OK!! I love U ♥ ยุ่งนัก...กูรักมึงก็ได้ [Yaoi][Boy's love]

ตอนที่ 89 : .....ณ ขณะรัก..... 02. ความทรงจำสีจาง (ชาย)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,261
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 30 ครั้ง
    27 พ.ย. 56



 02. ความทรงจำสีจาง (ชาย)

 

บรรยากาศสวยและเงียบสงบบนเนินเขาเล็กๆ ที่สามารถมองเห็นบรรยากาศรอบทิศทางได้อย่างชัดเจน หยดน้ำค้างเกาะบนใบไม้ใบหญ้าเพิ่มความสวยงามยามที่แสงอาทิตย์สาดส่องมากระทบให้เกิดแสงแวววาว

 

ธรรมชาติเบื้องหน้าของผมในยามนี้สวยงามมากจริงๆ ภาพที่ผมเห็นจนชินตาในยามเช้าตรู่ที่ตื่นนอนขึ้นมา นั่งจิบกาแฟมองนั่นมองนี่อย่างเพลินใจ เสียงนกร้องที่เหมือนเพลงขับขานทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายมากกว่าเสียงของแตรรถยนต์ที่ดังเซ็งแซ่ท่ามกลางความวุ่นวายในเมือง

 

ผมพาตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้เกือบสี่ปีแล้ว ผมหลบมาพักรักษาบาดแผลในหัวใจที่ผมไม่เห็นวี่แววเลยว่ามันจะมีทางรักษาให้หายได้ แผลที่เกิดจากความผิดหวังในความรัก แผลที่มันเรื้อรังมานานแสนนาน

 

ผมอาจจะเป็นคนที่ดูเข้มแข็งในสายตาของคนรอบข้าง หากจะมีสักกี่คนที่รับรู้ถึงความรู้สึกลึกๆ ข้างในหัวใจของผม ว่าจริงๆ แล้วมันเจ็บปวดและทรมานมากเพียงใด กับการที่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย

 

ในขณะที่ใครอีกคนกลับมีคนข้างกายไปแล้ว

 

เมื่อก่อนผมเคยเชื่อมาตลอดว่าคำมั่นสัญญาที่เราให้ต่อกันมันจะเป็นตามนั้น มันจะยืนยาวเป็นนิรันดร์ แต่ทว่าโลกแห่งความเป็นจริงมันไม่ได้สวยงามเหมือนโลกในนิยาย ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับเส้นทางความรักของเรานั้นมันเจ็บปวดมากเหลือเกิน

 

ชาย...เรากลับมาเป็นแค่เพื่อนกันได้มั้ย กูขอโทษ

 

คำพูดที่ผมไม่เคยลืมแม้ว่ามันจะผ่านมาสิบปีแล้วก็ตาม ผมไม่ได้เอ่ยถามถึงเหตุผล เพราะผมรู้อยู่แก่ใจว่าอะไรคือเหตุผลของการตัดสินใจในครั้งนั้น ผมจำได้ว่าตัวเองทำเพียงแค่ยิ้มทั้งน้ำตาและพยักหน้ารับอย่างจำใจ

 

ผมคิดมาตลอดว่าระหว่างเรามันต้องมีวันสิ้นสุด เมื่อเราต่างมีภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบอย่างจริงจัง ช่วงเวลาที่เราได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันตอนที่เราเรียนมหาลัย มันเป็นเหมือนโลกแห่งความฝัน มันเป็นเหมือนวันเวลาที่แสนสวยงามที่สุดเท่าที่เราเคยมี

 

ไม่ต้องนึกถึงภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ มองเห็นแค่ความรู้สึกของกันและกัน ไม่ต้องแคร์ใครว่าจะมองหรือว่าจะคิดอย่างไร แคร์แค่ความรู้สึกของกันและกันเท่านั้น รักและเข้าใจ มีความสุขอยู่ด้วยกันในโลกที่เป็นของเราทั้งคู่

 

แต่ทุกอย่างมันก็ผ่านพ้นไปแล้ว มันจบลงไปแล้วจริงๆ

 

สี่ปีแล้วที่ผมจากมา หลังจากงานแต่งงานของคนที่ผมรักมากที่สุด ผมต้องทนมองคนที่ผมรักกุมมือกับคนอื่น ที่ตรงนั้นมันเคยเป็นที่ของผม คนที่ถูกกุมมือเคยเป็นผมมาก่อน ผมมองมือของตัวเองที่ไร้ซึ่งคนคอยกอบกุม ผมอยู่อย่างโดดเดี่ยวมาตลอด ท่ามกลางการรับรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นตลอดเวลาที่ผมเดินจากมา

 

ความรู้สึกในใจของผมยังคงเหมือนเดิม ผมยังคงเป็นผมคนที่มีความรักให้แก่ใครคนนั้นอย่างเต็มเปี่ยม รักแรกและรักเดียวของผมไม่เคยจางหายไปจากใจ ไม่เคยมีใครเข้ามาแทนที่ได้เลยสักครั้ง

 

แล้วทางนั้นล่ะ...ยังคงมีผมเป็นแค่รักแรกและรักเดียวอยู่หรือเปล่า

 

ผมหยิบมือถือขึ้นมานั่งมองดูภาพที่ผู้ชายคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนพื้นบ้าน บนตักมีเจ้าตัวน้อยนั่งซุกอยู่ ส่วนมือคู่นั้นก็ประคองกอดเจ้าตัวน้อยอีกคนเอาไว้ไม่ห่าง ภาพที่บ่งบอกถึงความสุขในชีวิตของคนที่ผมรักมากที่สุด รอยยิ้มที่เปื้อนบนใบหน้านั้นมันทำให้ผมรับรู้ได้ถึงความสุขมากมายที่เจ้าตัวนั้นมี

 

“ไม่มีกูมึงก็อยู่ได้...แต่มึงจะรู้บ้างมั้ยวะปอ...ว่ากูทรมานแค่ไหนกับการที่ต้องอยู่อย่างไม่มีมึงแบบนี้” ผมกำมือถือแน่นด้วยความเจ็บปวดหัวใจ รอยยิ้มของมันกรีดแทงในใจของผมอย่างห้ามไม่ได้ มันมีความสุขอยู่กับครอบครัวที่มันเลือกที่จะสร้างอนาคตร่วมไปกับคนที่มันเลือกแล้ว

 

มันเคยบอกกับผมว่ามันจะไม่มีทางให้ใครเข้ามาในใจ จะไม่มีทางให้ใครมาแทนที่ผมได้ แต่ผมเชื่อว่าตอนนี้ที่ตรงนั้นมันคงไม่ใช่ที่ของผมอีกต่อไปแล้ว มันได้ทุกอย่างที่มันวาดฝัน

 

ครอบครัวที่อบอุ่น คนข้างกายที่เข้าใจ พยานรักที่ก่อเกิดขึ้นมาด้วยความรักของคนสองคน ทุกอย่างดูสมบูรณ์มากเหลือเกิน มากจนผมรู้สึกว่าพื้นที่ในใจของมันที่เคยเป็นพื้นที่ของผม มันไม่มีเหลืออีกต่อไปแล้ว

 

“มึงคงลืมกูไปแล้วสินะ แต่มันก็ไม่ผิดหรอกที่มึงจะลืมกู เพราะกูขอให้มึงลบกูออกจากใจมึงเอง แล้วกูจะเรียกร้องอะไรได้” ผมหลับตานิ่งปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาหยดแล้วหยดเล่า

 

วันเวลาเวียนผ่านไปนานแค่ไหน ดวงอาทิตย์และพระจันทร์ทำหน้าที่หมุนเปลี่ยนวันเวลากี่วันต่อกี่คืน ทุกอย่างต้องก้าวเดินไปตามวันเวลา ใจคนที่ว่ามั่นคงอาจจะเปลี่ยนแปลงไปก็ได้ใครจะรู้

 

“ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่มีทางที่จะกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้ว แต่ทำไมกูยังรอมึงวะปอ ทำไมกูยังรอวันที่ฟ้าจะมองเห็นความรักของเราที่มีต่อกันอยู่วะ...” ความเจ็บปวดและความทรมานจากความผิดหวังในความรัก กับการเจ็บปวดและทรมานจากการเป็นคนที่ถูกลืมเลือนไปตามวันเวลา สิ่งไหนมันเจ็บปวดมากกว่ากัน ผมไม่อาจจะตอบมันได้เลยจริงๆ

 

บางทีผมควรจะพอ บางทีผมควรจะจบเรื่องราวเหล่านี้ลงสักที ในเมื่อมันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะแบกความทรงจำต่างๆ เอาไว้ ยิ่งแบกมันนานเท่าไหร่ยิ่งเหนื่อย ยิ่งล้า ยิ่งเจ็บปวดอยู่อย่างนี้

 

“มึงคงมีความสุขดีสินะปอ” ผมยิ้มจางๆ ให้กับภาพถ่ายที่ไอ้พายมันส่งมาให้ผม ไม่มีใครรู้เรื่องราวระหว่างผมกับปอ ทุกคนรับรู้แค่ว่าเราคือเพื่อนที่ดีที่สุดต่อกันเท่านั้น ไอ้พายมันมักจะส่งข่าวคราวความเคลื่อนไหวของปอมาให้ผมเสมอๆ

 

ผมรับรู้ความเป็นมาและเป็นไปทุกอย่างของปอ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับคนที่ผมรัก ผมมีความสุขอยู่บนความเจ็บปวดของตัวเอง ผมมีความสุขที่เห็นปอมีความสุขในชีวิต แต่ผมก็ยังคงเจ็บปวดเสมอเมื่อย้อนคิดถึงความผิดหวังที่ตนเองต้องพานพบ

