กลรักนางบำเรอ (จบบริบูรณ์) ลบเนื้อหา 12/5/57

ตอนที่ 3 : บทที่สาม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 653
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    8 ม.ค. 57

บทที่สาม

แม่คะ นวลจะแต่งงานกับคุณลุงวิบูลย์ค่ะ

ลูกสาวรับเช้าวันใหม่กับเธอด้วยประโยคนี้ คำพูดที่ทำให้ทั้งโล่งอกและหดหู่ใจไปพร้อมๆ กัน ไม่ว่าใครได้รู้ก็คงไม่แคล้วถูกนินทาว่าขายลูกกิน

แต่... จะทำอย่างไรได้ เธอคิดอะไรไม่ออกจริงๆ นวลแน่ใจแล้วใช่มั้ยลูก...

ค่ะ คำตอบนั้นหนักแน่นจนแม้แต่คนเป็นแม่ก็ยังประหลาดใจ ยังจะรอยยิ้มกว้างนั่นอีก ดวงตากลมโตของลูกสาวที่เมื่อวานยังคลอขังไปด้วยน้ำตา วันนี้แม้มันจะยังทิ้งร่องรอยบวมแดง หากก็ไม่มีน้ำตาแม้สักหยดเดียวอยู่ในนั้น นวลแน่ใจค่ะ

กลายเป็นเธอต่างหากที่น้ำตารื้น เมื่อลูกสาวก้าวเข้าสู่อ้อมอกของเธอพร้อมกับอ้อมกอดที่อบอุ่นไปถึงหัวใจ

แม่... แม่ขอโทษนะลูก...

ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะแม่ ดันตัวออกจากอ้อมกอดพร้อมกับรอยยิ้มสว่างไสว ความเป็นจริงที่สมองเพิ่งตระหนักรู้ในหัวใจทำให้เธอสบายใจขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ

ตั้งแต่แต่งงาน แม่ก็ทำหน้าที่แม่บ้านมาตลอด แม่แทบไม่มีสังคมที่ไหนนอกจากเพื่อนๆ ของพ่อที่นานๆ ครั้งก็มานั่งดื่มกันที่บ้าน แล้วก็ครอบครัวของภวิศ แน่นอนว่าสำหรับแม่แล้ว การต้องแก้ปัญหาหนี้สินจำนวนกว่าสามสิบล้านบาทนั้นมันหนักหนาเกินไปจริงๆ

ความทุกข์ของเธอมันไม่หนักหนาเท่าไรนักหรอก หากเทียบกับความรู้สึกของแม่ที่ต้องขอร้องให้เธอช่วยทั้งๆ ที่รู้ว่าถนอมนวลจะไม่เต็มใจ หากการที่เธอจะยินยอมและทำให้มันง่ายนี้จะทำให้แม่มีความสุขได้ เธอก็ยินดี

คุณลุงเป็นคนดี ใจดีกับนวลมากๆ มาตลอด นวลไม่รังเกียจคุณลุงหรอกค่ะ

นวล... เพียงเท่านั้นก้อนสะอื้นก็มาจุกที่ลำคอ ณุสราไม่สามารถเอ่ยอะไรได้อีกต่อไป ทำได้เพียงแค่รับกอดจากลูกสาวอีกครั้ง

แม่อย่าร้องไห้นะคะ นวลเต็มใจที่จะทำให้พ่อกับแม่สบายใจ ทำให้คุณยาย คุณย่าสบายใจ นวลเองก็มีความสุขด้วย...

แม่ขอโทษ แล้วก็ขอบคุณมากนะลูก... ไล้มือบนผมสีดำสนิทของลูกสาวอย่างแสนรักและรันทดใจ รอยยิ้มของลูกทำให้ความรู้สึกกดดันที่อัดแน่นในหัวใจบรรเทาเบาบางลงอย่างไม่น่าเชื่อ

ถนอมนวลละอ้อมกอดนั้น ก้าวถอยจากมารดาพร้อมกับรอยยิ้ม นวลไปทำงานก่อน อย่าร้องไห้สิคะแม่ แม่ไม่ได้ทำผิดกับนวล นวลรู้ว่าแม่ทำเพื่อทุกๆ คนในครอบครัว นวลมีความสุขแล้วก็ภูมิใจที่แม่เป็นคนน่ารักแบบนี้ อย่าร้องไห้อีกเลยนะคะแม่...

