นิกซ์วันเดอเรอร์ รับวิจารณ์นิยายทั่วราชอาณาจักร

ตอนที่ 50 : เคลียร์เรื่อง : Amesia ตำนานแห่งอมิเซีย จอมมารคืนบัลลังก [นิกซ์วันเดอเรอร์]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 119
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    19 ก.ค. 56



ประทับตรารับงานที่นี่


วิจารณ์ให้ ซิล

วิจารณ์โดย นิกซ์วันเดอเรอร์




 

สวัสดีท่านซิลเเห่งอมิเซีย ขออภัยที่ให้รอเสียนานพอดีว่านิยายของท่านมันเป็นอะไรที่ข้าต้องใช้ความสามารถในการอ่านอย่างมากทีเดียวเลยต้องอ่านนานหน่อย ปกติคนที่สั่งกับข้าก็รอนานอยู่แล้ว เนื่องจากกว่าคิวงานข้ามันเเน่น

มาเริ่มกันเลยดีกว่านะ

 

 ชื่อเรื่อง

สำหรับชื่อเรื่องนี้ถือว่าโอเค เหมาะสมดี บาลานซ์กับเนื้อเรื่องดีมาก คงไม่มีชื่อไหนจะดีเท่าชื่อนี้อีกแล้วล่ะ ถ้าจะให้ข้าเดาเหมือนจะป็นนิยายไตรภาครึป่าวนะ

 

 ตัวละคร

คาเเร็คเตอร์ของตัวละครมีบุคลิกที่ไม่โดดเด่น ไม่มีส่วนไหนเลยที่แตกต่างไปจากนิยายเรื่องอื่นๆที่เคยผ่านหูตามา

ตัวเอกของเรื่องนี้คือเด็กธรรมดาๆ ที่บังเอิญเป็นผู้ถูกเลือกจากของวิเศษที่ทุกคนฝันจะครอบครอง มีพลังอำนาจ ซึ่งมันไปคล้ายคลึงกับวรรณกรรมตะวันตกที่โด่งดังหลายเรื่องเจ้าว่าจริงมั้ย

ความสามรถของตัวละครในเรื่องนี้ทำให้ข้าสับสน เกิดความไม่เข้าใจ คือว่า พระเอกเป็นเเค่เด็กมนุษย์ทำไมจึงเเต่งให้เขาใช้เวทย์มนต์ได้ ความจริงเเล้วมนุษย์ไม่น่าจะใช้ได้นะ แล้วอย่างงี้ไม่ไม่ว่าเผ่าพันธุ์ไหนก็ใช้เวทย์มนต์ได้อย่างงั้นหรือ คนเเคระ ปีศาจ ก็ใช้เวทย์มนต์ได้หมดหากมีพรสวรรค์ ตายๆอย่างงี้มันจะทำให้เรื่องขาดความสมดุลกันพอดี บางทีถึงจะเป็นนิยายแฟนตาซีเหนือจินตนาการเเค่ไหนก็เถอะ

ถ้าทุกคนมีพลังมั่วกันหมดแล้วอะไรล่ะจะทำให้ตัวเอกของเจ้าดูแตกต่าง เราควรจะสร้างกรอบให้นิยายทีเราเเต่งเพื่อไม่ให้มันหลุดออกไปจากความเป็นจริง ไม่ให้มันเว่อจนเกินไปจนคนอ่านรู้สึกไปถึงเกมออนไลน์เรื่องนักเวทย์อะไรพวกนี้ ในเมื่อทุกคนฝึกใช้เวทมนต์ได้ก้เป็นพ่อมดกันได้หมดเลยสิทีนี้ โอ้ไม่ แล้วอีกอย่างเรื่องนี้ไม่มีนางเอกหรือ อ่านมาครึ่งเรื่องยังไม่เจอสักที

ตอนเเรกๆข้าคิดว่าบรอสวาซจะเป็นอัศวินหรือนักรบเเห่งเเสงเสียอีกก้เห็นชูแหวนแล้วพวกอันตพาลถึงกับหนี เเต่จริงๆเป็นเชื้อพระวงค์ โดยปกติถ้าเรารู้ตัวว่าเสียมารยาทกับเชื้อพระวงค์เราควรจะขอโทษนะไม่ใช่หนีไปแบบนั้น หากเป็นข้าคงจะคุกเข่าเเล้วพูดว่า อภัยข้าด้วยฝ่าบาท ข้ามันสมควรตาย แต่นี่วิ่งหนีป่าราบเหมือนกับเห็นผี

แล้วก็ตัวละครที่ชื่อมีเรียเนี่ย เป็นเเม่ชีหรอ  นิยายเรื่องนี้เหมือนมีอะไรขัดกันเเย้งอย่างมากระหว่าง พระเจ้า กับ เทพเจ้า สองสิ่งนี้ไม่ควรจะนำมาใส่ในนิยายเรื่องเดียวกันเลย ยิ่งเป็นแฟนตาซีโบราณด้วยเเล้วเนี่ย จะเอาเทพเจ้าหรือพระเจ้าเเห่งศาสนจักรก็เอาสักอย่างเถอะ แล้วก็นะ ถ้าเป็นสถานที่สำหรับใช้บูชาเทพเจ้าน่ะเขาไม่ได้เรียกว่าโบสถ์ แต่เรียกว่า วิหาร แล้วตามด้วยชื่อของเทพนั้นๆ ส่วนใหญ่จะไม่อยู่รวมกัน เทพเจ้าจะมีวิหารของใครของมัน เช่นวิหารเเห่งเทพีอมิลูน เเละมีผู้พิทักษ์วิหารหรือว่าหญิงรับใช้ คือมีเรีย ไม่น่าจะเป็นนักบวชนะ จะบวชทำไม บวชให้เทพเจ้าหรอ