 

สี่ปีในรั้วมหาลัยที่เรารักและผูกพันกัน หกปีต่อจากนั้นที่เราเลิกรากันและต้องอยู่เคียงข้างกันบนความสัมพันธ์ของความเป็นเพื่อน อีกสี่ปีต่อมาที่ผมต้องเดินแยกออกมาเมื่อปอตัดสินใจแต่งงานและสร้างครอบครัวกับฝ้าย

 

ระยะเวลาสิบสี่ปีที่รู้จักกันมานั้น มีแค่สี่ปีแรกเท่านั้นที่มอบความสุขให้กับผมอย่างแท้จริง หลังจากนั้นมามันเป็นความสุขบนความเจ็บปวดที่แม้จะพยายามหลอกตัวเองเท่าไหร่ก็ไม่สามารถหลอกได้

 

สิบปีแล้วที่เราเลิกรากันด้วยเหตุผลที่เราต่างก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าเพราะอะไร หลังจากที่เลิกรากันผมยังคงอยู่เคียงข้างปอในฐานะเพื่อน โดยที่ผมรู้ดีว่าสายตาที่เรามองกันมันมากกว่าคนเป็นเพื่อนจะมอง แต่เราก็ไม่เคยเกินเลยต่อกันอีกเลย เราถูกขีดเส้นทางให้เดินบนความเป็นเพื่อนรักมาตลอด

 

ยามค่ำคืนที่ไร้สายตาของใครจ้องมอง ผมนอนร้องไห้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง โหยหาความรักและความรู้สึกดีๆ ที่เราเคยมีให้แก่กัน อยากให้มันหวนคืนกลับมาอีกหน แต่มันก็ไม่เคยเป็นจริงตามที่ผมหวัง

 

ผมต้องอดทนทุกอย่าง อดทนมันเอาไว้ด้วยความหวังเล็กๆ ที่แสนริบหรี่ในใจ ความหวังเล็กๆ ที่ว่าสักวันหนึ่งฟ้าอาจจะมองเห็นถึงความรักที่ซ่อนเร้นของเรา และเปิดทางให้เราได้กลับมารักกันอีกครั้ง

 

แต่ทว่ามันกลับไม่เคยเป็นไปตามที่หวัง ผมน่าจะพอได้แล้ว นั่งคร่ำครวญเท่าไหร่ทุกอย่างมันก็ไม่มีทางหวนคืนกลับมาได้อีกแล้วจริงๆ

 

“มึงมีความสุขดีแล้วใช่มั้ย กูปล่อยวางได้แล้วสินะ” ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ น่าจะปล่อยวางความเจ็บปวดที่แบกมาเต็มๆ กว่าสิบปีลงได้แล้วมั้ง มันน่าจะพอได้แล้วกับการที่ต้องเจ็บปวดกับความรักที่มันไม่มีทางเป็นไปได้แบบนี้

 

ทุกอย่างมันคงเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ

 

 

 

 

ชีวิตประจำวันของผมมันไม่ได้มีอะไรมากมาย ผมหลบมารักษาแผลใจที่เชียงราย หลบมาอยู่ในที่ที่ไกลๆ เพื่อที่จะไม่ต้องไปพบเจอกับคนเดิมๆ เหตุการณ์เดิมๆ ความรู้สึกเดิมๆ ทั้งๆ ที่ตอนแรกผมจะเดินทางไปดูแลกิจการของพ่อที่ต่างประเทศ แต่สุดท้ายในวันเดินทางผมก็เปลี่ยนใจ

 

ถ้าผมเดินทางไปต่างประเทศผมก็คงไปได้แค่ตัว หัวใจของผมมันถูกทิ้งเอาไว้ที่นี่ ผมพาหัวใจของผมไปจากที่นี่ไม่ได้ ผมขอให้ได้อยู่บนผืนแผ่นดินเดียวกัน ถึงแม้ไม่ได้อยู่ใกล้ๆ กัน แต่ยังคงได้อยู่ ได้รับรู้ ได้เห็นความเป็นไปของคนที่ผมรัก...ผมก็ดีใจแล้ว

 

บางครั้งความรักก็ทำให้คนที่ฉลาดที่สุดกลายเป็นคนที่โง่ที่สุดได้เหมือนกัน แล้วนับประสาอะไรกับคนที่โง่เขลาเช่นผม  ทั้งๆ ที่รู้ว่าใจของปอได้เปลี่ยนไปแล้ว ตลอดเวลาสี่ปีที่ปอได้อยู่ใกล้ชิดกับฝ้าย อยู่ด้วยกันในฐานะคนรักและสร้างครอบครัวด้วยกัน ปอคงเปิดรับฝ้ายเข้าไปในหัวใจแล้ว

 

ฝ้ายเป็นคนดี เป็นผู้หญิงที่ดี เป็นคนที่น่ารักและน่าคบหา ฝ้ายตอบโจทย์ทุกความต้องการของปอได้ ฝ้ายสามารถให้กำเนิดทายาทตัวน้อยที่เป็นดังโซ่คล้องใจของคนสองคนได้ ปอสามารถพาฝ้ายไปไหนมาไหนได้อย่างเปิดเผยไม่ต้องปิดบังหรือว่าต้องอายใคร

 

ในขณะที่ผมคนนี้ไม่สามารถทำในสิ่งเหล่านั้นได้เลย สิ่งเดียวที่ผมทำได้คือเดินจากมา ถอยหลังออกมาจากพื้นที่ที่มันไม่ใช่ที่ของผม แม้จะเจ็บเจียนตาย แต่ผมก็อดทนจนมันผ่านพ้นมาได้ทุกวันนี้

 

Rrrrrr

 

ในขณะที่ผมกำลังคิดถึงเรื่องราวต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้น เสียงมือถือดังขึ้นมาเป็นการขัดจังหวะการคำนึงถึงห้วงแห่งความทรงจำของผม ชื่อของคนที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอทำให้ผมเกิดความลังเลที่จะรับสาย

 

ปอ...

 

หลายครั้งแล้วที่ปอโทรหาผม หลายครั้งที่ผมกลัวว่าถ้าผมกดรับสายแล้วน้ำตาผมจะไหลเพียงแค่ได้ยินเสียงทักทายของคนปลายสาย เราสองคนต่างเลือกเส้นทางที่จะเดินแล้ว และเส้นทางของเรามันไม่ใช่เส้นทางเดียวกันเหมือนเมื่อก่อนที่จะเดินเคียงกันมา เราต่างหันหลังให้แก่กันและเดินห่างจากกันมาไกลแสนไกล

 

ท้ายที่สุดแล้วผมก็กดตัดสายทิ้งไป ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะพูดคุยกันในเมื่อมันมีแต่จะยิ่งทำให้ผมทรมานกับการเป็นคนที่ค่อยๆ ถูกลบเลือนไปจากหัวใจของปอ สู้ให้ผมจมตัวเองอยู่กับความทรงจำเก่าๆ ที่มันเป็นเหมือนน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจของผมให้ผ่านพ้นไปได้ในแต่ละวันไม่ดีกว่าหรือ

 

การมีชีวิตอยู่คนเดียวมันช่างเหงาเหลือเกิน ผมกดฟังข้อความต่างๆ ที่ปอฝากเอาไว้ถึงผม ฟังวนไปวนมาหลายๆ รอบ เสียงของคนที่ผมรัก เสียงที่ผมโหยหาอยากให้มากระซิบคำว่ารักเบาๆ ที่หูเหมือนเมื่อก่อน แต่มันก็ไม่มีทางเป็นไปได้

 

ชาย...กูคิดถึงมึง

 

อย่าลืมห่มผ้าก่อนนอน อย่าทำให้ตัวเองป่วยนะ...กูเป็นห่วง

 

ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมเสมอ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อวาน

 

ระ...รักนะครับ

 

ผมเปิดข้อความที่ปอบอกคำว่ารักกับผมฟังวนไปวนมาเป็นร้อยครั้งพันครั้ง เหมือนมันเป็นการชาร์ตแบตให้กับหัวใจที่อ่อนล้า ผมรู้ตัวดีว่าผมอยู่ได้ด้วยการหลอกหัวใจตัวเองไปวันๆ จมอยู่กับสิ่งที่มันผ่านพ้นไปแล้วและจะไม่มีทางหวนกลับมาอีกครั้ง

 

แต่ผมก็มีความสุขในแบบของผม ผมเลือกมันแล้ว และผมจะไม่กลับไปทำให้เรื่องทุกอย่างมันยุ่งวุ่นวาย ไม่ว่าปอจะยังรู้สึกกับผมเหมือนเดิม หรือว่าปอจะเปลี่ยนไปแล้วก็ตามที

 

Rrrrrr

 

มือถือของผมยังคงดังและสั่นอย่างต่อเนื่อง ภาพของคนที่ผมรักมากที่สุดฉายชัดอยู่บนหน้าจอ ผมจับมือถือคว่ำหน้าแล้วลุกขึ้นเดินไปทางอื่น ให้มันดังจนมันเงียบและก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง อีกครั้ง และอีกหลายๆ ครั้ง ผมกอดอกมองวิวทิวทัศน์เบื้องหน้า แต่ทว่าทุกอย่างมันพร่าเลือนลางเหลือเกิน

 

น้ำตาที่เอ่อนองบดบังความสวยงามของวิวทิวทัศน์ ยิ่งเสียงของมือถือดังนานเท่าไหร่ หัวใจของผมยิ่งบีบรัดมากเท่านั้น ผมได้แต่บอกกับตัวเองว่าอย่ากลับไป อย่าเดินกลับไปในที่ที่ผมไม่มีสิทธิ์ ที่ตรงนั้นมันไม่ได้มีไว้เพื่อผม

 

“พอเถอะปอ อย่าทำให้กูต้องเจ็บไปมากกว่านี้ อย่าทำให้คนที่อยู่ข้างมึงต้องเสียใจไปมากกว่านี้เลย” ผมได้แต่บอกตัวเองเช่นนั้น น้ำตาของผมมันรินไหลไม่หยุด ผมพยายามบอกกับตัวเองว่าต้องเข้มแข็ง ทั้งๆ ที่หัวใจมันควรชินชากับสิ่งที่เกิดขึ้นได้แล้ว แต่ทำไมยังคงเจ็บ ยังคงทรมาน มันบีบรัดจนเหมือนว่าหัวใจของผมมันจะหยุดเต้น

 

บางทีถ้าผมหายไปจากตรงนี้ หายไปและไม่ต้องรับรู้อะไร ทุกอย่างมันอาจจะดีขึ้นก็ได้...

