กลรักนางบำเรอ (จบบริบูรณ์) ลบเนื้อหา 12/5/57

ตอนที่ 7 : บทที่เจ็ด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 533
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    12 พ.ค. 57

บทที่เจ็ด

ถนอมนวลบรรจงตัดภาพของเขาจากหนังสือเล่มนั้น เอามาเหน็บไว้ในสมุดวาดรูปเล่มประจำตัวที่ใช้มาตั้งแต่มัธยม สมุดวาดภาพที่เธอซื้อเพราะอยากวาดภาพ แต่จนบัดนี้... เวลาผ่านไปเกือบสิบปีแล้ว หน้ากระดาษว่างเปล่าสีขาวก็ยังคงมีมากกว่าภาพที่เธอวาดได้เสียอีก

หนีบภาพนั้นเอาไว้ด้วยตัวหนีบสีดำ พิศดูอย่างชื่นชม ดวงตาสีดำบนใบหน้าเคร่งขรึมนั้นทำให้ผู้ชายตรงหน้าดูลึกลับเหลือคณา

หยิบดินสอขึ้นมาขีดๆ ร่างๆ ภาพของเขาอย่างสุขใจ ก่อนที่จะถูกขัดด้วยเสียงก๊อกแก๊กจากระเบียง...

ตั้งใจว่าจะแกล้งไม่ตอบสนอง ให้อีกฝ่ายเข้าใจว่าหลับไปแล้ว แต่ภวิศก็คือภวิศที่รู้ทันเธอไปเสียทุกเรื่อง ไม่ต้องมาทำเป็นเงียบนะยัยบ๊อง ฉันรู้ว่าเธอหลับไม่ลงหรอกถ้าไฟสว่างโร่อย่างงั้นน่ะ

ถนอมนวลถอนหายใจยาวเหยียด ตกลงมีเรื่องอะไรเกี่ยวกับเธอบ้างที่ภวิศไม่รู้? นวลว่าจะนอนแล้ว...

ชายหนุ่มยิ้มนิดๆ เมื่อเห็นสีหน้าเมื่อยๆ ของคนที่ว่าจะนอนแล้วแต่ยังอุตส่าห์โผล่หน้ามาบอก ใหญ่ลืมไปว่าวันนี้แวะปั๊มซื้อขนมที่นวลชอบมาด้วย เพิ่งจะนึกได้ว่าวางทิ้งไว้ในรถ เลยจะเอามาให้

พอพูดถึง ของโปรดก็ดูเหมือนอาการเนือยๆ ของคนข้างบ้านจะเลือนหายไปทันตา และถูกแทนที่ด้วยอาการตื่นเต้น ยิ่งได้เห็นกล่องเอแคลร์ของชอบด้วยแล้ว... โอ๊ย ขอบใจนะใหญ่ อุตส่าห์ซื้อมาฝาก

เขาโยนมันข้ามระเบียงไปหล่นปุในเสื้อนอนที่ถนอมนวลยกชายรอรับเอาไว้พอดีอย่างชำนาญ คนรับไม่รอช้า หยิบขึ้นมาแกะกล่อง กินในทันใด

เฮ้ย ยัยบ๊อง นี่มันห้าทุ่มแล้วนะ กินเข้าไปได้ เดี๋ยวก็อ้วนแย่

เธอทำหน้าดุทันที ใหญ่ นวลจะสอนให้นะ ถ้าใหญ่มีแฟนละก็ อย่าไปพูดอย่างงี้กะเค้าเด็ดขาดเวลาที่ตัวเองเป็นคนซื้อของกินอ้วนๆ มาให้เองน่ะ แล้วอีกอย่าง... นวลไม่กลัวอ้วนหรอก แม่บ่นประจำว่านวลน่ะผอมไป ให้กินเยอะๆ

ถึงจะผอมยังไงก็เหอะ ไม่ระวังก็เป็นพะโล้ได้ พอเธอค้อนขวับมาก็หัวเราะเก้อๆ ตามใจๆ ใหญ่ผิดเองแหละเพราะเป็นคนซื้อมาให้

อยากจะต่อด้วยว่าถึงจะเป็นพะโล้ยังไงภวิศคนนี้ก็รักแต่ไม่กล้า ได้แต่เท้าคางมองเธอที่กินไปคุยไปอย่างชื่นใจ ผสมปนเปกับความรู้สึกใจหายที่วันเวลาแสนสุขนี้กำลังจะหมดลงในไม่ช้า...