มือเล็กลูบหยาดน้ำจากปลายหางตาของมารดาอย่างนุ่มนวล ในหัวใจไม่หลงเหลือความรู้สึกใดๆ ของวันวาน คงมีเพียงความยินดีที่ได้ทำเพื่อแบ่งเบาภาระอันหนักหนาเกินกว่าบ่าเล็กๆ ของแม่จะแบกรับได้ เพียงเท่านี้... คนธรรมดาคนหนึ่งอย่างถนอมนวลก็มีความสุขแล้ว...

ใหญ่มารับแล้ว นวลไปทำงานนะคะ...

ร่างบอบบางผละไปก่อนเดินแกมวิ่งออกไปทางหน้าประตูบ้าน แว่วเสียงทักทายหยอกล้อและเสียงหัวเราะร่าเริงของถนอมนวล บ่งบอกถึงความสุขในหัวใจของเจ้าของเสียงได้เป็นอย่างดี

ณุสราปาดน้ำตาอีกครั้ง นวล... ลูกรักของแม่ ขอบคุณที่ทำเพื่อแม่ ทำเพื่อทุกคน แม่เชื่อ เชื่อเหลือเกินว่าสิ่งที่นวลได้ทำ จะส่งผลให้นวลได้พบ ได้เจอ ได้ประสบแต่กับสิ่งดีๆ ...

 

คุณปารมีผลักประตูห้องทำงานของลูกชายเข้ามาโดยไม่เสียเวลาเคาะหรือแม้แต่จะแวะบอกให้เลขาฯ โทร.เข้ามารายงาน และประวีณก็รู้ได้ในทันทีเพราะมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เป็นคนพิเศษจนสามารถทำเช่นนี้ได้

เมื่อคืนกลับเสียดึก แม่ก็เลยไม่ได้คุยกับเป้ซะที... เปิดฉากต่อว่ามาก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ตรงกันข้าม แล้วต่อด้วยคำถาม แล้ววันนี้จะเลิกงานดึกอีกมั้ย? งานเยอะมากเหรอลูก?

ไม่เยอะหรอกครับ แต่เมื่อคืนนี้ปลากัดมาชวนไปกินข้าว...

คุณปารมีร้องอ๋อ นึกไปถึงเด็กสาวข้างบ้าน ลูกสาวตระกูลผู้ดีเก่าแสนไฮโซที่ผันตัวเองไปเป็นดาวโป๊เสียแล้ว เหรอ ว่าแต่... ทำไมเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเห็นปลากัดแวะไปเที่ยวที่บ้านมั่งเลย...

สงสัยว่างานคงจะเยอะละครับ... ชายหนุ่มละสายตาจากเอกสารที่นั่งอ่านมาตั้งแต่เช้า กระทั่งข้าวเที่ยงก็ยังต้องให้เลขาฯ หิ้วมาจากร้านอาหารแถวๆ หน้าตึก จนล่วงเข้าเวลาบ่ายป่านนี้ ก่อนบิดขี้เกียจไล่ความเมื่อย แม่ก็รู้นี่ครับว่าปลากัดกำลังฮ็อต...

เรื่องนั้นน่ะช่างเถอะ นี่ เย็นนี้เราว่างใช่มั้ย แม่จะชวนไปทานข้าว

ประวีณหัวเราะเบาๆ ช่วงนี้ดวงผมคงดี มีแต่คนอยากจะมาเลี้ยงข้าว เอาสิครับ แม่รอผมเคลียร์งานสักครึ่งชั่วโมงนะครับ..

แต่... ถ้าเขาจะรู้สักนิดว่า เจ้ามือที่มาหาเขาถึงที่ในวันนี้ มีจุดประสงค์อื่นนอกไปเสียจากการได้ทานข้าวกับลูกชายที่งานยุ่งแสนยุ่งคนนี้ละก็ สาบานได้ว่าประวีณจะไม่มีวันตกปากรับคำให้ตัวเองต้องมานั่งอึดอัดในร้านอาหารสุดหรูบนชั้นสูงสุดของโรงแรมอย่างนี้หรอก...