 

“คุณชายคะ...อาหารเช้ามาเสิร์ฟแล้วนะคะ” แม่บ้านเอ่ยขึ้นมาเมื่อถึงเวลาอาหารเช้า ผมเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยพยายามสะกดกลั้นความรู้สึกทุกอย่างเอาไว้ในใจ ถึงเวลาที่ผมต้องรับผิดชอบหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด แล้วเมื่อถึงเวลาที่อยู่กับตัวเองเมื่อไหร่ ค่อยปล่อยความอ่อนแอในใจออกมา

 

“ขอบคุณครับ” ผมไม่ได้หันไปมองทำเพียงแค่กล่าวขอบคุณเท่านั้น ทุกวันนี้ผมหนีมาอยู่คนเดียว มาดูแลรีสอร์ทที่เชียงราย หนีมาอยู่ที่แห่งนี้โดยกำชับกับพายว่าห้ามบอกใครเด็ดขาดว่าผมอยู่ที่นี่ ทุกคนรู้ว่าผมยังอยู่ในประเทศไทย แต่คงไม่รู้ว่าผมอยู่ส่วนไหนของประเทศ

 

แต่มันก็ยากเอาการที่จะห้ามไอ้พายไม่ให้บอกอะไรกับปอ เพราะพายมันค่อนข้างจะสนิทกับปอมาก ปอเป็นอีกแรงที่สนับสนุนความรักของพายกับต่อน้องชายของมัน ปอมันคงเห็นเรื่องราวของเราในอดีตที่ไม่สมหวัง เลยไม่อยากให้น้องของเราทั้งคู่ผิดหวัง

 

มันเหมือนประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ครั้งแรกที่ผมรู้ว่าไอ้พายมันชอบต่อน้องของปอ ผมก็อดที่จะคิดไม่ได้ว่าทำไมทุกอย่างมันเหมือนเดินวนกลับมาแบบนี้ ผมกับปอเคยรักกัน และน้องของเราก็มารักกัน

 

แต่ความรักของน้องเราทั้งคู่เป็นที่ยอมรับ สองคนนั้นสู้ไปด้วยกันจนสามารถผ่านพ้นมันไปได้ ผมแอบคิดน้อยใจในการตัดสินใจของปออยู่หลายครั้ง ทั้งๆ ที่บอกกับตัวเองว่าเข้าใจในเหตุผลของปอ แต่ก็อดที่จะคิดไม่ได้ว่าถ้าในตอนนั้นเราต่างก็พยายามสู้เหมือนที่พายกับต่อพยายามสู้ เรื่องของเราจะจบลงแบบนี้หรือเปล่า

 

“กูว่าทางที่ดีที่สุดเราอย่าเจอ อย่าติดต่อกันเลย แค่มึงรู้ว่ากูยังสบายดี ยังมีชีวิตอยู่ก็พอแล้ว ส่วนกู...กูรู้ดีว่าใจมึงมันเปลี่ยนไปแล้ว มึงมีคนที่มึงต้องรักต้องดูแลอย่างจริงจังแล้ว อย่ามาใส่ใจกับคนที่เป็นแค่ความทรงจำจางๆ อย่างกูเลย” ผมเก็บความรู้สึกทุกอย่างลงไป แล้วตั้งต้นกับวันใหม่ที่มีเรื่องราวมากมายให้ผมต้องรับผิดชอบดูแล

 

 

 

หลังจากที่จัดการตัวเองเสร็จเรียบร้อย ผมก็คว้ามือถือและเอกสารต่างๆ เตรียมตัวเข้าไปยังออฟฟิศเพื่อตรวจและเซ็นอีกรอบ ผมมองดูมือถือที่เตือนให้รู้ว่ามีข้อความเข้า ผมได้แต่ลังเลใจว่าจะเปิดฟังมันดีมั้ย หรือว่าจะเก็บเอาไว้ก่อน

 

แต่สุดท้ายผมก็เลือกที่จะเก็บมันเอาไว้ ผมไม่อยากดึงเรื่องส่วนตัวมาปะปนกับเรื่องงาน ผมพยายามแยกเรื่องส่วนตัวออกไปให้หมด ผมต้องรับผิดชอบหน้าที่ของตนเอง เรื่องส่วนตัวค่อยมาว่ากันอีกทีในเวลาส่วนตัวที่ผมอยู่คนเดียว

 

บางครั้งคนเราก็ไม่สามารถทำในสิ่งที่รักหรือว่าสิ่งที่ชอบได้ตลอดไปหรอก ผมชอบเล่นดนตรีมากกว่าที่จะต้องมาทำหน้าที่ดูแลกิจการของพ่อ ผมมีความสุขยามที่ได้ร้องเพลงเล่นกีต้าร์ แต่นี่มันคือหน้าที่ของผม ผมเป็นลูกคนโต ผมต้องสานต่อกิจการที่พ่อใช้เวลาทั้งชีวิตก่อร่างสร้างมันขึ้นมา

 

ครอบครัวของเราเคยเกิดวิกฤตจนเกือบจะล้มละลาย เราต้องเสียแม่ไปในช่วงเวลาที่เราย่ำแย่มากถึงมากที่สุด ทุกอย่างเหมือนจะสูญสลายไป รวมทั้งความเป็นอยู่ ความสุขสบายที่เราเคยมี แต่ทว่าพ่อก็ทำทุกวิถีทางเพื่อดึงทุกอย่างกลับคืนมาได้จนสำเร็จ เพราะฉะนั้นผมจึงไม่สามารถเห็นแก่ตัวได้

 

ผมไม่อยากจะโยนภาระให้กับไอ้พาย นิสัยใจร้อนแบบมันให้มาควบคุมดูแลคนคงไม่ไหว มันคงฆ่าเค้าตายกันพอดี ผมเองก็ชินกับการต้องเดินตามเส้นทางที่พ่อวาดหวัง เลยไม่คิดอะไรมากกับการที่ต้องละทิ้งความชอบ ความฝัน เพื่อมารับหน้าที่ตรงนี้

 

การที่เรามองเห็นคนที่เรารักมีความสุข มันก็พลอยทำให้เรามีความสุขไปด้วย ผมรักไอ้พาย ผมรักและเป็นห่วงมันมากๆ นี่คืออีกเหตุผลหนึ่งที่ผมไม่สามารถทิ้งไปไหนไกลได้ แต่ก็ดีหน่อยตรงที่ว่าตั้งแต่ที่มันคบกับเป็นต่อน้องชายของปอ มันดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมามาก ทั้งสองคนยังคงคบกันตั้งแต่สี่ปีที่แล้วจนถึงตอนนี้ ผมแต่ภาวนาขอให้ความรักของมันทั้งคู่เดินเลยเลขสี่ไป อย่าได้เกิดอุปสรรคใดๆ เหมือนอย่างที่ผมกับปอเคยพบเจอ

 

“แต่กูเชื่อว่าความรักของมึงสองคนจะยืนยาวมากกว่านี้ เพราะว่ามึงรักกันมาก พยายามสู้เพื่อความรักมาตลอด กูเห็นมึงมีความสุขกูก็ดีใจ...” ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เตรียมพร้อมที่จะทำงานของวันนี้อย่างเต็มที่

 

“เอกสารอยู่บนโต๊ะทำงานค่ะคุณชาย” ผมพยักหน้าอย่างรับรู้พร้อมกับส่งยิ้มให้กับเลขาที่รายงานความเป็นไปให้ผมได้รับรู้

 

“ขอบคุณครับคุณฟ้า” ผมเดินเข้ามาทางด้านใน จัดการตรวจเอกสารต่างๆ มากมายที่เห็นแล้วน่าเวียนหัว พยายามตั้งสติแล้วเริ่มต้นทำงานอย่างจริงจัง บางครั้งการทำงานให้มากๆ เข้าไว้ก็ทำให้ผมลืมเลือนความเจ็บปวดไปได้ชั่วขณะ

 

“ว่าไงครับคุณชาย...” น้ำเสียงกวนๆ ที่ดังขึ้นมาทำให้ผมละสายตาจากแฟ้มงานขึ้นไปมอง ความจริงไม่ต้องมองก็พอจะรู้หรอกว่าเป็นใคร

 

“มึงยังอยู่อีกหรอวะ...ไอ้เต้!!” คนที่เดินเข้ามาในห้องผมโดยที่ไม่เคาะประตูเนี่ยมีแค่ตัวเดียวเท่านั้นนั่นแหล่ะ

 

