OK!! I love U ♥ ยุ่งนัก...กูรักมึงก็ได้ [Yaoi][Boy's love]

ตอนที่ 131 : .....ดื้อนัก! รักดีมั้ย..... 14. ความจริงที่เปิดเผย -จบบริบูรณ์-

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,711
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    27 ก.ย. 57



 14. ความจริงที่เปิดเผย

 

(ฮ่องเต้)

 

บางครั้ง... ผมเคยตั้งคำถามกับตัวเอง ว่าน้ำปั่นจะอยู่กับพวกเราตลอดไปหรือเปล่า หรือพ่อแม่ของน้ำปั่นจะมาหาเพื่อรับน้ำปั่นกลับไปมั้ย มันเป็นคำถามที่รบกวนจิตใจของผมมากเหลือเกิน

 

เพราะว่ารักไปจนหมดหัวใจ ไม่ว่าจะในฐานะอะไรก็ตาม ผมรักน้ำปั่นมาก มากจนยอมละทิ้งความเป็นตัวเอง ยอมเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเพื่อน้ำปั่น อะไรก็ตามที่สามารถทำให้น้ำปั่นมีความสุข ผมก็ยินดีที่จะทำมันทันที เพื่อคนที่ผมรักมากที่สุดคนนี้แล้ว ต้องทำอะไรผมก็ยอม

 

ผมหวังเพียงว่าน้ำปั่นจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุด เพื่อทดแทนความรู้สึกที่น้ำปั่นฝังใจอยู่ตลอด การที่น้ำปั่นถูกทิ้งตั้งแต่เด็ก มันสร้างแผลเป็นที่ไม่อาจจะลบเลือนให้หายไป  ผมไม่อยากให้น้ำปั่นรู้สึกขาด ไม่อยากให้มันกลายเป็นปมด้อยของเจ้าตัว

 

ผมเคยสัญญากับน้ำปั่นเอาไว้ ว่าจะไม่ยอมเสียน้ำปั่นไปให้ใครที่ไหน เราจะอยู่ด้วยกันไปเรื่อยๆ จะสิบปี สิบห้าปี หรือยี่สิบปี ผมก็อยากมีน้ำปั่นเคียงข้างไปเรื่อยๆ

 

แต่ทว่าในตอนนี้ บางสิ่งบางอย่างทำให้ผมรู้สึกกังวล การปรากฏตัวของผู้หญิงปริศนาคนนั้น ทำให้ผมอยู่ไม่เป็นสุข จากการที่ได้ฟังจากน้ำปั่น และสิ่งที่เจ้านายเล่าให้ฟัง บวกกับสิ่งที่ได้เห็นกับตา

 

ผู้หญิงคนนั้นบอกกับน้ำปั่นมาว่าเพื่อรอพบลูก แต่ทว่าไม่เคยได้พบเจอเลย ในทุกๆ เย็นจะมานั่งคุยกับน้ำปั่นตลอด ถ้าคนที่ตั้งใจมาหาลูกจริงๆ จะเย็นใจขนาดนี้เชียวหรอวะ แถมลูกที่ว่ายังเป็นเด็กที่น่าจะเรียนแค่ชั้นประถม ซึ่งโรงเรียนที่น้ำปั่นเรียนมันระดับมัธยม ผมว่าข้ออ้างนั้นตัดไปได้เลย มันไม่น่าเชื่อถือมาตั้งแต่แรก

 

บวกกับบทสนทนาและปฏิกิริยาของพวกเขา ผมรู้สึกได้เลยว่าเรื่องนี้มันไม่ชอบมาพากล และผมคงยอมให้สิ่งที่ผมกังวลและคิดในใจ เกิดขึ้นมาไม่ได้ ผมไม่รู้หรอก ว่าพวกเขาต้องการอะไร หรือคาดหวังสิ่งใด

 

สิ่งเดียวที่ผมรู้ คือผมจะไม่ยอมเสียน้ำปั่นไปให้ใครทั้งนั้น... แม้ว่าคนคนนั้นจะเป็นแม่แท้ๆ ของน้ำปั่นก็ตาม

 

อะไรก็ตามที่ค้างคาใจผมอยู่ในขณะนี้ ผมจะต้องสะสางและจัดการมันออกไปให้หมด อะไรคือสิ่งที่พวกเขาต้องการ และคำถามที่ผมสงสัยและข้องใจมานาน ว่าทำไมเขาถึงได้ทิ้งน้ำปั่นเอาไว้คนเดียวแบบนั้น

 

ผมยืนนิ่งอยู่ที่หน้าห้องพักคนไข้ ห้องที่ผมเพิ่งจะออกไปเมื่อสองชั่วโมงที่ผ่านมา ผมอ้างว่ามีธุระต้องมาจัดการและพาน้ำปั่นไปส่งเอาไว้ที่บ้านใหญ่ โชคดีที่เจ้าตัวยุ่งไม่สงสัยหรือซักถามอะไร ไม่อย่างนั้นผมคงต้องหาข้องอ้างมากมายมาบอกกับเจ้าตัว

 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

 

ผมเคาะประตูห้องอย่างไม่ลังเล เพียงแค่ไม่ถึงนาทีประตูห้องก็เปิดออก ผมมองดูสีหน้าและแววตาแปลกใจของผู้ชายวัยกลางคนตรงหน้า แน่นอนว่าสำหรับพวกเขาผมคือคนแปลกหน้า ที่เคยพบเจอกันเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา

 

“ลืมของหรือครับ...”

 

“เปล่าครับ แต่ผมมีธุระสำคัญอยากจะคุยกับพวกคุณ ขอเวลาสักครู่ได้มั้ยครับ” ดูเหมือนว่าทางฝ่ายนั้นเองก็คงมองออกอยู่บ้างแล้ว ว่าผมสงสัยและจับสังเกตพวกเขาตลอดเวลาที่อยู่ในห้อง

 

“แต่ว่าตอนนี้ภรรยาของผมนอนหลับพักผ่อนอยู่ ผมว่าคุณมาวันหลังดีกว่านะครับ...”

 

“ถ้าวันนี้ไม่สะดวกคุยก็ไม่เป็นไรครับ แต่ว่าผมคงไม่ว่างมาวันหลัง และน้ำปั่นเองก็คงไม่มาเหมือนกัน... ทีนี้พอจะสะดวกคุยกับผมได้หรือยังครับ” สิ่งที่ค้างคาในใจต้องได้รับการสะสาง ไม่อย่างนั้นผมจะกังวลใจไม่จบไม่สิ้น ถึงทางนั้นจะมีสีหน้าไม่ชอบใจกับคำขู่ของผม แต่ก็ช่วยไม่ได้ ผมไม่กลัวใครทั้งสิ้น ไม่ใช่เพราะว่าผมมีพี่ชายเป็นนักการเมือง ไม่เกี่ยวกับว่านามสกุลของผมดังและมีอิทธิพล

 

แต่มันเกี่ยวที่ใจของผมโดยตรง เรื่องของน้ำปั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด

 

“คุณคะ ให้เขาเข้ามาเถอะค่ะ...” เสียงที่ดูอ่อนแรงดังขึ้นมาจากทางด้านใน ผมเดินเข้ามาอย่างไม่รีรอให้อีกฝ่ายเชื้อเชิญ ตอนนี้ผมอยากรู้ในสิ่งที่ผมสงสัย และเมื่อรู้แล้วผมก็จะกลับไปรับน้ำปั่นและพากันกลับบ้าน

 

“สวัสดีอีกครั้งนะครับ ผมขอรบกวนเวลาสักครู่... ถ้ามองหาน้ำปั่น รายนั้นไม่ได้มาด้วยหรอกครับ ผมพาไปส่งที่บ้านแล้ว” เห็นสายตาของคนป่วยสอดส่องไปทางด้านหลัง ก็รู้ได้เลยว่าเขากำลังมองหาน้ำปั่น ถ้าจะบอกว่าเอ็นดูเพราะน้ำปั่นน่ารักน่าชัง อันนั้นผมไม่เถียง แต่ผมคิดว่าอาการของผู้หญิงคนนี้ ดูจะเกินกว่าความเอ็นดู

 

“คุณมีธุระอะไรกับพวกเราหรือคะ...”

 

“ถ้าอย่างนั้นผมขอถามแบบตรงไปตรงมาเลยแล้วกันนะครับ... คุณคือแม่ของน้ำปั่นใช่มั้ย” ดูเหมือนว่าทั้งสองคนจะมีสีหน้าตกใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไร เพราะทั้งสองคนคงจะพอรู้แล้วว่าผมสงสัยในเรื่องนี้

 

“อะไรทำให้คุณคิดแบบนั้น...”

 

“สิ่งที่คุณทำมาตลอดหลายๆ วันที่ผ่านมา สายตาที่คุณใช้มองน้ำปั่น กับคำพูดของน้ำปั่นที่ทำให้คุณต้องร้องไห้ออกมา แค่นั้นก็ทำให้ผมมองออกแล้วว่าคุณคือใคร” ผู้หญิงคนนี้คือแม่ของน้ำปั่นแน่ๆ สิ่งที่ทำให้ผมสงสัยก็คือคำพูดที่น้ำปั่นเล่าให้ฟัง เรื่องไอ้เด็กเทปเป้นั่นพูดกับน้ำปั่น เรื่องที่ว่าผู้หญิงคนนี้หน้าตาดูคล้ายๆ กับน้ำปั่น นั่นทำให้ผมลอบสังเกต และพินิจใบหน้าของเธออยู่ตลอดเวลา ตอนช่วงที่นั่งรอเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา

 

และผมก็ได้พบว่า สิ่งที่ไอ้เด็กเวรนั่นสังเกตเห็นเป็นเรื่องจริง

 

“ถ้าคุณเงียบ แสดงว่าคุณยอมรับว่าคุณคือแม่ของน้ำปั่นจริงๆ” ไม่มีคำพูดใดๆ ออกจากปากคนป่วยที่นอนนิ่งบนเตียง ผมมองหาเด็กผู้หญิงน่ารักคนนั้น เธอนอนหลับสนิทอยู่บนโซฟา ก็ดีแล้ว เรื่องนี้คงไม่เหมาะที่เด็กจะมารับฟัง

 

“คุณรู้หรือเปล่าว่าน้ำปั่นมีคำถามที่ค้างคาใจมาตลอด และมีเพียงแม่แท้ๆ ของเขาเท่านั้นที่จะตอบคำถามข้อนี้ได้ ถ้าคุณตอบไม่ได้ แสดงว่าคุณไม่ใช่แม่ของเขา แต่ถ้าคุณตอบได้ ก็ช่วยตอบให้ผมและน้ำปั่นหายข้องใจทีเถอะครับ...” ดวงตาที่บอบช้ำคู่นั้นเริ่มแดงอีกครั้ง น้ำใสๆ คลอเต็มหน่วย ก่อนจะกลิ้งตัวลงมาที่แก้มและหยดลงบนเสื้อคนไข้ที่เจ้าตัวสวมใส่

 

“เพราะอะไรคุณถึงได้ทิ้งน้ำปั่นเอาไว้คนเดียวแบบนั้น...” ผมเชื่อว่าน้ำปั่นยังคงอยากรู้ แต่ก็ทำเป็นไม่สนใจที่จะรู้ เจ้าตัวคงกลัวว่ายิ่งได้รับรู้เหตุผล ยิ่งทำให้หัวใจเจ็บมากยิ่งขึ้น

 

สิ้นคำถามของผมทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ ไม่มีคำตอบใดๆ กลับมา มีเพียงเสียงสะอื้นที่ทำลายความเงียบ คนป่วยยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาปิดหน้าและร้องไห้อย่างหนัก นี่คงเป็นสิ่งที่ยืนยันให้รู้ว่า เธอคนนี้คือแม่แท้ๆ ของน้ำปั่นอย่างแน่นอน

 

“ภรรยาของผมกำลังป่วยอยู่ ถ้าเธอเป็นอะไรขึ้นมา ผมไม่ยอมแน่...”