แม่นะแม่ เห็นประวีณเป็นเด็กหนุ่มไร้เดียงสาที่หาแฟนเองไม่ได้หรืออย่างไร ถึงต้องพาเขามาพบ  สาวๆอย่างนี้

เป้ นี่หนูเพียงพลอย ลูกสาวคุณหญิงพิมพ์มณีไงจ๊ะ

เขาเพียงแต่พยักหน้าเล็กน้อยรับไหว้อันอ่อนช้อยของสาวงามตรงหน้า เธอยังดูเด็กมากแม้มารดาจะแอบกระซิบกับเขาว่า คุณหญิงมารดาของหญิงสาวเป็นห่วง กลัวลูกสาวคนนี้จะหาแฟนไม่ได้ ทั้งๆ ที่อายุอานามก็เกือบจะสามสิบแล้ว

พลอยทำงานเป็นอาจารย์ค่ะ อยู่ที่โรงเรียน... เธอเอ่ยชื่อโรงเรียนเก่าแก่ชื่อดังของกรุงเทพมหานคร หากประวีณหลุดลอยไปตั้งแต่ได้ยินว่าอาชีพของเธอคืออะไรนั่นแล้ว

อย่ามาเรียกแพรว่าอาจารย์นะ แพรเป็นครู เป็นครูแพรคนสวยของเด็กๆ ห้องป.1/2’

หัวใจของเขาเหมือนจะเต้นช้าลง คล้ายโลกจะหยุดหมุนไปแล้ว พร้อมๆ กับที่สมองก็ร้องสั่ง ...เขาไม่อยากจะพบอยากจะเจอคุณครูที่ไหนอีกแล้ว ไม่อยากจะรู้จักผู้หญิงที่เหมือนกับเธอ

แต่กระนั้น... ประวีณก็ยังฝืนยิ้มและพูดคุยสนทนากับเธอเป็นอย่างดีตลอดจนจบอาหารมื้อเย็น จนกระทั่งมานั่งอยู่บนรถของตัวเองกับมารดา

คุณปารมีลอบสังเกตสีหน้าเรียบเฉยเกินปรกติของบุตรชาย ก่อนเลียบๆ เคียงๆ เป้ คิดว่าน้อง...

ยังไม่ทันได้ถามจนจบประโยคด้วยซ้ำ  เมื่อคู่สนทนาเอ่ยสวนขึ้นมา ผมไม่ชอบครับ ไม่ชอบที่เค้าผิวขาวเกินไป ไม่ชอบที่เค้าตาโต ไม่ชอบที่เค้าตัวเล็ก ไม่ชอบที่เค้าเป็นครู ไม่ชอบที่เค้า...

เหมือนแพร เธอเอ่ยขัดขึ้นมาตรงๆ จนอีกฝ่ายนิ่งไปนั่นละ จึงทอดถอนใจอย่างหนักอก เป้ แพรเค้าก็ตายไปนานแล้ว ทำไมถึงยังไม่ยอมลืมสักที?

ไม่ใช่ผมไม่อยากลืม แต่หัวใจผมต่างหากที่มันไม่ยอมลืม มันลืมไม่ได้ แพรยังอยู่ในนี้... ในหัวใจของผม... มือขาววางทาบลงบนทรวงอกด้านซ้าย รู้สึกได้ถึงหัวใจที่กำลังเต้นเร่าด้วยความเจ็บปวดของตัวเอง ความเจ็บปวดที่ทำให้ได้รู้ว่าเขายังมีชีวิต แต่เธอ... ไม่มีอีกแล้ว... แม่ครับ อย่าทำอย่างนี้เลย ผมยังไม่พร้อมจะให้ใครมาอยู่ในชีวิตหรอกครับ

แล้วเมื่อไหร่จะพร้อม? ตอนอายุสี่สิบ ห้าสิบ หรือหกสิบ? หรือจะต้องรอให้แม่ตายก่อน? ย้อนถามกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แพรต่างหากที่ตาย ไม่ใช่เป้ ทำไมต้องทำเหมือนตัวเองน่ะตายไปจากโลกนี้แล้ว?

ผมไม่อยากคุยเรื่องนี้แล้วนะครับแม่ ชายหนุ่มตัดบท ด้วยไม่อยากเห็นน้ำตาของมารดา ไม่อยากเอ่ยถึงเรื่องเศร้าที่ยังคงดำรงอยู่ในหัวใจ ในชีวิต ในทุกๆ ก้าวเดินของเขาบนโลกใบนี้

จะลืมได้อย่างไร ในเมื่อความทรงจำที่มีกับเธอนั้นมันอยู่ในทุกๆ ที่ ทุกๆ ตารางนิ้วในชีวิตของประวีณ ร่องรอยอุ่นของอ้อมกอดยังคงประทับอยู่บนกายเขา รอยยิ้มของเธอ น้ำตาของเธอ ความเป็นตัวเธอยังคงตราตรึงอยู่ในหัวใจ

เขายังมองไม่เห็น... ว่าจะมีสิ่งใด จะมีใครที่จะช่วยลบภาพจำของเธอไปจากหัวใจของเขาได้เลย...