“ก็ยังไม่ตายว่ะ ยังอยู่ก่อกวนการทำงานของมึงอีกนานแหล่ะครับ” มันเดินมานั่งบนโต๊ะทำงานของผม ผมส่ายหน้าไปมาอย่างระอาใจ ไม่รู้ว่าทำไมพ่อถึงเลือกมันมาดูแลการออกแบบรีสอร์ทที่นี่ อุตส่าห์ไม่อยากให้ใครรู้แล้วเชียวว่าผมหนีมาหลบอยู่ที่นี่

 

“กูทำงานอยู่ครับมึงเห็นหรือเปล่า กูไม่ได้ว่างเหมือนมึง” มันกอดอกแล้วส่ายหน้าไปมาอย่างก่อกวน เต้มันเป็นเพื่อนร่วมแก๊ง เราเรียนคนละคณะแต่ว่ามีเพื่อนที่รู้จักกัน ไปๆ มาๆ เลยพากันสนิทกันไปหมด

 

“กูว่างที่ไหนห่า แค่แวะมาก่อกวนมึงเท่านั้นแหล่ะ งานกูก็มีเหอะครับ” มันลุกขึ้นเดินไปทั่วห้อง มึงบอกว่ามึงมีงานมึงก็น่าจะไปทำงานไม่ใช่มายุ่งวุ่นวายกับกูแบบนี้

 

“รีบๆ ไปทำงานของมึงเลยเต้ เสร็จแล้วก็ไสหัวกลับกรุงเทพเร็วๆ แล้วก็ไม่ต้องไปบอกใครนะว่ากูอยู่ที่นี่” ผมกำชับเรื่องนี้กับมันมาหลายครั้งหลายคราแล้ว แต่ทว่าไม่ไว้ใจมันเท่าไหร่ ไอ้นี่มันก็รู้จักกับไอ้ปอแต่บางทีผมอาจจะระแวงไปเองก็ได้

 

“ทำตัวเหมือนคนอกหักหนีมาพักรักษาใจในที่ไกลๆ แถมยังไม่ให้บอกใครอีกว่าอยู่ที่นี่ มึงเป็นอะไรมากรึเปล่าวะชาย อาการน่าเป็นห่วงนะรู้ตัวบ้างหรือเปล่า” มันเอาแบบเคาะหัวผม ผมก็มองมันอย่างรำคาญใจ มันชอบพูดดักให้ผมหลุดปาก แต่ขอโทษเถอะคนแบบกูเก็บความรู้สึกเก่งกว่าที่มึงคิด

 

“กูมันพวกบ้างานไม่ใช่พวกบ้ารักแบบมึงครับเต้ หึๆ” สักดอกเหอะเพื่อน บอกตามตรงว่าเห็นคนมีความรักแล้วมันรำคาญตารำคาญใจแปลกๆ ตามประสาคนที่ไม่สมหวังในความรัก ออกแนวพาล...ประมาณนั้น

 

“หลอกใครหลอกได้ แต่หลอกตัวเองมันยากนะเว้ย...”

 

“อาชาย...ฮ่องเต้อยู่มั้ยครับ...นั่นไง คิดไว้แล้วไม่มีผิดเลยว่าฮ่องเต้แอบหนีมาก่อกวนอาชายอยู่ที่นี่เอง น้ำปั่นหิวข้าวแล้วนะ เราจะไปกินข้าวกันได้ยังอ่ะ” ผมมองดูหลานชายวัย 19 ปี ลูกชายของไอ้เต้...ฟังไม่ผิดหรอกครับ ลูกของไอ้เต้มันนั่นแหล่ะ แม่งซุ่มแอบมีลูกซุกเอาไว้ตั้งแต่เรียนปีหนึ่งแล้ว

 

“บอกกี่ครั้งแล้วว่าให้เรียกว่าป๊า ทำไมน้ำปั่นไม่เรียกป๊าว่าป๊าวะเนี่ย...” มันต่อล้อต่อเถียงกับลูกของมัน น้ำปั่นโตจนเข้าเรียนมหาลัยแล้วแต่ไอ้เต้มันก็ยังทำเหมือนลูกมันเป็นเด็กอยู่ตลอด หวงมาก โอ๋มาก รักมากๆ มากจนบางทีผมว่ามันมากเกินกว่าพ่อลูกนะ หึๆ

 

“ฮ่องเต้อย่ามางี่เง่าต่อหน้าอาชายสิ อาชายเค้าจะทำงาน ตัวเองก็รีบๆ ไปกินข้าวแล้วรีบๆ ไปทำงานเลยนะ น้ำปั่นอยากกลับกรุงเทพแล้ว” ไอ้เต้มันโดนลูกบ่นใส่แล้วลากตัวออกไปจากห้อง มันหันมาทำหน้าเหมือนคนจะตายใส่ผม ผมแอบขำเล็กน้อยกับมุมที่ผมไม่เคยเห็นในตัวมัน

 

“แม่งลูกหรือเมียวะ...” ผมส่ายหน้าไปมาแล้วเลิกสนใจ  หันมาสนใจงานที่กองอยู่ตรงหน้าแทน เสียงมือถือของผมดังขึ้นมาอีกครั้ง เพลงเดิม คนเดียว และผมก็ทำเช่นเดิมคือปล่อยให้มันดังไปเรื่อยๆ จนกว่ามันจะหยุดดังไปเอง

 

“พอเหอะปอ...กูเหนื่อยแล้ว” เห็นทีผมคงต้องเปลี่ยนเบอร์อีกแล้วหล่ะ แล้วคราวนี้ถ้าไอ้พายมันยังบอกเบอร์ผมกับปออีก ผมจะเปลี่ยนเบอร์แล้วไม่บอกให้ไอ้พายมันรู้

 

“พอไปเป็นน้องเขยมันก็เข้ากับมันดีเป็นปี่เป็นขลุ่ยเลยนะมึง ถ้ามึงรู้ว่าพี่มึงต้องทรมานใจขนาดนี้ มึงยังจะทำแบบนี้อีกหรือเปล่าวะพาย” ผมก็พูดไปแบบนั้น เรื่องนี้มันจบลงไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้ไอ้พายมันรับรู้ ผมไม่อยากเป็นคนที่ดูน่าสงสารในสายตาใครๆ ผมเลือกที่จะเดินจากมา เลือกที่จะเดินเพียงลำพัง ไม่จำเป็นที่ใครจะมาสงสารผม

 

“มึงว่างมากรึไงวะถึงได้โทรมาหากูอยู่ได้ ว่างมากก็ไปเลี้ยง ปลายฝน กับ ต้นหนาวลูกมึงเหอะ ออกจะน่ารักขนาดนั้น” ผมนึกถึงความน่ารักของลูกแฝดชายหญิงของมันแล้วอดที่จะยิ้มตามไม่ได้ อาจจะเป็นรอยยิ้มที่ดูเศร้าไปบ้าง แต่ผมก็ดีใจกับมันจริงๆ

 

พูดถึงลูกของมันแล้วนึกถึงน้องตัวเอง ไอ้พายมันเคยรักเด็กซะที่ไหน แต่มันติดลูกของไอ้ปอจะตายห่า เห็นมันไปเล่นกับลูกไอ้ปอบ่อยมาก มันไปช่วยไอ้ต่อเลี้ยงหลานก็บ่อย วัยกำลังซนเลยนี่นะ...สองขวบแล้ว

 

“มึงมีทุกอย่างตามที่มึงต้องการแล้วนะปอ ควรมีความสุขกับสิ่งที่มึงเลือกได้แล้ว” ผมกดปิดเสียงมือถือแล้วตั้งใจทำงาน ถ้าสักวันหนึ่งหัวใจของผมมันแข็งแรงมากกว่านี้ ผมจะไปหามัน ไปเยี่ยมหลาน...ลูกตัวน้อยๆ ของคนที่ผมรักมากที่สุด

 

 

 

 

 

กว่าจะจัดการงานในแต่ละวันเสร็จสิ้น ผมต้องพาร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงกลับมายังที่พัก ผมพักอยู่ที่บ้านพักตากอากาศบนเนินเขาเล็กๆ ที่พ่อสร้างเอาไว้ตอนที่แม่ยังมีชีวิตอยู่ เพื่อที่เวลาขึ้นมาเที่ยวที่เชียงรายจะได้มีที่พักอย่างส่วนตัว

 

ที่พักอยู่ไม่ห่างจากตัวรีสอร์ทเท่าไหร่ ใช้เวลาเดินแค่สิบกว่านาทีเท่านั้น ผมเดินไปเดินกลับด้วยความเคยชิน มันไม่ได้ไกลมากมายจนถึงขั้นต้องขี่มอไซค์ไปมา ถ้าอยากออกกำลังหน่อยก็เน้นการปั่นจักรยานมากกว่า

 

ผมเป็นคนที่ค่อนข้างง่ายๆ ไม่เรื่องมาก ไม่ติดหรู ไม่จำเป็นว่าการที่เรามีแล้วเราต้องอวด ไม่รู้สิ ผมว่าผมโตเกินกว่าที่จะมานั่งทำตัวงี่เง่าแบบนั้นแล้ว นิสัยผมจะตรงกันข้ามกับไอ้พายทุกอย่าง มันเป็นลูกคนเล็ก มันเอาแต่ใจตัวเองมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่ก็เพลาๆ ลงบ้างแล้ว มันได้คนรักที่ดี ได้คนที่พามันเดินไปในทางที่ดี ก็ดีแล้วที่มันปรับตัวเองให้เป็นผู้เป็นคนมากขึ้น หลังจากที่เขวไปพักใหญ่ๆ แบบนั้น

 