 ผู้เเต่งควรหาข้อมูลมาให้มากพอที่จะเเต่งให้สอดคล้องกับความจริงให้มากที่สุด เว้นเสียแต่ว่าสิ่งนั้นมันจะไม่เคยมีอยู่ พึ่งเคยได้ยินนี่แหละว่าพวกปีศาจทางยุโรปเขาถอดหัวใจกันด้วย นึกว่าจะมีเเต่ปีศาจของไทยนะเนี่ยที่ใช้วิถีถอดหัวใจ อ่านๆแล้วเหมือนได้กลิ่นอายวรรกรรมที่เคยเรียนตอนเด็กๆเรื่องรามเกียรติที่ทศกรรณ์ถอดหัวใจไปซ่อน

 

การบรรยาย

นิยายเรื่องนี้ใช้ภาษาในการบรรยายที่ธรรมดาเรียบๆ อ่านเเล้วเข้าใจง่ายดี ไม่ต้องไปคิดตีความอะไรให้ปวดหัว ผู้เเต่งบรรยายได้ละเอียดและชัดเจนดีจริงๆ ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเป็นผู้ชาย ใสใจเเม้เเต่รายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ข้าเคยเจอมาเเล้วเรื่องหนึ่งผู้ชายที่เเต่งนิยายเเนววนี้แต่งประณีตกันจริงๆ

 การรพรรณาถือว่าอยู่ในระดับดีทำให้ผู้อ่านเห็นภาพรวมหลายมุมมอง บรรยายสภาพเเวดล้อมได้เหมือนเรานั่งอยู่ตรงนั้นจริงๆ เเละเกิดจินตนาการร่วมไปได้ดีทั้งเรื่องเลย

ฉากที่ตื่นเต้นก็ตื่นเต้นดีจริงๆ ทำให้ข้าลุ้นๆ ว่าต่อไปมันจะมีอะไรคอยพวกเขาจยู่นะ ตั้งเเต่เปิดร้านวิจารณ์นิยายมา เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สองที่ทำให้ข้าอ่านเเล้วอยากอ่านตอนต่อไปได้ จริงๆแล้วอยากอ่านให้จบเเล้วมาวิจารณ์แต่กลัวเจ้ารอนานเกินไป รู้มั้ยว่าข้าเปิดอ่านเรื้องนี้ในมือถือทุกคืนก่อนนอน

เเเต่ศัพท์และสำนวนการบรรยายยังต้องปรับปรุง ยิ่งเป็นนิยายเเฟนตาซีคลาดสิคด้วยเเล้ว ศัพท์และสำนวนยิ่งต้องเน้นให้มาก หากใช้ศัพท์ชั้นสูงได้จะเป็นอะไรที่สุดยอดมาก แต่เจ้าเเต่งประโยคสนทนาได้สมบูณ์แบบและกินใจมาก นี่ล่ะคือสิ่งที่ทำให้ข้าชอบนิยายเรื่องนี้

 

การดำเนินเรื่อง

การดำเนินเรื่องค่อนข้างยืดเยื้อมาก หรือว่าเจ้าบรรยายมากเกินไปก้ไม่รู้นะ บางทีบทพูดก็มีน้อยจนเกินไปจนทำให้นิยายเรื่องนี้ขาดสีสัน ลืมบอกไป ในบางช่วงเจ้ายังใช้คำได้ไม่เหมาะกับนิยาย เจ้าเเต่งนิยายตะวันตกเเต่ใช้ศัพท์ไทยโบราณอย่างเช่น ขาดสะพ่ายเเล่ง และยังมีอีก ฟังดูแล้วเหมือนเป็นว่าสงครามบางระจัน ซึ่งข้าก็ไม่เคยได้ยินคำนี้ในหนังฝรั่งเรื่องไหนมาก่อน

 

เนื้อเรื่อง

นี่คือปัจจัญที่ทำให้ข้าอดรนทนไม่ไหวอยากจะวิจารณ์ใจจะขาดอยู่แล้ว เอ่อ คือว่านิยายเรื่องนี้มันเหมือนจะดัดแปลงมาจากนิยายหลายๆเรื่อง แล้วก็ยังคล้ายๆกับนิยายระดับโลกแนวเดียวกันคือ the lord of the rings

 ถ้าหากข้าไม่เคยรู้จักเดอะลอด มาก่อน ข้าคงจะยอมรับเลยว่านิยายเรื่องนี้เป็นตำนานของจริง อย่าพึ่งของขึ้น ใจเย็นๆก่อนสะหาย ข้าไม่ได้พูดปล่าวโดยไม่มีอะไรชี้เเจงหรอกนะ ข้าก็ไม่อยากจะคิดไปเองนะเเต่ว่ามันมีอะไรหลายๆอย่าที่เหมือนกัน ยกตัวอย่างเลยเเล้วกัน

1 ตอนเปิดเรื่องในส่วนของเรื่องตำนาน จุดจบสงครามในเดอะลอดคือฝ่ายคนดีเกือบจะเเพ้เเต่ดันไปฆ่าฝ่ายคนร้ายได้โดยบังเอิญในนาทีที่ความหวังกำลังสูญสิ้น แล้วนนิยายเรื่องนี้ก็เป็นอย่างนั้น หลังจากนั้นสงครามก็จบลงและเรื่องเรากลายเป็นตำนาน

2 ชื่อคนคล้ายๆกัน บิวโบ้ กับ บิวเบอร์ คนเเคระชื่อ กิมลี่ กับ คลิมบลี่

3 โฟโด้กับแกรนดาฟพบกันที่หมูบ้านของโฟโด้ เวธิไอม์กับบรอสวาซก็เช่นกันแถมบุคคลิกของทั้งสองเรื่องก็ยังเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน เด็กกับคนแก่ที่เป็นนักเดินทาง ยอมรับจากใจเลยนะว่า เวลาข้าอ่านนิยายเรื่องนี้ ข้าไม่ได้รู้สึกถึงเวธิไอม์หรือความเป็นตัวตนของเขาเลย เเต่ข้าอ่านเเล้วมองเห็นเป็นภาพของเเกนดราฟกับโฟโด้ โดยฉะเพาะตอนที่ขี่ม้า

4 ฉากงานเลี้ยงในหมู่บ้าน ผู้อวุโสขึ้นเปิดงาน โฟโด้ได้แหวนในคืนนั้น พวกเวธิไอม์ก็จัดงานแลได้ไข่มาครอบครอง