 

ยามเย็นของกรุงเทพมหานครยังคงหนาแน่นไปด้วยผู้คนและรถรา ยิ่งเป็นย่านอาหารการกินอย่างเยาวราชด้วยแล้ว...

ภวิศส่งผ้าเช็ดหน้าของตัวเองให้คนที่เดินเคียงเขามาเกือบตลอดถนนเพื่อมาหม่ำหูฉลามร้านประจำ เอาผ้านี่ปิดจมูกไว้หน่อย เพิ่งจะหายไข้ เดี๋ยวก็ได้เป็นซ้ำสองหรอก

ไม่เป็นไรหรอก... พูดไปก็เท่านั้น ฟังกันเสียที่ไหน อันที่จริงถนอมนวลก็รู้ดีอยู่แล้วว่าจะไม่มีวันปฏิเสธความหวังดีของอีกฝ่ายได้

แต่... เพราะสัมผัสอบอุ่นเมื่อคืน สัมผัสที่บอกชัดถึงความรู้สึก เกินเพื่อน นั่น... ทำให้มือบางของหญิงสาวยังคงประกบอยู่กับจมูกตัวเองอย่างแน่นหนา ขณะอีกมือโบกว่อน

ไม่เอา จริงๆ นะ นวลไม่เป็นไรหรอก...

โดยไม่ฟังอะไร ชายหนุ่มคว้ามือข้างที่โบกอยู่ของเธอมาทันควัน จัดการวางผ้าลงในอุ้งมือนั้นแล้วดึงมือข้างที่ปิดจมูกแน่นอยู่ลง แทนที่ด้วยมือข้างที่ถือผ้าเช็ดหน้า สุดท้ายก็ฉวยข้อมือของเธอแล้วจูงให้เดินข้ามถนนตามเขามา

ถนอมนวลได้แต่มองตัวเองที่ถูกจูงเดินมาจนถึงร้าน จัดให้นั่ง สั่งอาหารให้ อาหารมาแล้วก็ยังจัดแจงหยิบถั่วงอกใส่ คว้าผักชีโรย กวนๆ เป่าๆ อยู่สักพักก็ตักใส่ถ้วยแล้วเลื่อนมาตรงหน้าเธอ

เอ้า กินซะ

ใหญ่ นวลมีเรื่องจะบอก...

ชายหนุ่มโบกมือตัดคำสนทนาต่อไปจากนั้น ใบหน้าใสพราวไปด้วยเหงื่อ ภวิศเป็นคนขี้ร้อนและไม่ค่อยถูกกับสถานที่อุณหภูมิสูงๆ สักเท่าไรนัก กินซะก่อนเหอะ เดี๋ยวค่อยคุยกันก็ได้

เธอก็เลยทำได้เพียงเลื่อนถ้วยหูฉลามมาตรงหน้าตัวเองแล้วตั้งต้นกินไปอย่างเงียบๆ หูฉลามร้านนี้ราคาย่อมเยา ภวิศจึงสั่งให้ทั้งเธอและเขาคนละชุด แต่สำหรับชายหนุ่ม เขาเพิ่มผัดผักปวยเล้งกับข้าวสวยอีกอย่างละที่

กินเยอะๆ จะได้มีแรงมาดูแลเธอไง ยัยบ๊อง

น่าแปลกที่ถนอมนวลกลับไม่เคยรู้สึกถึงมัน ไม่เคยสำเหนียกถึงความรู้สึกพิเศษที่ภวิศมีให้กับเธอ เขาดูแลเธอ เธอก็คิดว่ามันเป็นสิ่งธรรมดาสามัญที่เพื่อนพึงปฏิบัติต่อกัน เขาคอยถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงเธอก็คิดไปว่ามันเป็นเพราะเธอเป็นคนไม่เอาไหน ภวิศจึงต้องมาคอยดูแล เข้มงวด และจ้ำจี้จ้ำไชเธออยู่เสมอ

ไม่เคยคิดสักนิดว่านั่นคือ... สิ่งที่พิเศษกว่านั้น ความรู้สึกที่ล้นเกินกว่าความเป็นเพื่อนที่ภวิศมีให้กับเธอ...

ทำไมไม่ค่อยกิน ยังรู้สึกไม่สบายอยู่เหรอ?