“คิดถึงมึงเหมือนกันนะไอ้น้อง ไว้ว่างๆ กูจะลงไปหาแล้วกัน” ผมถือแฟ้มเดินลัดเลาะตามทิวร่มไม้ ตลอดทางมีตะเกียงจุดเรียงรายเอาไว้เพื่อส่องสว่างให้กับเส้นทางเดิน ผมชอบความเงียบสงบของที่นี่ ทั้งบรรยากาศที่ดูสวยงาม ความเงียบสงบของผู้คนที่ดูกลมกลืนกับธรรมชาติ

 

ที่นี่จะวุ่นวายช่วงลองวีคเอ็น ช่วงเทศกาลที่มีวันหยุดยาว ผู้คนจะแห่มาที่นี่เพื่อมาพักผ่อน หลบร้อนมาสัมผัสอากาศหนาวในช่วงฤดูหนาวที่เวียนมาถึง ได้เห็นผู้คนมากมายที่แวะเวียนเข้ามา เห็นคนเหล่านั้นมีความสุขก็อดที่จะยิ้มตามไปด้วยไม่ได้

 

งานของเราคืองานบริการ ถึงไม่ชอบก็ต้องทำใจให้ชอบเพราะมันคืองาน คือกิจการของครอบครัว ผมอาจจะต้องทำงานทั้งวัน ทำในสิ่งที่ถูกมอบหมายหน้าที่ให้ทำ แต่เมื่อผมอยู่คนเดียวในช่วงเวลาส่วนตัว ผมยังมีเวลาว่างพอที่จะได้หยิบจับกีต้าร์ขึ้นมาเล่น ได้ร้องเพลง ได้ทำในสิ่งที่ผมชอบ

 

ถึงมันจะไม่มีคนคอยนั่งฟังแล้วคอยปรบมือให้กับผมอีกแล้วก็ตามที

 

“เมื่อไหร่กูจะเลิกคิดถึงมึงสักที...”

 

“อย่าเลิกคิดถึงกูเลย เพราะกูเองก็เลิกคิดถึงมึงไม่ได้เหมือนกัน” ผมชาวาบไปทั้งร่างกายกับเสียงที่แสนคุ้นเคยและไม่เคยลืมเลือนไปตามกาลเวลา เสียงที่กระซิบเบาๆ ที่หูของผม ผมอาจจะคิดไปเองได้ว่าผมหูฝาด ถ้ามันไม่ติดตรงมือแกร่งที่โอบกอดรัดอยู่ที่เอวของผม ผมปล่อยแฟ้มงานร่วงหล่นลงบนพื้นทันที

 

“ปอ...” มันไม่น่าจะเป็นไปได้ มันไม่น่าจะมาอยู่ที่นี่ ผมพยายามจับมือของปอออกจากเอวของผม ผมไม่อยากเจอปอ ผมไม่อยากให้มันรู้ว่าผมยังรักและคิดถึงมันอยู่ตลอดเวลา ผมสัญญากับตัวเองแล้วว่าจะไม่เดินกลับเข้าไปร่วมเส้นทางที่เส้นเจ็บปวดนั่นอีกแล้ว

 

“ชาย...” มันเอ่ยเรียกชื่อผม ยามที่ผมรีบก้มลงเก็บแฟ้มแล้วเดินหนีกลับที่พักทันที ผมไม่อยากเจอปอทั้งๆ ที่ผมโหยหาและอยากมองเห็นรอยยิ้มของปอมากที่สุด

 

ผมไม่อยากได้ยินเสียงของปอ ทั้งๆ ที่ผมเปิดข้อความเก่าๆ เหล่านั้นฟังวนไปวนมาไม่รู้กี่ร้อยกี่พันครั้ง ผมไม่อยากให้ปอทำแบบนี้ ทั้งๆ ที่ยังคงแอบหวังว่าสักวันเราจะกลับมารักกันได้

 

ผมสับสนและวุ่นวายใจ ผมคิดอะไรไม่ออก บอกอะไรไม่ถูก สิ่งเดียวที่ผมนึกได้ในตอนนี้คือกลับเข้าบ้านแล้วปิดประตูไม่ยอมให้ปอเข้ามาในชีวิตผมได้อีก

 

ทั้งๆ ที่ปอไม่เคยเดินออกไปจากหัวใจของผมเลยสักวินาทีเดียว

 

“ชาย...มึงออกมาเจอกูหน่อยได้มั้ย กูขอร้องหล่ะ อย่าทำแบบนี้กับกูเลย กูคิดถึงมึง” ผมปิดประตูบ้านล็อคอย่างแน่นหนา ผมยืนพิงประตูอย่างหมดแรง หันหลังให้กับคนที่ผมรักมากที่สุด ทั้งๆ ที่อยากจะกอด อยากจะบอกรัก อยากจะสัมผัสความรู้สึกที่เราต่างเต็มใจจะมอบให้แก่กันและกัน

 

แต่ทำแบบนั้นไม่ได้ มันจะมีประโยชน์อะไร ผมเคยทำผิดมาแล้วครั้งหนึ่ง ผิดที่ยอมให้ปอสัมผัสร่างกายทั้งๆ ที่ปอกำลังจะแต่งงาน มันผิด...เราทั้งคู่รู้อยู่แก่ใจ มันทำร้ายคนที่ไม่รู้อะไรอย่างฝ้าย มันไม่ควรเกิดขึ้นอีก

 

“มึงกลับไปเถอะ อย่ามาเจอ อย่ามายุ่งวุ่นวาย อย่ามาข้องเกี่ยวอะไรกันอีกเลย มึงเลือกแล้วนะปอ มึงจะทำแบบนี้ให้มันได้อะไรขึ้นมา” มีเพียงแค่ประตูเท่านั้นที่ขวางกั้นเราเอาไว้ ผมทรมานใจ หัวใจของผมเหมือนถูกกรีดด้วยคมมีดที่แหลมคม มันกดจมลึกลงไปจนแทบจะทะลุ ผมหายใจไม่ออก ความเจ็บปวดมันบีบรัดจนแน่นหน้าอกไปหมด

 

“กูรู้ว่ามันผิด...แต่กูอยากเจอมึง มึงออกมาเจอกับกูหน่อยไม่ได้หรอวะชาย แค่แป๊บเดียวก็ยังดี...”

 

“กูว่าเราอย่าเจอกันอีกเลยปอ ให้ทุกอย่างมันเป็นไปเหมือนที่มันเป็นอยู่ มึงมีครอบครัวของมึง กูมีหน้าที่การงานของกู...กูมีคนที่กูต้องดูแลแล้วเหมือนกัน” ผมโกหกคำโตออกไป ผมรู้ว่าปอไม่มีทางเชื่อ แต่ผมก็เลือกที่จะโกหกมันออกไปเผื่อว่าบางทีปออาจจะยอมกลับไป

 

“ชาย...กูรู้ว่ามึงโกหก มึงยังไม่มีใคร มึงหนีมาอยู่คนเดียวทั้งๆ ที่มึงไม่ชอบการอยู่คนเดียวแบบนี้ เป็นเพราะกู...”

 

“มึงเข้าใจผิดแล้วปอ คนที่ไม่ชอบอยู่คนเดียวแบบกูน่ะ ที่กล้ามาอยู่ที่นี่ ที่ที่ทั้งเงียบและห่างไกลจากผู้คนได้ ก็เพราะว่ากูมีคนอยู่เป็นเพื่อนแล้วไง...” ผมมองไปทางไหนก็เจอแต่ความมืดมน ผมโกหกออกไปทั้งๆ ที่ไม่รู้เลยว่าจะยกใครขึ้นมาอ้างว่าคือคนคนนั้นที่ผมพูดถึง

 

“มึงโกหกกูไม่ได้หรอกชาย...ถ้ามึงอยากให้กูเชื่อ มึงช่วยมองตากูแล้วบอกให้กูรู้ทีว่าคนคนนั้นคือใคร ใครคือคนที่อยู่ด้วยกันกับมึง ไม่อย่างนั้นกูคงเชื่อไม่ได้” ผมได้แต่กำมือแน่น ผมไม่มีทางออกไปเผชิญหน้ากับปอ ไม่อย่างนั้นผมอาจจะแพ้ใจตัวเอง แล้วเรื่องที่ไม่ควรเกิดมันอาจจะเกิดซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง

 

“เต้...ช่วยอะไรกูอย่าง มึงมาหากูที่บ้านที ตอนนี้เลยนะ” มือถือของผมสั่นอยู่ในกระเป๋าเสื้อ ผมหยิบมันขึ้นมาดูก็พบว่าเป็นไอ้เต้ที่โทรมา ชั่ววินาทีที่ผมคิดบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาได้ ทำให้ผมกดรับสายและบอกให้มันมาหาผมที่บ้านพักทันที

 

อย่างน้อยๆ ปอจะได้เชื่อผมอย่างสนิทใจ

 

อย่างน้อยๆ เราก็ไม่ได้เจอกันตามลำพังแล้วสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นมันก็จะไม่เกิดขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย

 

“ชาย...ออกมาเจอกูเถอะ กูขอร้องหล่ะ กูแค่อยากมาดูว่ามึงอยู่ดีมั้ย สบายดีหรือเปล่าก็เท่านั้น...”