อีกไม่นาน เธอก็จะจากเขาไป ไปเป็นภรรยาของไอ้ เอ่อ... ตาลุงนั่น เหลือเพียงแต่เขากับชีวิตที่เดียวดาย ชีวิตเดียวดายอันเกิดจากความมั่นใจทะลุปรอทของตัวเองที่เชื่อเหลือเกินว่าเธอเกิดมาเพื่อเขา และเราเป็นเนื้อคู่กัน

แต่... ใครจะไปรู้ในข้อนั้นได้ นอกจากสวรรค์เท่านั้น...

 

ชายหนุ่มพยายามข่มตาให้หลับ แม้ลายดอกเปรอะสีชมพูชวนเลี่ยนของวอลล์เปเปอร์ใหม่จะกระแทกสายตาขนาดไหน...

สุดท้ายประวีณก็ลุกพรวดขึ้นมานั่งหงุดหงิด เบื่อตัวเองที่หลังจากการตายของแพรก็ไม่สามารถปิดไฟนอนได้ เกลียดยัยตัวร้ายที่ยังไม่เคยเห็นหน้าที่ทำให้ห้องของเขามันเปลี่ยนไปจนเขาหลับไม่ลงเลยจริงๆ

ดูเอาเถอะ ขนาดเธอเป็นผู้หญิงที่ได้มาแทนหนี้เท่านั้น คุณแม่ยังทำถึงเพียงนี้ ถ้าหากก่อนหน้านี้เขายอมตกลงปลงใจกับลูกสาวของคุณหญิงคุณนายที่ไหนสักคน คุณแม่ไม่ต้องทุบบ้านทำใหม่เลยเหรอ?

ท้องฟ้ายามดึกยังเกลื่อนไปด้วยดาว เขาไม่รู้ว่าดาวดวงไหนที่หัวใจของเขาไปสถิตอยู่ แต่ที่รู้แน่ๆ ก็คือ เธออยู่บนนั้น... คนดีๆ อย่างเธอจะต้องอยู่บนนั้น...

แพรไม่ใช่คนดี แต่ก็อยากจะให้เป้รักแพรตลอดไป นึกถึงแพรตลอดไป เธอเคยพูดกับเขาเช่นนั้นก่อนการแต่งงานเพียงไม่กี่วัน ถ้าเป้คิดถึงแพร หลับตานะ แล้วแพรจะมา...

แพรกลัวความมืด และตั้งแต่มีเธออยู่ในชีวิตก็ทำให้ประวีณติดนิสัยเข้านอนโดยต้องมีโคมหัวเตียงบ้าง ไฟระเบียงบ้างเปิดเอาไว้เสมอๆ

น่าแปลก คนรักกันแท้ๆ แต่แม้จะส่งกระแสบางอย่างมาสัมผัสถึงหัวใจของเขาบ้าง เธอก็ยังไม่เคยทำ หรือประวีณจะประสาทแข็งเกินไปจนไม่อาจรับรู้มันได้กันแน่ ชายหนุ่มเคยได้ยินเรื่องวิญญาณของคนที่จากไปซึ่งยังคงพันผูกและรักใคร่ห่วงใยในคนที่ยังมีชีวิตอยู่ และมักจะมาวนเวียนอยู่ใกล้ๆ ไม่ว่าจะด้วยความรัก ความเป็นห่วงหรือหวงแหน แต่... ทำไมเขากลับไม่เคยเจอเธอเลยสักครั้ง...

ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้เล็กๆ ริมระเบียง เก้าอี้ข้างๆ เขายังคงว่างเปล่า โซฟาตัวกลมไม่มีรูปร่างสีส้มสดใสตัวโปรดของเธอยังคงยึดพื้นที่ข้างๆ โซฟาหนังสีน้ำตาลเงาปลาบตัดเย็บอย่างประณีต ทั้งรูปแบบและรูปทรงเต็มไปด้วยความเป็นทางการตามประสาของประวีณ

เราเคยดูดาวด้วยกัน เคยนั่งคุยกันจนถึงแสงแรกของวันใหม่...