เปล่า หญิงสาวส่ายหน้า ดวงตากลมโตจับที่ใบหน้าเขาเขม็งขณะเอ่ยเรื่องสำคัญ ใหญ่ นวลจะแต่งงาน

หลังประโยคนั้นคือความเงียบสงัดอย่างแท้จริง แม้รอบกายจะจอแจไปด้วยเสียงผู้คน เสียงรถราหน้าถนน แต่ภวิศกลับไม่ได้ยินอะไรอีกแล้ว เหมือนโลกทั้งโลกของเขามันอื้ออึงไปหมดด้วยคำพูดนั้น

ตามด้วยเสียงตะเกียบไม้ไผ่ที่หล่นลงบนโต๊ะ และเขาเองที่อ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออก ได้แต่นิ่งฟังเธอพูดจ๋อยๆ ด้วยรอยยิ้มอยู่ฝ่ายเดียว

แม่อยากให้นวลแต่งงานกับคุณลุงวิบูลย์ ใหญ่จำได้มั้ย? เพื่อนพ่อนวลไง เค้าเคยมาหาพ่อที่บ้านบ่อยๆ บางครั้งก็เอาขนม เอาตุ๊กตามาฝากนวลด้วย... เธอยังคงยิ้มแย้มเหมือนไม่รู้ถึงความรู้สึกของผู้ชายคนนี้สักนิด ...ภรรยาเค้าเสียไปนานแล้ว แล้วเค้าก็ไม่มีใคร เค้าก็อยากจะมีคนดูแลไปจนแก่จนเฒ่าก็เลยมาทาบทามนวลกับแม่ นวลก็เลยคิดว่าก็ดีเหมือนกัน...

ดีตรงไหน?!” ชายหนุ่มทะลึ่งพรวดจากเก้าอี้พร้อมกับแผดเสียงลั่น ไม่สนใจแม้สายตามากมายจากทั้งในร้านและนอกร้านจะมองมายังพวกเขาราวกับตัวประหลาด นวลจะแต่งงานได้ยังไง? จะแต่งกับคนอื่นได้ยังไง?!”

ถนอมนวลนิ่วหน้า หากสุดท้ายรอยยิ้มก็ปรากฏบนดวงหน้าอีกครั้ง คุณอาเค้าก็ดีออกนะ ฐานะก็มั่นคง กิจการที่เค้าทำมันก็ดี นวลก็เลยคิดว่ามันดีออก...

แล้วใหญ่ไม่ดีเหรอ? แล้วใหญ่ไม่มั่นคงเหรอ? บริษัทของใหญ่ก็มี แล้วทำไมนวลไม่คิดว่าใหญ่ก็ดีเหมือนกัน? ย้อนถามเธออย่างโกรธเกรี้ยว ก่อนชะงักเพราะคำตอบสั้นๆ เพียงคำตอบเดียวที่เธอให้มา

เพราะเราเป็น เพื่อน กันไง

 

เพื่อน...

เพื่อน...

เพื่อน...

ภวิศพลิกหมอนขึ้นปิดหู เช้าแล้ว แต่เขายังคงนอนหมกอยู่บนเตียงของตัวเอง ไม่เร่งรีบลุกจากที่นอนเพื่ออาบน้ำอาบท่า เช็ครถ ทำแซนด์วิชง่ายๆ อันเป็นอาหารโปรดของใครบางคน เตรียมตัวไปทำงานโดยแวะรับคนข้างบ้านไปด้วย

...เพื่อนเหรอ? เขามันก็เป็นแค่เพื่อน เพื่อนที่เมื่อวันหนึ่งเธอเลือกที่จะฝากชีวิตกับใครสักคนแล้วเขาก็จะเป็นได้แค่เพื่อนที่ยืนยิ้มแห้งๆ อวยพรให้เธอมีความสุข ...แค่นั้น?

ใหญ่...

เสียงเคาะประตูดังขึ้น ตามด้วยเสียงเรียกของแม่ ท่านคงแปลกใจที่ยังไม่เห็นเขากระตือรือร้นที่จะตื่นขึ้นมาเตรียมตัวไปทำงานเหมือนทุกๆ วัน ไม่สบายรึเปล่า ทำไมยังไม่ลงไป?

