OK!! I love U ♥ ยุ่งนัก...กูรักมึงก็ได้ [Yaoi][Boy's love]

ตอนที่ 129 : .....ดื้อนัก! รักดีมั้ย..... 12. หวงแหน (ฮ่องเต้)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,383
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    18 ก.ย. 57



 12. หวงแหน

 

(ฮ่องเต้)

 

ถ้าถามว่าคนเราสามารถอดทนอดกลั้นได้มากแค่ไหน ผมไม่รู้หรอก แต่สิ่งที่ผมรู้ก็คือ สำหรับผมแล้วไม่ว่ายากแค่ไหนก็ต้องอดทน ยิ่งกับน้ำปั่นยิ่งต้องใช้ความอดทนมากเป็นพิเศษ ทั้งๆ ที่อยากรักอยากกอดมากกว่านี้ อยากจะเป็นหนึ่งเดียวกันเสียที

 

แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่คิดมานั้น มันคงเป็นได้เพียงแค่ความคิดเท่านั้นจริงๆ

 

ค่ำคืนนั้นผมตบะแตกจนเกือบจะผิดสัญญาที่ให้เอาไว้กับตัวเอง ผมเคยสัญญาเอาไว้ว่าจะไม่ทำอะไรน้ำปั่นจนกว่าจะถึงเวลา ไอ้คำว่าไม่ทำอะไรน่ะ หมายถึงว่าจะไม่มีเซ็กส์กับน้ำปั่นโดยเด็ดขาด เพราะผมไม่อยากจะให้น้ำปั่นรู้สึกว่าผมหวังในร่างกายของน้ำปั่น... ถึงจะแอบหวังอยู่ก็เหอะ

 

คุณไม่ใช่ผมคุณไม่มีวันเข้าใจหรอกว่ะ คืนนั้นถ้าผมไม่หยุดตัวเองไว้ และถ้าน้ำปั่นไม่หลับไปเสียก่อน รับรองเลยว่าผมผิดสัญญากับตัวเองแน่ๆ ภาพที่น้ำปั่นนอนเกือบเปลือยตรงหน้า ร่างกายขาวๆ อมชมพูดูน่าสัมผัส ความน่ารักและความน่าหลงใหลของเจ้าตัวที่ไม่ได้เสแสร้งใดๆ มันทำให้ผมอยากสัมผัสน้ำปั่นใจจะขาด

 

เหมือนมีอาหารที่แสนโอชะอยู่ตรงหน้า แต่ไม่สามารถแตะต้องหรือกินได้ มันทรมานนะเว้ย แต่ทำยังไงได้วะ สุดท้ายก็ต้องทน สุดท้ายก็ต้องปลดปล่อยอารมณ์ด้วยมือตัวเอง ทั้งๆ ที่อยากให้น้ำปั่นเป็นคนช่วยแท้ๆ

 

 

 

 

“เฮ้อ...”

 

“ถอนหายใจทำไมอ่ะฮ่องเต้ เหนื่อยหรอ” เจ้าตัวดีเดินเข้ามากอดหมับที่แขน เอาอกนุ่มๆ มาเบียดแบบนี้ เดี๋ยวไอ้เต้ก็ตบะแตกกันพอดี ถึงน้ำปั่นจะไม่มีอกแบบผู้หญิง แต่เนื้อตัวนุ่มนิ่มนี่ก็อันตรายเหมือนกันนะเว้ย

 

หรือความจริงที่อันตรายนี่ตัวผมเองวะ

 

“โคตรเหนื่อย...” เหนื่อยกับความคิดของตัวเองนี่แหล่ะ เพ้อเจ้อเหี้ยไรวะไอ้เต้ ผ่านมาตั้งหลายวันแล้วเว้ย คิดไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ไว้รอเนียนครั้งหน้าดีกว่ามั้ยวะ... เออ กูแม่งคิดแต่เรื่องเลวๆ เนอะ

 

“เหนื่อยก็พักสักหน่อยมั้ย เดี๋ยวน้ำปั่นนวดให้ น้ำปั่นนวดเก่งนะ” จ้าๆ รู้ว่านวดเก่ง แต่ถ้าให้มานวดตอนที่ป๊ากำลังฟุ้งซ่านแบบนี้ มันจะไม่ปลอดภัยมั้ยวะ

 

“ทำการบ้านเสร็จแล้วรึไง ป๊าไม่เป็นไรหรอกน่า เดี๋ยวเอนหลังสักหน่อยคงดีขึ้น แก่แล้วก็อย่างนี้แหล่ะ” น้ำปั่นหัวเราะเสียงใส คงถูกใจที่ผมว่าตัวเองว่าแก่ เด็กอะไรวะโคตรน่ารัก ยิ่งมองก็ยิ่งน่ารัก สงสัยผมจะต้องไปบำบัดอาการหลงน้ำปั่นแล้วมั้ง

 

“วันนี้ไม่มีการบ้าน ว่างมากอ่ะ น้ำปั่นนวดหลังให้ดีกว่า ไปนอนที่โซฟานะ” โซฟาตัวนั้นน่ะหรอ มันตัวที่ป๊านาบน้ำปั่นครั้งก่อนนี่หว่า ขืนไปนอนนวดตรงนั้นเดี๋ยวทั้งภาพและเสียงมันเล่นงานป๊าขึ้นมา ตายห่าแน่ๆ

 

“เฮ้ยไม่เป็นไร ป๊า...” ตั้งใจจะปฏิเสธ แต่พอถูกมองด้วยสายตางอนๆ เข้า ตายสถานเดียวเลยครับ ปฏิเสธความต้องการของไอ้เด็กน่ารักนี่ไม่ได้เลย

 

“ครับๆ ยอมแพ้เลยครับไอ้แสบ” ผมยกมือขึ้นเป็นเชิงยอมแพ้ เดินไปทิ้งตัวลงนอนคว่ำที่โซฟา น้ำปั่นกระโดดขึ้นมานั่งทับที่หลังของผม และวางมือทั้งสองข้างลงบนแผ่นหลัง กดคลึงนวดๆ ที่แผ่นหลังของผมไปมา ก็สบายดีอยู่หรอก แต่คนมันจิตอกุศลเป็นทุนเดิม มันเลยเผลอคิดถึงเรื่องอื่นไปนิดนึง

 

“นี่ฮ่องเต้ เมื่อวันก่อนมีคุณน้าคนหนึ่งเข้ามาคุยกับน้ำปั่นด้วยนะ ท่าทางใจดีมากเลย เค้าบอกว่ามารอพบลูก แต่ลูกเค้าไม่ยอมออกมาเจอหน้าเลย น่าแปลกจัง ทำไมถึงได้ใจร้ายกับแม่ตัวเองขนาดนั้นนะ” ผมนอนฟังน้ำปั่น พลางครุ่นคิดตามไปด้วย มันก็จริงอย่างที่น้ำปั่นว่า แต่บางครั้งเรื่องราวที่เราได้รับฟังมา มันอาจจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่มากกว่านั้นก็ได้