 

“ลูกชายผมก็ป่วยเหมือนกันครับ แต่ไม่ได้ป่วยทางกาย น้ำปั่นป่วยทางใจมาเป็นสิบปี บางคืนตอนที่นอนหลับก็ยังร้องไห้ร้องหาแม่ นั่นคือสิ่งที่เด็กตัวเล็กๆ สมควรได้รับอย่างนั้นหรือครับ” ผมไม่สนหรอกว่าคุณเป็นใคร และยิ่งใหญ่มาจากไหน ถ้าคิดจะขู่ผมล่ะก็ คุณคิดผิดแล้ว

 

“ฮึก ฮือ ฉันไม่ได้ตั้งใจ ฉัน... ไม่มีทางเลือกจริงๆ” นี่ไม่ใช่คำตอบที่ผมอยากฟัง การที่ชีวิตที่แสนบริสุทธิ์ต้องถูกทิ้งเอาไว้อย่างโดดเดี่ยว ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่ได้ตั้งใจ มันใช่หรอวะ

 

ภาพที่น้ำปั่นนั่งร้องไห้กอดกระเป๋าเอาไว้แน่น มันยังติดตาผมไม่รู้ลืม ดวงตาใสซื่อคู่นั้นมองผมอย่างหวาดกลัว ถึงแม้ว่าผมจะเป็นคนแปลกหน้าสำหรับน้ำปั่น แต่ไอ้ตัวเล็กก็เลือกที่จะโผเข้าหาผม กอดผมเอาไว้อย่างหวาดกลัว

 

“ผมไม่รู้หรอกนะครับว่าคุณมีเหตุผลอะไร แต่สิ่งที่คุณทำลงไป มันทำร้ายลูกของคุณอย่างสาหัส ถ้าวันนั้นผมไม่ผ่านไป ถ้าผมไม่ได้ยินเสียงร้องไห้ และถ้าผมไม่รับน้ำปั่นมาดูแล คุณคิดว่าตอนนี้น้ำปั่นจะเป็นยังไง ถ้าคนที่มาพบเจอเป็นคนไม่ดี น้ำปั่นจะต้องเจ็บปวดแค่ไหน...”

 

“ผมว่าคุณควรพอสักที แค่นี้ภรรยาของผมก็เจ็บช้ำมากพอแล้ว คุณไม่รู้อะไรอย่าพูดดีกว่า” เสียงตวาดอย่างไม่พอใจ ทำให้เด็กตัวน้อยที่นอนหลับอยู่สะดุ้งด้วยความตกใจ ผมแค่นยิ้มและจ้องมองคนทั้งสองสลับกันไปมา

 

“ก็จริงอย่างที่คุณว่า ผมอาจจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่มีอย่างหนึ่งที่ผมรู้แน่ๆ ผมรักน้ำปั่น รักมาก และใครก็ตามที่ทำให้น้ำปั่นต้องเสียใจ ผมเองก็ไม่ยอมเหมือนกัน” แน่นอนว่าเหตุผลของคนเรามันต่างกันออกไป ต่างคนต่างมีเหตุผลเป็นของตนเอง แต่ผมก็ยอมรับไม่ได้กับสิ่งที่เธอคนนี้ทำ ผมคิดอยู่หลายครั้ง ถ้าวันนั้นผมไม่ได้เป็นคนเจอน้ำปั่น เด็กน่ารักของผมจะมีรอยยิ้มที่สดใสได้อย่างในวันนี้มั้ย

 

“พ่อแท้ๆ ของน้ำปั่นฆ่าตัวตายเพราะล้มละลาย ฉันเองก็ไม่สบายหนัก ทุกอย่างมันเคว้งไปหมด ไม่มีเงิน ไม่มีใครยื่นมือมาช่วยเหลือ ฉันเลยคิดฆ่าตัวตายพร้อมกับลูก แต่พอมองตาคู่นั้นกับรอยยิ้มที่ส่งมาให้ ฉันก็ทำไม่ลง...” คนที่เอาแต่ร้องไห้เริ่มเอ่ยปากบอกเล่าเรื่องราวให้ผมได้รับฟัง

 

“ฉันพาน้ำปั่นไปหลบที่นั่น ภาวนาให้มีคนใจดีมาพบและรับน้ำปั่นไปเลี้ยง ฉันตั้งใจจะฆ่าตัวตายเพื่อหนีปัญหาและหนี้สินที่สามีทิ้งเอาไว้ แต่ก็ได้คุณพิชัยช่วยเอาไว้ ฉันรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นอาทิตย์ พอรู้สึกตัวอีกทีก็รีบกลับไปตามหาน้ำปั่น แต่ก็ไม่พบ...”

 

“ไม่มีสักวันที่ฉันจะไม่คิดถึงลูก ไม่มีสักคืนที่ฉันจะลืมแววตาและรอยยิ้มของเขา ฉันพยายามตามหาน้ำปั่นแล้วนะคะ แต่ก็ไม่พบ...” ไม่รู้ว่าเพราะอคติ หรือเพราะเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของน้ำปั่นมันเลวร้ายเกินไป ผมจึงไม่อยากจะยอมรับในสิ่งที่ผมได้รับฟัง ถึงแม้ว่าสิ่งที่เธอพูดมาจะมีน้ำหนัก มีเหตุและผลก็ตามที แต่จะให้ผมยอมรับได้อย่างไร

 

ถ้าผมยอมรับ ก็เท่ากับว่าผมอาจจะต้องเสียน้ำปั่นกลับคืนไป ผมกำลังเห็นแก่ตัวอยู่หรือเปล่า ผมกำลังทำเพื่อน้ำปั่นหรือทำเพื่อตัวเองกันแน่

 

“ขอบคุณที่ยอมบอกเหตุผลที่แท้จริงให้ผมฟัง แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ต้องขอบอกกับคุณเอาไว้ ผมจะไม่มีวันคืนน้ำปั่นให้กับคุณอย่างเด็ดขาด ถึงคุณจะใช้สิทธิ์ความเป็นแม่มาอ้างก็ตาม...”

 

“นี่คุณ” เสียงตวาดดังขึ้นมาอีกครั้ง แต่ทว่าไม่ได้ทำให้ผมหยุดในสิ่งที่ผมต้องพูดออกไปได้

 

“ถ้าจะฟ้องร้องก็ได้นะครับ ผมยินดี แต่คุณลองคิดดูดีๆ ถ้าน้ำปั่นรับรู้ว่าคุณคือแม่ที่ทิ้งเขาไป เขายังจะยอมมาเยี่ยมคุณอีกหรือเปล่า เขาเจ็บปวดกับเรื่องนี้มาตลอด น้ำปั่นเลี่ยงที่จะพูดถึงเรื่องนี้ เพราะมันทำให้เขาเจ็บ... และที่สำคัญ โอกาสที่คุณจะชนะมันมีน้อยมาก เพราะอะไรคุณเองก็น่าจะรู้ดีนะครับ...”

 

“และยิ่งเขาได้เห็นว่าคุณมีลูกใหม่ มีครอบครัวที่อบอุ่นแล้ว เขาจะยิ่งคิดว่าตัวเองเป็นส่วนเกิน มันจะยิ่งกรีดแผลเก่าให้เจ็บหนักเข้าไปอีก ถ้าคุณรักลูกของคุณจริงๆ สิ่งที่คุณควรจะนึกถึงคืออะไร ผมว่าคุณคงจะรู้อยู่แก่ใจนะครับ” เมื่อพูดจบผมก็หมุนตัวเตรียมเดินทางกลับ วันนี้เจอเรื่องราวหนักสมองเยอะเกินไป ผมไม่อยากคิดเลยว่าถ้าน้ำปั่นรู้ความจริง คนรักของผมจะต้องร้องไห้มากแค่ไหน จะเจ็บปวดกับความเป็นจริงเพียงใด

 

“ฉันจะต้องเข้ารับการผ่าตัดในอีกสามวันข้างหน้า ขอร้องเถอะนะคะ ให้น้ำปั่นมาเยี่ยมฉันอีกได้มั้ย ฉันสัญญาว่าจะไม่ให้แกรู้ว่าฉันเป็นใคร...” อีกสามวันอย่างนั้นหรอ ถ้าจำไม่ผิดช่วงนั้นผมจะต้องอยู่ที่แม่ฮ่องสอน ทำไมมันจะต้องมาเป็นช่วงนี้ด้วยก็ไม่รู้

 

ผมไม่ได้ตอบรับหรือว่าปฏิเสธใดๆ ผมเลือกที่จะเดินออกมา ความคิดมากมายวิ่งวุ่นอยู่ในหัวของผมจนน่าหงุดหงิด เรื่องต่างๆ ประดังเข้ามาในเวลาเดียวกันแบบนี้ ถ้าผมไม่คิดให้รอบคอบ ถ้าเกิดผลที่ตามมามันเลวร้ายและไม่สามารถแก้ไขได้ ผมคงต้องเสียใจกับการตัดสินใจของตัวเองอย่างแน่นอน

 

ตลอดเส้นทางที่ขับรถกลับบ้าน ผมยังคงไม่สามารถหยุดคิดถึงเรื่องราวต่างๆ ได้เลย ถ้าสิ่งที่ผมรับรู้มาคือเรื่องจริง สิ่งที่ผู้หญิงคนนั้นทำก็ไม่ได้เลวร้ายเกินไป อย่างน้อยๆ เธอก็ไม่ได้จบชีวิตของน้ำปั่นไปพร้อมกับตัวเอง

 

แต่ทว่าการที่เธอคิดสั้น หรือการที่เธอทิ้งลูกเอาไว้แบบนั้น มันก็เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องอยู่ดี ผมรู้ว่าสิ่งที่เธอต้องเผชิญในช่วงเวลานั้นมันยากลำบาก แต่หัวอกคนเป็นแม่ ต้องรักลูก ต้องปกป้องลูก ไม่ใช่ทิ้งขว้างชีวิตที่แสนบริสุทธ์อย่างนั้นสิวะ

 

“โว้ย! เรื่องเหี้ยอะไรนักวะเนี่ย” ผมคงต้องใช้เวลาคิดทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างถี่ถ้วน คงต้องคุยกับแม่เพื่อขอคำปรึกษา มันอาจจะดีกว่าการที่มานั่งคิดคนเดียว เผื่อจะมีคนช่วยแย้ง ช่วยตักช่วยเตือน จะได้ไม่ตัดสินใจพลาด แล้วต้องมาเสียใจทีหลัง

 

 ผมกลับมาที่บ้านใหญ่อีกครั้ง น้ำปั่นวิ่งมาหาผมทันทีที่รถจอดสนิท รอยยิ้มของน้ำปั่นเป็นสิ่งที่ผมหวงแหน จะต้องทำอย่างไรเพื่อไม่ให้รอยยิ้มนี้หายไป ผมได้แต่คิดอยู่อย่างนั้น จนน้ำปั่นต้องดึงแขนผมเพื่อเรียกสติกลับคืนมา

 

“ฮ่องเต้ เป็นอะไรหรือเปล่า ท่าทางเหนื่อยเชียว เข้ามานั่งพักก่อนมั้ย เดี๋ยวน้ำปั่นหาอะไรเย็นๆ มาให้ดื่มนะ” ผมกุมมือน้ำปั่นเอาไว้ ดูท่าคนตรงหน้าจะแปลกใจไม่น้อย ผมอยากโอบกอดน้ำปั่นเอาไว้ อยากปกป้องคนที่ผมรักให้ดีที่สุด ผมจะตัดสินใจอย่างไรดี

 

“รู้ใช่มั้ยว่าป๊ารักน้ำปั่นมากแค่ไหน” คนในอ้อมกอดพยักหน้ารับ มือเล็กๆ เอื้อมมากอดตอบ

 

“อื้อ น้ำปั่นรู้ ไม่มีใครรักและเป็นห่วงน้ำปั่นได้เท่าฮ่องเต้อีกแล้วล่ะ น้ำปั่นเองก็รักฮ่องเต้นะ รักมากๆ เลยด้วย...” ในยามที่เหนื่อยล้าจากการทำงาน แค่ได้มองดูรอยยิ้มของน้ำปั่น ความเหนื่อยล้าจากงานก็แทบจะมลายหายไป ความสุขของแต่ละคนมันไม่เท่ากันหรอกครับ สำหรับผมแล้ว มันอาจจะเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยในสายตาของคนอื่น แต่ในสายตาของผม มันเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อจิตใจมากจริงๆ

 

“มาถึงก็อ้อนลูกเลยนะเต้ เห็นน้ำปั่นบอกว่าไปทำธุระ เสร็จแล้วหรอลูก แล้วนี่ทานอะไรมาหรือยังครับ แม่ให้คนเตรียมอาหารให้มั้ย...”

