ยคิดยังไง คิดไปเองรึเปล่า?”

 

แหนะ...

ไม่มีสักวินาทีที่เข้าข้างกูหรอก...

 

“คิดไปเองอะไรวะ?”

 

“เอ้าก็ที่มึงมานั่งน้อยอกน้อยใจพี่เขาเนี่ย มึงถามเขารึยังว่าเขาคิดอะไร ทำไมเขาไม่ยอมบอกมึงมีเหตุผลอะไรรึเปล่า?”

 

เออ...ลืมถามเลย..

 

“กูว่าเงียบๆแบบนี้ยังไม่ถามชัวร์ๆ มึงนี่น้า ถ้าไม่ติดว่าไอ้โชพาเมียไปเที่ยวลัลลาอยู่เกาหลีกูจะโทรตามมันมาช่วยยำมึงตอนนี้เลย!

 

รักกันมาก...รู้สึกอบอุ่นหัวใจจริงๆเลยครับจุดนี้

 

“ก็กูน้อยใจ...”

 

“ข้ออ้างมาก มึงผิดนะประเด็นนี้”

 

ผมย้ายบ้านพักตอนนี้ทันไหม?

คือหลังจากที่ลิสต์รายชื่อที่พักตอนนี้ไม่ว่าไอ้พอลที่ไปเที่ยวทะเลกับครอบครัว ไอ้เบลที่ขาเดี้ยงไปรบกวนก็ไม่เหมาะ ไอ้เติร์กก็ไกลไปอยู่ตั้งกาญจนบุรี ขนาดกรุงเทพผมยังไม่รู้จักดีให้ลองดีไปกาญคนเดียวก็ดูจะเก่งเกินไป สุดท้ายทางเลือกเดียวก็ต้องวนกลับมาไอ้ลูกพี่ลูกน้องปากคอเราะร้ายที่ไม่แม้แต่จะเข้าข้างผมตรงหน้านี่เหมือนเดิม

 

“หยุด! อย่าทำหน้าแบบนั้นเลย กูไม่ได้ว่ามึงผิดคนเดียว พี่เขาก็ผิดที่ไม่ยอมบอกมึง แต่มันต้องมีเหตุผลหวะ สุดท้ายสรุปคือมึงนั่นแหละที่งอแงไม่รอฟังเหตุผลพี่เขา”

 

จบ...สุดท้ายก็วกมาทางผมอยู่ดี

 

“ถามจริงๆเหอะว่ามึงไม่เคยทะเลาะกันแบบเรื่องงี่เง่าแบบนี้หรอวะ?”ผมเอ่ยถามออกไป ไอ้เฟิร์สทำหน้าคิดนิดนึงก่อนจะพยักหน้า

 

“เคย...ตอนคบกันใหม่ๆ แบบมันต้องย้ายโรงเรียนเพราะแม่มันสั่ง แต่กูไม่งี่เง่าแบบมึงอ่ะ ก็ฟังเหตุผลมันก่อนดังนั้นไม่ต้องหาพวกนะมึง”

 

เกลียดดดดดดดดดดด!

อะไรๆผมก็ผิด! ถามหน่อยผมมันผิดมากรึไงวะ?

คือแบบเรื่องแบบนี้มีสิทธิ้น้อยใจ เสียใจไม่ใช่หรอ ช่วยคิดหน่อยดิ นี่คือแบบผมบินกลับมาจากเชียงใหม่เพื่อมารับรู้และโดนประณามว่าเป็นคนผิดแบบนี้หรอวะ???????

 

โฮรกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!

พีชจะกลับบ้านแล้ว! เฮียพลับมารับพีชที!!!

 

 

“พีชมีใครบออกมึงป่าววะ?”

 

“อะไร?”

 

เริ่มเหวี่ยงหละครับ ตอนนี้อารมณ์แปรปรวนขั้นสุด

 

“เวลามึงทำหน้างอแงเนี่ย โคตรเหมือนหมาเลย”

 

“อ่าห้ะ กูควรดีใจไหม?”

 

“เป็นกูกูไม่คิดว่านั่นเป็นคำชมนะ”

 

กวนตีน...นั่นเป็นคำเดียวที่ผมคิดออกในตอนนี้ที่จะมอบให้ลูกพี่ลูกน้องของตัวเองได้

 

“วันนี้มึงก็พักผ่อนให้เต็มที่ เผื่อร่างกายหายเหนื่อยสมองจะได้โล่งๆพอที่จะสามารถคิดอะไรออกมาได้บ้าง กูว่านะเรื่องแค่นี้มึงคิดออกอยู่แล้วหละว่าต้องทำยังไงต่อไป”

 

“...”