 

“บางทีเขาอาจจะทะเลาะกันอยู่หรือเปล่า คนนอกอย่างเราไปตัดสินอะไรทันทีไม่ได้หรอก อีกอย่างอย่าไว้ใจใครง่ายเกินไปนะน้ำปั่น ถ้าเกิดมีคนแปลกหน้ามาขอให้พาไปตามหาใครก็อย่าไปเชียวนะ เกิดมันจับน้ำปั่นไป ป๊าจะทำยังไง” ผมเตือนน้ำปั่นเสมอ ด้วยความที่น้ำปั่นเป็นเด็กที่น่ารัก ตัวเล็กๆ เหมือนเด็กผู้หญิง และคนสมัยนี้ก็อันตรายมาก ข่าวมีลงให้เด่นหราตามหน้าหนังสือพิมพ์ ผมไม่อยากให้เรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นกับคนที่ผมรัก

 

“อื้อ รู้แล้ว ก็สัญญาเอาไว้แล้วนี่นา ไม่ต้องห่วงนะ น้ำปั่นไม่ไปไหนกับคนแปลกหน้าอย่างแน่นอน” จริงๆ ผมก็เป็นห่วงนะ แต่ก็เบาใจได้ระดับหนึ่ง เพราะว่าน้ำปั่นเป็นเด็กดีที่เชื่อฟังและทำตามสัญญาที่ให้ไว้เสมอ การเลี้ยงน้ำปั่นไม่ใช่เรื่องยากหรือหนักหนาอะไร

 

แต่เรื่องหัวใจนี่แหล่ะที่หนักหนาน่าดู

 

“พูดถึงคุณน้าคนนั้นแล้วน้ำปั่นรู้สึกคุ้นหน้ายังไงก็ไม่รู้ พยายามนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าเคยเจอหน้ามาจากที่ไหน อืม บางทีอาจจะเห็นตอนที่เค้ามารับลูกก็ได้มั้ง” มันก็อาจจะเป็นอย่างที่น้ำปั่นว่า แต่ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรกับเรื่องนี้ สิ่งที่ผมสนใจก็คือร่างของน้ำปั่นที่โน้มลงมาแนบชิดกับแผ่นหลังของผมต่างหาก

 

“หนักว่ะน้ำปั่น ป๊าหายใจไม่ออกเว้ย” ผมขยับตัวไปมาเพื่อให้น้ำปั่นทนไม่ไหวและลงจากตัวผมไป แต่ก็ลืมไปว่าเด็กคนนี้ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ยิ่งผมบอกว่าหนักก็ยิ่งกดแรงทับลงมาอีก

 

“นี่แน่ะ นี่แน่ะ ฮ่าๆ ไหนว่าน้ำปั่นเป็นไอ้กุ้งแห้ง แล้วจะหนักได้ไง อย่ามาเนียนเลยน่าฮ่องเต้” ผมยอมแพ้น้ำปั่นก็ได้วะ ยิ่งแกล้งยิ่งเข้าตัว เมื่อให้ลงไปดีๆ แล้วไม่ยอมลง ผมก็แกล้งพลิกตัวนอนหงาย พร้อมกับคว้าร่างของน้ำปั่นที่ทำท่าจะตกจากตัวผมเอาไว้ เป็นอันว่าตอนนี้น้ำปั่นนั่งทับอยู่ตรงจุดอันตรายของผมพอดีเลยว่ะ

 

“ใจหายเลยอ่ะฮ่องเต้ เล่นแบบนี้ได้ไงกัน ถ้าน้ำปั่นตกลงไปหัวชนกับโต๊ะเข้าล่ะ” มาทำหน้างอนใส่แบบไม่ดูเวลาล่ำเวลาอีกแล้วนะน้ำปั่น ไม่รู้ตัวเลยรึไงว่านั่งทับอยู่ตรงไหนกัน

 

“โอ๋ๆ ขวัญมานะครับที่รักของป๊า ว่าแต่ขยับขึ้นมานั่งทับที่ท้องดีกว่ามั้ย นั่นมันจุดอันตรายเลยนะ...” น้ำปั่นก้มหน้าลงมอง เจ้าตัวดีหน้าแดงแจ๋แบบทันทีทันใด ทีนี้เลยขยับมานั่งทับที่ท้องของผมแทน เบาเกินไปมั้ยวะน้ำปั่น

 

“อย่ามาลามกนะตาเฒ่าเจ้าเล่ห์ คิดไม่ซื่อกับน้ำปั่นอีกแล้วใช่มั้ย...”

 

“ทุกวินาทีเลยก็ว่าได้ เอ้าอย่าตีป๊าสิครับ มันเจ็บนะเว้ย คนพูดความจริงก็ผิดเนอะ” ผมรวบแขนเล็กๆ ของน้ำปั่นเอาไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียว ยิ่งน้ำปั่นดิ้นขัดขืนไปมามากเท่าไหร่ ความอกุศลมันยิ่งทำร้ายผมเท่านั้น

 

“ผิดสิ ผิดมากด้วย ฮ่องเต้บ้าอ่ะ คิดอะไรแบบนั้นกับน้ำปั่นตลอดเลยหรอ มันเขินนะ น้ำปั่นเสียหายด้วย มาทำให้ปั่นป่วนได้ไง...” ผมมองดูคนเขินที่แดงไปทั้งตัว ถ้าน้ำปั่นโตกว่านี้ และถ้าผมไม่ได้เลี้ยงน้ำปั่นไว้ในฐานะลูกชาย ผมจะควงน้ำปั่นและประกาศให้คนทั้งโลกได้รับรู้ ว่าคนน่ารักคนนี้คือคนรักของผม เชื่อเถอะว่าต้องมีคนอิจฉาผมเยอะเอาเรื่องเลยล่ะ

 

“อย่าครับน้ำปั่น อย่าทำเหมือนว่าไม่ชอบ ไม่เห็นต้องเขินเลย เราเป็นคนรักกันไม่ใช่รึไง เรื่องแบบนี้มันธรรมดาจะตายไป” น้ำปั่นยกมือขึ้นมาปิดหู ทำเป็นหลับตา ทำเป็นรับไม่ได้ อย่ามาน่ารักมากเกินไปเลย

 

“ก็น้ำปั่นเขิน ยิ่งนึกถึงยิ่งเขิน น้ำปั่นไม่เคยทำอะไรแบบนี้เลยนี่นา ก็ไม่ปฏิเสธหรอกนะว่าชอบที่ฮ่องเต้ทำให้... โอ๊ย ฮ่องเต้อ่ะ บ้า บ้า บ้า” เอาเลยครับ ตีมาเลย ไหล่จะหักอยู่แล้วเว้ย แรงดีไปไหนก็ไม่รู้

 

“ถ้าชอบ ไว้วันหลังจะทำให้ใหม่นะ...” ผมยันตัวลุกขึ้นนั่ง ตวัดมือกอดหมับที่เอวของน้ำปั่นเอาไว้ กันไอ้ตัวดีมันหนีไปไหน

 

“บ้า... โอ๊ย... อื้อ” เป็นคำร้องที่ฟังแล้วงงพอสมควร ตกลงน้ำปั่นจะมาอารมณ์ไหน แต่ช่างเถอะ ผมฟังแค่คำสุดท้ายก็แล้วกัน

 

“ที่รักของฮ่องเต้น่ารักอย่าบอกใครเลยนะ ไม่รู้ทำไมป๊าถึงได้ทั้งรักทั้งหลงมากขนาดนี้ แอบทำเสน่ห์ใส่ป๊าหรือเปล่าวะ...”