 

“มึงไม่ต้องเป็นห่วงมันหรอก...มันสบายดี มีกูดูแลอยู่ทั้งคน...ชายเปิดประตูให้กูหน่อย กูลืมของเอาไว้ในห้อง...นอน” เสียงของเต้ที่ดังขึ้นมานั้นทำให้ผมอดที่จะแปลกใจไม่ได้ เต้รู้เรื่องความสัมพันธ์ของผมกับปอตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่ผ่านมาที่มันไม่พูดเพราะว่ามันไม่อยากจะยุ่งวุ่นวายเรื่องของผมสินะ ผมมองดูแสงสว่างที่หน้าจอมือถือ...ผมไม่ได้กดตัดสาย บางทีเต้มันอาจจะได้ยินที่ผมพูดคุยกับปอก็เป็นได้

 

“เต้...มึง...กับชาย...” ผมกำลูกบิดแน่น เสียงของปอที่ดูตกใจอย่างมากทำให้ผมรู้สึกเจ็บหนักเข้าไปอีก แต่นี่เป็นทางเดียวที่ดีที่สุดที่ผมจะดันปอให้กลับไปยังเส้นทางที่ปอควรจะเดิน

 

“กูกับชายอยู่ด้วยกัน...ในฐานะคนรัก” เต้พูดอย่างหนักแน่น ผมรู้สึกขอบคุณเต้มากๆ ที่ช่วยผม ผมเปิดประตูบ้านหลังจากที่กำลูกบิดมานาน เต้ยกมือขึ้นวางบนหัวของผมแล้วหันไปยิ้มให้กับปอ ผมมองแค่ปลายเท้าตัวเองเท่านั้น

 

“มึง...”

 

“กูบอกมึงแล้วว่ากูมีคนดูแลแล้วจริงๆ มึงไม่ต้องห่วงอะไรกูอีกแล้วนะปอ กูอยู่ได้โดยที่ไม่ต้องมีมึง เหมือนที่มึงเองก็อยู่ได้โดยที่ไม่มีกู” ผมมองหน้ามันด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งคิดถึง ทั้งโหยหา แต่ทุกอย่างก็ต้องถูกเก็บยัดลงไปในใจ ไม่สามารถแสดงออกมาได้

 

“ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่มึงสองคน...คบกัน” มันเอ่ยถามด้วยเสียงที่ดูเจือปนความปวดร้าว มันยิ่งทำให้ผมปวดร้าว แต่ทว่าไอ้เต้กลับจับไหล่ของผมแล้วบีบเบาๆ เหมือนเตือนให้ผมรู้ว่าผมควรจะต้องทำอย่างไร

 

“มึงก็น่าจะรู้ว่ากูไม่รับงานไกลๆ แต่ที่กูยอมรับงานออกแบบที่นี่ก็เพราะว่าที่นี่มีมันอยู่...ไม่ว่ามึงจะเป็นห่วงมันในฐานะอะไรก็ตาม สิ่งที่มึงควรนึกถึงก็คือคนที่อยู่ข้างๆ มึง ครอบครัวของมึง...ทางนี้กูจะดูแลเอง” ผมกำมือแน่นเมื่อมองสบตากับปอ สายตาที่เจ็บปวดไม่น้อยที่มองมาที่ผม เหมือนกับว่าปอต้องการคำตอบจากปากของผม ผมเลือกแล้วและผมก็ต้องแข็งใจจบมันลงไปซะ ให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้ดีแล้ว

 

“กูมีคนอยู่เป็นเพื่อนแล้ว และมันก็ดีกับกูมาก ขอบใจมึงที่เป็นห่วงกู แต่กูอยู่ได้ กูมีความสุขที่มีมันอยู่ด้วยกันกับกูแบบนี้...” เหมือนปอจะนิ่งเงียบลงไป ปอไม่พูดอะไรเลย ปอทำเพียงแค่มองหน้าผมอยู่อย่างนั้น ก่อนที่ปอจะยิ้มให้กับผม

 

“ถ้ามันทำให้มึงมีความสุขได้...กูก็ดีใจ แต่กูอยากให้มึงรู้เอาไว้ ความรู้สึกของกูไม่เคยเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะผ่านมานานแค่ไหน...มึงยังคงเป็นคนที่อยู่ในใจของกูตลอดเวลา” ปอยิ้มให้กับผม ยิ้มทั้งๆ ที่น้ำตาไหลรินจากดวงตา ปอหันหลังให้กับผมและเดินจากผมไป ผมเอื้อมมือไปข้างหน้าหมายจะคว้าปอเอาไว้ ขาที่ก้าวออกไปแล้วหนึ่งก้าวกลับต้องชะงักเมื่อเต้จับไหล่ของผมและดึงรั้งผมเอาไว้

 

“ถ้ามึงเลือกแล้วก็อย่าลังเลอีกเลยชาย อย่าทำให้ตัวเองต้องเจ็บอีกเลย กูสงสารหัวใจมึงว่ะ” มันบอกกับผมแบบนั้น ผมทิ้งตัวลงนั่งกับพื้น มือกำแน่นแล้วก้มหน้านิ่ง น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลลงมาไม่หยุดหย่อน

 

ดีแล้ว ให้ทุกอย่างมันเป็นแบบนี้ดีแล้ว ให้เรื่องของเรามันจบลงด้วยการที่เราเข้าใจว่าต่างคนต่างมีคนใหม่ที่ต้องคอยดูแล จะได้ไม่ต้องอยู่ด้วยความหวังว่าสักวันฟ้าจะเห็นใจ จะมองเห็นความรักของเรา แล้วเปิดโอกาสให้เราได้รักกัน

 

เพราะว่าวันๆ นั้น ไม่มีทางจะมาถึง

 

 

 

 

หลังจากที่ปอกลับไปแล้ว เต้ก็อยู่เป็นเพื่อนผมนานสองนานจนน้ำปั่นเดินมาตามหา ผมนั่งเงียบๆ อยู่บนโซฟา นั่งเหม่อมองออกไปยังท้องฟ้าที่มืดมิดในค่ำคืนนี้ เต้นั่งโอบกอดไหล่ของน้ำปั่นอยู่เงียบๆ

 

“มึงทำสิ่งที่ถูกต้องแล้วชาย ถึงกูจะไม่รู้อะไรมากไปกว่านี้ แต่กูเชื่อว่ามึงกับมันจะผ่านเรื่องนี้ไปได้” ผมก็ภาวนาให้มันเป็นอย่างนั้น ผมก็อยากให้เราต่างผ่านเรื่องนี้ไปได้เสียที แต่เอาเข้าจริงๆ เหมือนกับว่าเราทุกคนต่างก็ติดอยู่ในบ่วงที่เราต้องผูกยึดเอาไว้ด้วยตัวเอง

 

“กูก็หวังว่ามันจะเป็นแบบนั้น...กูแบกความรู้สึกนี้มานานมากเกินไปแล้วมั้ง วันนี้กูอยากจะวางมันลงสักที” ผมคิดได้ แต่ทำไม่เคยได้ ผมมันคนอ่อนแอที่ไม่เคยใจแข็งกับเรื่องของความรักได้เลย มีคนมากมายเข้ามาในชีวิตของผม แต่ทว่าไม่มีใครที่จะสามารถเปิดหัวใจที่ปิดตายของผมได้

 

“กูว่ามึงน่าจะพักสักวันสองวันอย่าเพิ่งทำงานเลยดีกว่ามั้ยวะชาย พักสมอง พักหัวใจ ให้ไหวจริงๆ แล้วค่อยลุยงานต่อ” ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หันกลับมามองก็เห็นว่าน้ำปั่นนอนหลับพิงอยู่ที่อกของไอ้เต้เรียบร้อยแล้ว น้ำปั่นเรียนปีหนึ่งแล้วก็จริง แต่เจ้าตัวตัวเล็กๆ น่ารักๆ เลยทำให้เหมือนเด็กอยู่ตลอดเวลา

 

“ถ้าให้กูพักจนกว่าจะไหว บางทีกูอาจจะต้องพักจนวันตายเลยก็ได้...แต่ไม่เป็นไร กูไหวอยู่ กูมันพวกความอดทนสูงว่ะ” ผมยิ้มให้กับมันจางๆ ดูมันนั่งกอดนั่งลูบหัวลูกมันแล้วนึกอิจฉา ทำไมความรักของคนรอบข้างผมเป็นที่ยอมรับของครอบครัวกันหมด ทำไมมีแค่ตัวผมคนเดียวเท่านั้นที่ผิดหวังกับความรัก

 

“ดูท่ามึงจะรักลูกมึงมากนะเต้...”

 

“มากกว่ารักว่ะ น้ำปั่นเป็นทุกอย่างสำหรับกู กูเลี้ยงมากับมือ กว่าจะโตได้ขนาดนี้เล่นซะกูปวดหัวไปหมด...” มันพูดเหมือนรำคาญ แต่ใบหน้าของมันกลับแต้มยิ้มอยู่ตลอดเวลา นี่สินะรอยยิ้มของคนที่กำลังมีความสุข

 

“ถามจริงๆ นะเว้ย ทำไมมึงรับงานที่รีสอร์ทกูวะ เห็นปกติมึงเลือกรับแต่งานใกล้ๆ” นี่คืออีกเหตุผลที่ผมข้องใจ ผมรู้ว่าคำตอบมันไม่ใช่อย่างที่เต้มันบอกกับปอหรอก มันไม่ได้รู้สึกอะไรกับผมมากกว่าเพื่อน มันก็แค่ช่วยผมก็เท่านั้น

 

“ก็นี่ไง...ลูกกูนี่ไงล่ะครับ อยากจะมาเที่ยวที่นี่ก่อนเปิดเทอม ก็เลยต้องตามใจพามา ไหนๆ มาแล้วก็เออ โกยเงินจากมึงเข้ากระเป๋าหน่อย...ก็แค่นั้น” ผมยิ้มน้อยๆ เหตุผลแม่งไม่ได้สมเหตุสมผลเลยสัด ไอ้เต้มันก็แค่ตามใจลูกมันที่อยากมาเที่ยวก็แค่นั้น

 

“ฮ่องแต้นินทาน้ำปั่นใหญ่เลยนะ” น้ำปั่นงัวเงียลืมตาขึ้นมาแล้วมองหน้าไอ้เต้แบบงอนๆ มันรีบส่ายหน้าไปมาทันที

 

“ป๊าเปล่านะเว้ย นินทาที่ไหน มีแต่บอกว่าน้ำปั่นอ่ะเป็นมากกว่ารัก...ไม่ชอบหรอครับ” ผมว่าผมน่าจะไล่มันกลับไปง้องอนกันที่บ้านพักของมันดีกว่ามั้ย เห็นไอ้เต้มันอ้อนลูกมันแล้วอดที่จะหมั่นไส้ไม่ได้

 

พ่อลูกห่าอะไร หึๆ

 

“หัดอายอาชายบ้างเหอะ ฮ่องเต้อ่ะแก่แล้วนะอย่ามาทำตัวมุ้งมิ้งมันไม่ใช่...”