4 โฟโด้รู้ความจริงว่าสิ่งที่ได้มาคือหายยะนะก็รีบยัดเยียดให้แกรนดาฟ เวธิไอม์ก็ทำแบบเดียวกัน เเละที่สำคัญ บรอสวาซก็ไม่เอาเหมือนกันเลยกับแกรนดาฟ เเละอ้างเหตุผลว่า เจ้าคือผู้ถูกเลือก หึหึ ช่างเป็นเหตุผลที่ล้ำลึกมาก

5 แกนดราฟสั่งว่าต้องพาของวิเศษไปอยู่ในที่ปลอดภัยใน ริเวนเดล อื้ม บรอสวาซก็พาเวธิไอไปที่ปลอดภัยคือ ริออ เเหม่ชื่อยังคล้ายกันอีก แต่ก่อนจะไปริออก็ไปหาเพื่อนก่อน เหมือนกับที่แกรนดาฟไปหาซารูแมนแล้วบอกว่าพบแหวนแล้ว แต่เรื่องนี้เป็น พบไข่เเห่งเเสงเเล้ว

6 โฟโด้ถูกพลังศิลาส่องหล้าครอบงำจิตใจ เวธิไอม์ถูกศิลาแห่งความทรงจำครอบงำ แถมยังเป็นศิลาเหมือนกันอีก

 

และทุกอย่างที่ทำไปทั้งหมดมีเหตุผลเดียวกันคือว่า ป้องกันไม่ให้จอมโฉดกลับ

มาคืนบัลลังก์ อื่มนี่ยังไม่รวมปลีกย่อยที่ข้าอ่านเเล้วจำไม่ได้อีกนะ

ใครก็ได้บอกข้าสิว่าข้าคิดไปเอง นิยายเรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรที่เหมือน เดอะลอดตรงไหนเลย แต่ก็มีส่วนที่ต่างอยู่นะคือ เปลี่ยนจากแหวนเป็นไข่ไงไง  ของเขา อภินิหารแหวนครองภิภพ ของเราเป็น อภินิหารไข่สะท้านโลกา แต่ถ้าไข่ออกมาเป็นมังกรอีกนี่ข้าก็คงจะพูดอะไรไม่ออกเลยที่เดียว

 

อย่าพึ่งคิดมากๆ นิยายแนวเดียวกันมันก็ยอมเหมือนกันได้อยุ่แล้ว บางทีเจ้าอาจมีนิยายเรื่องนั้นเป็นแรงบรรดาลใจก้ได้ใครจะไปรู้  เเต่ก็ไม่ควรจะเหมือนกันทั้งพลอตทั้งยวงแบบนี้ พูดง่ายๆคือทำยังไงก็ได้ ไม่ให้คนอ่านดูออกหรือจับผิดได้ขนาดนี้ ทางทีดีอย่าไปเหมือนของเขาดีกว่า จงเเสดงความเป็นตัวตนของเราให้คนอ่านได้รับรู้นั่นล่ะคือนักเขียนที่ดี

 

หลังจากที่อ่านคำวิจารณ์นี้ไปทั้งหมดแล้ว เจ้ายังยืนยันว่าเจ้าไม่ได้ลอกหรือดัดแปลงนิยายของใครมา เจ้าช่วยบอกข้ามาได้ไหมว่านิยายเรื่องนี้มันมีเอกษลักษณ์อะไรที่บ่งบอกว่าเป็นตัวเจ้า

 

หากสิ่งที่ข้าพูดออกไปทั้งหมดนี้มันทำร้ายจิตใจของท่าน ข้าก็ขอโทษด้วย

นิกซ์วันเดอเรอร์คนนี้ไม่ได้มีเจตนาร้ายเลยนะ เเละขออภัยเป็นอย่างยิ่งที่ต้องแหกกฏร้านโดยไม่ได้โหวตเต็ม

 

'ทั้งหมดที่เราวิจารณ์ออกไปใช่ว่านักวิจารณ์อย่างเราจะทำได้ดีไปทุกอย่าง เเต่เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าให้คุณทำได้

'จงอย่าคาดหวังอะไรกับนักวิจารณ์นักเลย พวกเขาก็แค่คนธรรมดา

 

 

 ป.ล. นิกซ์รักทุกคน


THE★ FARRY

358 ความคิดเห็น

  1. #167 K[i]S{E}R (@artsupakorn) (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2556 / 22:54
    เก็บตก

    พระผู้เป็นเจ้า(อัสการ์ซ) ราชาแห่งทวยเทพ(อัสการ์ซ) ในอมิเซียผมพยายามชี้เป็นชี้ตายให้ได้ว่า ราชาแห่งเทพและพระผู้เป็นเจ้าคือ คนเดียวกันนามว่า อัสการ์ซ ส่วนนี้จะถูกเขียนในเล่มท้าย แต่ไม่ใช่ปม ฉะนั้นผมจึงสามารถนำมาอธิบายได้

    เหตุที่ ใช้อัสการ์ซอ้างเป็นนามของพระเจ้า (สำหรับคนในอมิเซีย) (ซึ่งส่วนนี้คนที่นับถือคริสคงจะ โกรธเคืองมาก) เพราะแรกเริ่มก่อนที่มนุษย์จะบูชาเทพเจ้าหรือหวาดเกรงปีศาจ อัสการ์ซ คือผู้ที่อ้างสิทธิต่างๆ นาๆ ในการเรียกร้องให้เผ่าพันธุ์ที่ต่ำกว่าเคารพบูชาพวกตน แรกเริ่มมันเป็นแค่การกราบไหว้บูชาธรรมดาๆ กระทั่งเมื่ออำนาจของเขาแผ่ขยายขึ้น เขาต้องการให้มีคนสรัทราในตัวเขาอย่างไร้ข้อกังขา เขาจึงเปลี่ยนการบูชานั้นให้หลายเป้นศาสนา มอมเมาสัตว์ที่โง่กว่า ว่าเขาคือแสงสว่างที่จริง ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วเขาก็แค่กษัตริย์บ้าอำนาจคนหนึ่งเท่านั้น จริงแล้วเทพเจ้าก็ไม่ได้ดีจริงอย่างที่พวกเขาอวดอ้างหรอกนะ