 

“ไม่เป็นไรครับแม่ ผมไม่หิว ว่าแต่แม่พอจะว่างมั้ยครับ ผมมีเรื่องสำคัญจะปรึกษา” แม่มองหน้าผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย ผมมองไปที่น้ำปั่น และเบนสายตากลับไปมองหน้าแม่อีกครั้ง คิดว่าแม่น่าจะเข้าใจในสิ่งที่ผมต้องการสื่อ

 

“ถ้าอย่างนั้นเข้าบ้านกันดีกว่า นี่ก็ดึกแล้วด้วย ย่าว่าน้ำปั่นไปอาบน้ำอาบท่าก่อนดีกว่าจ้ะ เดี๋ยวย่าคุยกับป๊าเราจบ จะได้พากันกลับบ้านเลย ป่านนี้หวานเย็นร้องหาน้ำปั่นแย่แล้ว...”

 

“ฮะย่าน้อย งั้นน้ำปั่นไปอาบน้ำก่อนนะฮะ” เจ้าตัวดีคงรู้ว่าที่ผมจะคุยกับแม่เป็นเรื่องสำคัญ เลยยอมแยกตัวไปแต่โดยดี ผมระบายลมหายใจเบาๆ แม่หันมามองหน้าและวางมือลงบนไหล่

 

“เรื่องของน้ำปั่นใช่มั้ย เกี่ยวอะไรกับผู้หญิงที่น้ำปั่นเล่าให้แม่ฟังหรือเปล่า....”

 

“เกี่ยวโดยตรงเลยครับ ผมว่าเราไปหาที่เงียบๆ คุยกันดีกว่าครับแม่ เรื่องนี้จะให้น้ำปั่นรู้ไม่ได้เด็ดขาด” ไม่รู้ว่าสิ่งที่ผมตัดสินใจมันจะดีกับน้ำปั่นมากน้อยแค่ไหน ขอเวลาคุยและปรึกษากับแม่ดูสักหน่อย เผื่อจะมีหนทางดีๆ ที่ไม่ทำให้น้ำปั่นต้องเสียใจ

 

ผมเริ่มต้นเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่ได้รับรู้มาให้แม่ฟัง ท่านนิ่งสงบจนผมนึกแปลกใจ ไม่ได้หมายความว่าท่านไม่รักน้ำปั่นหรอกครับ ผมรู้ว่าแม่ผมรักน้ำปั่นไม่น้อยไปกว่าใคร เพียงแต่ผมสงสัยว่าทำไมท่านถึงได้ดูสงบมากขนาดนี้ ส่วนผมว้าวุ่นใจไปไกลแล้ว

 

“สรุปนั่นคือเหตุผลที่เขาทิ้งลูกแท้ๆ ของตัวเองไป...” แม่กอดอกและระบายลมหายใจช้าๆ ผมไม่สามารถบอกได้ว่าสิ่งที่เขาทำมันถูกหรือว่าผิด แต่ผมรู้สึกว่าผมคิดไม่ผิดที่พาน้ำปั่นกลับมาด้วยกัน

 

“ผมควรจะทำยังไงดีครับ น้ำปั่นควรจะรู้ความจริงของเรื่องนี้มั้ย หรือว่าทำเป็นไม่รู้และเดินข้ามผ่านมันไป ผมสงสารน้ำปั่นถ้าจะต้องมารับรู้ความจริง แต่ผมก็ไม่อยากให้น้ำปั่นรับรู้...” ผมสับสนว่ะ คิดไม่ออกจริงๆ ว่าควรจะทำอย่างไร สีหน้าของผู้หญิงคนนั้นดูอิดโรยมาก ไม่รู้ว่าอาการป่วยที่เป็นอยู่นั้นร้ายแรงมากเพียงใด และการผ่าตัดครั้งนี้มันจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างก็ไม่รู้ ดูเหมือนว่าจะเป็นการผ่าตัดครั้งสำคัญเสียด้วย

 

“ถึงเขาจะบอกเหตุผลแบบนั้นกับเต้ แต่สำหรับคนที่อยู่ในฐานะแม่... แม่ยอมรับไม่ได้นะเต้ ไม่ว่าจะการทิ้งลูกเอาไว้แล้วตนเองคิดจะฆ่าตัวตาย หรือการที่คิดฆ่าลูกตายไปพร้อมตัว เด็กเขาบริสุทธิ์นะ ไม่ควรจะถูกตัดสินอะไรแบบนั้น...” แม่เองก็คงเครียดไม่ต่างจากผม เรื่องนี้มันซับซ้อนเกินไปหรือเปล่าวะ มันต้องคิดหลายมุมมอง ต้องเอาเหตุและผลมาหักล้างกันเพื่อหาข้อสรุป

 

“ผมไม่รู้ว่าพวกเขาคิดอะไร ไม่รู้ด้วยว่าสิ่งที่พวกเขาบอกกับผมมันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า ไม่รู้ว่าควรจะบอกกับน้ำปั่นดีมั้ย ผมไม่รู้อะไรเลยครับแม่ ไม่ว่าคิดจะทำอะไร ก็ต้องนึกถึงหัวใจของน้ำปั่นเอาไว้ก่อน ผมสงสารน้ำปั่น” ไม่รู้จะพูดยังไงดี แต่ผมเชื่อว่าแม่น่าจะเข้าใจผม เพราะพวกเรานึกถึงความรู้สึกน้ำปั่นเสมอ

 

“จริงๆ แม่เองก็อยากให้น้ำปั่นรับรู้เหมือนกันนะ ว่าผู้หญิงคนนั้นคือแม่ น้ำปั่นจะได้รู้ถึงเหตุผลที่ถูกทิ้ง  เพราะมันเป็นสิ่งที่รบกวนใจหลานมาตลอด แต่บอกตามตรง แม่ไม่มั่นใจว่าน้ำปั่นจะรับกับเรื่องนี้ไหวหรือเปล่า มันอาจจะหนักเกินไปสำหรับหลาน” นี่แหล่ะคือสิ่งที่ผมคิด น้ำปั่นควรได้รับรู้ว่าแม่ของเขายังมีชีวิตอยู่ ควรได้รู้ถึงเหตุผลที่ค้างคาใจมาตลอด

 

“ถ้าผมไม่บอกความจริงกับน้ำปั่น ถ้าเกิดว่าการผ่าตัดครั้งนี้มันสำคัญกับชีวิตของเขา ผมอาจจะทำผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัย แต่ในทางกลับกัน ถ้าผมบอกออกไป แล้วน้ำปั่นต้องเจ็บกับสิ่งที่ได้รับรู้ ผมคงรู้สึกผิดกับน้ำปั่น...” แม่วางมือลงบนบ่าและตบเบาๆ อย่างเป็นกำลังใจให้กับผม มันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนต่อความรู้สึก ต้องคิดให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไป

 

“แม่คิดว่าถ้าเราบอกกับน้ำปั่น ว่าผู้หญิงคนนั้นคือแม่แท้ๆ น้ำปั่นอาจจะไม่ยอมไปเยี่ยมเขา เพราะเจ้าตัวพยายามเลี่ยงเรื่องนี้มาตลอด เหมือนจะกลัวว่าถ้าพบเจอแม่แท้ๆ แล้ว จะต้องไปจากพวกเรา” เรื่องนี้ผมก็รับรู้เหมือนกัน และก็คิดเหมือนอย่างที่แม่คิด คราวนี้เลยยิ่งปวดหัวเข้าไปใหญ่

 

“ผมว่าเราควรเรียกน้ำปั่นมาคุยเรื่องนี้ครับแม่ ถึงมันจะทำให้เจ็บ หรือทำให้ น้ำปั่นสะเทือนใจ แต่ผมเชื่อว่าเราจะพาเขาก้าวผ่านไปได้ ผมไม่อยากให้น้ำปั่นรู้เรื่องนี้จากปากคนอื่น ถ้าน้ำปั่นจะรู้ ให้รู้จากพวกเราดีกว่า...” เมื่อคิดวกไปวนมาอยู่หลายรอบ ผมก็ตัดสินใจทำในสิ่งที่ผมไม่ได้เต็มใจอยากจะทำนัก แต่มันคงดีกับทุกฝ่าย ถึงน้ำปั่นจะไม่เคยพูดว่าอยากเจอกับแม่แท้ๆ แต่ผมเชื่อว่าในใจของน้ำปั่น ลึกๆ คงอยากเจอพ่อแม่ของตนเองอยู่เหมือนกัน

 

“ถ้าเต้ตัดสินใจแบบนั้น แม่ก็จะไม่ห้าม เพราะมันน่าจะดีกับตัวของน้ำปั่นและผู้หญิงคนนั้น ถ้าเขาป่วยหนักจริง คงอยากจะได้กำลังใจจากน้ำปั่น เรื่องที่มันผ่านไปแล้วจะมาย้อนความกันตอนนี้ก็เปล่าประโยชน์...”

 

“แต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม แม่ก็ไม่ยอมให้พวกเขาพาตัวน้ำปั่นไปหรอกนะเต้ ต่อให้ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล ต้องต่อสู้คดีความกันนานแค่ไหนแม่ก็จะทำ แม่ไม่ยอมให้น้ำปั่นกลับไปอยู่กับคนที่ทอดทิ้งเขาได้ลงคอหรอกนะ...”

 

“ผมเองก็ไม่มีทางยอมเช่นกันครับแม่ น้ำปั่นคือทุกสิ่งทุกอย่างของผม ผมไม่ยอมเสียน้ำปั่นไปแน่ๆ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผมไปตามน้ำปั่นมาคุยเรื่องนี้ด้วยกันนะครับ” แม่พยักหน้ารับ พลางทิ้งตัวลงนั่งกอดอกอย่างใช้ความคิด ผมเดินมุ่งหน้าไปยังห้องนอน เพื่อตามตัวน้ำปั่นมาพูดคุยกัน ถึงแม้ว่าจะพอเดาได้อยู่บ้างว่าน้ำปั่นจะมีปฏิกิริยาอย่างไร แต่ผมคงไม่อาจทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับเรื่องได้

 

อย่างที่แม่ว่า เรื่องมันผ่านมาแล้ว จะมานั่งย้อนความเอาตอนนี้ก็ไร้ประโยชน์ น้ำปั่นต้องเรียนรู้ชีวิต และก้าวผ่านมันไปให้ได้ แต่อย่างน้อยๆ น้ำปั่นก็ไม่ได้ก้าวผ่านอย่างลำพัง เพราะทั้งผมและแม่จะคอยอยู่เคียงข้าง คอยผลักดันให้เจ้าตัวดีของพวกเราเดินหน้าต่อไปได้อย่างแน่นอน

 

ผมเปิดประตูห้องนอนและก้าวเดินเข้าไปทางด้านใน ร่างเล็กๆ ที่นอนขดคู้อยู่บนเตียงนอนกว้าง กำลังหลับสบายจนผมไม่อยากจะปลุกขึ้นมา แต่ยังไงเสียน้ำปั่นก็ต้องรับรู้เรื่องนี้ ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วก็ตาม

 

“น้ำปั่น น้ำปั่นครับ ตื่นได้แล้ว” เมื่อคนที่กำลังนอนหลับอย่างสบายอารมณ์ ถูกรบกวนการนอน เจ้าตัวขยับร่างกายไปมา ค่อยๆ ปรือตาขึ้นมอง รอยยิ้มสดใสแต่งแต้มบนใบหน้าน่ารักทันที

 

“คุยกับย่าน้อยเสร็จแล้วหรอฮ่องเต้ จะกลับบ้านกันแล้วใช่ม้า” น้ำปั่นงัวเงียลุกขึ้นนั่ง ชูมือทั้งสองข้างขึ้นมาหาผม ร่างเล็กๆ ลุกขึ้นตามแรงดึง น้ำปั่นซบหน้าลงบนอกของผมและป้ายหน้าตาไปมา

 

“ป๊ากับย่าน้อยอยากคุยกับน้ำปั่น มันเป็นเรื่องสำคัญที่เราอยากให้น้ำปั่นรับรู้...”