 

“กูว่ากูพาลูกไปนอนดีกว่า มึงอยู่คนเดียวได้ใช่มั้ยวะ” ผมพยักหน้ารับ เห็นมันล็อคคอปิดปากน้ำปั่นแล้วก็อยากจะบอกมันว่าพากันไปเคลียร์ต่อที่บ้านมันเหอะ ผมเองก็อยากอยู่คนเดียวด้วย

 

“มีอะไรก็โทรเรียกได้นะมึง กูไปลงโทษเด็กดื้อก่อน...” แล้วมันก็อุ้มน้ำปั่นออกไป ผมว่าสองคนนี้ชัดเจนดีนะ มีความสุขแบบชัดเจนมากๆ ด้วย

 

“ปล่อยน้ำปั่นดิ ฮ่องเต้อ่ะ...” เสียงของคนสองคนค่อยๆ เบาลงเรื่อยๆ จนเงียบหายไปในที่สุด ผมเดินตามออกมาเพื่อจะทำการปิดประตูบ้านและพักผ่อน อยากจะนอนนิ่งๆ ปล่อยให้ความรู้สึกทุกอย่างมันเปิดเผยออกมาให้หมด เก็บเอาไว้ในใจมากๆ แล้วมันก็อึดอัด

 

“มึงไม่น่าทำแบบนี้เลยปอ ไม่ใช่แค่กูที่เจ็บ มึงเองก็เจ็บ คนที่ไม่รู้เรื่องอะไรอย่างฝ้ายก็จะเจ็บตามไปด้วย” ผมเชื่อว่าปออาจจะแค่เกิดความรู้สึกนึกถึงผมขึ้นมาแค่ชั่ววูบเท่านั้น มันก็เหมือนกับผมที่บางครั้งก็เกิดความคิดชั่ววูบว่าอยากจะเจอ อยากจะเห็นหน้า อยากจะไปหาปอ แต่ผมก็หยุดตัวเองเอาไว้ได้ทุกครั้ง

 

“บอกตามตรงว่ากูไม่รู้เหมือนกันว่ากูควรจะรู้สึกอย่างไรดีกับสิ่งที่มึงบอก กูมีสิทธิ์ที่จะดีใจหรอวะ ต่อให้สิ่งที่มึงบอกกับกูเป็นแบบนั้นจริงๆ แล้วยังไงวะปอ...สุดท้ายแล้วมึงก็ต้องกลับไปอยู่ตรงนั้น” คุณเคยสับสนกับตัวเองมั้ย ทั้งๆ ที่ดีใจแต่ก็ไม่สามารถดีใจได้นานเพราะความเป็นจริงมันย้ำเตือนให้รู้ว่าสิ่งที่คิดกับสิ่งที่เป็นมันต่างกัน

 

“ปอ...กูขอโทษนะที่ต้องทำแบบนี้ แต่มันดีกับทั้งตัวมึงและทั้งตัวกูเอง เราควรจบทุกอย่างในหัวใจของเราสักที ยิ่งยื้อ ยิ่งรั้งกันเอาไว้ก็มีแต่จะเจ็บทั้งสองฝ่าย” สิ่งที่ผมรอคอยมันไม่มีวันเป็นจริงสินะ ผมควรจะเลิกคาดหวังกับสิ่งที่มันไม่มีทางมาถึง ผมควรปล่อยทุกอย่างให้มันเป็นไปตามที่มันควรจะเป็น

 

ผมเจ็บ...เจ็บจนไม่รู้ว่าจะเจ็บยังไงแล้ว บอกตามตรงเลยว่าผมไม่เข้าใจปอเลย ปอคนที่ผมเคยรักเคยรู้จักดูเปลี่ยนไปเยอะมาก ในเมื่อปอเป็นคนตัดสินใจเลือกแล้ว ปอจะยังรั้งผมเอาไว้ด้วยคำพูดที่ว่ายังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปเพื่ออะไร

 

ผมเหนื่อยกับความรู้สึกเหล่านี้มานานมากแล้ว มันต้องใช้เวลานานแค่ไหนกันถึงจะสามารถลบเลือนความเจ็บปวดเหล่านี้ลงไปได้ ผมอยากเก็บแต่ความทรงจำดีๆ ของเราเอาไว้

 

 “กูยังรักมึง ยังคงมีแค่มึง และมันจะเป็นมึงคนเดียวตลอดไป” ผมคงทำได้แค่บอกกับรูปภาพที่ยังคงเก็บเอาไว้เป็นความทรงจำที่ดีระหว่างผมกับปอ ผมจะไม่มีวันบอกความรู้สึกของตัวเองกับปอ อย่าทำให้ปอสับสนมากไปกว่านี่เลย เพราะเท่าที่ปอเป็นอยู่ตอนนี้ ผมก็รู้แล้วว่าปอกำลังสับสนมากเพียงใด

 

“ต่อจากนี้ไปกูจะอยู่ด้วยความรู้สึกรักที่มีต่อมึง โดยที่กูจะไม่สนใจว่ามึงจะยังรักหรือว่าเลิกรักกูแล้วก็ตาม กูอยากมีความสุขอยู่กับความทรงจำจางๆ ที่เราเคยมีร่วมกัน...ขอแค่เราอย่ามาเจอกัน อย่ามาตอกย้ำเรื่องระหว่างเราต่อกันอีกเลย” ได้เวลาปล่อยวางแล้วสินะ ยื้อเอาไว้ก็เจ็บ รั้งเอาไว้ก็ยิ่งเจ็บ สายน้ำไม่มีวันหวนกลับฉันใด ความรู้สึกของกูกับมึงก็ไม่อาจหวนคืนฉันนั้น

 

อย่างน้อยๆ กูยังมีความทรงจำสีจางไว้เยียวยาหัวใจ...ก็น่าจะทำให้กูอยู่ต่อไปได้แล้วหล่ะ

 

..........100%.........

 

#ปอชาย #ยุ่งนัก T^T

จริงๆ แล้วคนเราน่ะมันก็มีความเห็นแก่ตัวด้วยกันทั้งนั้น จะน้อยจะมากก็ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของแต่ละคน บางคนตัดสินใจทำอะไรลงไปด้วยความกลัว ความไม่กล้า ความจำเป็น พอเวลาผ่านไปจะรู้สึกผิดขึ้นมาก็คงไม่แปลก

จริงอยู่ย่างที่ทุกคนบอกว่าพี่ปอเห็นแก่ตัว แต่ในชีวิตจริง ในความเป็นจริง มีสักกี่คนที่ไม่เห็นแก่ตัวในเรื่องของความรัก ไม่ได้เข้าข้างใครแค่รู้สึกว่าโลกแห่งความเป็นจริงมันไม่ได้สวยงามเหมือนอย่างในนิยาย

เจอกันตอนหน้าค่า

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 30 ครั้ง

15,978 ความคิดเห็น

  1. #15673 Alleytama (@tamagome23) (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 4 กันยายน 2558 / 00:08
    หายใจไม่ออก โฮวววววว ทำไมเป็นแบบนี้ มันจะไปทิศทางไหนวะ แม่งเอ้ย น้ำตาไม่เคยแห้งเลย ฮือออออ
    #15673
    0
  2. #15616 ifoofong★ (@vincent-70) (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2558 / 23:56
    ช่วงเวลาแบบนี้โคตรทรมาน.. *กอดชายเบาๆ*
    #15616
    0
  3. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  4. #15147 ploylybbs (@ploylybbs) (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 22 กันยายน 2557 / 20:48
    สงสารโคตร TT^TT
    #15147
    0
  5. #14570 วีว่า (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2557 / 08:17
    ทำไมปอทำแบบนี้ล่ะ สงสารชาย
    #14570
    0
  6. #14522 mitake (@voldermore) (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2557 / 09:22
    สู้นะพี่ชาย T_T
    #14522
    0
  7. #14049 JENNYHA (@jennyha) (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 30 เมษายน 2557 / 19:12
    ปอทำผิดอะ
    #14049
    0
  8. #13910 mackycute (@mackyssp94) (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 25 เมษายน 2557 / 08:25
    อ่านตอนนี้ แล้วชึ้งมาก น้ำตาไหล ร้องไห้จนแบบสะอื้นเลยอ่ะ สงสาร พี่ชาย ฮือๆๆๆๆๆๆๆ
    #13910
    0
  9. #13857 Ayumu W. (@nishigi) (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 24 เมษายน 2557 / 01:04
    น้ำตาไหลทุกครั้งที่อ่านเลย พี่ชายคงเจ็บมากอ่ะ

    #13857
    0
  10. #13837 Verdaler' (@verda) (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 23 เมษายน 2557 / 21:34
    คนที่น่าสารที่สุดคือพี่ชายสินะ คนที่ไม่ผิดอะไรแต่ต้องมารับความเจ็บปวดดดด



    น่าสารพี่ชายยยย เศร้าน้ำตานองงงง
    #13837
    0
  11. วันที่ 21 เมษายน 2557 / 21:22
    จะร้องไห้แล้วอ่ะ
    #13820
    0
  12. #12754 Praew_Parichat (@26159) (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 / 22:35
    โหย ต่างฝ่ายต่างเจ็บอ่า เฮ้อ...