    ลูมิคอลไมเซียนา(เทพแห่งเวลา) ต่างหากที่เปรียบดั่งแสงสว่างอย่างแท้จริง แม้ช่วงท้ายของสงครามอัลคุดิน เขาจะยอมใจอ่อนยกไข่แห่งแสงอันเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นจากอำนาจของเขาให้อัสการ์ซก็ตาม แต่ทั้งนั้นทั้งนี้อีกสิ่งที่อมิเซียกล่าวยก คือ จะบอกกับผู้อ่านว่า นับถือพระเจ้าผิดองค์ ไม่ใช่เพราะนับถือคนผิด แต่ชี้ตัวพระผู้เป็นเจ้าจริงๆ ผิดต่างหาก (ผมคงต้องฆ่ากันตายกับคนที่นับถือคริสเข้าสักวัน ก็คิดดูสิ คนดีๆ ที่ไหนจะประกาศไปทั่วว่าไม่มีใครสู้ฉันได้ ฉันเก่งที่สุดห้ามมีคนเก่งกว่าฉัน เพราะฉันเป็น...(เซ็นเซอร์)...)

    เก็บตกสอง 

    เวธิไอม์ไม่ได้คิดโยนภาระให้บรอสวาชร์เลยนะครับในครั้งแรก เขาแค่นึกเอะใจว่าในเมื่อชายชรารู้ดีขนาดนี้ ทำไมไม่ชิงไข่แห่งแสงไปจากเขาเสีย
    #167
    0
  2. #166 K[i]S{E}R (@artsupakorn) (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2556 / 22:15

    ท่านเข้าใจว่า อมิเซีย คล้ายคลึงกับ Lord of the Ring
    ก่อนตอบส่วนนี้ขอออกตัวก่อนเลยว่า ผมอ่านลอร์ดออฟเดอะริงค์ไปแค่สองร้ายหน้า อย่าว่าแต่จบเล่มเลย เชื่อว่าคงไม่ซึมซับอะไรมากนักหรอก กลับกันที่ผมอ่านจนจบน่ะ เอรากอนต่างหาก เอรากอนคือจุดประกายที่ำให้ผมนึกอยากเล่าตำนานของกริฟฟินขึ้นมา (เพราะเห็นเขาขี่มังกรได้มั้ง เลยนึกอยากให้มีตำนานเป็นตัวเป็นตนของกริฟฟินบ้าง) (ผมชอบกริฟฟินมากๆๆๆๆๆๆ แต่เหมือนสัตว์วิเศษตัวนี้ไม่มีใครสาธยายถึงอำนาจของมันเลย)

    2.1ตำนานเริ่มเรื่อง
         ตำนานนี้ของเรื่องเล่าโดยสรุปก็คือ เทพแพ้สงครามเพราะถูกเทพเจ้าหักหลังกันเอง (แม้จะมีซาตานชักใยอยู่เบื้องหลังก็ตามที) ฉะนั้นพวกปีศาจจึงชนะสงครามไปโดยปริยาย แต่โชคร้ายที่ลูซิเฟอร์ดันไปโดนนักรบแห่งแสงตามเก็บ ท้ายที่สุดแทนที่จะได้ครองบัลลังก์สบายใจ จึงกลายเป็นว่า ต้องไปรักษาตัวที่เจ็บเจียนตายเสียก่อน (แม้ตอนนั้นนักรบแห่งแสงจะตายเกือบฟรีก็เหอะ)

    2.2ชื่อคล้ายๆ กัน (บิวเบอร์ กับ คิมบรี่ย์)
         ผมมองไม่ออกว่าสองคำนี้คล้ายกันตรงไหน ในเมื่อคำว่าบิวเบอร์ เป็นชื่อที่ผมคิดว่าสามารถสะท้อนลักษณะนิสัยตัวเล็กเตี้ยขี้เล่นของบิวเบอร์ได้ดี(หรือไม่จริง???) และคิมบรี่ย์ก็เป็นแค่ชื่อสามัญที่ใครๆ เขาก็คิดได้ เพราะคำนี้ไม่ได้ถูกแต่งจากอัษรเมนอนแต่อย่างไร 
         ผมจะยิ่งงงเข้าไปอีกหากสมมติว่าท่านบอกว่า อัสการ์ซ เวธิไอม์ อคูเรียล บรอสวาชร์ หรือ ซอร์ฟฟาไดรฟ์ ไปคล้ายใครเข้า(เพราะคำข้างต้น อ่านจากเสียงอักษรเมนอน)

    2.3เวธิไอม์และบรอสวาชร์ กับ โฟรวโดว์และแกรนดัฟ
         ท่านอาจมองว่าตัวละครทั้งสี่นี้เป็นภาพก๊อปปี้จากกันก็ได้ แต่ผมบอกตามตรง ผมนึกลักษณะนิสัยที่จะฉุดคนคิดถึงบ้านอย่างเวธิไอม์ให้ตั้งหน้าตั้งตาฝึกฝนหรือออกเดินทางไม่ได้นอกจากคนนิสัย ใจเย็น แก่ประสบการณ์ และมีฝีมือ อีกอย่างบรอสวาชร์ก็มีนิสัยต่างจากแกนดัฟมากนะในความคิดผม เอาเข้าจริง ผมพบว่าบรอสวาชร์คล้ายกับบรอม(พ่อของเอรากอน) มากกว่าเสียอีก

    2.4บรอสวาชร์ไม่รับไข่แห่งแสงไว้ เช่นเดียวกับที่แกรนดัฟ ไม่ต้องการแหวนของเซารอน
         ก็จะเอาไปทำไมล่ะครับ ในเมื่อผมต้องการให้เวธิไอม์ขี่กริฟฟอน ไม่ใช่ชายชราอย่างบรอสวาชร์ ตรงนี้ผมมองว่าไม่ได้เกี่ยวกับ รับไว้หรือไม่รับเลยนะ ถึงต้องมาลำบากลำบนเขียนบอกไงล่ะว่า ไข่แห่งแสงต้องใช้แรงผู้ใหญ่อย่างน้อยสุดสี่คนยก หรือไม่ก็ตัดปัญหาด้วยการใช้เวทมนตร์เสีย เว้นก็แต่ผู้ที่ถูกเลือกอย่างเวธิไอม์ ถึงได้ถือมันเตร่ไปไหนมาไหนได้ไม่ต่างกับยกผลแตงโม