 

“ไม่เห็นต้องทำเลย เพราะน้ำปั่นรักฮ่องเต้มากกว่าใครๆ ฮ่องเต้ก็ต้องรักน้ำปั่นสิ รักให้มากๆ เลยนะ น้ำปั่นชอบที่สุดเลย” ผมรู้และเข้าใจว่าทำไมน้ำปั่นถึงได้โหยหาความรัก ชอบที่ได้รับความรักจากคนรอบข้าง เพราะน้ำปั่นกลัวการไม่ถูกรัก

 

“แต่ว่าครั้งหน้า น้ำปั่นต้องทำให้ป๊าบ้างนะ จะได้แฟร์ๆ ไง” น้ำปั่นเบิกตากว้าง จากที่ตาโตเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว คราวนี้เลยกลายเป็นตาโตเท่าไข่ห่าน หน้าที่ว่าแดงเริ่มแดงจัด สงสัยเจ้าตัวคงจินตนาการและคิดภาพตามไปด้วย

 

“โหย... น้ำปั่น... อื้อ” เอาอีกแล้ว ผมจับใจความได้ที่คำสุดท้ายอีกแล้วว่ะ  น้ำปั่นกอดผมและซุกหน้าลงที่อก มีแฟนเด็กตัวเล็กๆ นี่ก็ดีเหมือนกันนะ เด็กน่ะช่างเอาใจ ช่างอ้อน น่ารัก ใสซื่อ และไม่เสแสร้ง ไม่เหมือนกับพวกผู้หญิงที่ผมได้เคยพบเจอ เมื่อนานมาแล้ว

 

“เอ้าๆ เขินจนตัวแดงไปหมดแล้ว เลิกแกล้งเด็กดีกว่า ว่าแต่จะนั่งท่านี้อีกนานมั้ย ทับจุดอันตรายอีกแล้วนะ” น้ำปั่นนั่งทับที่เป้าผม ก็ตอนที่ผมยันตัวลุกขึ้นมา ร่างของน้ำปั่นจึงถอยไปทางด้านหลัง พอรู้สึกตัว น้ำปั่นก็รีบลุกขึ้นจากตัวผม และขยับไปนั่งกอดเข่าอยู่ข้างๆ

 

“นี่ ฮ่องเต้... แบบน้ำปั่นก็ไม่ได้คิดทะลึ่งอะไรหรอกนะ แต่แบบว่า เอ่อ ผู้ชายกับผู้ชาย เค้า เอ่อ ทำกันแบบไหนหรอ” น้ำปั่นซุกหน้าลงบนเข่าอย่างรวดเร็ว ใบหูแดงแจ๋ซะขนาดนั้น คงไม่ต้องเดาให้ยากเลยว่าใบหน้าจะแดงมากแค่ไหน

 

“ทะลึ่งนะเรา...”

 

“เปล่าทะลึ่งสักหน่อย น้ำปั่นก็แค่อยากรู้เท่านั้นเอง ว่าแต่เค้าทะลึ่ง แล้วที่ตัวเองทำกับน้ำปั่นล่ะ...”

 

“นั่นเรียกว่ารักต่างหาก ถ้าไม่รักใครเขาจะไปทำแบบนั้นกับเด็กตัวเล็กๆ แบบนี้กัน เสี่ยงคุกเสี่ยงตารางนะเว้ย ข้อหาพรากผู้เยาว์มันหนักนะครับน้ำปั่น แต่ก็นะ ถ้าผู้เยาว์จะน่าพรากขนาดนี้ หึๆ” น้ำปั่นมองค้อนผมนิดๆ เจ้าตัวลุกขึ้นยืนและตั้งท่าจะเดินหนี ผมคว้าข้อมือของน้ำปั่นเอาไว้

 

“ของแบบนี้บอกไปก็เท่านั้น มันต้องลองเรียนรู้ด้วยตัวเอง เอาไว้ถ้าน้ำปั่นอยากรู้จริงๆ ป๊าจะสอนให้นะ...” น้ำปั่นสะบัดมือทิ้ง และวิ่งหนีไปทันที เขินเข้าไป ก็ตัวเองเป็นคนถามเองแท้ๆ แล้วจะมาเขินทำไมกันวะ

 

จะว่าไงดี ถ้าบอกว่ามีความสุขก็คงไม่ผิดนักหรอก แถมยังมีความสุขมากจนไม่รู้ว่าจะบรรยายออกมายังไง แต่บางทีการมีความสุขมากเกินไปมันก็น่ากลัวเหมือนกัน ถ้าเกิดความสุขมันหายไป เราจะรับมือกับมันได้มากแค่ไหนกัน

 

 

 

 

ช่วงนี้ผมรู้สึกว่าเวลามันผ่านไปอย่างรวดเร็วเหลือเกิน อีกแค่ไม่กี่วันจะต้องไปดูงานที่แม่ฮ่องสอน จากที่ตอนแรกกำหนดเวลาไว้แค่สี่วัน แต่ดูเหมือนว่าจะขยายเวลาเป็นหนึ่งสัปดาห์

 

แต่โชคดีที่น้ำปั่นเข้าใจและไม่งี่เง่า ผมจึงวางใจได้เปราะหนึ่ง แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมยังคงสงสัย และอยากจะหาคำตอบให้ได้ก่อนที่จะไปทำงานที่แม่ฮ่องสอน เรื่องที่คาใจผมอยู่นั้น คือเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่มักจะพบเห็นเธอนั่งคุยอยู่กับน้ำปั่นยามที่ผมแวะไปรับที่โรงเรียน

 

ผมไม่รู้ว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจคืออะไร แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกได้คือความหวงแหนในตัวน้ำปั่น มันมีมากขึ้นเป็นเท่าตัว บางสิ่งบอกให้ผมรับรู้ว่า ถ้าผมไม่ระวังเอาไว้ อาจจะเกิดเรื่องขึ้นได้ ถึงแม้ว่าผมจะยังไม่รู้ว่าคือเรื่องอะไรก็ตาม

 