ผมอยากนอน... ตอบด้วยน้ำเสียงอู้อี้ วิภาดาแง้มประตูเข้ามาดูอย่างประหลาดใจ ด้วยชีวิตประจำวันปรกติของภวิศก็คือการตื่นแต่เช้าเพื่อจะอาบน้ำแต่งตัวหล่อ ลงไปเข้าครัวเพื่อเตรียมแซนด์วิชทูน่า อาหารโปรดของถนอมนวล จากนั้นก็ขับรถออกไปรับหญิงสาวที่บ้าน แต่วันนี้...

ไม่สบายเหรอลูก?

คนเป็นลูกเลื่อนตัวเองลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง ผมเผ้ายาวรุงรังกระเซิงมาปรกใบหน้า ทรงผมที่ไม่ว่าเธอจะอ้อนวอนขอร้องยังไงเขาก็ยังไม่ยอมตัดเสียที ...ทานข้าวต้มมั้ย? ลงไปทานไหวหรือเปล่า? หรือจะให้แม่ยกขึ้นมาให้บนห้อง?

ไม่ต้องครับ ผมไม่เป็นไร... สุดท้ายเขาก็เอ่ยขึ้นมาได้ ยิ่งได้เห็นสายตาห่วงใยของมารดาก็ให้ยิ่งอยากจะระบายความอัดอั้น แม่ครับ นวลบอกผมว่าจะแต่งงาน แม่พอจะรู้เรื่องไหม?

อาการย่นคิ้วอย่างงุนงงของคนเป็นแม่เป็นคำตอบที่แสนชัดเจน ภวิศถอนหายใจ นวลเค้าจะแต่งงานกับไอ้แก่ที่ไหนก็ไม่รู้ มันน่าจะเก็บแรงไว้หายใจดีกว่ามาหาเด็กสาวๆ ไปนอนกอดมั้ยครับแม่

มือบางหวดเผียะเข้าที่ต้นแขนของคนพูดทันที ทำไมพูดถึงคนอื่นแบบนั้น แล้วทำไมหนูนวลจะแต่งกับเค้า? เค้าเป็นใคร? แม่ไม่เห็นณุสจะพูดอะไรให้ฟังบ้างเลย

นั่นสิครับ แต่เห็นนวลบอกว่าเป็นเพื่อนของคุณลุง ชื่อวิเชียรหรือวิบูลย์อะไรสักอย่างนี่ละ...

วิภาดามองสีหน้ายุ่งยากใจของลูกชายคนเดียว รู้ได้ในทันทีว่าเหตุผลนั้นนั่นเองที่ทำให้เขายังมัวนอนหมกตัวอยู่นี่ เพราะอย่างงี้เราถึงได้มานอนป่วยใจอยู่นี่เหรอ?

แม่ครับ ผมรักนวล

นั่นน่ะ แม่รู้ แล้วหนูนวลล่ะ เค้าคิดยังไง? เธอถอนหายใจยาว ใหญ่ ความรักนะลูก ไม่ใช่ว่าเรารัก เราทุ่มเท แล้วเค้าจะต้องรักเรา เป็นของเราคนเดียวนะลูก รักมันเป็นเรื่องของหัวใจสองดวง หัวใจของเราเรากำหนดได้ แต่หัวใจของอีกคน เราจะทำได้ยังไง?

แม่ครับ... โอดเสียงอ่อย แต่นวลเค้าไม่เคยคบผู้ชายคนไหน...

นั่นเพราะใหญ่คอยกันท่าผู้ชายคนอื่นๆ ที่เค้าอยากจะมาจีบหนูนวลตลอดน่ะสิ เธอดักคอ มองสีหน้าที่ม่อยลงทันควันของลูกชายอย่างขันๆ อย่าเถียง เราน่ะ เอาตัวเองไปอยู่ใกล้ๆ คอยแยกเขี้ยวใส่หนุ่มๆ คนอื่นๆ อยู่เรื่อย...

ภวิศหน้างอ ในโลกนี้มันไม่มีผู้ชายที่ไหนจะจริงใจกะนวลเท่าผมหรอก

จ้า... คนเป็นแม่ลากเสียงยาวด้วยน้ำเสียงล้อเลียน ก่อนหัวเราะเมื่อลูกชายมองค้อนมา อันนั้นน่ะ แม่รู้ดี แต่หนูนวลล่ะเค้าคิดยังไง?

ชายหนุ่มปล่อยเวลาให้ความเงียบอยู่ครู่ใหญ่ จึงเอ่ยเบาๆ เค้าบอกว่าใหญ่เป็น... เพื่อน...