เราเคยสัญญาจะก้าวผ่านวันเวลาและสิ่งกีดขวางไปด้วยกัน แต่วันนี้... เหลือเพียงแต่เขา...

ชายหนุ่มทอดถอนใจกับตัวเองเมื่อขอบตากลับร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง ความรู้สึกสูญเสียที่หยั่งรากลึกในหัวใจไม่อาจขุดออกมาแล้วกำจัดทิ้งไปได้

ทำไม่ได้... ไม่มีวัน...

 

นวล ตื่นได้แล้ว

หญิงสาวผลุดลุกขึ้นทันทีหลังเสียงเรียกนั้น เมื่อลืมตามองไปรอบๆ ก็ได้เห็นมารดายืนอยู่ข้างเตียงด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ทำไมวันนี้ตื่นสายนัก มัวแต่วาดรูปเล่นอยู่ละสิ

คนถูกดักคอหัวเราะเก้อๆ ไม่โต้แย้งอะไรเพราะเป็นความจริงที่ถนอมนวลเพิ่งจะเข้านอนตอนเกือบรุ่งสาง มัวแต่วาดรูปชายในฝันอยู่จนเพลิน

ณุสราส่งผ้าเช็ดตัวให้ลูกสาว ไปล้างหน้าล้างตา อาบน้ำอาบท่าซะ เดี๋ยวลงไปใส่บาตรกัน แม่เตรียมของไว้แล้ว...

ถนอมนวลตั้งท่าจะเดินเข้าห้องน้ำ หากอาการเขม้นมองของมารดาที่มีต่อภาพร่างฝีมือเธอนั้นกลับฉุดหญิงสาวเอาไว้ ทำไมคะแม่? นวลวาดสวยเหรอคะ?

แม่ว่า... หน้าเค้าคุ้นๆ ...

หญิงสาวหัวเราะ หากก็ไม่พลิกเอากระดาษว่างเปล่าอีกหน้าที่พับเอาไว้ด้านหลังซึ่งเธอเหน็บรูปจริงเอาไว้นั้นออกให้มารดาดู เหมือนใครเหรอคะแม่?

เหมือน... ...ใครสักคนที่เพิ่งจะเคยเห็น ใช่ คนที่ได้รู้จักเป็นอย่างดีเมื่อไม่กี่วันมานี้ คนที่ทำให้บังเกิดทั้งความรู้สึกเสียดาย แกมด้วยความไม่พอใจไปพร้อมๆ กัน... ใช่แล้ว หน้าตาแบบนี้น่ะ ลูกชายคุณปารมี คนที่เค้าจะขอนวลไปอยู่ด้วยไงล่ะ!”

 

ปัณณภัทรทอดสายตามองสีหน้ายุ่งอย่างขัดใจของมารดาอย่างงุนงงแกมสงสัยใคร่รู้ หากกระนั้นก็ยังรอกระทั่งแม่สาวใช้ต้อนเด็กๆ ออกไปจนหมดแล้วนั่นละจึงได้ถามขึ้น

มีอะไรคะคุณแม่? ทำไมทำหน้าเหมือนโกรธใครอยู่? คุณพ่อโทร.มาวานให้ช่วยอะไรอีกเหรอคะ?

เปล่า ตอบด้วยสีหน้าที่ยังไม่คลายความขัดเคืองลงเลยแม้แต่น้อย แม่กำลังรอคำตอบจากคุณณุสราอยู่ รอมาเป็นอาทิตย์แล้วทำไมยังไม่ตอบอีกก็ไม่รู้สิ!”

ลูกสาวคนโตหัวเราะทันที ก่อนจะเพลาลงนิดเมื่อมารดาปรายสายตาเข้มๆ มาเป็นเชิงจะบอกว่าไม่ขำด้วย อะไรกันคะ เรื่องใหญ่ขนาดนี้เค้าก็ต้องคิดหน่อยสิคะแม่...

ทำไมต้องคิด? แต่งกะตาแก่ที่ไหนก็ไม่รู้กับนายเป้ของเราน่ะ มันต้องคิดด้วยเหรอ?