    ยังดีน๊า...ที่มีฮ่องเต้กับน้ำปั่นให้พอกระชุ่มกระชวยบ้าง หุหุ
    #12754
    0
  13. #12722 sosozee (@sosozee) (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2557 / 11:09
    สงสารอ่ะ
    แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไงดี (T_T)
    #12722
    0
  14. #12320 MO_JUNG (@mylove17) (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 6 มกราคม 2557 / 17:04
    สงสารทั้งคู่เลย T____T
    ร้องไห้น้ำตานองคอม

    #12320
    0
  15. #12187 MIZZ-MAY (@mizz-may) (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 2 มกราคม 2557 / 09:45
    .พี่เกรท...ทำร้ายกันลงคออะ T^T  ...............โป้งแล้ว  ทำไม่ทำร้ายกันขนาดนี้ งอนๆๆๆๆ  ฮือออออออ ผ่านมาเป็นสิบปี  ทำไมอะ  พี่ปอยังจะยุ่งอะไรอีก ตัวเองก็มีครอบครัวมีลูกมีพร้อมทุกอย่างแล้ว  จะทำร้ายพี่ชายไปถึงไหน  โกรธแล้ว!!!!!!!!!  พูดว่ารัก ว่าห่วง ว่าคิดถึง  ทั้งๆที่ตัวเองมีครอบครัวอย่ข้างๆ  ส่วนพี่ชายมีอะไร???? มีแค่ความเจ็บในอดีต  มีความความเสียใจที่ต้องเป็นฝ่ายเดินจากมา  พี่ชายไม่ไม่ได้เป็นเลือก  พี่ชายไม่ได้ผิด  ทำไมต้องเป็นพี่ชายที่ต้องเจ็บต้องคิดถึงอยู่แบบนี้???? 

    พี่เกรทรู้ป้ะ เมย์เป็นคนหลีกหนีดราม่าสุดชีวิต  T^T  5555  นิยายเรื่องไหนบอกตั้งแต่ต้นว่าดราม่าลาก รันทดโน่นนี่นั่น เมย์ไม่เฉียดเลยนะ  แล้วนี่อะไร...ทำไมเมย์อยู่ตรงนี้ 555555  ใจเมย์โคตรหมดแรงอะ T^T  พี่เกรทชีวิตเมย์ห่อเหี่ยวมากเพราะปอชาย.....

    แต่มันจะปอชายได้ไงอะ  พี่ปอมีเมียมีลูกแล้วนะ  เห้อออออออออ   บอกที.....มันจะจบที่ตรงไหน  เมย์จะได้เผื่อใจไว้ถ้ามันเจ็บกว่านี้

    พี่เกรทกลับไปแต่งแนวอากำนันเถอะ  T^T เหนื่อยหัวใจอะ   โอ๊ยยยยยยยยให้ตายเถอะ พี่ปอมาทำไม??????????????????????????????????????????  เป็นสิบปีแล้วนะเว้ย  มาตอนนี้มันไม่สายไปหรอ  ไม่เห็นแก่ตัวไปหน่อยหรอไง  (ไม่ไว้หน้าใครแล้วอะตอนนี้เมย์)  รู้ว่าพี่ชายไม่มีใคร  รู้ว่าพี่ชายหนีมา  แล้วมาเพื่ออะไร  มาเพื่อให้พี่ชายลืมไม่ได้งั้นหรอ???? มาเพื่อให้พี่ชายยังรักยังคิดถึงอยู่แบบนี้  ให้พี่ชายอยู่ในบ่วงนี้อะนะ  ทั้งๆที่ตัวเองจะหันไปทางไหนก็มีคนรายล้อม  อยู่บ้านครอบครัวก็มีความสุขดี  คิดถึงทีก็มาหา????   ทำไมทำตัวแบบนี้วะ   ไม่โกรธพี่ชายเลยที่ให้พี่เต้มาช่วย  พี่ปอเลือกทุกอย่าง ทำเองทุกอย่าง  ความไม่กล้า ความเห็นแก่ครอบครัว  ทำให้ทุกอย่างมันเป็นแบบนี้  ที่จริง พี่ควรลืมได้แล้ว ทำไมอะลูกก็มีแล้ว  นอกจากมันจะเป็นไปไม่ได้แล้ว  มันก็ไม่สมควร  คิดจะเป็นหัวหน้าครอบครัวแล้วทำแบบนี้  อย่ามีเลยดีกว่านะ  (อินโคตรโกรธสุดๆ)  สงสารพี่ชายอะฮือออออออออ  

     

    #12187
    0
  16. #12162 dragones (@dragones) (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2556 / 22:57
    เศร้าอ่า ฮือ ใจร้ายยอ่า T^T
    #12162
    0
  17. #12148 -dark angel- (@areeyafah) (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2556 / 11:19
    สงสารชายอ่ะ TT

    ฮ้องเต้กับน้ำปั่นนี่ชัดเจนดีเนอะ

    #12148
    0
  18. #11965 Hottest@2PM (@vampire-lover) (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2556 / 02:06
    น้ำตาจะท่วมคีย์บอร์ดแล้วไรเตอร์ แงงงงง พี่ชายยย สงสารพี่ชายย
    #11965
    0
  19. #11876 KimHeeMo32 (@kimheemo32) (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2556 / 02:01
    เศร้าอ่ะ แต่ถูกใจมา (ออกแนวซาดิส) ทุกตัวละครน่าสงสารหมดเลย ปรบมือให้ไรเตอร์รัวๆ
    #11876
    0
  20. #11678 kiray (@kira-nnnnn) (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2556 / 07:50
    น่าสงสารทั้ง ปอ ทั้ง ชาย เลยอ่ะ ฮือออออออ
    #11678
    0
  21. #11575 NUT_MINJUN (@nutcha77) (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2556 / 17:31
    ยิ่งอ่านแล้วยิ่งเจ็บแทนสองคนนี้
    อีกคนพยายามจะจบ อีกคนพยายามจะยื้อ

    #11575
    0
  22. #11552 SungEun~ (@Kim_SungEun) (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2556 / 02:47
    สงสารทั้งคู่เลยอ่ะ รักมากแต่ก็เจ็บมากเช่นกัน
    ชายก็เจ็บปอก็เจ็บฝ้ายก็เจ็บ รอดูบทสรุปของเรื่องนี้ว่าจะเป็นไง
    #11552
    0
  23. #11537 นักอ่านในมุมมืด (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2556 / 09:08
    เห็นใจทั้งสองคนและก็ยังแอบสงสารฝ้ายด้วย

    เหมือนที่คุณ mon9228 บอก ปอเองก็เจ็บไม่แพ้กัน ยอมให้ตัวเองเป็นที่รองรับความหวังของคนรอบข้างทั้งๆที่จะจับมือสู้ไปด้วยกันก็ยังได้ ตอนนี้สะท้อนให้เห็นชีวิตของชายก็เลยเหมือนว่าชายน่าสงสารกว่ามาก ต้องอยู่โดดเดี่ยวและเจ็บปวดกับรักที่ไม่สมหวัง อยากวางแต่หัวใจกลับไม่วางด้วย นับถือชายมากๆที่ยอมถอยออกมา เสียสละความสุขของตัวเองและยังเข้าใจปอเป็นอย่างดีถึงแม้ว่าตัวเองจะเจ็บแค่ไหน คิดว่าชายทำดีที่สุดในฐานะเพื่อนรักที่รักเพื่อนแล้ว ส่วนปอเองก็คงจะเจ็บไม่แพ้กัน การแต่งงานมันไม่ได้เริ่มต้นจากความรักมาตั้งแต่แรก ปอยอมอยู่กับคนที่ไม่ได้รักเพื่อความถูกต้อง ไม่อยากจะคิดเลยว่าปอจะเจ็บแค่ไหนเวลามองหน้าฝ้าย ผู้หญิงที่ดีและยังยอมแต่งงานด้วยทั้งๆที่ปอไม่ได้รัก เอาจริงๆฝ้ายเองก็แอบเห็นแก่ตัวนะ รู้ว่าเขาไม่ได้รักก็ยังยอมที่จะแต่งงานด้วย ยอมทุกอย่างเผื่อวันใดปอจะหันมามองและรักฝ้ายบ้าง ทุกคนเจ็บหมด แต่สงสารปอตรงนึงคือเวลามองหน้าลูก คงจะรู้สึกสับสนเหมือนชาย ลูกๆเองก็เกิดจากความถูกต้อง จะเจ็บแค่ไหน?

    ปล.อินจัด 55555555555555
    #11537
    0
  24. #11524 produck (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2556 / 01:31
    สงสารชาย



    T_T
    #11524
    0
  25. #11516 Aumskype (@0846100469) (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2556 / 19:25
    แง๊ สงสารทั้งชายทั้งปอเลยอ่า//ชอบน้ำปั่นกับฮ่องเต้อ่ะดูหน้ารักดี ตกลงเค้าเป็นพ่อลูกกันใช่มั้ย??/แต่งเรื่องฮ่องเต้กับน้ำปั่นอีกเรื่องสิไรเตอร์>///<
    #11516
    0