 

“แต่ว่าน้ำปั่นง่วงนอนนี่นา ไว้คุยกันวันหลังได้มั้ยอ่ะ อยากกลับบ้านไปนอนกอดกันแล้วนะ” ผมคิดว่าน้ำปั่นไม่ได้ต้องการจะเลี่ยง เจ้าตัวคงยังจะไม่รู้เรื่องราวต่างๆ แต่อีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ความจริงก็จะถูกเปิดเผยแล้ว ผมหวังว่าน้ำปั่นยอมรับกับเรื่องราวเหล่านี้ได้

 

“มันเป็นเรื่องสำคัญที่น้ำปั่นต้องรับรู้นะครับ ส่วนเรื่องนอนกอดกัน ไม่ต้องห่วงนะ ยังไงซะเราก็ยังได้นอนกอดกันไปอีกนาน... เท่าที่น้ำปั่นต้องการเลยดีมั้ย” น้ำปั่นยิ้มรับอย่างว่าง่าย เรียวแขนเล็กกอดเกี่ยวแขนผมและเดินนำหน้าไป

 

“นี่... น้ำปั่นรักฮ่องเต้ที่สุดเลยนะ ห้ามทิ้งน้ำปั่นนะรู้มั้ย น้ำปั่นเสียใจมากแน่ๆ ถ้าฮ่องเต้ไม่รักน้ำปั่นแล้ว...”

 

“ใครมันจะไปทิ้งคนน่ารักแบบนี้ลงล่ะ น่ากอดขนาดนี้ ถ้าคืนไหนไม่ได้นอนกอดป๊านอนไม่หลับเลยนะเว้ย...”

 

“คนที่ทิ้งน้ำปั่นลงก็มีนะ...”

 

“ป๊าเชื่อว่าน้ำปั่นจะผ่านมันไปได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จำเอาไว้เสมอว่าน้ำปั่นยังมีป๊าที่รักน้ำปั่นมากกว่าใครๆ” ผมจับมือน้ำปั่นเอาไว้ กุมมือนุ่มขึ้นมาจุมพิตเบาๆ   น้ำปั่นดูงงๆ กับสิ่งที่ผมพูด แต่ทว่าเจ้าตัวก็ส่งยิ้มมาให้

 

“อื้อ น้ำปั่นรู้ ฮ่องเต้จะไม่มีทางทิ้งน้ำปั่น เพราะว่าฮ่องเต้อ่ะรักน้ำปั่นมากกว่าใครเลยนี่นะ รักฮ่องเต้นะฮะ” น้ำปั่นเขย่งขาจนสุดเพื่อที่จะหอมแก้มผม ในตอนนี้น้ำปั่นยังคงยิ้มได้ แต่อีกสักพัก ผมเชื่อว่าไอ้ดื้ออาจจะต้องเสียน้ำตา

 

“ไปหาย่าน้อยกัน...” เราสองคนเดินกุมมือไปด้วยกันตามทาง น้ำปั่นเป็นเด็กดีและน่ารัก ทุกคนในครอบครัวของเรารักและเอ็นดูน้ำปั่นมาก ถึงแม้ว่าน้ำปั่นจะไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขก็ตาม

 

เมื่อเปิดประตูห้องเข้าไป แม่ก็ส่งยิ้มมาให้ พลางกวักมือเรียกน้ำปั่นให้ไปนั่งข้างๆ ผมเดินตามเข้ามานั่งลงฝั่งตรงข้ามกับทั้งคู่ มองหน้าแม่อย่างชั่งใจ แม่พยักหน้ากลับมาอย่างเข้าใจ

 

“น้ำปั่น การที่ได้มาอยู่กับพวกเรา หนูมีความสุขมั้ยลูก” แม่โอบกอดน้ำปั่นเอาไว้ มือเรียวลูบเส้นผมอ่อนนุ่มอย่างอ่อนโยน น้ำปั่นดูมีสีหน้าแปลกๆ เหมือนเจ้าตัวจะจับความผิดปกติของผมกับแม่ได้

 

“น้ำปั่นมีความสุขที่สุดเลยฮะ รู้สึกขอบคุณย่าน้อยกับฮ่องเต้และทุกคนเสมอ ถ้าไม่มีทุกคน น้ำปั่นก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นยังไงบ้าง...” เสียงที่ดูสั่นน้อยๆ ทำให้ผมเจ็บแปลบในใจ นี่แค่เพียงเริ่มต้นเกริ่นเรื่องเท่านั้น น้ำปั่นยังทำท่าเหมือนจะร้องไห้ แล้วหลังจากนี้ล่ะ

 

“น้ำปั่นจ๊ะ ย่ามีอะไรอยากจะถามหนูสักหน่อย หนูช่วยตอบกับย่าตามตรงได้ไหม...” น้ำปั่นพยักหน้ารับ มือเล็กๆ กำชายเสื้อชุดนอนเอาไว้แน่น ผมยังทำได้เพียงแค่นั่งมองดูสถานการณ์เท่านั้น

 

“น้ำปั่นอยากเจอแม่ของหนูมั้ย...” คำถามของแม่คงไปสะกิดความรู้สึกของ  น้ำปั่นเข้า น้ำใสๆ ไหลรินลงมาที่แก้มนวล น้ำปั่นเม้มปากนิดๆ มือเล็กๆ ยกขึ้นปาดป้ายน้ำตาลวกๆ

 

“น้ำปั่นไม่รู้เหมือนกันฮะย่าน้อย ไม่รู้เลยว่าจะอยากเจอแม่ไปทำไม และไม่รู้ว่าแม่อยากจะเจอน้ำปั่นอยู่หรือเปล่า น้ำปั่นรู้แค่ว่าอยากอยู่กับทุกคนเหมือนเดิม อย่าไล่น้ำปั่นไปไหนนะฮะ” แม่โอบกอดน้ำปั่นเอาไว้ด้วยความสงสาร เด็กคนนี้กลัวที่จะถูกทิ้ง กลัวไม่ได้รับความรักจากพวกเรา

 

“ไม่มีใครไล่น้ำปั่นหรอกครับ ป๊าบอกแล้วไงว่าเราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป ไม่มีใครมาพาน้ำปั่นไปจากพวกเราได้หรอก” ผมส่งยิ้มจางๆ ให้เด็กน้อยที่เริ่มงอแงเพราะความกลัว น้ำปั่นอายุสิบห้ากว่าๆ แล้วก็จริง แต่ยังมีความเป็นเด็กอยู่มาก ต่างกับเจ้านายที่รายนั้นดูเป็นผู้ใหญ่เกินตัว

 

“น้ำปั่น ฟังย่านะลูก ไม่ว่าพ่อแม่ของหนูจะเคยทำผิดพลาดกับหนูเอาไว้ แต่หนูก็ไม่ควรคิดโกรธเกลียดพ่อแม่รู้มั้ย ย่ารู้ว่าสิ่งที่หนูเจอมามันโหดร้าย แต่ฟ้าหลังฝนมันสวยงามใช่มั้ยจ๊ะ...”

 

“ถ้าในวันนั้นน้ำปั่นไม่ถูกทิ้งเอาไว้ วันนี้พวกเราก็คงไม่มีคนน่ารักคนนี้มาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว น้ำปั่นเป็นหลานย่า เป็นลูกที่น่ารักของป๊า เป็นคนที่พวกเรารักมากที่สุด...”

 

“ย่ารู้สึกขอบคุณแม่ของหนูมากเลยนะ ที่ได้มอบของขวัญที่แสนวิเศษชิ้นนี้ให้กับพวกเรา ย่ารู้ว่าหนูเจ็บปวดกับความทรงจำ แต่ย่าไม่อยากให้น้ำปั่นเป็นเด็กไม่ดีที่เกลียดแค้นพ่อแม่ตนเอง...”

 

“น้ำปั่นไม่ได้เกลียดแม่นะฮะย่าน้อย น้ำปั่นแค่น้อยใจ ไม่เข้าใจ ว่าทำไมแม่ถึงทิ้งน้ำปั่นไป แม่ไม่รักและไม่ต้องการน้ำปั่นแล้วหรอ มันเป็นคำถามที่ค้างคาอยู่ในใจมาตลอด” น้ำปั่นโอบกอดแม่เอาไว้แน่น ซุกหน้าอยู่ที่อกของท่าน เสียงที่พูดดูอู้อี้จนจับใจความลำบาก

 

 “แต่น้ำปั่นเองก็รู้สึกขอบคุณแม่เหมือนกันฮะ ที่ทิ้งน้ำปั่นเอาไว้ ขอบคุณที่ทำให้น้ำปั่นได้มาอยู่กับครอบครัวที่แสนอบอุ่นแบบนี้ น้ำปั่นรักทุกคนมากเลย...”

 

“ครับๆ ป๊ารู้ว่าน้ำปั่นรักพวกเรามากแค่ไหน และป๊ากับย่าน้อยบอกเอาไว้ตรงนี้เลย พวกเราไม่เคยคิดจะไล่ให้น้ำปั่นไปไหน หรือให้ไปกับใคร ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นแม่แท้ๆ ของน้ำปั่นก็ตาม... ตอนนี้พวกเราเจอแม่แท้ๆ ของน้ำปั่นแล้ว” น้ำปั่นมองหน้าผม ราวกับว่าไม่เชื่อในสิ่งที่ผมบอก แต่เจ้าตัวก็รู้ดีว่าผมไม่เคยโกหก มือเล็กๆ กำแน่น บ่งบอกให้รู้ว่าน้ำปั่นกำลังสับสนกับความรู้สึกของตนเองมากแค่ไหน

 

“คุณน้าใช่มั้ยฮะ...” กลับเป็นผมที่รู้สึกแปลกใจในคำถามของน้ำปั่น หรือว่า น้ำปั่นจะเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นมา มันอาจจะเป็นสายสัมพันธ์ที่พวกเรามองไม่เห็นก็เป็นได้

 

“ครับ... คนที่น้ำปั่นช่วยเอาไว้ ก็คือแม้แท้ๆ ของน้ำปั่นเอง” น้ำปั่นก้มหน้าลงเล็กน้อย หยดน้ำใสไหลเป็นทาง หยดลงสู่พื้นพรมหยดแล้วหยดเล่า

 

“ป๊าได้ไปคุยกับพวกเขามาแล้ว ที่หายไปเมื่อตอนเย็นนั่นแหล่ะ ตอนแรกป๊าคิดว่าจะไม่บอกเรื่องนี้กับน้ำปั่น แต่พอมาคิดดูอีกที น้ำปั่นควรจะรับรู้เรื่องนี้เอาไว้ อย่างน้อยๆ ก็ยังได้รับรู้ว่าแม่ของน้ำปั่นยังมีชีวิตอยู่ และยังคงคิดถึงน้ำปั่นอยู่ตลอดเวลา...” น้ำปั่นดูสงบนิ่งกว่าที่ผมคาดเอาไว้ ดวงตากลมโตกะพริบไล่น้ำตาให้ไหลลงมาตามพวงแก้มใส ผมอยากโอบกอดน้ำปั่นเอาไว้ อยากจะจูบซับความรู้สึกของคนที่ผมรัก แต่ทว่ายามนี้เราไม่ได้อยู่กันตามลำพัง ผมทำได้แต่ส่งสายตาห่วงใยไปให้กับเจ้าตัว

 

ผมถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ที่ได้รับรู้มาให้น้ำปั่นได้รับฟัง แต่ทว่าผมเลือกที่จะไม่พูดถึงเรื่องที่แม่ของน้ำปั่นเคยคิดจะจบชีวิตของตนเองและน้ำปั่นไปพร้อมๆ กัน มันอาจจะทำให้น้ำปั่นสะเทือนใจ และมุมมองที่มีต่อแม่ของตนเองอาจจะติดลบลงไป

 

ตลอดเวลาที่ผมเล่าเรื่องราวต่างๆ มากมายให้ฟัง ไอ้ตัวเล็กก็รับฟังอย่างตั้งใจ บนใบหน้าน่ารักเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตา แต่ทว่าเมื่อผมเล่าทุกอย่าให้ฟังจนจบ ใบหน้านั้นกลับแต้มยิ้มในที่สุด

 

“น้ำปั่นบอกไม่ถูกเหมือนกันฮะว่ารู้สึกยังไง แต่สิ่งหนึ่งที่น้ำปั่นบอกได้ในตอนนี้ น้ำปั่นดีใจฮะที่แม่ไม่เป็นอะไร แค่ได้รู้เท่านี้น้ำปั่นก็ไม่ติดค้างอะไรแล้วฮะ” ผมไม่อาจจะฟันธงได้ว่าสิ่งที่น้ำปั่นพูดมานั้นเป็นความรู้สึกจริงๆ ทั้งหมดของเจ้าตัวหรือเปล่า แต่ผมเชื่อว่าน้ำเป็นเป็นเด็กดี มีจิตใจที่ดี ไม่เคยคิดแค้นหรือเกลียดใคร ซึ่งมันเป็นข้อดีของน้ำปั่น

 

“แต่ว่าย่าน้อยฮะ แม่จะมาพาน้ำปั่นกลับไปหรือเปล่า...”