    2.5บรอสวาชร์วาชร์พาเวธิไอม์ไปที่ปลอดภัย เช่นเดียวกับที่ แกรนดัฟ พาโฟรวโดไปที่ปลอดภัย และการรายงาต่อซารูมาน เรื่องค้นพบของวิเศษ (ตรงนี้เคืองสุด)
         ก็แล้วจะให้เขาสู้กับลูซิเฟอร์หรือไม่ก็ปีศาจระดับรองลงมา โดยเป็นแค่เด็กโง่ๆ คนนึงรึไงครับ แม้เหตุผลของบรอสวาชร์จะอ้างว่าเขาต้องการคลายผนึกปักษาสวรรค์ แต่เหตุผลจริงๆ ของผมคือพาเขาไปฝึกต่างหากครับ อีกทั้งเป็นการฉลาดกว่าที่จะเปิดผยเรื่องไข่แห่งแสงให้กับคนที่ไว้ใจได้ จะได้ดำเนินช่วงการฝึกได้อย่างราบเรียบไงครับ (จริงๆ ช่วงนั้นผมอยากเขียนให้จบๆ ไปด้วยซ้ำ เพราะผมก็รู้ดีว่าคนอ่านย่อมเบื่อการฝึกซ้ำๆ ซากๆ)

    2.6โฟรวโดถูกศิลาสงอหล้าครอบงำจิตใจ ขณะที่เวธิไอม์ก็ดูเหมือนจะถูกศิลาแห่งความทรงจำครอบงำเช่นเดียวกัน
         เรื่องโฟรวโดนี่ผมไม่รู้ เพราะดูแต่หนัง แต่อ่านนิยายเรื่องนี้ไม่จบ แต่กับศิลาแห่งความทรงจำ ไม่ใช่การครอบงำเสียหน่อย อะไรกันที่ทำให้ท่านอนุมาณเหตุผลเป็นเช่นนั้นได้ ทั้งที่ผมเน้นนักเน้นหนาว่า ศิลาแห่งความทรงจำ จะมอบคำทำนายให้กับผู้ที่เหมาะสมจะได้รับ มันคือจุดเชื่อมโยงแรกระหว่างเวธิไอม์กับลูมิคอลไมเซียน่าต่างหากครับ(เทพแห่งเวลา)

    3 ทุกอย่างเหมือนกันหมด นั่นคือป้องกันไม่ให้จอมโฉดลับมาคืนบัลลังก์ แล้วไหนละความต่างของนิยายเรื่องนี้กับนิยายเรื่องอื่น จุดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ของมันอยู่ไหนกันแน่(Identity of Amesia)


          เหมือนจะใช่ครับเนื้อหาหลักของอมิเซีย จอมมารคืนบัลลังก์คือป้องกันไม่ใช่ลูซิเฟอร์กลับสู่บัลลังก์ แต่ก็แล้วตอนสุดท้ายลูซิเฟอร์กลับมาไหมเล่าครับ ฉะนั้นจุดมุ่งหมายของเรื่องต่างจากลอร์ดออฟ เดอะริงค์มากนะครับ มันคือการโค่นบัลลังก์กษัตริย์ลูซิเฟอร์ไม่ใช่การป้องกันการพื้นฟูอำนาจของจอมมารเสียหน่อย ที่ผมต้องการสื่อจากเรื่องนี้จริงๆ ก็คือ ตำนานของเวธิไอม์ต่างหากครับ เซอร์เซส เวธิไอม์ ผู้ขี่ปักษาสวรรค์และตำนานของเขาที่คนในแผ่นดินอมิเซียจะจดจำไปชั่วลูกกาลนาน ไม่ใช่แค่วิรบุรุษแต่เป็นกษัตริย์ผู้อยู่ในจิตใจคนทุกหมู่เหล่า โดยไม่ต้องการบัลลังก์เปื้อนเลือด

              สุดท้าย(แล้วมั้ง) เดินเรื่องไม่ได้อืดหรอกครับ แต่ผมบรรยายเยอะแบบแปลกๆ คือบรรทัดไม่ได้ติดกันเป็นพรืด แต่เหมือนเยอะเพราะอะไรไม่รู้ ส่วนเรื่องศัพท์บรรยายผมยังโตได้อีกมากครับไม่ต้องกลัว ^^

             ท้ายที่สุด ผมเชื่อว่าบางที ท่านอาจมองนิยายผมด้วยความไม่ชอบใจ ด้วยเหตุผลนานับประการอย่างที่ท่านได้กล่าวอ้าง แต่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมเขียนขึ้นด้วยหนึ่งสมองสองมือของตัวเองอย่างแท้จริง ฉะนั้นหากท่านยังไม่แน่ใจ จงอย่าได้ว่าหาว่างานของใครไปลอกเลียนแบบจากงานของคนอื่นเขาอีก ตอนเขียนเรื่องนี้ผมพยายามอย่างมากที่จะหลีกหนีเหตุการณ์ใดก็ตามที่อาจทำให้ เหลือบไปคล้ายเอรากอนเข้า(เพราะผมอ่านเรื่องนี้ และใช้มันเป็นแรงบัลดาลใจ) แต่ท้ายที่สุดกลายเป็นว่าผู้อ่านดันมองว่ามันคล้ายลอร์ดออฟเดอะริงค์ซะงั้น(นี่แย่กว่าคล้ายเอรากอนอีก) จริงอยู่ว่ามันเป็นสิทธิของท่านที่จะวิจารณ์งานตามความเห็นส่วนตัว และผมก็ไม่ได้โกรธเคืองในส่วนนั้นเพราะมันคือสิทธิของท่าน แต่การที่ท่านว่าร้ายผมว่า "ไปลอกเขาทั้งดุ้น" นี้ถือว่ากระตุกหนวดกันเลยทีเดียว โดยเฉพาะยิ่งความคิดนี้ของท่านเกิดจากความเข้าใจผิดด้วยแล้ว ผมยิ่งจำเป็นต้องอธิบายชี้ความแตกต่าง(อย่างยาว) ก็หวังว่าคำตอบของผมจะช่วยทำให้ทัศนคติของท่านต่ออมิเซียดีขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย รวมทั้ง คำถามต่างๆ ของท่านผมจะนำมันไปใส่ใน FAQ ของผมเผื่อว่าจะไม่มีผู้ใดคิดกังขาในความไม่เข้าใจข้อเดียวกันนี้อีก อีกทั้งผมต้องการให้เรื่องนี้เป็นตำนาน ผมไม่ยอมให้วรรณกรรมก้องโลกเรื่องไหนมาขวางทาง เพียงเพราะคนอ่านตีความไปเองหรอก อย่างน้อยมันก็เป็นตำนานสำหรับผมแล้วคนนึงส่วนใครจะคิดอย่างไรนั้น นานาจิตัง