รอยยิ้มของคนฟังจางลงไปทันตาเมื่อเอ่ยประโยคแย้งคำพูดของมารดา แม่อย่าลืมนะคะ ข้อเสนอที่ทางเรายื่นไปมัน หมิ่น เขาขนาดไหน ถึงคุณวิบูลย์จะแก่ จะเป็นพ่อม่าย แต่ถึงยังไงก็ยังตั้งใจจะยกย่องให้เกียรติคุณนวล ไม่เหมือนนายเป้...

คุณปารมีนิ่งงันไป อันที่จริง... เมื่อเธอไป เสนอลูกชายให้คุณณุสราถึงบ้านอีกครั้งพร้อมทั้งประวัติยาวเหยียดและรูปถ่ายในอิริยาบถต่างๆ มากมาย แถมด้วยเงื่อนไขพิลึกพิลั่นนั่น ดีแค่ไหนแล้วที่เขาไม่เอาไอ้แฟ้มนั่นเขวี้ยงหัวแล้วไล่ส่งกลับมา

ก็เป้น่ะ ไม่รู้บ้าไปแล้วหรือไงถึงได้คิดอะไรบ้าๆ แบบนั้น ผู้หญิงที่ไหนจะเอา เปลี่ยนเป้าหมายในการโจมตีไปทันที ดีไม่ดีหนูนวลเค้าจะยิ่งตัดสินใจแต่งกับตาวิบูลย์เร็วขึ้นเสียหรือเปล่าก็ไม่รู้

 ปัณณภัทรนึกถึงใบหน้าของสตรีผู้นั้น วัยของถนอมนวลน่าจะอ่อนกว่าเธอราวสิบปี คุณวิบูลย์เองนั้นก็น่าจะใกล้หกสิบเต็มที

เธอไม่อยากจะจินตนาการเลย หากประวีณได้รู้ว่าหญิงสาวที่จะมาร่วมห้อง แท้จริงแล้วคือคนๆ เดียวกับที่เจ้าตัวเคยตั้งข้อรังเกียจ การพบกันของทั้งสองคนนั้นจะออกมาอีรูปไหนกัน...

 

โชคชะตา...

ตั้งแต่เช้า... ถนอมนวลก็ได้แต่นั่งมองภาพของเขาอย่างงงงัน ประหลาดใจในโชคชะตาอันวิปริตของตัวเองเป็นที่สุด ก่อนหน้านี้ราวสัปดาห์เธอยังร้องห่มร้องไห้จะเป็นจะตาย หลังจากนั้นก็ไปลองชุดในฐานะเจ้าสาวของคุณลุงวิบูลย์ แล้วโชคชะตาก็เล่นตลกด้วยการส่งครอบครัวของชายในฝันมายื่นข้อเสนอให้เธอไปเป็นภรรยา

ไม่ใช่สิ ไม่มีพิธีแต่งงาน ไม่มีการจดทะเบียน จะเป็นภรรยาได้อย่างไร...

เธอยังจำได้ เมื่อสองสามวันก่อน แม่เคยเล่าให้เธอฟังตอนกลับจากทำงานว่า วันนี้คุณปารมีมาหาแม่อีกแล้วนะนวล

พร้อมกับรายละเอียด เงื่อนไข ที่แสนจะน่าเกลียดนั่น คำบอกเล่าที่ทำให้ถนอมนวลถึงกับของขึ้น แม่โทร.ไปบอกเค้าเลยนะคะ นวลไม่ไปอยู่กับลูกเค้าหรอก มันจะมากไปแล้ว

แม่ของเธอถอนหายใจยาว นวลลองคิดดูก็แล้วกันลูก แต่... ในความคิดของแม่... แม่ว่าแต่งกับคุณวิบูลย์ก็คงจะดีกว่า...

แม่คิดอย่างนั้นเหรอคะ?

ใช่ เพราะอย่างน้อย เราก็ยังเป็นคน... สายตาเจ็บร้าวของมารดายังคงติดตา หากแต่หัวใจของถนอมนวลมันกลับจะไม่ยอมรับภาพนั้นเสียแล้ว ตั้งแต่เมื่อได้รู้ว่าคนที่ยื่นข้อเสนอบ้าบอนั่นเป็นใคร...

จะทำยังไงดี หัวใจมันพร้อมจะกระโจนไปอยู่กับเขาเสียแล้วสิ!

 

ไม่แต่งแล้ว?!”