"เจ้านาย คนที่คุยกับน้ำปั่นเป็นใคร พอจะรู้มั้ย” ผมเกิดความสงสัยมาได้สักพัก ครั้งแรกที่น้ำปันเล่าให้ฟัง จำได้ว่าเธอคนนี้มาหาลูกแต่ลูกไม่ออกมาพบ ถ้าแค่ครั้งสองครั้งผมจะไม่แปลกใจเลยสักนิด แต่ทว่าทุกครั้งที่ผมมารับน้ำปั่น ผมมักจะเห็นเธออยู่กับน้ำปั่นเป็นประจำ

 

อย่างนี้คงไม่ใช่มาหาหรือว่ามารอลูกแล้วล่ะ เหมือนตั้งใจมาพบน้ำปั่นโดยตรงมากกว่า

 

“ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันฮะอาเต้ เห็นมาดักรอเจอน้ำปั่นทุกวันเลย วันแรกที่เค้าเข้ามาหาน้ำปั่น ทำท่าทางเหมือนคนจะร้องไห้ หน้าตาดูดีใจที่ได้เจอกับน้ำปั่น เค้าบอกเหตุผลว่าน้ำปั่นหน้าคล้ายๆ ลูกเค้าฮะ” ผมยืนมองดูน้ำปั่นที่เก็บข้าวของและเดินตรงมาทางผม จากเท่าที่สังเกต ดูท่าผู้หญิงคนนี้น่าจะอายุราวๆ สี่สิบต้นๆ หน้าตาดี ผิวพรรณดี เธอหันมามองหน้าผมและก้มหัวให้เล็กน้อย

 

“ขอบคุณมากนะคะ...” ผมแปลกใจที่อยู่ดีๆ เธอก็มาพูดขอบคุณกับผม เธอยิ้มและบอกลาน้ำปั่น ผมรู้สึกสงสัยและคาใจ จนไม่สามารถปล่อยให้เรื่องนี้มันผ่านไปได้

 

“ฮ่องเต้ น้ำปั่นอยากกลับบ้านแล้ว วันนี้ปวดหัวมากเลย...” มือเล็กๆ เอื้อมมาจับที่ข้อมือของผม แรงกระตุกเบาๆ ทำให้ผมหันมาสนใจ ทั้งๆ ที่ตั้งใจจะเดินตามไปคุยกับเธอคนนั้นสักหน่อย ความรู้สึกบางอย่างที่ดูไม่ชอบมาพากล ทำให้ผมว้าวุ่นใจแปลกๆ

 

“เรียนหนักหรือไง หรือว่าอากาศร้อนเกินไป อยากไปหาหมอมั้ย” ผมละความสนใจจากเธอคนนั้น หันมาใช้มืออังหน้าผากน้ำปั่นเพื่อวัดอุณหภูมิ ตัวไม่ร้อนเท่าไหร่ กลับบ้านไปกินยานอนพักสักหน่อยน่าจะดีขึ้น

 

“ไม่เป็นอะไรมากหรอก แค่ได้นอนพักสักหน่อยน่าจะดีขึ้น...” น้ำปั่นยิ้มให้เหมือนในทุกครั้ง ผมมองตามแผ่นหลังของเธอคนนั้นไป หรือเป็นผมที่คิดมากไปเอง บางทีมันอาจจะไม่มีอะไรก็ได้

 

“น้าคนนี้มาหาลูกจริงๆ หรอน้ำปั่น” อยู่ดีๆ เจ้านายก็พูดขึ้นมา ระหว่างทางที่เราทั้งสามคนเดินมายังรถยนต์ของผม

 

“อื้อ ก็เค้าว่าอย่างนั้นนี่นา แต่น้ำปั่นก็ไม่รู้หรอกนะว่าลูกเค้าเป็นใคร เรียนอยู่ชั้นไหน แต่คงใจดำน่าดู แม่มารอเจออยู่ทุกวัน ทำไมไม่ยอมออกมาเจอก็ไม่รู้” ผมรับฟังเงียบๆ เพราะไม่ได้รู้อะไรมาก เลยไม่อยากตัดสินเอาเอง

 

“แต่หลังๆ มานี่ นายว่าน้าเค้ามาเพื่อเจอน้ำปั่นมากกว่านะ ถ้าเค้าอยากจะเจอหน้าลูกอย่างที่ว่าจริงๆ ก็น่าจะเอารูปมาให้เราดูแล้วให้ช่วยตามหาให้แล้วล่ะ” นิสัยของเจ้านายคือช่างสังเกต ช่างสงสัย ในขณะที่น้ำปั่นจะมองโลกในแง่ดีไปเสียทุกอย่าง นิสัยนี้ของน้ำปั่น ทำให้ผมแอบกังวลอยู่เหมือนกัน กลัวว่าน้ำปั่นจะเอาตัวรอดในโลกกว้างไม่ได้

 

“บางทีเค้าอาจจะได้เจอกันแล้วก็ได้มั้ง น้าเค้าออกจะใจดีกับน้ำปั่น คงไม่มีอะไรหรอก ขอบใจนะที่เป็นห่วง” น้ำปั่นยิ้มกว้าง ผมกับเจ้านายมองสบตากันเล็กน้อย เพราะน้ำปั่นมองโลกในแง่ดีเกินไป ถึงได้ต้องคอยดูแลเอาไว้ไม่ให้ห่าง

 

“ครับๆ คุยได้นะ แต่น้ำปั่นห้ามไปไหนมาไหนกับเขาเด็ดขาด คนสมัยนี้ไม่น่าไว้ใจนักหรอก ดูแลตัวเองด้วยก็แล้วกัน นายไปนะน้ำปั่น สวัสดีฮะอาเต้” เราสองคนโบกมือลาเจ้านาย น้ำปั่นก้าวขึ้นรถไปแล้ว ส่วนผมยังคงมองไปรอบๆ อย่างใช้ความคิด และเหมือนผมจะเห็นอะไรที่แปลกประหลาดด้วยว่ะ

 

“เฮ้ยๆ รถที่มารับเจ้านายแม่งโคตรคุ้นเลยเว้ย หึๆ ร้ายนะมึง” รถคันนั้นไม่ใช่รถของใครที่ไหน มันคือรถของไอ้น้องชายคนเดียวของผม ถึงจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศแปลกๆ ระหว่างไอ้ต้อมกับเจ้านาย แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นแบบนี้ สงสัยต้องหลังไมค์กับน้องชายตัวเองสักหน่อย ขืนมันทำเป็นเล่นกับเจ้านาย ทำเพื่อนรักของน้ำปั่นเสียใจขึ้นมา ทีนี้งานแม่งงอกหนักที่ผมแน่ๆ

 

“ฮ่องเต้ กลับบ้านเรากัน” น้ำปั่นลดกระจกลงและส่งเสียงเรียก เรื่องของสองคนนั้นพักเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน ตอนนี้พาน้ำปั่นกลับไปนอนพักเสียก่อน น่าจะดีที่สุด

 