 

“ไม่หรอกจ๊ะ ต่อให้เขาอยากจะรับน้ำปั่นกลับไปจริงๆ คิดว่าย่ากับป๊าเราจะยอมหรอ น้ำปั่นก็รู้ว่าพวกเรารักน้ำปั่นมากแค่ไหน เราไม่มีทางยอมเสียน้ำปั่นไปหรอกจ้ะ” น้ำปั่นกอดแม่ของผมแน่น แต่สายตากลับมองมาที่ผม ผมส่งยิ้มและพยักหน้ารับคำพูดของแม่ ไม่มีทางที่ผมจะยอมให้ใครมาพรากน้ำปั่นไปจากพวกเรา

 

“ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวของน้ำปั่นเองแล้วนะ ว่าจะบอกให้แม่รับรู้หรือเปล่า ว่าตัวน้ำปั่นรู้ความจริงทั้งหมดแล้ว น้ำปั่นของป๊าโตขึ้นมาก และมันมากพอที่ป๊าจะปล่อยให้น้ำปั่นตัดสินใจเรื่องนี้ด้วยตัวเองได้” อย่างที่บอก เราจะอยู่ข้างๆ น้ำปั่น และพาก้าวข้าวเรื่องราวในครั้งนี้ไปให้ได้

 

“ขอน้ำปั่นคิดดูก่อนนะฮะ... ตอนนี้น้ำปั่นอยากนอนมากเลยฮะย่าน้อย” มือเล็กๆ ยกขึ้นมาป้ายน้ำตา น้ำปั่นอ้าปากหาวหวอดๆ จนแม่ต้องเอ่ยปากให้พวกเรากลับบ้านไปพักผ่อน

 

“นี่ก็ดึกแล้วนะ แม่ว่าเต้พาหลานกลับบ้านไปนอนพักผ่อนดีกว่า อ้อ! เรื่องไป  ดูงานที่แม่ฮ่องสอน เดี๋ยวแม่ให้ต้อมไปแทนแล้วกัน เต้อยู่เป็นเพื่อนน้ำปั่นนะลูก คอยดูแลน้ำปั่นอย่าให้ห่างจากสายตา เข้าใจตรงกันนะครับ” ท้ายๆ บทสนทนาแม่กับผมคุยกันเบาๆ อย่างตั้งใจไม่ให้น้ำปั่นได้ยิน ผมรับคำและบอกลาแม่ พาน้ำปั่นมุ่งหน้ากลับบ้านเพื่อพักผ่อน

 

ดูเหมือนว่าน้ำปั่นจะง่วงนอนมากจริงๆ เพราะตลอดเส้นทางจากบ้านใหญ่จนถึงบ้านของเรา น้ำปั่นนอนหลับสนิทจนผมต้องอุ้มร่างเล็กขึ้นไปนอนบนห้อง ไม่อยากปลุกให้ตื่นเป็นรอบที่สอง วันนี้น้ำปั่นเจอเรื่องหนักๆ มาเกินพอแล้ว ควรจะได้พักผ่อนเสียที

 

ผมนั่งมององค์ชายตัวน้อยที่นอนหลับสนิทด้วยความรัก ความรู้สึกของผมที่มีต่อน้ำปั่นมันมากมาย เป็นความรู้สึกที่อาจจะดูไม่บริสุทธิ์ใจเท่าไหร่นัก แต่ผมยังคงยืนยันว่าผมรักน้ำปั่นจากใจจริง

 

ตั้งแต่ที่พาน้ำปั่นกลับมาบ้าน ผมสัญญากับตัวเองว่าจะทำทุกอย่างเพื่อให้เด็กคนนี้มีความสุข จะเติมสิ่งที่ขาดหายไปให้เต็ม ผมจึงค่อนข้างตามใจมาตลอด โชคดีที่ น้ำปั่นเป็นเด็กดี รู้จักวางตัว ไม่งี่เง่าและเอาแต่ใจจนเกินเหตุ

 

“ป๊ารู้ว่าน้ำปั่นโตขึ้นแล้ว และป๊าก็เชื่อว่าน้ำปั่นจะก้าวข้ามเรื่องนี้ไปได้ คนรักของป๊าออกจะเก่งนี่นะ... รักน้ำปั่นนะ ฝันดีครับ” ผมจุมพิตปากนุ่มเบาๆ ดึงผ้าขึ้นมาห่มให้ นั่งจ้องมองน้ำปั่นอย่างปล่อยอารมณ์อยู่พักใหญ่ๆ เวลาล่วงเลยผ่านไปนานแค่ไหนก็ไม่รู้ แต่ผมกลับรู้สึกมีความสุขมากจริงๆ

 

 

 

 

ผ่านมาแล้วสองวันหลังจากที่น้ำปั่นรับรู้ความเป็นจริง เจ้าตัวไม่มีทีท่าว่าจะไปเยี่ยมแม่ที่โรงพยาบาล ผมเองก็ไม่ได้เอ่ยปากถามหรือบังคับให้น้ำปั่นไป อยากให้เจ้าตัวตัดสินใจเอาเอง และผมเชื่อว่าน้ำปั่นน่าจะคิดได้ว่าควรจะทำเช่นไร

 

วันนี้ผมแวะมารับน้ำปั่นหลังเลิกเรียน น้ำปั่นดูซึมลงไปถนัดตา ถึงจะเป็นห่วงแต่ก็ทำแค่เฝ้ามองอยู่ห่างๆ ช่วงนี้น้ำปั่นอาจจะต้องใช้ความคิดอย่างหนัก เป็นช่วงเวลาที่หนักหนาของเขา ผมอยากให้น้ำปั่นโตขึ้นกว่านี้ ผมจึงอดทนไม่เข้าไปก้าวก่ายความคิดของไอ้ตัวยุ่ง

 

“กลับบ้านเลยหรือเปล่า...” ผมเอื้อมมือไปแตะที่ใบหน้าของน้ำปั่น ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ หอมแก้มนุ่มเบาๆ อย่างรักใคร่

 

“ฮะ กลับบ้านเรากัน...” ผมรู้ว่าน้ำปั่นกำลังเลี่ยงที่จะไปพบเจอกับแม่ แต่ไม่รู้ว่าสาเหตุที่แท้จริงคืออะไร แต่ผมคิดเอาไว้แล้ว วันพรุ่งนี้ก่อนที่แม่ของน้ำปั่นจะเข้ารับการผ่าตัด ไม่ว่ายังไงก็ตาม ผมจะต้องพาน้ำปั่นไปเยี่ยมให้ได้ เพราะกำลังใจนั้นสำคัญกับคนป่วยเช่นกัน

 

“วันนี้เรียนหนักรึไง ดูไม่ร่าเริงเลย ทำหน้ายุ่งแบบนี้ เดี๋ยวก็แก่ทันป๊าหรอก”  น้ำปั่นทำหน้ายุ่งใส่ เมื่อผมเอื้อมมือไปยีหัวเบาๆ มือเล็กๆ วางลงบนมือผมและกุมเอาไว้

 

“ฮ่องเต้... น้ำปั่นเป็นเด็กไม่ดีใช่มั้ย น้ำปั่นรู้นะว่าตัวเองทำไม่ถูกที่ไม่ยอมไปเยี่ยมแม่ แต่น้ำปั่นไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องทำหน้ายังไง ต้องทำตัวยังไง น้ำปั่นกลัว... ถ้าแม่จะพาน้ำปั่นกลับไปล่ะ น้ำปั่นจะต้องจากฮ่องเต้รึเปล่า...”

 

“น้ำปั่นรู้มั้ย พ่อแม่คือผู้มีพระคุณที่ให้กำเนิดเรามา ถึงแม้ว่าท่านจะไม่ได้เลี้ยงดู แต่ท่านก็คือผู้มอบชีวิตให้กับเรา น้ำปั่นจะไม่มีวันนี้ได้เลยนะ ถ้าไม่มีพ่อกับแม่...” ผมกระชับมือนุ่มเอาไว้ อยากให้เชื่อใจและเชื่อมั่นในตัวผม น้ำปั่นก็น่าจะรู้ว่าผมไม่มีทางยอมให้ใครมาพาน้ำปั่นจากไปอย่างแน่นอน

 

“น้ำปั่นรู้นะ เข้าใจทุกอย่างเลย แต่น้ำปั่นไม่คุ้นเคยกับแม่หรือครอบครัวแม่  น้ำปั่นวางตัวไม่ถูก จะให้ทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราวก็ทำไม่ได้ มันสับสน...”

 

“ป๊ารู้ครับ แต่ป๊าอยากให้ลองคิดดูดีๆ ป๊ารู้ว่าน้ำปั่นเจอกับอะไรมาบ้าง แต่บนความโชคร้ายน้ำปั่นก็ยังได้พบเจอกับความโชคดีไม่ใช่หรอครับ ใช่ว่าทุกคนในโลกนี้จะโชคดีไปเสียทุกคนนะ...”

 

“อย่างที่ย่าน้อยบอก เรื่องที่มันผ่านมาแล้ว จะมานั่งย้อนความกันไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา มองสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันดีกว่ามั้ยครับ อะไรที่มันผ่านมาแล้วก็ปล่อยให้มันผ่านไป ยิ่งจมตัวเองอยู่กับเรื่องเก่าๆ คนที่ทุกข์และเศร้าก็คือตัวของเราเอง” น้ำปั่นมีสีหน้าที่ดูสับสน ถ้าผมเป็นน้ำปั่น ผมก็คงสับสนกับความรู้สึกของตนเองเหมือนกัน

 

“ป๊าเชื่อนะ ตลอดเวลาที่ผ่านมา แม่ของน้ำปั่นเองก็คงเป็นทุกข์มาโดยตลอด ในตอนนั้นสิ่งที่ท่านทำลงไป อาจเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิตของท่านก็ได้ ตอนนี้แม่กำลังป่วยอยู่นะน้ำปั่น ท่านกำลังรอคอยกำลังใจจากลูกชายของท่าน...”

 

“ฮ่องเต้ ถ้าน้ำปั่นอยากจะเปลี่ยนที่หมายเป็นโรงพยาบาล ฮ่องเต้จะไปส่ง    น้ำปั่นได้มั้ย” ผมไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว เพราะผมอยากให้น้ำปั่นทำหน้าที่ลูกที่ดี เผื่อว่ากำลังใจของน้ำปั่นจะช่วยให้เขาเข้มแข็ง และปลอดภัยจากการผ่าตัด ไม่ว่าที่ผ่านมานั้นจะเกิดเรื่องราวอะไร แต่มันก็เปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่าทั้งสองคนคือแม่ลูกกันไม่ได้

 

ผมมองดูแผ่นหลังบางของคนที่ยืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตูห้อง น้ำปั่นยกมือขึ้นหมายจะเคาะประตูแต่ก็ยังดูลังเล ไอ้ตัวเล็กหันมามองหน้า ผมยกมือขึ้นจับบ่าทั้งสองข้าง บีบเบาๆ อย่างให้กำลังใจ ดันน้ำปั่นไปข้างหน้าเล็กน้อย เป็นการบอกให้รู้ว่าไม่ต้องกังวลอะไร เพราะผมยังอยู่ทางด้านหลังเสมอ

 

“สู้ๆ” น้ำปั่นสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ยกมือขึ้นเคาะประตูห้องสามที เหมือนคนด้านในจะรอคอยการมาเยือนของใครบางคนอยู่ เพราะประตูถูกเปิดออกแทบจะทันที

 

“สวัสดีฮะ... น้ำปั่นมาเยี่ยมฮะ” น้ำปั่นเดินเข้าไปทางด้านใน ผมเดินตามไปไม่ห่าง ครั้งนี้คงต้องยกบททั้งหมดให้กับน้ำปั่นเป็นคนแสดง  ผมทำแค่เพียงเฝ้ามองอยู่ใกล้ๆ และเป็นกำลังใจให้

 

คนป่วยยังคงมีสีหน้าที่ซีดเซียวและดูอิดโรย แต่เมื่อได้เห็นว่าน้ำปั่นมาเยี่ยม รอยยิ้มก็แต่งแต้มบนใบหน้านั้นทันที น้ำปั่นเริ่มกะพริบตาถี่ๆ ปากอิ่มเม้มเล็กน้อย มือคู่นั้นกำแน่น มันคือท่าทางแรกเริ่มของการร้องไห้

 

“น้ำปั่น... คิดว่าจะไม่มาเยี่ยมน้าแล้วเสียอีก คิดถึงหนูจังเลย...”