ถนอมนวลเอียงหูหลบคำถามย้อนกลับเสียงดังสนั่นจนแก้วหูสะเทือนของเขา ภวิศทำตาโตแถมยังตะโกนใส่เธอเสียอีก กะอีแค่คำบอกเล่าที่ว่าจะไม่มีงานแต่งงานระหว่างเธอกับคุณลุงวิบูลย์เกิดขึ้นอีกแล้ว

ทำไมใหญ่ต้องเสียงดังด้วย?

อ้าว กลายเป็นเขาไปเสียอีกที่ประหลาดใจ ในขณะที่คนที่เพิ่งจะบอกว่าตัดสินใจจะแต่งงาน แล้ววันนี้ เวลานี้ ก็กลับพูดว่าจะไม่แต่งเสียแล้ว ยังดูเฉยได้กว่าเขาซะอีก มันเรื่องเล่นๆ เหรอนวล? วันนั้นบอกว่าแต่ง วันนี้บอกไม่เอาแล้วน่ะ?

หรือใหญ่อยากให้นวลแต่ง?

ชายหนุ่มถอนหายใจ มันไม่ใช่ว่าใหญ่จะอยากหรือไม่อยาก ไอ้ไม่อยากน่ะไม่อยากอยู่แล้วละ แต่... ตาลุงนั่นไม่ว่าอะไรนวลเหรอ?

คำถามนั้นพาถนอมนวลนึกย้อนไปถึงตอนที่เธอไปเรียนเรื่องนี้กับคุณลุงถึงที่บ้าน สีหน้าของผู้สูงวัยนั้นเรียบ นิ่ง ดูไม่ออกว่าเขาไม่โกรธ หรือกำลังโกรธจนพูดไม่ออกกันแน่ ไม่เป็นไร ลุงก็ต้องยอมรับการตัดสินใจของหนูนวล ว่าแต่... แล้วเรื่องหนี้สินล่ะ?

ทำไมจู่ๆ เรื่องหนี้สินที่เป็นปัญหาอันแสนหนักหนาของเธอกับแม่ ก็กลายเป็นเพียงแค่เรื่องราวของพรหมลิขิตที่ขีดให้เธอได้ไปอยู่ร่วมกับชายในฝัน...

แม้มันจะเป็นการอยู่ร่วมกันแบบ... ไม่มีทะเบียน ไม่มีพิธี ไม่มี... ความรัก...

แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็เคยอ่านเจอในนิยายนี่ พวกพ่อแม่ของพระเอกที่ชอบจับลูกชายสุดหล่อคลุมถุงชนกับนางเอกเค้าชอบพูดกันว่า อยู่ๆ ด้วยกันไปเดี๋ยวก็รักกันเองนั่นละ นี่นา...

ไอ้การที่นวลบอกว่าอยากจะฝากชีวิตกะเค้า แล้วอยู่ๆ ก็บอกว่าจะไม่ฝากแล้วน่ะ มันตลกออกนะ

บางครั้ง... อะไรบางอย่างมันก็... ตั้งท่าจะอธิบายแล้วกลับเงียบ คล้ายนึกไม่ออกว่าควรจะพูดอะไรต่อไปดี มันก็... พูดยากนะใหญ่...

งั้นก็ช่างมันเหอะ ไม่ได้อยากจะเข้าใจคนบ๊องๆ อย่างเธอนักหรอก เขาตัดบทเสียอย่างรำคาญ แม้จะยังคงไม่เข้าใจ หากการตัดสินใจของเธอในครั้งนี้มันก็ทำให้โลกของเขาสดใสขึ้นมาทันตาละน่า ไม่แต่งก็ดีแล้วละ...

ถนอมนวลทอดสายตามองทีท่าสบายอกสบายใจของคนที่กำลังไกวชิงช้าให้เธอ ความรู้สึกหนักอึ้งในหัวอกบังเกิดเมื่อไม่รู้ว่าควรจะบอกเรื่องราวที่กำลังจะเกิดขึ้นกับชีวิตของเธอต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้ดีหรือไม่ การโกหก... ก็อาจช่วยให้เธอไม่ต้องโดนภวิศโกรธเอาอีก แต่... มันจะโกหกไปได้นานสักแค่ไหนกัน...