เมื่อกลับมาถึงบ้าน น้ำปั่นก็ทิ้งตัวลงนอนที่โซฟาทันที ผมเตรียมยาและน้ำมาให้ไอ้ตัวดีกินเสียก่อนจะนอนหลับไป ช่วงนี้อากาศแปรปรวนบ่อย เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝนตก บางวันทั้งร้อน ทั้งฝนตก ทั้งลมพายุเข้า ทำเอาคนรอบข้างป่วยกันเป็นว่าเล่น

 

“กินยาก่อนแล้วค่อยนอนนะครับ ตื่นขึ้นมาจะได้หาย” น้ำปั่นทำหน้าเหยเกทันทีที่ผมหยิบยายื่นไปที่ปาก รายนี้ไม่ชอบอะไรที่มันขม แต่ก็ต้องทนกิน ขืนไม่ยอมกินดีๆ ผมคงต้องบังคับป้อน

“ขมจัง ขอจูบหวานๆ ดับรสขมหน่อยได้มั้ย” ขอมาผมก็จัดไป จูบเบาๆ ให้คนขอรู้สึกดี น้ำปั่นยิ้มจนตายิบหยี ทิ้งตัวลงนอนหลับตาพริ้มสบายอารมณ์เลยทีนี้

 

“เจ้านายมีแฟนหรือยังวะน้ำปั่น” ผมก็อดสงสัยไม่ได้ ปกติแล้วสองคนนี้ไม่เคยมีความลับต่อกัน ถ้าเจ้านายมีแฟนน้ำปั่นก็น่าจะรู้ และถ้าน้ำปั่นรู้ว่าคนคนนั้นเป็นคนใกล้ตัวมากๆ มีหรือที่จะไม่รีบเอามาเล่าให้ผมฟัง

 

“เอ เห็นเจ้านายบอกว่ายังไม่มีนะ แต่ช่วงนี้ดูเจ้านายจะติดมือถือ แถมไปไหนมาไหนก็ไม่ชวนน้ำปั่นไปด้วย อาจจะกำลังนอกใจน้ำปั่นอยู่ก็ได้...” อืม พอจะเข้าใจแล้วล่ะ บางทีเจ้านายอาจจะยังไม่พร้อมที่จะบอกออกมา และไอ้ต้อมเองก็ไม่ได้พูดอะไรให้ฟัง แต่ก็เอาเถอะ ผมจะไม่เข้าไปยุ่งก็แล้วกัน เหมือนที่ไอ้ต้อมเองก็ไม่เคยมาก้าวก่ายเรื่องของผม

 

“ถ้าเจ้านายมีแฟน น้ำปั่นจะทำยังไง...”

 

“ถ้าเป็นคนดี น้ำปั่นก็จะดีใจกับเจ้านาย แต่ถ้าคนนั้นนิสัยไม่ดี น้ำปั่นจะคัดค้านให้ถึงที่สุด น้ำปั่นไม่อยากให้คนที่รักมากๆ ต้องเสียใจ” พอฟังแบบนี้ ก็อดคิดในใจไม่ได้ ตกลงแล้วคนนั้นของเจ้านาย นิสัยมันดีหรือไม่ดีวะ

 

ไม่แปลกหรอกที่น้ำปั่นจะจำรถไอ้ต้อมไม่ได้ มันเพิ่งเปลี่ยนเมื่อไม่นานมานี่ อีกอย่างน้ำปั่นเองก็สนใจแต่เรื่องของผมเสียส่วนใหญ่ รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของไอ้ต้อมนี่คงไม่ค่อยรู้หรอก

 

“น้ำปั่น... ตอนนี้ยังอยากเจอแม่อยู่มั้ย”  รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ จางลงไป   น้ำปั่นหลับตาสนิท พลิกตัวนอนตะแคงหันหน้าเข้าพนักพิง บอกให้รู้ว่าเจ้าตัวยังเจ็บกับเรื่องนี้อยู่เสมอ

 

“ตราบใดที่ยังมีฮ่องเต้ น้ำปั่นก็ไม่ต้องการใครหรือว่าอะไรอีกแล้ว” ผมกุมมือเรียวเล็กขึ้นมาจุมพิตแผ่ว รู้ว่ามันเป็นคำถามที่ทำให้น้ำปั่นเจ็บทุกครั้งที่ได้ยิน แต่ทุกเรื่องราวมันไม่แน่นอนเอาเสียเลย การมาของผู้หญิงคนนั้นทำให้ผมเกิดความกังวลขึ้นมาในใจ

 

ก็ขอให้อย่าเป็นอย่างที่ผมคิดและข้องใจก็แล้วกัน

 

 

 

 

เคยได้ยินมาว่า เวลาของคนรอคอยนั้นมันช่างยาวนานเหลือเกิน ตอนนี้ผมเข้าใจคำนี้แล้วว่ะ เพราะการที่ต้องมานั่งรอการกลับบ้านของน้ำปั่น มันยาวนานจนทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิด

 

เมื่อคืนที่ผ่านมา คนน่ารักของผมมาเกาะแขนออดอ้อนขอร้องผมอยู่พักใหญ่ ว่าอยากจะไปเดินเล่นกับเจ้านายหลังเลิกเรียน ผมเองก็ตามใจเพราะเห็นว่าไปกับเจ้านาย คงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง อีกอย่างผมก็ถูกแม่ติงอยู่หลายครั้ง เรื่องที่ไม่ยอมปล่อยให้น้ำปั่นไปมีสังคมของตัวเอง

 

จริงๆ ผมอยากจะจับเข่าคุยกับแม่เหลือเกิน อยากจะบอกกับท่านว่าผมไม่ได้ห้าม แต่หลานท่านต่างหากที่ไม่ยอมไปมีสังคมของตัวเอง เกาะติดผมแจตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว แต่ผมก็ไม่ได้รำคาญน้ำปั่น ออกจะมีความสุขที่มีคนน่ารักๆ มาคอยอยู่ใกล้ๆ คอยเอาใจอยู่เสมอ

 

นี่ก็เป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่น้ำปั่นเอ่ยปากขอ ผมจึงอนุญาตแต่มีข้อแม้ว่าห้ามกลับบ้านเกินสองทุ่ม หรือถ้าจะกลับดึกก็ต้องให้ผมเป็นคนไปรับ หรือให้เจ้านายมาส่งเท่านั้น บอกตามตรงว่าไม่ไว้ใจใครจริงๆ

 

ผมไม่ได้อคติ แต่ผมดำเนินชีวิตอยู่บนความเป็นจริง สังคมในปัจจุบันน่ากลัว มันโหดร้ายกับเด็กที่ไร้เดียงสาและไม่ทันคนแบบน้ำปั่น ข่าวที่ลงหราตามหน้าหนังสือพิมพ์ก็มีให้เห็นอยู่ทุกวัน ผมไม่อยากให้เกิดเรื่องร้ายๆ กับคนที่ผมรัก ใครจะมองว่ายังไงก็ช่างประไร ขอแค่น้ำปั่นปลอดภัยก็พอแล้ว

