All About Astronomy

ตอนที่ 18 : STAR::การวัดความสว่าง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 644
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    13 ก.ย. 56

การวัดความสว่างของดาว ก็มีอยู่หลายแบบ

Brightness Luminosity Absolute Magnitude Apparent Magnitude

(ก็มีแค่นี้แหละ ไม่ค่อยจะหลายเลย)

 

1) Luminosity (กำลังส่องสว่าง) แทนด้วยตัว L

กำลังส่องสว่าง วัดในหน่วย วัตต์ เป็นกำลังที่ส่องสว่างออกมาในพื้นที่ 1 ตารางเมตรของดาว

ดังนั้น ไม่ว่าจะวัดกำลังส่องสว่างของดาวที่ไหนก็ตาม เราจะได้ว่าดาวดวงนั้นมีค่ากำลังส่องสว่างเท่าเดิม

 

2) Brighness (ความสว่าง) แทนด้วยตัว B

ความสว่างก็คือ กำลังส่องสว่างที่แผ่มาถึงตัวเรา มีหน่วยเป็นวัตต์ต่อตารางเมตร

 

3) Apparent Magnitude (Visual Magnitude) (แมกนิจูดปรากฏ ความสว่างปรากฏ โชติมาตรปรากฏ เยอะเนอะ ขยันตั้งกันจริ๊งงง) แทนด้วยตัว m

แมกนิจูดก็คือตัวเลขที่แทนความสว่างของดาว ตัวเลขยิ่งน้อยยิ่งสว่าง ถ้าติดลบละก็ สว่างค่อดๆ
(นั่นหมายความว่า เวลาจะศึกษาเรื่องแมกนิจูดคุณจะต้องกลับสมองก่อน)

เช่น ดวงอาทิตย์ มีแมกนิจูด -26.73 แปลตามภาษาปกติว่า ดวงอาทิตย์สว่างสว้างสว่างสว้างสว่างสว้างสว่าง

โดยกำหนดให้ดาววีกา เป็นดาวที่มีแมกนิจูด 0.0000000

แต่นั่นเป็นวีกาสมัยก่อน เดี๋ยวนี้วีกาสว่างน้อยลงจึ๋งนึงแล้วล่ะ (อย่าลืมกลับสมอง ดาววีกามีแมกนิจูดเพิ่มขึ้น)

แล้วก็ ถ้าดาวมีแมกนิจูดต่างกัน 5 ดาวจะสว่างกว่ากัน 100 เท่า

ดาวที่มีแมกนิจูด 0 ก็จะสว่างมากกว่าดาวที่มีแมกนิจูด 5 อยู่ 100 เท่า

ดาวที่มีแมกนิจูด 5 ก็จะสว่างมากกว่าดาวที่มีแมกนิจูด 10 อยู่ 100 เท่า

ดาวที่มีแมกนิจูด 0 ก็จะสว่างมากกว่าดาวที่มีแมกนิจูด 10 อยู่ 10000 เท่า

ดวงอาทิตย์ ก็จะสว่างกว่าดาววีกาประมาณ 62,500,000,000 เท่า (รู้ถึงความยิ่งใหญ่ของดวงอาทิตย์เลยใช่ปะล่า)

ดาวฤกษ์ห้ามมีแมกนิจูดน้อยกว่า -1.47 เพราะนั่นคือค่าแมกนิจูดของดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุด ดาวซิริอุส (เว้นแต่ดาวฤกษ์ดวงนั้นจะเป็นดวงอาทิตย์)

และดาวฤกษ์ส่วนใหญ่จะมีค่าแมกนิจูดเป็นบวก เพราะดาววีกาเป็นดาวฤกษ์ที่สว่างอันดับ 6 ของท้องฟ้า รองจาก ดวงอาทิตย์ ซิริอุส คาโนปุส อาร์คทูรุส และ ไรจิล เคนทอรัส

ถ้าคุณเห็นดาวที่ไม่ใช่ห้าดวงนี้มีแมกนิจูดติดลบ แปลว่านั่นคือดาวเคราะห์ ดวงจันทร์ ซุเปอร์โนวา ไม่ก็คุณเมา

 

4) Absolute Magnitude (แมกนิจูดสัมบูรณ์ ความสว่างสัมบูรณ์ โชติมาตรสัมบูรณ์) แทนด้วยตัว M

มันออกจะไม่ยุติธรรมกับดาวที่อยู่ไกล ถ้าดาวนั้นสว่างมากแต่อยู่ไกล มันก็ไม่ต่างกับแสงริบหรี่ดวงหนึ่ง ไม่มีค่าในสายตาเธอ

เช่น ดวาเดเนบ มีแมกนิจูดปรากฏ 1.25

สว่างน้อยกว่าดวงอาทิตย์ตั้ง 160,000,000,000 เท่า

แต่ถ้าย้ายดวงอาทิตย์ไปอยู่ตรงเดเนบ ดวงอาทิตย์จะกลายเป็นขี้รังแคไปเลย

ดาวเดเนบจะสว่างกว่าถึง 62500 เท่า

ดังนั้น เราจึงให้ความยุติธรรมกับดาวทุกดวง ด้วยการไปวัดค่าแมกนิจูดที่ระยะทางห่างจากดาว 10 พาร์เสก (ประมาณ 32 ปีแสง)

 

หากคุณสามารถตั้งข้อสังเกตได้ว่า

B คล้ายๆ กับ m (คำนึงเรื่องระยะห่าง)

L คล้ายๆ กับ M (ไม่คำนึงเรื่องระยะห่าง)

นั่นแปลว่า คุณเข้าใจมันแล้วล่ะ

ขอเชิญพบกับสิ่งงงงงต่อไปได้

การวัดความสว่างแบบ Bolometric

ก็คือ การวัดความสว่างแบบรวมทุกคลื่นแสง ทั้งมองเห็นและมองไม่เห็น

รวมหมดเบย อินฟราเรด อัลตาไวโอเลต วิทยุ ไมโครเวฟ เอ็กซ์ บลาบลาบลา

ดังนั้น วัดแบบโบโลเมทริกซ์ จะสว่างกว่า (มีแมกนิจูดน้อยกว่า)

ความแตกต่างระหว่างแมกนิจูด Bolometric กับแบบธรรมดา เรียกว่า Bolometric Correction แทนด้วย B.C.



ไม่ต้องห่วง เพราะโจทย์มักกำหนดค่า B.C. มาให้

 

 

 

ต่อไป ถึงช่วงเวลา อา อา อา อา อา

 

 

 

 

 




 

สูตรชวนอี๋ ยี้ ไม่อยากลอง (แต่ต้องทำ โอเค้?)

ดูรูปนี้ประกอบสูตรด้วย จะทำให้อ๋อยิ่งขึ้น





ไอ้รูปที่คล้ายๆ นกหวีดนั่นคือซิกม่า เป็นค่าคงที่ มีค่า 5.67*10^-8

T คือ อุณหภูมิพื้นผิว

ทุกหน่วยใช้ หน่วย SI หมดเลยนะฮัฟ

(ยกเว้น d ใช้หน่วย พาร์เสก)

 

แถมมมจ้าาาา

ขอบคุณเอกสารประกอบการสอนของ สอวน. ดาราศาสตร์ ศูนย์จุฬาฯ สำหรับรูป 2 รูปที่เป็นค่าคงที่


ปล.  ฉลองบทความ ครบ 1 เดือน เย้!!!!
ลงครั้งแรก 12 พค. 56

:)  Shalunla
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6 ความคิดเห็น