ถึงยังไงเขาก็ต้องรู้ และการได้รู้จากปากเธอในวันที่มันยังไม่เกิดขึ้นนั้นย่อมดีกว่าแน่นอน แต่... นวลกำลังจะ...

เลิกคิ้วมองเธอ จะ...?

จะ...

มีอะไรเหรอ? สุดท้ายคนใจร้อนก็ทนไม่ไหว มีเรื่องอะไรจะบอกก็บอกมาเหอะน่า...

ใหญ่สัญญาก่อนสิ คนจะเล่ายังต่อรอง ถ้านวลพูดให้ฟังแล้วจะไม่ถามน่ะ จะไม่ขอให้นวลอธิบาย และจะไม่ดุนวลด้วย... ได้มั้ย?

ภวิศหรี่ตามองเธออย่างประเมิน ลองอีแบบนี้ละก็... ไปทำอะไรผิดมาอีกล่ะ?

ยังไม่ได้ทำ กำลังจะทำ... ตอบเสียงอ่อย กำลังจะทำเรื่องที่ใหญ่ต้องพูดว่ามันบ้าที่สุดในโลกเลยละ

เรื่องอะไร? ก่อนจะถอนหายใจอย่างรำคาญอีกครั้งเมื่อเธอยังคงอ้ำอึ้ง นวล ถึงยังไงนวลก็ทำอะไรบ้าๆ มาทั้งชีวิตแล้ว ใหญ่จะรู้อีกสักเรื่องมันก็ไม่เป็นไรหรอกน่ะ

เธอหัวเราะ ดูมีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้นเมื่อเขาพูดอย่างนั้น นวลเล่าก็ได้...

ชายหนุ่มยิ้มให้กับเธอพร้อมกับตั้งหูรอฟัง ไม่ได้รู้ ไม่ได้คิดแม้สักเสี้ยวใจเลยว่า เรื่องที่จะได้ยินได้ฟังต่อไปจากนี้ มันจะทำให้โลกของภวิศหมุนกลับ หกคะเมนตีลังกาเพียงใด...

 

วิภาดาสะดุ้ง ทันทีที่ได้ยินเสียงดังโครมมาจากหน้าบ้าน คล้ายจักรยานที่ถูกทุ่มทิ้งทันทีที่ผู้ขับถึงจุดหมายเสียแล้ว

ครู่เดียวต้นเสียงก็เข้ามาในบ้าน ด้วยสีหน้าที่บอกชัดว่าอยู่ในอารมณ์ใด เป็นอะไรน่ะ? ทำหน้าเหมือนจะกินคน

ชายหนุ่มถอนหายใจแรงๆ ระบายความหงุดหงิด หากมันก็ไม่ช่วยอะไร มีแต่จะยิ่งหงุดหงิดมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ ยัยบ๊องนวลสิครับแม่...

คนเป็นแม่ส่ายหน้า แม่ก็คิดอยู่แล้ว เรื่องที่จะทำให้ใหญ่หงุดหงิดได้น่ะมันต้องมาจากหนูนวลคนเดียวเท่านั้นละ คราวนี้อะไรอีกล่ะ?

เขาเดินมาหยุดและนั่งลงบนโซฟาตรงกันข้ามกับมารดา เอนหลังพิงพนักแล้วหลับตาลงเพื่อข่มอารมณ์พลุ่งพล่านในอก ก่อนลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง มองตรงมายังเธอด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยโทสะที่ดูเหมือนมันจะไม่ลดลงเลย ก่อนผมจะเล่า ขอถามก่อนได้มั้ย? แม่รู้เรื่องที่คุณลุงสร้างหนี้สามสิบล้านเอาไว้แล้วหนีไปรึเปล่า?

คนถูกถามขมวดคิ้วทันที บอกคำตอบได้ชัดเจนจนคนเล่าต้องถอนหายใจแรงๆ อีกครั้ง ผมก็ไม่เคยรู้ ยัยบ๊องนวลไม่เคยบอกสักแอะ เพิ่งจะรู้วันนี้ว่าที่จะแต่งกับไอ้แก่นั่นก็เพราะเรื่องเงินนี่ เรื่องใหญ่ขนาดนี้มันน่าจะบอกผมสักหน่อยไหมแม่?