 

ผมยอมรับว่าผมรักน้ำปั่นมาก ต่อให้ความรู้สึกนี้ไม่ได้ก่อเกิดขึ้นมา ผมก็รักและไม่อยากให้น้ำปั่นต้องพบเจอกับเรื่องราวเลวร้าย ไม่ว่าผมจะอยู่ในฐานะอะไรก็ตาม ความรู้สึกที่ผมยกให้น้ำปั่นเป็นคนสำคัญ มันก็ไม่เปลี่ยนแปลง

 

“เอาไงดีวะ รออีกหน่อยดีกว่ามั้ยไอ้เต้” ผมวางมือถือลงเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ ตั้งใจจะกดโทรหาน้ำปั่นอยู่หลายครั้ง นี่มันเลยเวลาสองทุ่มมาเกือบครึ่งชั่วโมง น้ำปั่นควรจะกลับมาถึงบ้านได้แล้ว หรือควรจะโทรมาบอกให้ผมรู้ว่าเจ้าตัวอยู่ที่ไหน จะกลับเมื่อไหร่

 

ผมผุดลุกผุดนั่งอย่างว้าวุ่นใจ คิดไปต่างๆ นานา จนเหมือนว่าตัวเองเป็นคนวิตกเกินเหตุ นี่พอจะเข้าใจความรู้สึกของแม่เวลาที่ผมกลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ บ้างแล้ว รู้แล้วว่าทำไมท่านถึงต้องอดหลับอดนอนมานั่งรอ อย่างที่เขาว่ากันจริงๆ นั่นแหล่ะ คนเราต้องประสบพบเจอกับตัวเองก่อน ถึงจะเข้าใจความรู้สึกนั้นอย่างถ่องแท้

 

“ไม่รอแล้วเว้ย...” เมื่อถึงขีดสุดของความอดทน ผมหยิบมือถือขึ้นมาเพื่อจะโทรหาน้ำปั่น แต่ทว่ามือถือกลับดังตัดหน้าเสียก่อน ผมกดรับสายทันที ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เบอร์ของน้ำปั่นก็ตาม

 

[อาเต้ น้ำปั่นกลับถึงบ้านหรือยังฮะ ผมโทรไปหาก็ไม่ยอมรับสาย...]

 

“น้ำปั่นยังกลับไม่ถึงบ้านเลย เจ้านายแยกกับน้ำปั่นตอนกี่โมง นี่อาก็นั่งรออยู่ ไม่เห็นโทรมาบอกเลยว่าจะกลับถึงบ้านเมื่อไหร่” แค่ฟังจากเจ้านายก็รู้แล้วว่าทั้งสองคนแยกกันแล้ว และน่าจะพักใหญ่ๆ แล้วด้วย

 

[แยกกันตั้งแต่ตอนหกโมงแล้วฮะ น้ำปั่นไม่ให้ผมไปส่งถึงบ้าน บอกว่าอยากลองกลับบ้านด้วยตัวเองดูสักครั้ง ห้ามยังไงก็ไม่ฟัง เดี๋ยวผมลองโทรหาน้ำปั่นอีกทีแล้วกันฮะ ถ้าถึงบ้านแล้วรบกวนอาเต้บอกน้ำปั่นให้โทรหาผมด้วยนะฮะ]

 

เจ้านายวางสายไปแล้ว ทิ้งความกังวลและความว้าวุ่นใจเอาไว้ให้กับผมอย่างเต็มที่ คำถามมากมายผุดขึ้นมาเต็มไปหมด น้ำปั่นไปไหน อยู่กับใคร ทำอะไร ปลอดภัยหรือเปล่า

 

ผมกดโทรไปที่บ้านใหญ่เพื่อเลียบๆ เคียงๆ ถาม เผื่อน้ำปั่นกลับไปที่นั่น แต่ก็ไม่ได้กระโตกกระตากอะไรมากมาย เดี๋ยวมันจะเป็นเรื่องใหญ่เอาได้ แต่คำตอบที่ได้รับคือตอนนี้ไม่มีใครอยู่ที่บ้านเลยสักคน ไอ้ต้อมไม่อยู่ แม่ไปงานสังคม แล้วน้ำปั่นไปไหน...

 

“โธ่เว้ย! กลับมาต้องคุยกันแบบยาวๆ แล้วล่ะน้ำปั่น หายไปแบบนี้ได้ยังไงกัน” ผมเดินวนไปวนมา กดโทรหาน้ำปั่นอยู่หลายสาย แต่ก็ไม่มีการตอบรับจากคนปลายสายเลยสักครั้ง ยิ่งทำให้ผมร้อนใจเข้าไปอีก

 

“เออ ใช่ มือถือน้ำปั่นเปิดจีพีเอสเอาไว้นี่หว่า...” คงต้องขอบคุณเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปไกล จนทำให้อะไรหลายๆ อย่างดูสะดวกมากขึ้น เมื่อนึกขึ้นได้แบบนั้น ผมจึงทำการค้นหาพิกัดที่อยู่ของน้ำปั่น ผลที่ออกมานั้นยิ่งทำให้ผมรู้สึกว้าวุ่นเข้าไปใหญ่ เมื่อพิกัดมันระบุว่าน้ำปั่นอยู่ที่โรงพยาบาลชั้นนำแห่งหนึ่ง

 

ผมพยายามกดโทรหาน้ำปั่นอยู่หลายสาย แต่ตอนนี้ความอดทนของผมมันสิ้นสุดลงแล้ว ผมคว้ากุญแจรถและเดินออกไปทันที ไม่รู้ว่าน้ำปั่นไปทำอะไรที่โรงพยาบาล ได้แต่หวังว่าคงไม่เกิดเหตุอะไรร้ายแรงกับคนที่ผมรัก

 

ปกติแล้วผมเป็นคนที่ขับรถอย่างมีสติ แต่ครั้งนี้สติของผมกลับหลุดลอยไปเรียบร้อยแล้ว ผมขับรถเร็วที่สุดในชีวิต แต่มันคงไม่เร็วเท่าความเป็นห่วงที่นำหน้าไปก่อน ผมไม่รู้ว่าควรจะเตรียมใจยังไง ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับน้ำปั่น สิ่งเดียวที่ผมรู้ในตอนนี้ คือต้องไปหาน้ำปั่นให้เร็วที่สุด

 

“ต้อม มึงเช็กให้กูทีดิ ว่าที่โรงพยาบาล... มีชื่อน้ำปั่นแอดมิดเข้าไปหรือเปล่า...”

 

[เฮ้ย! มีอะไรวะพี่ เกิดอะไรขึ้น...]