       ปล. หากคำตอบข้ายังไม่กระจ่างสำหรับท่าน จงกล่าวถามข้าอีก ข้ามั่นใจว่าข้าสามารถตอบท่านได้อย่างฉะฉานทุกข้อ ไม่เชื่อให้ลองไปหาข้อมูลที่พันกันในเรื่องดู... ไม่มีหรอก... "สายน้ำอาจเปลี่ยนสีไป เมื่อมีคนใช้สีต่างๆ เจือมัน... แต่เมื่อมันกำเนิดใหม่อีกครั้ง(ฝน) มันจะกลับมาใสเสมอ" (แต่เดี๋ยวนี้กลายเป้นฝนกรดไปหนดแล้วสินะ เฮ้อ...)

    #166
    0
  3. #165 K[i]S{E}R (@artsupakorn) (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2556 / 22:13
    ยื่นคำร้องขอยึดพื้นที่ปริมาณมาก !!

    เริ่มจาก โจทย์และคำถามที่ผมคาดว่าท่านเข้าใจผิด

    1.1อำนาจเวทมนตร์ ของทุกเผ่าพันธุ์
         เหตุที่มนุษย์ใช้เวทมนต์ได้ เพื่อให้เนื้อเรื่องเกิดความสมเหตุสมผล (แล้วมันสมเหตุสมผลอย่างไรกัน) เคยสังเกตุหรือคิดตามบ้างไหมว่าเหตุใดมนุษย์ถึงเป็นเผ่าพันธุ์ที่ยิ่งใหญ่นัก ทั้งที่พวกเขาทั้งร่างกายอ่อนแอไร้พลังอำนาจ แล้วเหตุใดจึงมีสิทธิ์ได้ถือครองพื้นที่ส่วนใหญ่ในพิภพ เพราะพวกเขามีมากหรือเพราะพวกเอลฟ์รักสันติรักผืนป่ากันแน่... ไม่ได้เกี่ยวกันเลยสักอย่าง มันไม่สมเหตุสมผล อำนาจไม่ว่าจะของเอลฟ์หรือคนแคระ สามารถขับไล่ มนุษย์ออกไปจากอมิเซียได้ ไม่ต่างกับที่พวกเขาต้องการทำลายรังมดเลยนะ แล้วหนล่ะคำอธิบายอันสมเหตุสมผลที่ทำให้มนุษย์รักษาอำนาจความเป็นใหญ่เอาไว้ได้
          เรื่องนี้ซับซ้อนเกินกว่า จะอ้างว่าคนมากจึงมีอำนาจได้ หากท่านได้อ่านดู ท่านย่อมได้เห็นแล้วว่า พลังของเวทมนตร์มหาศาลขนาดไหน ต่อให้คนมากเพียงไรเวทมนต์เจอแข็งๆ บทหนึ่งสามารถกวาดล้างมดปลวกอย่างมนุษย์ได้ง่ายดาย ราวปัดฝุ่น ฉะนั้น จะมีเหตุผลใดเหมาะสมไปกว่าการให้พวกเขามีเขี้ยวเล็บเพิ่มขึ้นบ้างเล่า ใช่แล้วพวกเขาควรใช้เวทมนตร์ได้ แม้จะเป็นเพียงเวทมนตร์บทเล็กๆ อ่อนแอ แต่อย่างน้อยพวกเขาก็มีอำมาจมากพอจะยืนหยัดสู้ ไม่เคยคิดเลยหรือว่าคนเท่าไรต้องสละชีวิตเพื่อแก่งแย่งพื้นที่สำหรับตั้งถึ่นฐาน กับเผ่าพันธุ์อื่น