วิภาดาถอนหายใจบ้าง จริงอยู่ แม้ความเป็นห่วงเป็นใยในครอบครัวของเพื่อนที่คบกันมาอย่างยาวนานนั้นจะมากมายเพียงใด แต่... ทุกชีวิตย่อมมีหนทางของตนเองเสมอ และไม่มีใครจะพอใจกับการต้องรับความช่วยเหลือจากคนอื่นเสมอไป

นั่นน่ะเหรอ เรื่องที่ทำให้ใหญ่หงุดหงิด?

ชายหนุ่มส่ายหน้า ไม่ใช่ครับ นวลยกเลิกการแต่งงานไปแล้ว

เหรอ? ย้อนถามด้วยยังคงไม่เข้าใจเรื่องราวนัก แล้วเรื่องหนี้นั่นล่ะ?

ไม่ต้องใช้แล้วละครับ กระแทกเสียงตอบทันควัน เอาตัวไปแลกหนี้กะเจ้าหนี้เค้าแล้วนี่!”

อะไรนะ?!”

ยัยบ๊องน่ะแม่ สงสัยจะบ้าไปแล้ว ถึงได้ตัดสินใจไปอยู่กะลูกชายเจ้าหนี้แทนเงินก้อนนั้นไปแล้ว สีหน้าคนพูดบอกชัดว่าเสียใจสุดซึ้ง มันเรื่องอะไรกัน? เกิดเรื่องขนาดนี้แทนที่จะให้ผมช่วย กลับคิดวิธีแก้ปัญหาบ้าบออะไรก็ไม่รู้ มันน่าเขกหัวมั้ย?

ถึงยังไงมันก็เป็นเรื่องที่หนูนวลกับคุณณุสต้องแก้ปัญหากันเองนะลูก... เอ่ยช้าๆ ก่อนถอนหายใจเมื่อลูกชายทำตาขวางมองมาตามคาด ใหญ่... แม่รู้ว่าใหญ่รักหนูนวล รักแล้วก็เป็นห่วง อยากจะดูแลเค้าทุกอย่าง แต่... เราเคยคุยกันแล้วนี่ว่าจะยอมรับการตัดสินใจของเค้า... ไม่ใช่เหรอ?

ก็ตัดสินใจอะไรบ้าๆ อย่างงี้ล่ะแม่? ลูกชายของเธอโวยทันที ถ้ามันเป็นวิธีอื่นผมจะไม่ว่า แต่นี่... จะหิ้วกระเป๋าไปอยู่กะเค้าเฉยๆ เหมือนคนไม่มีศักดิ์ศรี ไม่รู้คิดอะไรอยู่

ทำไมถึงไม่คิดว่าจะให้เขาช่วยเหมือนทุกๆ เรื่องที่ภวิศคอยใส่ใจและช่วยเหลือแม้เธอไม่ได้ร้องขอเรื่อยมา ทำไมถึงไม่คิดว่าภวิศคนนี้จะเป็นทุกๆ อย่าง จะทำทุกๆ อย่าง และจะแก้ปัญหาทุกๆ เรื่องในชีวิตของเธอได้?

วิภาดาทอดสายตามองหยาดน้ำที่คลอขังในดวงตาของลูกชาย แม้จะสงสารจับใจ หากก็รู้ดีว่าความรักของภวิศนั้นก็เหมือนกับการทุ่มลูกบอลใส่กำแพง ความรักของถนอมนวลนั้นมีขีดจำกัดของคำว่าเพื่อนให้กับภวิศ หากสำหรับลูกชายเธอแล้ว... ความรักที่ทุ่มให้อีกฝ่ายนั้นไม่เคยจำกัดเลย

ใหญ่ เราเคยคุยเรื่องนี้กันแล้ว ใหญ่ก็เข้าใจดีไม่ใช่เหรอว่าหนูนวลให้ใหญ่ได้แค่ความเป็นเพื่อน...

แม่ครับ เรื่องนั้นผมเข้าใจดี แต่ผมไม่เข้าใจ ผมอยู่กับนวลมาตลอดชีวิตของเค้า เรื่องใหญ่ขนาดนี้กลับไม่เคยแม้แต่จะเอามาปรึกษากันสักนิด ความน้อยใจฉายชัดบนใบหน้าของคนพูด ไม่ว่าเค้าจะตัดสินใจยังไง ผมก็คงได้แต่โกรธ แล้วสุดท้ายก็จะยอมให้นวลทำตามความต้องการของเค้าเสมอ เพราะผมมันไม่เคยมีความหมายกับนวล ใช่มั้ยครับแม่?