ใหญ่ คนบางคน เค้าก็เหมาะกับบางสถานะในชีวิตของเรา เราเองก็เหมือนกัน บางครั้งเค้าก็วางเราเอาไว้ในฐานะบางอย่าง คนพิเศษมันไม่ได้มีแต่สามีหรือว่าคนรัก ในฐานะเพื่อน... ใหญ่เป็นคนพิเศษที่สุดในบรรดาเพื่อนๆ ทั้งหมดสำหรับหนูนวล แม่ว่านั่นมันเป็นสิ่งที่พิเศษที่สุดเลยนะ ทั้งชีวิตของหนูนวลมันอาจจะมีใหญ่คนเดียวก็ได้ที่จะได้รับเกียรตินี้น่ะ

คุณวิภาดาตบบ่าลูกชายเบาๆ ความรักมันมีวันเสื่อมคลาย แต่ความผูกพันมันไม่มีวันเปลี่ยนแปลงนะลูก อย่าทำลายความผูกพันและความไว้เนื้อเชื่อใจที่คนอื่นมีให้เราด้วยการให้ความสำคัญกับความรู้สึกของตัวเราเองมากกว่าเลย

ภวิศเงยหน้าขึ้นสบตามารดา เพียงได้เห็นรอยยิ้มของท่านกับคำพูดนั้น ความมืดหม่นที่ปกคลุมหัวใจและหัวสมองของเขามาทั้งคืนก็กระจ่างจางหายไป

ลงไปทานข้าวเถอะ เดี๋ยวแม่จะเดินไปบอกหนูนวลให้ว่าวันนี้ใหญ่จะออกสายหน่อย...

ครับ ชายหนุ่มรับคำ ขอบคุณนะครับแม่

มารดายิ้มนิดหนึ่งก่อนเปิดประตูออกไป เหลือเพียงแต่เขาที่ตอนนี้ลุกจากเตียงแล้ว รู้สึกได้ถึงความกะปรี้กะเปร่าที่กลับคืนมา กลับมาพร้อมกับความคิดที่ว่า คนพิเศษมันไม่ได้มีเฉพาะคนรัก เขาอาจเป็นเพื่อนที่ถนอมนวลรักมากกว่าคนรักของเธอก็ได้ ...ใครจะไปรู้?

 

ค่ะ ก็ได้ค่ะคุณ เดี๋ยวฉันไปจัดการให้...

คุณปารมีวางสายหลังการสนทนาข้ามประเทศกับสามีจบลง ก่อนหันมาบ่นกับลูกสาวคนโต ดูเถอะ ยัยปุ๊ก พ่อเราน่ะ ขนาดอยู่ถึงยุโรปก็ยังโทร.มาสั่งงานแม่ได้

คนเป็นลูกหัวเราะ ขณะมือขยับป้อนข้าวให้ลูกสาวคนเล็กที่พามาอยู่เป็นเพื่อนคุณยาย คุณพ่อโทร.มาขอให้คุณแม่ช่วยเรื่องอะไรเหรอคะ?

ให้ไปทวงหนี้ ก่อนหันไปย่นคิ้วสบสายตาขบขันของคู่สนทนา อะไร? แม่หมายถึงทวงหนี้จริงๆ นะจ๊ะ ปุ๊กยังจำอาพงศ์ได้มั้ย?

อาพงศ์... ปัณณภัทรทวนชื่อนั้น คิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ย ลูกชายของคุณยายเล็กน่ะเหรอคะ? จำได้สิคะแม่...

ใช่ เค้าเคยมาขอให้แม่คุยกับพ่อ จะเอาที่ดินของเพื่อนมาขายฝาก ทางนั้นเค้าอยากได้เงินไปลงขันทำอสังหาริมทรัพย์... โครงการของราชการน่ะ เงินตั้งสามสิบล้านแต่ไอ้ที่ๆ เอามาน่ะมันแค่ยี่สิบกว่าล้าน ตอนนี้โครงการมันดันล่ม เจ้าตัวก็หลบหน้าหนีหาย... อธิบายจนละเอียดลออ ก่อนถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย ก็อย่างนี้ละ ไปลงทุนกับพวกเสือสิงห์กระทิงแรด ถ้าไม่ทันเขาก็มีแต่จะเสียเงินฟรีอย่างนี้

แล้วคุณแม่จะทำยังไงล่ะคะ ในเมื่อเจ้าตัวเค้าหนีหน้าไปแบบนี้?