         (แล้วไหนล่ะความยุติธรรมของเวทมนตร์ในเรื่องนี้) เวทมนตร์ มีทั้งหมดสามระดับ ดังที่บรอสวาชร์ได้อธิบายไว้แล้ว นั่นคือ สามัญ(ราเฟีย เรียอา) ชั้นสูง(ราเฟีย โดรา) และเวทมนตร์ในตำนาน (ราเฟีย เกรออการ์)                เวทมนตร์สามัญ ทุกเผ่าพันธุ์สามารถใช้ได้ มันเป็นเพียงเวทมนตร์อ่อนด้วย แต่สามารถร่ายได้ด้วยคาถาง่ายๆ กับพลิกแพลงได้ตามสถานการณ์
         เวทมนตร์ชั้นสูง จะมีการแยกขนานออกเป็นธาตุต่างๆ ตามสีสันของพลังวิญญาณผู้ใช้ เช่น เกี่ยวกับแผ่นดินและไฟ พวกคนแคระสามารถใช้งานได้คล่องแคล่ว (ไม่เชื่ออ่านในเรื่อง ไม่เคยมีคนแคระคนใดสามารถร่ายสายน้ำและน้ำแข็งได้ในอมิเซีย หรือแม้แต่ลมและสายฟ้าก็ตามที) ส่วนพวกเอลฟ์นั้นเชี่ยวชาญเวทมนตร์กว่าเผ่าพันธุ์อื่นๆ พวกเขาอาจมีพลังวิญญาณสีใดก็ได้ รวมทั้งมีปริมาณพลังวิญญาณ(Mana)สูงที่สุดอีกด้วย เพราะพวกเขารักษาศิลมาตลอดระยะเวลาเป็นพันปี (เอลฟ์อายุขัยไม่เกินสองพันปี) แต่พวกเขามีพันธะสัญญากับเทพีที่พวกเขาบูชาว่า จะไม่ทำให้สิ่งมีชีวิตใดต้องทุกข์ระทมเพราะความเห็นแก่ได้ของพวกเขา พวกเขาจึงเลือกที่จะยู่อย่างสันติมากกว่าความกระหายอำนาจ ส่วนมนุษย์ มนุษย์ใช้เวทมนตร์ระดับสูงไม่ค่อยได้ แต่มนุษย์มีความผูกขาดทางพลังวิญญาณน้อยกว่าเผ่าพันธุ์อื่นใด ผู้บรรลุด้านเวทมนตร์เท่านั้นที่จะไขว่คว้าถึงอำนาจเวทมนตร์ชั้นสูง เพราะว่ามีมนุษย์น้อยคนอยู่แล้วที่ใช้ราเฟีย โดราได้ บรอสวาชร์ถึงได้บอกกับเวธิไอม์ในทำนองว่า "อย่าหวังถึง ราเฟีย เกรออการ์เลย" เหตุเพราะยังไม่เคยมีบันทึกใดในอมิเซียเขียนถึงเวทมนตร์ในตำนานจากมนุษย์เลย แม้แต่พวกเอลฟ์ก็ยังไม่รับประกันว่าสามารถใช้ได้จริง ฉะนั้นอำนาจเวทมนตร์ของมนุษย์ในระดับราเฟีย โดรา จึงแข็งแกร่งทัดเทียมกับเวทมนตร์ของเอลฟ์ แม้จะมีน้อยคนที่ใช้ได้
          เวทมนตร์ในตำนานยังไม่เคยมีใครยืนยันว่า นอกจากเทพเจ้าและปีศาจแล้วจะมีผู้ใดใช้ได้ แม้จะมีข่าวลือลางๆ ว่าแท้จริงแล้ว พวกเอลฟ์ก็ปราชญ์เปรื่องเรื่องเวทมนตร์พอจะใช้ได้ แต่ข่าวนั้นก็ยังเป็นเรื่องที่ไม่มีใครปักใจเชื่อ (แต่กล่าวถึงเวทมนตร์ในตำนานขนาดนี้แล้ว... ท่านคงเดาได้ว่าสักวันใครจะใช้ได้)

    1.2นางเอกของเรื่อง... และทิศทางดำเนินเรื่อง
          นางเอกก็เทียไงท่าน บทนางน้อยเพราะไม่เหมาะสมที่จะให้เดินทางออกมาร่วมกับเวธิไอม์ในคืนนั้น แต่หลังจากไปที่เอลฟ์ทิมิเรียแล้ว ท่านจะได้เห็นชัดว่า บทบาทของนางสำคัญขนาดไหน
          ต่อไปก็เรื่อง คาแรคเตอร์ของเวธิไอม์ ทำไมตัวละครนี้ถึงดูเหมือนไม่เป็นตัวเองเลย... ทั้งที่คนรอบข้างมีเป้าหมายและการกระทำชัดเจนถึงเพียงนั้น เหตุเพราะทุกสิ่งที่เขาทำเหมือนจะได้คิดด้วยตัวเอง แต่ความจริงแล้ว เขาไม่ได้ทำมันจากก้นบึ้งของหัวใจแม้เพียงนิด เขาอาจฝึกฝนต่อสู้และคิดโค่นล้มลูซิเฟอร์ ตามที่คนรอบข้างชี้แนะ แต่นั่นไม่ใช่ความจริง ท่านได้วิเคราะหืหรือเปล่าว่า แท้จริงแล้วเวธิไอม์คิดและรู้สึกอย่างไร เขาต้องการชิวิตแบบเดิมๆ ชีวิตเรียบง่ายของชาวนาธรรมดาๆ ที่ใช้ชีวิตอยู่ในเธนท์ ได้เล่นสนุกไปวันๆ กับแฟรงค์และเทีย แต่เพราะความจำเป็นเขาถึงต้องทิ้งหมู่บ้านมาทั้งอย่างนั้น ยอมรับภาระเพียงเพราะเขาเห่อในพลังอำนาจใหม่ที่ตนเพิ่งได้รับ ไม่ว่าจะเป็น ไข่แห่งแสงหรือว่าเวทมนตร์ก็ตาม ก็ขนาดวิชาดาบเขายังไม่นึกอยากฝึกกับบรอสวาชร์เลย ไม่เห็นรึว่านักเดินทางผู้นี้ต้องเคี่ยวเข็นเวธิไอม์ขนาดไหน กว่าจะฝึกในหุบเขาเกลดานกับกองอัศวินได้ ยังดีที่เขาสนใจเวทมนตร์อยู่บ้าง ไม่เช่นนั้น คงละทิ้งแล้วล้มเลิกทุกอย่างไปแล้ว
          ทั้งนี้ทั้งนั้น เวธิไอม์ไม่มีแรวผลักดันที่เป็นรูปประธรรม ส่วนลึกสุดในหัวใจเขาฝึกฝนทั้งหมดเพียงเพื่อต้องการแสดงให้แฟรงค์และเทียได้เห็นว่า สิ่งที่เขาทำอัศจรรย์ขนาดไหน แต่ก็นั่นละเขาเข้าใจว่า เขาจะต้องโค่นลูซิเฟอร์เพียงเพื่อบรรลุเป้าหมายในการเป็นนักรบแห่งแสง... แล้วไหนล่ะเป้าหมายของเขา เขาตั้งใจจะโค่นลูวิเฟอร์ได้อย่างไร คำตอบนี้ผุดขึ้นแล้วช่วงท้ายเรื่อง นั่นคือความตายของแฟรงค์ เพื่อนสนิทหนึ่งในสองของเขา ความตายของแฟรงค์คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เวธิไอม์นึกอยากจบสงครามอัลคุดินอย่างจริงจัง ทั้งเพื่อล้างแค้นและเพื่อความปลอดภัยของเทียด้วย... ฉะนั้นในเอลฟ์ทิมิเรียเขาถึงลงแรงฝึกฝนอย่างบ้าคลั่ง ฝึกแม้แต่ตอนที่พวกเอลฟ์ ล้มเลิกความคิดที่จะสอนเวทมนตร์ให้กับเขา แต่กระนั้นเขาก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะฝึกต่อไปโดยมีความเจ็บปวดที่มีต่อสหายรักเป็นแรงผลักดัน ต่างจากการฝึกตามความสบายใจของเขาในริออ
        