 

“คนที่เขาไม่แคร์ เขาจะไม่แม้จะพยายามรั้งมึงไว้ในตอนที่มึงงี่เง่าใส่เขาแค่ไหน และคนที่ไม่รัก เขาจะไม่เสียใจหากมึงพูดจาร้ายๆใส่เขา อย่างที่มึงทำกับพี่เขาในวันนี้”

 

“...”

 

“ไปนอนคิดดูดีๆ ว่าจะเอาทิฐิที่มีมาแลกกับสิ่งดีๆที่พี่เขาทำให้มึงมาตลอด นั่นก็เป็นเรื่องของมึงหละ”

 

นั่นสิ...

สิ่งที่เฟิร์สพูดออกมามันเป็นเหมือนมือที่มองไม่เห็นฉุดผมขึ้นจากบ่อน้ำที่เต็มไปด้วยห้วงอารมณ์ที่เต็มไปด้วยโทสะ และความไร้เหตุผล

 

แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

ปัญหาใหม่ที่ผุดขึ้นมาในสมองคือพรุ่งนี้ผมจะทำยังไง จะต้องเริ่มแบบไหน ทำหน้าอย่างไร ในเมื่อพึ่งเหวี่ยงวาจาเลวร้ายใส่อีกฝ่ายให้มีบาดแผลไป

 

 

ผมควรทำอย่างไรดี...













TBC.








Talk: มันไม่ได้ดราม่าจริงจริ๊ง อย่าเพิ่งปาเกิบม๊า!!
ความรักมีทั้งสุขและเศร้า บางครั้งก็หน่วงๆบ้าง เพื่อเข้ามาให้รู้ว่าปัญหาทุกอย่างที่เข้ามา 
หากเราช่วยกันข้ามผ่านไปได้ ความรักของเราจะเติบโตขึ้น

ไม่ม่านะ มาม่าไม่อร่อย  :)


a solphase








ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,209 ความคิดเห็น

  1. #3205 Beom_0601 (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 5 กันยายน 2562 / 22:08
    เหตุผลอะไรก็ฟังยากอ่ะโมควรจะบอกพีชมั่งว่าทำอะไร ไม่ใช่ปล่อยให้รู้จากคนอื่น กลายเป็นพีชผิดเฉย
    #3,205
    0
  2. #2948 Khimsecrets (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 3 กันยายน 2559 / 16:35
    นี่อยากอ่านคู่ดีพกับพี่ต้น
    #2,948
    0
  3. #2824 KiHaE*129 (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2558 / 02:32
    งานเข้าเลยทีนี้
    #2,824
    0
  4. #2783 Som O Usanee (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2558 / 09:21
    โดนเมียว้ากเลย ก็แล้วทีนี้จะทำไงล่ะ ก็เสียความรู้สึกทั้งสองฝ่ายแหล่ะนะ
    #2,783
    0
  5. #2683 mini_mickey (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2558 / 20:38
    เอาแล้วไงทำไงดีพิชญ์พลทำไงละทีนี้
    #2,683
    0
  6. #2682 ICEz'sa (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2558 / 19:15
    ก็พอจะเข้าใจอารมณ์ของสองคนนี้อยู่นะ คนนึงไม่อยากบอกเพราะไม่อยากให้อีกคนเสียใจ ยังไม่พร้อมจะบอก ส่วนอีกคนก็ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่บอก ทำไมต้องให้รู้จากคนอื่น เออ ปัญหานี้แก้ง่ายนิดเดียวแค่หันหน้ามานั่งคุยกัน #ประสบการณ์ตรงจากตัวเราเอง 5555
    #2,682
    0
  7. #2681 Nattanit Wanghirankul (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2558 / 20:08
    มาได้แล้ววววววววว
    #2,681
    1
    • #2681-1 a solphase(จากตอนที่ 49)
      2 ตุลาคม 2558 / 20:46
      แพร่บบบบบบบบ ใจเย็นๆนะ โอ๋กอดนะ
      #2681-1
  8. #2680 mini_mickey (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2558 / 14:09
    พี่โมมีไรไม่บอกน้องพีทอย่าให้แฟนได้ว้ากสิเดียวเจอเลย
    #2,680
    0
  9. #2679 BlackStayle (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2558 / 02:23
    เมียว๊ากว่ะพี่โม555555555
    #2,679
    0
  10. #2656 BY' (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 20 กันยายน 2558 / 21:46
    โมพีชชชชชช ฮืออออ รออออ กรีดร้องแรงมาก
    #2,656
    0