 

“น้ำปั่นจะไม่มาเยี่ยมได้ไงล่ะฮะ... แม่ไม่สบายมากขนาดนี้” สีหน้าตกใจจากคนสองคนที่อยู่ในห้องส่งตรงมาที่ผม ผมพยักหน้ารับและถอยฉากออกมานั่งที่โซฟา เฝ้ามองดูสถานการณ์ห่างๆ อย่างห่วงๆ

 

“น้ำปั่น... หนู” เสียงสั่นเทาเอ่ยเรียกชื่อของน้ำปั่น และน้ำตาที่รินไหลลงมาในทันที ดูท่าเขาคงทั้งตกใจ ทั้งดีใจ และเสียใจ ความรู้สึกมากมายคงปะปนกันมั่วไปหมด

 

“น้ำปั่นรู้ความจริงหมดแล้วฮะ ป๊าเล่าเรื่องทุกอย่างให้ฟังแล้ว น้ำปั่นไม่ได้โกรธแม่นะฮะ ถึงน้ำปั่นจะเคยน้อยใจในสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่ตอนนี้น้ำปั่นรู้แล้วว่าแม่มีเหตุผล มีความจำเป็นที่ต้องทำแบบนั้น

 

“ย่าน้อยบอกว่า อะไรที่มันผ่านมาแล้วก็ควรจะปล่อยให้ผ่านไป เราย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้ว...” น้ำปั่นสะอื้นน้อยๆ เจ้าตัวยังคงเว้นระยะห่างจากเตียงคนป่วยพอสมควร อีกฝ่ายก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น คงจะเสียใจและรู้สึกผิดกับสิ่งที่ตนเองได้เคยทำเอาไว้

 

“แต่ว่าแม่ฮะ น้ำปั่นอยากขอบคุณแม่ ขอบคุณที่ให้ชีวิตกับน้ำปั่น ขอบคุณที่แม่เลี้ยงน้ำปั่นมา ขอบคุณที่แม่ทำให้น้ำปั่นได้มีวันนี้ น้ำปั่นขอบคุณแม่มากๆ เลยนะฮะ” น้ำปั่นก้าวเข้าไปใกล้เตียงนอน มือทั้งสองข้างยกขึ้นพนม น้ำปั่นไหว้แม่บังเกิดเกล้าอย่างนอบน้อม

 

“แม่ขอโทษนะลูก แม่ขอโทษจริงๆ แม่ทำผิดกับน้ำปั่น แม่สร้างแผลในใจให้กับลูก แม่ไม่สมควรได้รับคำขอบคุณเลยด้วยซ้ำ” มือเรียวเล็กเอื้อมมาหมายจะโอบกอด  น้ำปั่น แต่เจ้าตัวกลับชะงักและก้าวขาถอยหลังเล็กน้อย น้ำปั่นยืนนิ่งๆ ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปหาแม่ และยอมให้อีกฝ่ายสวมกอดอย่างที่ใจต้องการ

 

“ป๊าสอนว่า พ่อแม่คือผู้มีพระคุณฮะ น้ำปั่นต้องให้ความเคารพ และรู้ซึ้งในพระคุณเสมอ น้ำปั่นดีใจที่แม่ยังนึกถึง ดีใจมากนะฮะที่เราได้เจอกันอีกครั้งแบบนี้...”

 

“ถ้าแม่รักษาตัวหายดีแล้ว น้ำปั่นอยากกลับมาอยู่ด้วยกันกับพวกเรามั้ย...” คำถามจากชายวัยกลางคนทำให้น้ำปั่นชะงัก ร่างเล็กก้าวถอยหลังออกมาเล็กน้อย    น้ำปั่นส่งยิ้มพร้อมกับส่ายหน้าน้อยๆ

 

“น้ำปั่นกลับไปไม่ได้หรอกฮะ ไม่ได้หมายความว่าน้ำปั่นยังโกรธนะฮะ แต่น้ำปั่นผูกพันและรักครอบครัวลักษณารีย์มาก น้ำปั่นติดหนี้บุญคุณทุกคน ตลอดเวลาสิบปีที่ผ่านมา น้ำปั่นได้รับความรัก ได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดี ได้เติมเต็มในส่วนที่ขาดหาย น้ำปั่นรักทุกคน รู้สึกผูกพันเป็นครอบครัวเดียวกันกับทุกคนแล้ว จะให้ทิ้งทุกคนไปแบบนั้น น้ำปั่นทำไม่ได้หรอกฮะ” เป็นคำตอบที่ดีมากสำหรับผม ส่วนทางนั้นเองก็คงจะเตรียมใจกับคำตอบที่คาดว่าจะได้รับแล้วล่ะ

 

“น้ำปั่นอยากให้แม่หายป่วย อยากให้แม่มีชีวิตที่มีความสุข แม่จะได้เลี้ยงน้องไปนานๆ เพราะฉะนั้น หลังผ่าตัดเสร็จสิ้น น้ำปั่นจะมาเยี่ยมแม่อีกนะฮะ แม่ต้องเข้มแข็ง ต้องผ่านพ้นไปให้ได้ ถือว่าเป็นคำขอร้องจากลูกชายคนนี้” น้ำปั่นของผมเป็นเด็กดีที่น่ารักมากเลยใช่มั้ยครับ เพราะอย่างนี้ไงพวกเราถึงได้รักและหวงแหนน้ำปั่นมาตลอด

 

“แม่ได้รับกำลังใจ ได้รับการยกโทษจากน้ำปั่นแบบนี้ แม่มีแรงใจที่จะเข้ารับการผ่าตัดขึ้นเยอะเลยลูก ขอบใจน้ำปั่นมากนะที่ไม่รังเกียจแม่ ขอบคุณคุณมากเลยนะคะ สำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง ฉันดีใจที่น้ำปั่นได้พบเจอกับครอบครัวที่มอบความรักให้กับเขาได้อย่างมากมายเช่นนี้...”

 

“แม่สัญญากับน้ำปั่นนะฮะ ว่าจะแข็งแรงเร็วๆ จะต้องหายป่วยเร็วๆ น้ำปั่นอยากให้แม่แข็งแรง และมีชีวิตอย่างมีความสุข เหมือนอย่างที่น้ำปั่นกำลังมีในตอนนี้” รอยยิ้มกว้างของน้ำปั่นแทนความรู้สึกทั้งหมดที่มี ทางฝ่ายนั้นเองก็ยิ้มทั้งน้ำตา ผมเองก็ดีใจที่เรื่องมันลงเอยอย่างนี้

 

“แม่สัญญาจ้ะลูก น้ำปั่นเองก็สัญญากับแม่นะ ว่าจะมีความสุขในทุกๆ วัน เป็นเด็กดีที่น่ารักอย่างนี้ตลอดไป แม่มีความสุขมากจริงๆ ที่ได้เห็นน้ำปั่นเป็นเด็กดีที่น่ารักขนาดนี้...” สามีของเธอต้องเข้ามาโอบกอดเอาไว้ แม่ของน้ำปั่นร้องไห้หนักมาก แน่นอนว่าความรู้สึกผิดกับสิ่งที่เกิดมันกัดกินใจเธอมานานนับสิบปี

 

“แม่ฮะ น้ำปั่นคงต้องกลับแล้ว วันนี้มีการบ้านเยอะมากเลย น้ำปั่นจะรอแม่นะ หลังผ่าตัดเสร็จเราจะต้องได้พบเจอกันอีก สัญญากันแล้วนะฮะว่าจะเข้มแข็งและแข็งแรงขึ้นเร็วๆ” สองคนแม่ลูกกอดกันอีกครั้ง น้ำปั่นเช็ดน้ำตาเบาๆ ยกมือขึ้นไหว้ลาอย่างมีมารยาท

 

“ขอบคุณมากนะฮะที่ดูแลแม่น้ำปั่นเป็นอย่างดีมาตลอด ฝากความคิดถึงให้น้ำหวานด้วยนะฮะ น้องน่ารักมากจริงๆ” ยามที่พูดถึงน้ำหวาน น้ำปั่นยิ้มแย้มอย่างมีความสุข รอยยิ้มน่ารักๆ ช่างมีอานุภาพมากเหลือเกิน

 

ทันทีที่เราสองคนออกมาจากห้อง น้ำปั่นก็กอดแขนผมเสียแน่น เอนหัวพิงซบลงมาที่ไหล่ น้ำปั่นทำในสิ่งที่ดีและถูกต้องแล้ว ทีนี้ก็ได้แต่ภาวนาให้การผ่าตัดสำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี

“เก่งมากครับที่รักของป๊า...”

 

“น้ำปั่นไม่ติดใจอะไรแล้วล่ะ น้ำปั่นโตขึ้นแล้วใช่มั้ยฮ่องเต้ น้ำปั่นตัดสินใจถูกต้องแล้วเนอะ” ผมพยักหน้ารับ น้ำปั่นของผมโตขึ้นมาอีกนิดแล้วล่ะ ผมเฝ้ามองการเติบโตของน้ำปั่นด้วยความรัก มันค่อยๆ เพิ่มทีละนิดๆ ทุกอย่างดำเนินไปเรื่อยๆ ตามเวลาที่เดินผ่าน

 

“ทีนี้ก็กลับบ้านเรากันนะครับ” เราสองคนกอบกุมมือซึ่งกันและกัน พากันเดินไปตามทาง มุ่งหน้าสู่รถยนต์ที่จอดรอการเดินทาง สถานีต่อไปคือบ้านที่แสนสุขของผมและน้ำปั่น หลังจากวันนี้ เด็กดื้อของผมคงมีชีวิตอย่างมีความสุขมากกว่าที่เคยเป็น

 

การที่เราปลดความรู้สึกที่กัดกินหัวใจออกไปได้ มันคงทำให้พื้นที่แห่งความสุขขยายเพิ่มเติมมากขึ้นอย่างแน่นอน

 

 

 

 

ส่งท้าย...

 

เสียงเล็กๆ ของเจ้าหมาสีขาวขนปุกปุยดังไปทั่วบ้าน ตามมาด้วยเสียงตึงตังของไอ้กุ้งแห้งที่วิ่งไล่ตามหลังมาไม่ห่าง ทั้งลูกหมา ทั้งลูกคน ต่างพากันมาวิ่งไล่ไปรอบๆ โต๊ะ ทำเอาเวียนหัวจนไม่สามารถทำงานต่อได้

 

“หวานเย็นเด็กดื้อ มานี่เลยนะ มาให้น้ำปั่นตีซะดีๆ รองเท้าคู่นั้นฮ่องเต้เพิ่งซื้อให้นะ แพงมากด้วย มากัดเป็นรูเลยอ่ะ...” และแล้วผมก็จับประเด็นได้เสียที ว่าที่น้ำปั่นวิ่งไล่จับหวานเย็นเพราะอะไร ไอ้เจ้าขนปุยมันฟังเสียที่ไหน วิ่งมุดข้าวของหนีหายไปแล้ว

 

“หวานเย็นดื้อ... ฮ่องเต้ฟังนะ รองเท้าที่เพิ่งซื้อมาใหม่ คู่ที่น้ำปั่นอยากได้มาตั้งนาน หวานเย็นกัดเป็นรูเลยอ่ะ น้ำปั่นได้ใส่แค่ครั้งสองครั้งเองด้วย” น้ำปั่นมายืนกอดอกทำหน้ายุ่งอยู่ตรงหน้า ผมยิ้มขำกับท่าทางแสนงอนที่ดูยังไงก็ยังคงความน่ารักเอาไว้

 

“ขาดเยอะเลยรึไง ช่วงนี้หวานเย็นกัดข้าวของกระจุยกระจายไปหมด ป๊าว่าเอาไปคืนไอ้ต้อมดีมั้ย...”