 

“ตอนนี้กูขับรถอยู่ มึงเช็กให้กูที เดี๋ยวรายละเอียดกูเล่าให้ฟังอีกที” ผมกดตัดสายทิ้ง จะมัวกดโทรเองก็คงได้ขับรถเสยท้ายชาวบ้าน หรืออาจจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ สิ่งเดียวที่ต้องทำในตอนนี้ คือต้องรีบไปให้ถึงโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด

 

ในความวุ่นวายที่เกิดขึ้น ถือว่ายังมีความโชคดีอยู่บ้าง ตรงที่การจราจรวันนี้ไม่ติดขัดเช่นในทุกๆ วัน ทำให้ระยะเวลามันเร็วขึ้นอีกสักเล็กน้อยก็ยังดี ตอนนี้ผมมาถึงโรงพยาบาลเรียบร้อย และมือถือก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง

 

“ว่าไงมึง ได้เรื่องยังไงบ้างวะ...” ผมสาวท้าวก้าวเดินอย่างเร็วรี่ พร้อมกับรับฟังข้อมูลจากไอ้ต้อมด้วยความหวั่นวิตกไปล่วงหน้า ได้แต่ภาวนาอย่าให้เกิดเรื่องร้ายๆ ขึ้นเลย

 

[เช็กดูแล้วเว้ยพี่เต้ ไม่มีชื่อน้ำปั่นแอดมิดเข้ามา ลองสอบถามดูแล้วก็ไม่มีเด็กที่อายุไร่เรี่ยหรือลักษณะคล้ายน้ำปั่นเข้ามาวันนี้เลย มีเรื่องอะไรกันวะ หลานเป็นอะไร]

 

“น้ำปั่นยังไม่กลับบ้านว่ะ แยกกับเจ้านายตั้งแต่หกโมงกว่าๆ โทรไปหาก็ไม่รับสาย กูตามสัญญาณจีพีเอสมา มันบอกพิกัดว่าอยู่ที่นี่ เดี๋ยวกูไปตามหาน้ำปั่นก่อนก็แล้วกัน ได้เรื่องยังไงจะโทรไปบอก...” ผมกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าไปทางด้านใน กวาดสายตามองไปรอบด้าน เพื่อมองหาคนที่ผมอยากพบเจอมากที่สุด เพียรกดโทรหาน้ำปั่นเท่าไหร่ก็ไม่รับสายเสียที ผมร้อนใจจนแทบจะเป็นบ้า

 

“น้ำปั่น อยู่ไหนวะเนี่ย ป๊าจะเป็นบ้าตายอยู่แล้ว...” ผมเดินวนไปวนมาอย่างร้อนใจ ยังพยายามกดโทรหาน้ำปั่นอยู่ตลอด สิ่งแรกที่ผมจะทำเมื่อเจอน้ำปั่นคืออะไร ผมตอบไม่ได้เลยจริงๆ ตอนนี้ผมสับสนและวุ่นวายใจจนเกินกว่าจะมานั่งคิดเรื่องอะไรอีกแล้ว

 

ผมกดโทรหาเจ้านายอีกครั้ง เพื่อถามข่าวคราวเรื่องน้ำปั่น แต่ทว่าคำตอบก็ยังคงเหมือนเดิม เจ้านายเองก็ติดต่อน้ำปั่นไม่ได้ โทรไปถามจากเพื่อนๆ ก็ไม่มีใครรู้ว่าน้ำปั่นไปอยู่ที่ไหน

 

ตอนนี้ผมมืดแปดด้าน ขาแข้งมันพานจะหมดแรงเอาดื้อๆ ผมนั่งเพื่อตั้งสติ ก้มหน้าลงบนฝ่ามืออย่างสับสน คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออกว่าจะไปตามหาน้ำปั่นที่ไหน ทั้งๆ ที่พิกัดก็บอกว่ามือถือของน้ำปั่นอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งนี้แท้ๆ แต่มาถึงแล้วกลับตามหาไม่เจอสักที

 

“ฮะ... ฮ่องเต้” เสียงที่แสนคุ้นเคย เสียงที่ผมคิดถึงและอยากได้ยินมากที่สุด ผมเงยหน้าขึ้นมองคนที่ผมตามหา น้ำปั่นกำลังยืนอยู่ตรงหน้าผม ถึงแม้ว่าจะมีคำถามมากมายที่อยากจะถามออกไป แต่สิ่งแรกที่ผมเลือกทำคือโผเข้ากอดน้ำปั่นอย่างแนบแน่น

 

น้ำปั่นอยู่ตรงนี้ น้ำปั่นปลอดภัย แค่นี้ก็เหมือนยกภูเขาออกจากอก แค่เห็นว่าน้ำปั่นไม่ได้เป็นอะไร ผมก็ดีใจมากแล้วจริงๆ เรื่องอื่นช่างมันก่อน ไว้ค่อยว่ากันอีกที

 

“น้ำปั่นรู้มั้ยว่าป๊าเป็นห่วงมากแค่ไหน ถ้าน้ำปั่นเป็นอะไรขึ้นมา ป๊าจะทำยังไง ป๊า...” ถ้าถามว่าผมรักน้ำปั่นมากแค่ไหน ผมคงตอบได้ว่ามันมากขึ้นเรื่อยๆ มากขึ้นทุกวัน มากขึ้นทุกขณะ และมันจะมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

 

“น้ำปั่นขอโทษ น้ำปั่นทำให้ฮ่องเต้เป็นห่วงอีกแล้ว ขอโทษนะฮะ” มือเล็กๆ ขยุ้มเสื้อผมแน่น ความเปียกชื้นที่หน้าอกนั้น ทำให้ผมรับรู้ได้ถึงความเสียใจของน้ำปั่น ผมโกรธที่น้ำปั่นเงียบหายและไร้การติดต่อ แต่ผมก็ดุน้ำปั่นไม่ลงจริงๆ

 

“กลับไปคุยกันที่บ้านนะครับ...” ผมไม่เคยสนใจสายตาของใคร สิ่งเดียวที่ผมสนคือความรู้สึกของคนที่ผมรัก ผมค่อยๆ ปาดน้ำตาที่แก้มใสๆ อย่างอ่อนโยน กุมมือ  น้ำปั่นและพาเดินกลับมาที่รถ ไว้ถามหาเหตุผลกันอีกทีตอนที่กลับถึงบ้านของเรา

 

………..100%........