ไม่ใช่ นั่นเป็นเพราะใหญ่มีความหมายกับหนูนวลมาก เค้าก็เลยไม่กล้าบอกต่างหาก เพราะเค้ารู้ดีว่าใหญ่จะเป็นเดือดเป็นร้อนกับเรื่องนี้ยิ่งกว่าตัวเค้าเองซะอีก

ผมรู้... ชายหนุ่มเอนหลังลงพิงพนักโซฟาอีกครั้ง ผมรู้... แต่ผมก็แค่หวังว่านวลจะนึกถึงผมทุกครั้งที่เค้าจะต้องเจอเรื่องบัดซบอะไรก็ตาม หวังว่าเค้าจะบอกผมทุกเรื่องไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือใหญ่สักแค่ไหน หวังว่าเค้าจะแบ่งปันกับผมทุกอย่างแม้จะทุกข์หรือจะสุข ... ผมหวังมากไปเหรอครับ?

ใหญ่ ลูก... ถ้าจะรักใคร อย่าหวัง... อย่าหวังแม้กระทั่งว่าเค้าจะมองเห็นความรักนั่นด้วยซ้ำ ถ้าไม่อยากผิดหวัง...

ภวิศนิ่งเงียบ ไม่เอ่ยอะไรต่อไปอีก เพียงแค่ปล่อยให้เวลาเลื่อนไปและคำสอนของแม่ที่ไหลผ่านการรับรู้ไปเรื่อยๆ เท่านั้น คนเรามักจะเจ็บปวดเพราะตัวเอง ไม่ใช่คนอื่น คนอื่นไม่ผิดที่ทำให้เราผิดหวัง เราต่างหากผิดที่ไปหวัง หวังว่าคนอื่นจะเห็นความสำคัญของเรา...

วิภาดามองลูกชายที่หลับตานั่งฟังนิ่งอย่างเวทนา เธอรู้ดีว่าภวิศรักถนอมนวลมายาวนานเพียงใด และพยายามมากแค่ไหนเพื่อจะอยู่เคียงข้างเธอมาจนถึงวันนี้

...ทั้งๆ ที่อายุน้อยกว่าเกือบหนึ่งปี หากภวิศก็พยายามท่อง อ่าน และเขียนหนังสือที่เกินวัยอนุบาลของตัวเองเพียงเพื่อจะได้ขึ้นชั้นประถมหนึ่งพร้อมกับถนอมนวล เธอยังจำน้ำตามากมายและอาการร้องไห้อาละวาด อ้อนวอนให้ครูใหญ่ยอมเลื่อนชั้นให้เขาเรียนเท่ากับฝ่ายนั้นได้ติดตา

...ทั้งๆ ที่รักการเล่นกีต้าร์มากมาย แม้ครูสอนกีต้าร์จะชื่นชมว่ามีพรสวรรค์ แม้จะมีวงดนตรีที่มีอนาคตกับเพื่อนๆ หากสุดท้ายภวิศก็ทิ้งทุกอย่างนั้นเมื่อถนอมนวลเลือกที่จะทำงานในบริษัทของเขา เพียงเพื่อจะมารับงานที่ทั้งพ่อและแม่เคยทั้งอ้อนวอนและขู่บังคับให้เขาช่วยมาเนิ่นนานแต่ก็ไม่เป็นผล

ภวิศมีชีวิตมาตลอดยี่สิบสี่ปีโดยมีเหตุผลเดียว... ถนอมนวล... แล้วจากนี้ ลูกชายจะมีชีวิตอย่างไร เธอไม่อาจจินตนาการได้เลยจริงๆ ...

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

107 ความคิดเห็น

  1. #16 พชรเมขลา (@5180010455) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 มีนาคม 2557 / 14:12
    เห็นใจภวิศจริงๆ ค่ะ ช่วงนี้ ส่วนหนูนวล คงต้องเตรียมใจตั้งแต่เนิ่นๆ ซะแล้ว
    #16
    0