 

“ไม่เอานะ ถึงหวานเย็นจะดื้อ แต่น้ำปั่นก็รักมันมากเลย เลี้ยงมากับมือ ทั้งป้อนข้าวป้อนน้ำ พาไปหาหมอ พาไปเดินเล่น น้ำปั่นไม่ยอมคืนให้อะตอมหรอก” ผมก็รู้อยู่แล้วว่าน้ำปั่นไม่มีทางยอมคืนเจ้าหวานเย็นไปหรอก แค่แกล้งพูดเล่นเท่านั้นเอง

 

“งั้นถ้าน้ำปั่นดื้อ ทำข้าวของเสียหาย ฮ่องเต้ก็จะเอาน้ำปั่นไปคืนให้แม่งั้นสิ” เอาแล้วไง งานเข้าอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ผมรีบรวบตัวน้ำปั่นเอาไว้ ก่อนที่จะงอนเดินหนีไปไกล ขี้เกียจจะตามไปง้อ ไหนๆ ก็ไหนๆ ง้อมันตรงนี้นี่แหล่ะ

 

“งอนอะไรวะไอ้ดื้อ ป๊ายังไม่ทันพูดอะไรเลยนะเว้ย อย่างอนใส่แบบนี้สิ งอนมากๆ ป๊าจับปล้ำนะ...”

 

“บะ... บ้า ตาแก่บ้าลามก คิดแต่เรื่องหื่นๆ ไม่ต้องมายิ้มระรื่นใส่กันเลยนะ ไม่ต้องมาหอมน้ำปั่นเลย อื้อ...” ยิ่งมองปากแดงๆ ขยับไปมาเท่าไหร่ ยิ่งอดใจที่จะจุมพิตลงไปไม่ไหว มันน่ามันเขี้ยวนักนี่

 

น้ำปั่นยกมือขึ้นมาเกาะที่ไหล่เสียแน่น ผมรั้งเอวบางเข้ามาใกล้ ดึงน้ำปั่นลงนั่งบนตัก งานอะไรไม่สนใจอยากจะทำมันแล้ว อยากจะฉวยโอกาสกับคนน่ารักให้นานเท่านาน แต่จะว่าไป ผมก็ฉวยโอกาสกับน้ำปั่นทุกเมื่อเชื่อวันอยู่แล้วนี่หว่า หึๆ

 

จากที่ตอนแรกมือเล็กๆ ทั้งทุบทั้งตี ตอนนี้เลื่อนมาโอบกอดรอบคอผมเสียแน่น แถมยังเผยอปากนิดๆ ดูท่าจะเคลิ้มกับรสจูบของผมเข้าแล้วสิ ยิ่งน้ำปั่นคล้อยตามมากเท่าไหร่ ผมยิ่งต้องหักห้ามใจตัวเองเอาไว้ ก่อนที่มันจะเตลิดไปไกลกว่าที่ควรจะเป็น

 

“หยุดทำไมหรอ...” เป็นคำถามที่ฟังแล้วทำให้ผมรู้สึกอยากจะสานต่อมากกว่านี้  แต่ขืนปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่ใจต้องการ บอกได้เลยว่าผมผิดสัญญากับตัวเองแน่ๆ เรื่องที่จะไม่ทำอะไรน้ำปั่นจนกว่าจะเข้ามหาลัย

 

รู้งี้ไม่สัญญาเอาไว้ก็ดีหรอก

 

“ไม่อยากเห็นคนละลายตายคาห้องทำงาน นี่แค่จูบยังหมดแรงจะยืน แล้วถ้าป๊าทำอย่างอื่น ไม่ละลายตายคาเตียงนอนเลยหรอครับ” มือเล็กๆ ฟาดมาที่ไหล่อย่างแรง อยากจะบอกว่าเจ็บแต่ก็ร้องไม่ออก เพราะถูกคนน่ารักรุกเข้าใส่ด้วยการหอมแก้มทั้งซ้ายและขวา ปิดปากด้วยการจูบปากอย่างแรง... เออดี ชอบนะเนี่ย

 

“น้ำปั่นสัญญาเลย จะรุกฮ่องเต้ให้เป็น จะทำให้ฮ่องเต้เห็นว่าน้ำปั่นโตขึ้นมากแล้ว น้ำปั่นอยากเป็นฮองเฮาของฮ่องเต้จะแย่” ดูเอาแล้วกันครับ แค่สัมผัสไม่เท่าไหร่ก็เขินจะตาย แล้วยังกล้าประกาศว่าอยากเป็นฮองเฮา ถ้าผมไม่มีน้ำอดน้ำทน รับรองเลยว่าน้ำปั่นได้สมตามที่ปรารถนาแน่ๆ

 

“หรอครับ งั้นเป็นตอนนี้เลยมั้ย สัญญาเลยว่าน้ำปั่นได้เป็นฮองเฮาแบบไม่มีทางหนีรอดแน่ๆ ป๊าเองก็ไม่ได้มีเซ็กส์มาตั้งหลายปี ถ้ามีครั้งนี้คงมีคนตายคาเตียงแน่ๆ ว่าแต่รับไหวมั้ย ป๊ารุนแรงนะ...” น้ำปั่นทำหน้าเหวอ ก็ผมเคยพูดเรื่องแบบนี้ซะที่ไหน รายนั้นก้าวถอยหลังไปเล็กน้อย ราวกับถอยไปตั้งหลัก ทั้งๆ ที่ผมเอื้อมมือไปก็สามารถคว้าร่างทั้งร่างมากอดได้แล้ว

 

“ฮ่องเต้บ้า พูดอะไรก็ไม่รู้ น้ำปั่นไม่เป็นมันแล้ว ฮองเฮาอะไรไม่เอาทั้งนั้น  คนบ้า ลามก ทะลึ่ง โรคจิต ซาดิสต์ ไม่เอานะ อย่ามาจับน้ำปั่นนะ ฮ่องเต้อ่ะ...” ผมคว้าน้ำปั่นมากอดเอาไว้ เรื่องอะไรจะยอมให้มาว่าฉอดๆ แล้ววิ่งหนีไปหน้าตาเฉย ผมฉกชิงความหอมจากแก้มนุ่มอยู่หลายครั้ง น้ำปั่นพยายามดิ้น แต่มีหรือจะสู้แรงของผมได้

 

“ดิ้นมากๆ เดี๋ยวก็เจ็บหรอก น้ำปั่นก็รู้ว่าป๊าไม่เคยทำรุนแรงกับน้ำปั่น แค่ขู่เล่นเท่านั้นเอง... แต่เรื่องไม่เคยมีเซ็กส์มาหลายปี อันนี้ไม่ได้โกหกนะ” กระซิบเบาๆ ขบติ่งหูนิ่มเล่น ทำเอาน้ำปั่นสะดุ้งเฮือกทันที

 

“ไม่มีน่ะดีแล้ว ห้ามไปมีกับคนอื่นนะ น้ำปั่นไม่เอานะ ไม่ยอมให้ฮ่องเต้ไปมีอะไรกับใครแล้วนะ น้ำปั่นหวง” ไม่ต้องบอกผมก็ไม่ไปมีอะไรกับใครอยู่แล้ว ก็นะ สำหรับผม อดเปรี้ยวไว้กินหวานดีกว่า อีกอย่างผมก็มีวิธีระบายความรู้สึกอัดอั้นแล้วนี่หว่า

 

“สัญญา... ไม่ดิ สาบานเลยครับ ใครจะกล้าทำที่รักเสียใจล่ะ ไม่แกล้งแล้วดีกว่า ป๊าทำงานต่อแล้ว ไม่งั้นถูกย่าน้อยของน้ำปั่นตัดออกจากกองมรดกแน่ๆ ช่วงนี้   ไอ้ต้อมแม่งขยันผิดปกติ ดีไม่ดีมันแย่งมรดกไปหมด ป๊าไม่มีเงินเลี้ยงน้ำปั่นขึ้นมา สงสัยจะแย่ว่ะ” น้ำปั่นหันมากอดผมเสียแน่น ใช้ใบหน้าถูไปมาที่อกของผม ท่าทางอ้อนๆ แบบนี้ มันน่ารักดีว่ะ

 

“ก็เคยบอกแล้วไง ต่อให้ฮ่องเต้ไม่มีเงิน ไม่สามารถมอบความสุขสบายให้กับน้ำปั่นได้ ไม่ว่ายังไงน้ำปั่นก็ยังรักฮ่องเต้ ขอแค่ไม่ทิ้งกันไปไหน แค่ได้อยู่ด้วยกันก็พอ” ก็น่ารักซะขนาดนี้ แล้วจะไม่ให้ผมรักได้ยังไงกัน

 

“น่ารักมากไปป๊าจะตายเอาได้นะน้ำปั่น เท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็แย่แล้วว่ะ    งานการไม่อยากทำ อยากจะอยู่ใกล้ๆ ตลอดเวลา ไม่อยากให้ห่างเลยด้วยซ้ำ นี่ทำเสน่ห์ใส่กันหรือเปล่า” ผมอมยิ้มนิดๆ กับสีหน้าที่ดูภาคภูมิใจในตนเองของน้ำปั่น รายนี้ก็รีบเดินอ้อมมาทางด้านหลัง มานวดไหล่ให้อย่างเอาอกเอาใจ

 

“น้ำปั่นไม่ได้ทำเสน่ห์สักหน่อย ก็คนมันน่ารักเองนี่นา เลยมีคนมารักแบบนี้ไง ฮี่ๆ รักฮ่องเต้ที่สุดเลยนะ จุ๊บๆ” ผมเชื่อแล้วว่าเด็กเหมือนยาอายุวัฒนะ ยิ่งกินบ่อยเท่าไหร่ยิ่งรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า แถมยังโคตรมีความสุข

 

“ครับๆ ไม่เถียงเลยครับ เพราะว่ามันเรื่องจริง ว่าแต่ว่าเมื่อวานนี้เป็นไงบ้าง ไม่เห็นเล่าให้ป๊าฟังเลย...”

 

“แม่ดีขึ้นเยอะแล้ว น้ำหวานก็น่ารักดีนะ เด็กผู้หญิงนี่ช่างพูด ช่างอ้อนเอาใจ เรียกน้ำปั่นว่าพี่ชายทุกคำเลย...” สีหน้าของน้ำปั่นยิ้มแย้มอย่างมีความสุข เพราะสามารถก้าวผ่านข้ามเรื่องราวเหล่านั้นมาได้ด้วยตัวเอง น้ำปั่นจึงโตขึ้นมาอีกนิด มีความสุขมากกว่าที่เคยเป็นอีกหน่อย

 

“อ้อ แม่ฝากมาขอบคุณฮ่องเต้ด้วยล่ะ ที่ยอมให้น้ำปั่นไปเยี่ยมท่านบ่อยๆ”    น้ำปั่นโอบกอดรอบคอและเกยคางลงตรงไหล่ สีหน้าที่บ่งบอกถึงความสุขของไอ้ตัวดื้อ ทำให้ผมมีความสุขตามไปด้วย

 

“เห็นน้ำปั่นมีความสุขแบบนี้ ป๊าก็ดีใจ ว่าแต่ช่วงนี้ไม่เห็นไปเที่ยวกับเจ้านายเลยล่ะ...” รู้สึกเหมือนจะมีเค้าลางบางอย่าง และมันน่าจะเป็นอย่างที่ผมคิด เกี่ยวกับเจ้านายกับไอ้ต้อม ซึ่งผมขอไม่เข้าไปก้าวก่าย เพราะเรื่องของผมไอ้ต้อมมันก็ไม่เคยมายุ่ง ทีนี้ก็เหลือแค่ว่าน้ำปั่นจะรับรู้เรื่องนี้เมื่อไหร่ก็เท่านั้นเอง

 

“ช่วงนี้เจ้านายยุ่งๆ ยังไงก็ไม่รู้ เสาร์อาทิตย์ก็ไม่เคยอยู่บ้าน ถามว่าไปไหนก็ไม่ยอมบอก สงสัยจะแอบซุกแฟนแน่ๆ รอให้น้ำปั่นจับได้ก่อนเถอะ จะล้อไม่เลิกเลยคอยดู” ผมก็อยากรู้เหมือนกัน ถ้าถึงเวลานั้น น้ำปั่นจะล้อสองคนนั้นแบบไหน แต่เชื่อเหอะ อย่างไอ้ต้อมมันไม่เคยสนใจอะไรหรอก มันกับผมก็เหมือนกัน หน้าด้านอย่าบอกใคร

 

“ไม่โกรธรึไงที่เจ้านายไม่ยอมบอกอะไรเลย...”