#เต้ปั่น #ยุ่งนัก

ตอนนี้ค่อนข้างสั้น มาแบบเต็มตอนเลยแล้วกัน

น่าจะพอเดากันได้เนอะว่าผู้หญิงคนนี้คือใคร  ช่วงนี้จะเป็นช่วงเวลาสับสนที่สุดของน้ำปั่นเลยก็ว่าได้ แต่ก็ไม่ได้หนักหนาอะไร เพราะอย่างน้อยๆ น้ำปั่นก็มีฮ่องเต้อยู่เคียงข้างเสมอ

ตอนนี้เกรทส่งไฟล์เข้าโรงพิมพ์ไปแล้วนะคะ เหลือแค่รอหนังสือมาส่งที่บ้านและห่อจัดส่ง จะช้าหรือเร็วก็ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการจัดพิมพ์ของทางโรงพิมพ์ แต่คาดว่าน่าจะไม่เกินต้นเดือนคงส่งให้จนหมดค่า (ก็อปคำพูดจากในยุ่งนักมาแปะเลยแล้วกันเนอะ55)

เจอกันกับที่เหลือจ้า

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

15,978 ความคิดเห็น

  1. #15234 Taeisme (@tsaijam) (จากตอนที่ 129)
    วันที่ 28 กันยายน 2557 / 20:03
    เฮ้ออออ โล่งอกไป น้ำปั่นปลอดภัยก็ดีแล้ว
    #15234
    0
  2. #15233 Taeisme (@tsaijam) (จากตอนที่ 129)
    วันที่ 28 กันยายน 2557 / 18:23
    น้ำปั่นไปตรวจดีเอ็นเอหรอ ฮืออออออ ฮ่องเต้กังวลแทบตาย
    #15233
    0
  3. #15168 KiHaE*129 (@princezzaofz) (จากตอนที่ 129)
    วันที่ 23 กันยายน 2557 / 22:33
    จะมาทำไม
    ในเมื่ไม่คิดจะใส่ใจตั้งแต่แรก
    แต่ทำไมต้องมารพ.หว่า
    #15168
    0
  4. #15101 Little Stream (@haruka15) (จากตอนที่ 129)
    วันที่ 19 กันยายน 2557 / 22:24
    พามาตรวจดีเอ็นเอที่โรงพยาบาลรึป่าวหว่าาา



    #15101
    0
  5. #15097 sosozee (@sosozee) (จากตอนที่ 129)
    วันที่ 19 กันยายน 2557 / 19:54
    แม่นำ้ปั่นใช่มั้ยอ่ะ
    #15097
    0
  6. #15085 Aon Meyjforever (@aon_meyj4ever) (จากตอนที่ 129)
    วันที่ 19 กันยายน 2557 / 14:10
    แม่น้ำปั่นแน่ๆ เลยผู้หญิงคนนั้น

    อย่ามาพรากน้ำปั่นไปจากฮ่องเต้นะ
    #15085
    0
  7. #15083 eeDneaS (@taew1209) (จากตอนที่ 129)
    วันที่ 19 กันยายน 2557 / 12:02
    น้ำปั่นน่ารัก เขินนะแต่ก็ อื้อ ตกลง ฮ่าๆๆๆ น่ารักจริงเชียว ผู้หญิงคนนั้นคือแม่น้ำปั่นใช่ไหม แล้วทำไมพึ่งมาตามหาล่ะ ทิ้งน้ำปั่นไว้ทำไม แล้วน้ำปั่นต้องมาอยู่ที่โรงพยาบาลนี่เกี่ยวกับผู้หญิงคนนั้นไหม แต่น้ำปั่นปลอดภัยก็ดีแล้ว อย่าทำแบบนี้อีกนะน้ำปั่น เต้เป็นห่วงมากๆเลย รักน้ำปั่นฮ่องเต้ <3 รักพี่เกรทด้วย ^^
    #15083
    0
  8. #15079 Pat_SuJu13 (@kimjisun) (จากตอนที่ 129)
    วันที่ 19 กันยายน 2557 / 11:22
    น้ำปั่นอย่าหายไปแบบนี้สิฮ่องเต้ใจคอไม่ดีนะ ผู้หญิงคนนั้นแม่น้ำปั่นสินะ
    #15079
    0
  9. #15078 Karn Wangboo (@kw2532) (จากตอนที่ 129)
    วันที่ 19 กันยายน 2557 / 09:42
    น้ำปั่นสู้ๆนะ ผู้หญิงคนนั้นจะเป็นแม่น้ำปั่นรึป่าว
    #15078
    0
  10. #15077 kim (จากตอนที่ 129)
    วันที่ 19 กันยายน 2557 / 07:40
    น้ำปั่นสู้ ๆ นะ



    #15077
    0
  11. วันที่ 19 กันยายน 2557 / 07:33
    อยากรู้แค่เหตุผลที่ทิ้งลูกตัวเองได้ลงคอนี่ล่ะ ถึงผลสุดท้ายแล้วน้ำปั่นจะโชคดีที่เจอฮ่องเต้ แต่ก็ใช่ว่าจะรู้ล่วงหน้า ว่าทิ้งลูกตัวเองไว้แล้วจะเกิดอะไรขึ้นนี่นา
    #15076
    0
  12. #15074 littlegirl's (@littlegirls43) (จากตอนที่ 129)
    วันที่ 19 กันยายน 2557 / 07:07
    เดาออกเลยละจ้าาาา-3-
    #15074
    0
  13. #15072 Som O Usanee (@pomelo8063) (จากตอนที่ 129)
    วันที่ 19 กันยายน 2557 / 05:23
    นั่นคงเป็นแม่น้ำปั่นสินะ เฮ้อ แม่คงมีเหตุผลแหล่ะน้ำปั่น อย่าโกรธเลย อย่างน้อยก็ทำให้น้ำปั่นได้มาเจอฮ่องเต้นะ สู้ๆ นะคะเด็กดี ทุกคนรักน้ำปั่นเสมอนั่นล่ะโน๊ะ และไม่ว่ายังไงน้ำปั่นก็จะยังมีฮ่องเต้อยู่ข้าง ๆ เสมอนะ โอ๋เอ๋ๆๆๆ น๊าาาาาาาาาาาา
    #15072
    0
  14. #15065 mon9228 (@mon9228) (จากตอนที่ 129)
    วันที่ 19 กันยายน 2557 / 02:10
    แม่สินะ
    จะมาเอาน้ำปั่นไปจากฮ่องเต้หรอ
    เพิ่งคิดได้สินะ ผ่านไปตั้งหลายปี หึ
    #15065
    0
  15. #15057 Mysterious (@World27) (จากตอนที่ 129)
    วันที่ 19 กันยายน 2557 / 00:56
    เดาได้แหละเนอะว่าเป็นใคร แต่นี่ค้างคาตรงที่น้ำปั่นมาทำอะไรที่โรงบาล ทิ้งเงื่อนงำไว้ตล๊อด
    #15057
    0
  16. #15055 pooddleboy (@pooddleboy) (จากตอนที่ 129)
    วันที่ 19 กันยายน 2557 / 00:19
    ไม่ว่าแม่ของน้ำปั่นจะทำไปเพื่ออะไรก็ยากจะให้อภัยอยู่ดีที่ไปทิ้งลูกแบบนั้น
    ถ้าไม่มีปัญญาเลี้ยงจริงๆหรือมีความจำเป็นทำไมไม่เอาไปฝากไว้ที่มูลนิธิเด็กกำพร้าอะไรก็ได้นี่นา งงกับนางจริงๆ
    #15055
    0