คุณพ่อให้แม่ไปหาเมียเค้าที่บ้าน ไปเจรจาเรื่องหนี้ว่าจะเอายังไงกันเพราะอีกเดือนเดียวมันก็จะครบสัญญาแล้ว

คนฟังทำหน้ายุ่ง น่าสงสารครอบครัวเค้าออกนะคะ ต้องมารับภาระอะไรแบบนี้น่ะ...

นั่นสิ แต่จะให้แม่ทำยังไงได้... เธอถอนหายใจยาวอีกครั้ง ก่อนเปลี่ยนเรื่อง นี่ ปุ๊ก เมื่อวานแม่พาเป้ไปทานข้าวกับหนูพลอยแล้วนะ...

เหลวอย่างที่ปุ๊กทายไว้ไหมคะ? หัวเราะเมื่อสารดาตวัดสายตาค้อนขวับกลับมา เอ้า ก็ปุ๊กบอกคุณแม่แล้ว คุณพลอยน่ะเหมือนน้องแพรเกินไป...

ใครจะไปรู้ใจพ่อรูปหล่อนั่นล่ะ แม่เคยหาสาวเปรี้ยวๆ ที่ไม่มีอะไรสักอย่างเหมือนแพรเลยพ่อคุณก็ไม่ชอบเค้า หาไอ้ที่เหมือนๆ มาก็ไม่เอาอีก แล้วมันจะเอายังไง?

ปัณณภัทรถอนหายใจ ทั้งเหนื่อยที่น้องชายคนเดียวดูเหมือนจะยังไม่ยอมลืมความรักที่เจ็บปวดในครั้งนั้น ทั้งเบื่อกับความพยายามของมารดาที่อยากจะให้ลูกชายคนกลางมีคู่เสียเหลือเกินนี่ด้วย ไม่ต้องยังไงหรอกค่ะ คุณแม่ ก็แค่ปล่อยวาง...

ฮึ ถ้าแม่ปล่อยวาง มีหวังมันได้แก่ตายไปคนเดียวแน่ๆ ทำไมมันไม่เหมือนนายปอมซะหน่อยนะ ขานั้นน่ะ เลิกคนนั้นควงคนนี้ ไม่เห็นมีมานั่งเศร้าเหมือนเป้เลยสักที

จะให้คนเราเหมือนกันได้ยังไงล่ะคะ นายปอมน่ะมันตัวพ่ออยู่แล้วไอ้เรื่องแบบนี้... หญิงสาวอธิบายอย่างใจเย็น เป้น่ะ รักน้องแพรตั้งแต่แรกเห็น ผ่านเรื่องผ่านราวด้วยกันมาก็เยอะ จะให้ลืมง่ายๆ ได้ยังไง...

ถึงงั้นก็เถอะ โอ๊ย... แม่ละกลุ้ม... คุณปารมีกระแทกตัวพิงพนักโซฟาอย่างอ่อนใจ จะทำยังไง้ ให้พ่อคนนั้นน่ะกลับมาเป็นผู้เป็นคนกะเค้าได้สักทีน้า...

คนเป็นลูกเพียงแต่ยิ้มหวาน ไม่มีคำตอบใดให้แก่คำถามนั้น ใครจะไปรู้ ต้นไม้แห่งการเปลี่ยนแปลงสามารถเติบโตและงอกงามได้เสมอ เพียงแต่ต้องการน้ำ แสงแดด และเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น

คนๆ นั้น... คนที่จะเปลี่ยนโลกของประวีณให้มีสีสันสดใสได้อีกครั้ง คงกำลังรอเวลาที่จะมาพบ และนำความสุขกลับคืนสู่ชีวิตของคนเหงาคนนี้อีกครั้ง เธอเพียงแต่หวังว่าประวีณจะไม่ต้องรอนานจนเกินไป...









 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

107 ความคิดเห็น

  1. #12 พชรเมขลา (@5180010455) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 มีนาคม 2557 / 13:39
    นวลเข้มแข็งมากค่ะ แต่สงสารภวิศน๊า ภาษาของเรื่องคล้ายบทกวีรำพันเลยค่ะ แอบเศร้าซึ้งนิดหน่อย ชวนให้ลุ้นต่อ
    #12
    0
  2. #4 นิรนาม (เkityขียนบน android) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 มกราคม 2557 / 19:11
    แอบชอบนายใหญ่อ้ะ..สู้ๆนะ
    #4
    0
  3. #3 เมเปิ้ล (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 มกราคม 2557 / 20:49
    น่าสนขใจค่ะ
    #3
    0