 

“ไม่โกรธหรอก น้ำปั่นรู้ว่าเจ้านายจะต้องบอก อยู่ที่ว่าเมื่อไหร่ก็เท่านั้นเอง อีกอย่างช่วงนี้เจ้านายดูยิ้มแย้มและมีความสุข น้ำปั่นก็ดีใจ นึกถึงตอนเจ้านายโกรธขึ้นมาแล้วยังสยองไม่หายเลยอ่ะ” อ้อ เมื่อหลายวันก่อนน้ำปั่นก็เล่าให้ฟัง เรื่องที่เจ้านายโกรธที่น้ำปั่นไม่ยอมบอกเรื่องแม่ให้รับรู้ เพราะเจ้านายเป็นห่วงน้ำปั่นมาก รายนั้นจับสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ ของผู้หญิงปริศนาที่มานั่งคุยกับน้ำปั่นตั้งแต่แรก

 

“เพื่อนที่ดีก็ต้องแบบเจ้านายนี่แหล่ะ รักกันให้มากๆ เพื่อนดีๆ แบบเจ้านายหาไม่ได้ง่ายๆ หรอกนะ” น้ำปั่นขยับมาเนียนนั่งตักผม ยกแขนเรียวคล้องรอบคอและเอาหัวซุกที่อก ถูไถไปมาโดยที่ไม่นึกสงสารหัวใจของผมบ้าง ว่ามันจะทรมานมากแค่ไหน

 

“แล้วคนรักที่ดีแบบนี้หาได้ยากมั้ยนะ แต่คงจะยากมากเลยล่ะ ผู้ชายที่แสนดี อบอุ่น และใจดีแบบคนนี้ คงหาที่ไหนไม่ได้แล้วล่ะ มีแค่คนเดียวในโลกเลยด้วยมั้ง...” น้ำปั่นยิ้มหวาน มาอ้อน มาหอมแก้ม มาจูบปากผมแบบนี้ อยากจะถามไอ้ตัวดีจริงๆ ว่าอยากโดนใช่มั้ย รู้ว่าผมต้องพยายามอดใจ แล้วยังมาแกล้งยั่วให้ปั่นป่วน ถ้าไม่ติดว่า น้ำปั่นยังเด็กเกินไป รับรองเลยว่าผมจับกินไปนานแล้ว

 

“มีแค่คนเดียวในโลกจริงๆ นั่นแหล่ะ แถมออฟชั่นเสริมให้ด้วยนะ ทั้งหื่น ลามก ฉวยโอกาส มือไว ชอบกินเด็กเป็นชีวิตจิตใจอีกต่างหาก” ผมรวบตัวน้ำปั่นและอุ้มไอ้ดื้อมันขึ้นมาพาดที่บ่า ล็อกตัวเอาไว้กันดิ้นหนี

 

“ฮ่องเต้อ่ะ ปล่อยน้ำปั่นนะ ปล่อยเดี๋ยวนี้เลย คนบ้า จะทำอะไรเค้าอ่ะ...”

 

“ก็ไม่ได้จะทำอะไรนี่นา แค่จะพาไปที่ห้องนอน ไปบนเตียง ไปทำอะไรๆ ที่ทำแล้วน้ำปั่นระทวยจนไม่มีแรงดื้อ... ป๊าโคตรชอบอ่ะ” น้ำปั่นพยายามดิ้นเท่าไหร่ก็ไม่เกิดผลหรอกครับ เพราะว่าดิ้นไปก็เท่านั้น สุดท้ายไอ้ดื้อก็เป็นฝ่ายกอดผมเสียแน่น

 

แต่ก็นะ สุดท้ายแล้วคนที่ทรมานก็คือผมฝ่ายเดียวอยู่ดี เพราะน้ำปั่นน่ะสบายตัวไปแล้ว แต่ผมต้องสะสางความรู้สึกด้วยมือตัวเอง น่าสงสารมากเลยใช่มั้ยล่ะ

 

“ไม่เอานะฮ่องเต้ น้ำปั่นไม่เล่นแบบนี้นะ...”

 

“แล้วใครว่าป๊าเล่นวะ นี่จะพาไปเป็นฮองเฮาไง อยากเป็นมากไม่ใช่หรอครับ” ผมเปิดประตูห้องนอนอย่างยากลำบาก จับน้ำปั่นวางลงบนเตียงนอน แกล้งปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตทีละเม็ดๆ รายนั้นก็คว้าหมอนมาปาใส่ผมจนวุ่นไปหมด

 

“จุ๊ๆ อย่าขัดขืนดีกว่า ยอมเป็นฮองเฮาแต่โดยดี ป๊าจะไม่รุนแรง จะทำอย่างเบาที่สุด เพราะฉะนั้น... มาเป็นฮอองเฮาของฮ่องเต้ดีกว่า” ผมกระโจนขึ้นไปรวบตัวน้ำปั่น พลิกร่างเล็กลงมานอนทางด้านล่าง ส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ไปให้ น้ำปั่นยังคงดิ้นไปมา จนผมอดที่จะก้มลงไปกระซิบคำรัก ที่ทำให้คนฟังหยุดนิ่งได้ในทันที

 

“ฮ่องเต้รักน้ำปั่นนะครับ สัญญาเลยว่าผู้ชายคนนี้จะไม่มีทางทิ้งขวาง จะไม่ปล่อยให้น้ำปั่นต้องเดียวดาย และจะรักน้ำปั่นคนนี้ตลอดไป” ผมจุมพิตลงบนหน้าผากของน้ำปั่น ใช้นิ้วก้อยเกี่ยวนิ้วเล็กๆ แทนคำสัญญา

 

“ไม่ว่าต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น ป๊าสัญญาว่าจะไม่ปล่อยมือจากน้ำปั่นเด็ดขาด อยู่ด้วยกันตลอดไปนะครับ... ที่รัก” ดวงตาคู่สวยเริ่มสั่นไหว น้ำใสๆ คลอเต็มหน่วย แต่ทว่าใบหน้าหวานกลับแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้ม

 

“น้ำปั่นก็รักฮ่องเต้ที่สุดเลยฮะ สัญญาว่าจะเป็นเด็กดี ไม่ดื้อ ไม่งี่เง่า ไม่เอาแต่ใจ จะเป็นคนรักที่ดีเพื่อฮ่องเต้ให้ได้ อยู่ข้างๆ กันอย่างนี้ไปเรื่อยๆ นะฮะ... รักฮ่องเต้ที่สุด” ความรู้สึกของเราทั้งคู่ เหมือนแม่เหล็กที่ดึงเราสองคนเข้าหากัน  จุมพิตที่แสนหวานชื่นและดูดดื่ม คือการประทับตราในสัญญาที่เรามีต่อกัน

 

ไม่ว่าเส้นทางข้างหน้าจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ หรือเต็มไปด้วยขวากหนาม    ผมจะปกป้องและดูแลน้ำปั่นให้ดีที่สุด เราจะก้าวเดินไปด้วยกัน อาจจะไม่ตลอดกาล แต่มันจะนานตลอดไป

 

จบบริบูรณ์

 

#เต้ปั่น #ยุ่งนัก

จบแล้วค่ะ จบลงแล้วสำหรับความน่ารักของน้ำปั่นแก้วนี้ ตามที่สัญญาเอาไว้เลยค่ะ โนดราม่า มีแต่น่ารักๆ ต่างหาก ><

ขอบคุณคนที่ตามอ่านน้ำปั่นจนจบนะคะ ส่วนคนที่สั่งหนังสือเอาไว้ วันอังคารเกรทจะทำการจัดส่งให้ค่า ตอนนี้ห่อไปเกือบเสร็จแล้ว

ขอบคุณอีกครั้งนะคะ ^^

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

15,978 ความคิดเห็น

  1. #15472 $ally''sis (@nuttha-cha) (จากตอนที่ 131)
    วันที่ 15 มีนาคม 2558 / 22:50
    น่ารักที่สุด~~~
    #15472
    0
  2. #15270 Vanilla (จากตอนที่ 131)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2557 / 11:43
    น้ำปั่นน่ารักจริงๆ
    #15270
    0
  3. #15266 frungfringwc (@frungfring123-) (จากตอนที่ 131)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2557 / 10:41
    โอ้ยซึ้งน้ำตาคลอเลย น้ำปั่นน่ารักมากกกก อยากให้มีเอ็นซีจัง #รองเท้าลอยมาแต่ไกล ไม่อยากให้จบเลยยย น่ารักก .//////.
    #15266
    0
  4. #15248 praely (@praemarisa) (จากตอนที่ 131)
    วันที่ 30 กันยายน 2557 / 00:39
    ซึ้งมากอ่ะ ไม่อยากให้จบเลย T^T

    อยากรู้เรื่องของเจ้านายอ่ะ ^__^
    #15248
    0
  5. #15243 patty (จากตอนที่ 131)
    วันที่ 29 กันยายน 2557 / 16:01
    เรื่องนี้ทำให้ยิ้มได้ตลอดจนตอนสุดท้าย ไม่เสียดายเงินที่สั่งซื้อไปเลยจริง ๆ
    #15243
    0
  6. #15241 Mysterious (@World27) (จากตอนที่ 131)
    วันที่ 29 กันยายน 2557 / 04:33
    ว๊า...เสียดาย ไม่ดราม่าเลอ #โดนตบ บทส่งท้ายนี้ก็ทำให้ได้รู้ถึงทุกเหตุผลของแม่น้ำปั่นแล้ว แต่ก็แอบผิดหวังในตัวแม่อยุ่เล็กๆนะ แต่สุดท้ายเราก็ดีใจที่ได้เห็นน้ำปั่นมีความสุข
    #15241
    0
  7. #15239 produck (จากตอนที่ 131)
    วันที่ 29 กันยายน 2557 / 02:09
    น่ารักกันตลอดคู่นี้ ไม่อยากให้จบเลยอ่ะ



    น้ำปั่นยังไม่ได้เป็นฮ่องเฮาเลยนะ อิอิ
    #15239
    0
  8. #15236 sosozee (@sosozee) (จากตอนที่ 131)
    วันที่ 28 กันยายน 2557 / 22:27
    happy happy<3<3
    #15236
    0
  9. #15227 eeDneaS (@taew1209) (จากตอนที่ 131)
    วันที่ 28 กันยายน 2557 / 07:51
    จบแล้ว จบลงไปพร้อมกับความน่ารักสดใสของน้ำปั่น เด็กน้อยผู้น่ารักที่เติบโตขึ้นมากจริงๆ เข้มแข็งกว่าที่คิด น้าปั่นเป็นเด็กดี น่ารักแบบนี้เต้หนีไปไหนไม่ได้แล้วคงจะไม่หนีด้วยแน่นอน เพราะรักน้ำปั่นมากขนาดนี้ ขอบคุณพี่เกรทที่เขียนเรื่องราวสนุกๆแบบนี้ขึ้นมา เรื่องนี้โนดราม่าจริงๆ มีแต่ความน่ารักสดใสของน้ำปั่น ว่าแต่เมื่อไรน้ำปั่นจะได้เป็นฮองเฮานะ >////<
    #15227
    0
  10. #15224 PPPPP (จากตอนที่ 131)
    วันที่ 28 กันยายน 2557 / 07:17
    น้ำปั่นได้เจอแม่แล้ว ดีใจด้วยนะ
    #15224
    0
  11. #15221 KiHaE*129 (@princezzaofz) (จากตอนที่ 131)
    วันที่ 28 กันยายน 2557 / 01:00
    ซึ้งน้ำตาไหลตาม

    น้ำปั่นน่ารักมากอ่ะ

    อยากได้น้ำปั่นนนนนนนนนนนนนนนนน
    #15221
    0
  12. #15218 kim (จากตอนที่ 131)
    วันที่ 27 กันยายน 2557 / 23:19
    น้ำปั่นเจอแม่แล้ววววว



    ดีใจด้วยนะ

    แต่ก็นะ สู้ ๆ
    #15218
    0
  13. #15213 Little Stream (@haruka15) (จากตอนที่ 131)
    วันที่ 27 กันยายน 2557 / 22:51
    ฮือออ จบแล้ววว น้ำปั่นน่ารักมากกกกกกก ดีแล้วล่ะที่เจอแม่แท้ๆ ของตัวเองและก็เข้าใจกัน 

    น้ำปั่นโชคดีมากที่มาเจอฮ่องเต้ อยากบอกว่าชอบเรื่องนี้มากๆๆ เลย อ่านแล้วอมยิ้มทุกครั้ง ขอบคุณนะค้า ที่แต่งเรื่อนี้มาให้พวกเราอ่าน 
    #15213
    0
  14. #15211 แหม่เลิ้บ (@g-dragon555) (จากตอนที่ 131)
    วันที่ 27 กันยายน 2557 / 22:17
    ยังคงน่ารักตั้งแต่ตอนแรกจนถึงตอนจบเลยนะน้ำปั่น
    #15211
    0