    1.3นักเดินทางจอมอวดดี วิ่งหนีบรอสวาชร์เพราะเขาเป็นเชื้อพระวงศ์
         นักเดินทางเห็นแหวนวงนั้น ที่จริงไม่ใช่แหวนราชวงศ์อย่างที่เวธิไอม์เดาหรอกครับ จริงๆ แล้วแหวนวงนั้นเป็นสัญลักษณ์ของภาคีนักเดินทาง กลุ่มนักเดินทางที่ยิ่งใหญ่และเป็นผู้รื้อพื้นตำนานทั่วทั้งแผ่นดินอมิเซีย ต่างหากครับ (แสดงว่าท่านยังอ่านไม่ถึงบทที่ห้า หรือไม่ก็ข้ามไป) และกลุ่มนี้ก็เป็นตำนานยิ่งใหญ่ขนาดที่นักเดินทางในกองคาราวานอย่างเขาเทียบไม่ติด ฉะนั้นท่าทางของเขาจึงไม่ต่างจากจิ่งจอกเจ่าเล่ย์ ที่หนีหางจุกตูดเมื่อต้องเผชิญหน้ากับราชสีห์นั่นเอง

    1.4ความแตกต่างของ... เทพเจ้า เทวดา พระเจ้า และองค์เทพี รวมถึงวิหารโบสถ์
         ในเรื่องจะมีเทพเจ้า อยู่ย่อยๆ สองแบบ แบบแรกคือเทพเจ้าในอุดมคติ ไม่มีตัวตนจริง และแบบที่สองคือมีตัวตนจริง คือ เทวดาแบบในภาพยนต์หรือเกมทั่วไป(คนธรรมดาติดปีก พวกเซลูฟิมฟ์อะไรพวกนั้น) อย่าไปนึกถึงเทพเจ้ากรีกเชียว
          วิหารแห่งความหวัง คือชื่อเรียก โบสถ์ในริออมิใช่หรือครับ หรือว่าผมเข้าใจอะไรผิดไป แล้วมิเรียก็เป็นนักบวชที่ปฏิบัติยึดถือพรมจรรย์ตามแบบ ศาสนานิครับ
          เสริม ชื่อเมืองริออ มาจากคำว่า "เรโอ(Leo)" ที่หมายถึงราชสีห์ตามสัญลักษณ์ธงจักรวรรดินาโฮรอนนั่นละครับ

    1.5มารยาทการย้ายหัวใจขอปีศาจ
          อันนี้เป็นมารยาทสังคมปีศาจ พวกปีศาจระดับต่ำๆ นี่ไม่ขอพูดถึง แต่พวกระดับสูงๆ จะรู้กันดีว่าหัวใจเป็นแหล่งกำเนิดพลังอสูร ฉะนั้นพวกปีศาจชั้นกราเซียรา(ระดับสูง จำพวกใกล้เคียงบาอัล) จะไม่เก็บหัวใจไว้กับตัว เพราะหากมันถูกทำลายแล้วมันจะสูญเสียพลังและเป็นต้นเหตุเเห่งความตาย ถามว่าหัวใจอสูรมีลักษณะอย่างไร ไม่ใช่หัวใจเป็นสี่ห้องดวงๆ หรอกหรือ เปล่าครับ หัวใจอสูรแต่ละตนมันลักษณะแตกต่างกัน บ้างเป็นก้อนกลม บ้างเป็นแค่พลังงานสสารที่ไม่อาจสัมผัสได้โดยตรง แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไรสิ่งเหล่านั้นสามารถทำลายได้ ด้วยวิธีการใดก็วิธีการหนึ่ง ฉะนั้นจะฉลาดกว่าถ้าเอาต้นกำเนิดพลังไว้ห่างจากตัว อาจจะเป็นปราสาทของตนในเกเฮนน่า หรือที่ไหนก็ได้ และมันจะดึงเอาพลังจากต้นกำเนิดนั้นมาใช้งาน (อ้างอิงจาก บันทึกของศาสนายิว โดยในอมิเซียมีการแต่งเติมเล็กน้อย)


    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 19 กรกฎาคม 2556 / 22:16
    #165
    0
  4. #164 K[i]S{E}R (@artsupakorn) (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2556 / 19:38


    อันนี้ไปเซ็นในตอนที่มีชื่อนิยายของเจ้ าถ้ายังไม่มีให้รอก่อนอย่ามาเซ็นหน้านี้นะ
    ลงชื่อ- ซิล ซาร์กลิล
    ขอวิจารณ์จากใคร- นิกซ์วันเดอเรอร์
    ระดับความพึงพอใจกับการวิจารณ์- พอใจมากๆ ยิ่งท่านชี้จุดที่ผู้อ่านแคลงใจได้มากเท่าไร ผมยิ่งรู้สึกว่ามันคือสิ่งที่ต้องเรียนรู้และระวังตัว
    อยากจะบอกอะไรข้าไหม- ทั้งหมดอยู่ในคอมเม้นหน้า (คงต้องไล่เรียงกันยาวทีเดียว เพราะทุกข้อข้องใจของท่านผมสามารถตอบได้ละเอียดทีเดียว)
    สัญญาว่าจะแปะแบนเนอร์- แน่นอน
    โหวตให้ข้าด้วยนะ- อย่ากัลวลไปเลย
    ขอบใจสหาย ไว้เจอกันโอกาสหน้าข้าพร้อมเสมอ- เมื่อเขียนภาคหน้าจบ จะกลับมาให้วิจารย์อีกครั้งครับ
    #164
    0