[END] ◄ AMPERE MISSION ► ภารกิจร้าย ขโมยหัวใจนายสุดหล่อ

ตอนที่ 11 : (Re-write) ♥ Chapter 10 ชิงช้ากับฟ้าฝน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,757
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    5 มิ.ย. 62

CHAPTER 10

- ชิงช้ากับฟ้าฝน -







     

“ออกมาจากบ้านผีนั่นแล้ว ทีนี้ก็กลับกันได้แล้วสินะ” 

แอมแปร์ถามอย่างเนือยๆ พร้อมกับเหล่ตาไปยังบ้านผีสิงที่เราสองคนเพิ่งเดินออกมาเมื่อกี้ เชื่อมั้ยว่า เราอยู่ในนั้นไม่ถึงห้านาทีด้วยซ้ำ มันเป็นเวลาที่รวดเร็วมากจนฉันตกใจ แอมแปร์ไม่กลัวผีหรืออะไรเลยที่สร้างบรรยากาศชวนขนลุกข้างในนั่น เขาเอาแต่จูงมือฉันแล้วเดินจ้ำอ้าวเหมือนรีบไปตามควาย กระทั่งพาฉันออกมาจนถึงข้างนอก  

เขาคงเบื่อมากสินะที่ต้องอยู่กับฉันเนี่ย 

“ใช่ซี้ฉันไม่ใช่แฟนนายนี่ นายถึงจะได้มีความสุข แล้วก็ไม่เร่งเวลาแบบนี้ 

“รู้ตัวก็ดีแล้วน่า”  

จึก! 

เหมือนมีเข็มนับร้อยทิ่มแทงลงมาที่กลางใจฉันอย่างจัง  

“ว่าแต่แฟนนายเถอะ วันนี้ฉันเห็นขึ้นรถไปกับผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้”  

ฉันพูดแล้วเบ้ปากด้วยความหมั่นไส้ ความจริงแล้วก็ไม่เห็นหรอกว่า คนที่ยัยลิงหน้าวอกขึ้นรถไปด้วยเป็นผู้ชายหรือเป็นผู้หญิง อย่างที่บอกว่าฉันไม่ได้จำอะไรมาเลย นอกจากจำได้ขึ้นใจว่าผู้หญิงคนนั้นคือยัยลิงหน้าวอกหน้าตุ๊กตาแอ๊บแบ้วจอมลวงโลกลวงจักรวาล(?)  

เฮ้อ บางทีฉันก็เหนื่อยที่ต้องตั้งสรรพนามเรียกยัยนั่นยาวๆ แล้วมานั่งเรียกเองคนเดียวเนี่ย  

“เธอนี่มันช่างใส่ร้ายซะจริงๆ เลยนะ จิตใจทำด้วยอะไรกันวะ 

“โอ๊ย!” ฉันร้องขึ้นด้วยความเจ็บเมื่อจู่ๆ แอมแปร์ก็บีบมือฉันแน่นราวกับอยากจะให้มันแหลก  

จริงสิ! เขายังจับมือฉันอยู่นี่นา  

ตั้งแต่เราอยู่ในบ้านผีสิงจนกระทั่งกลับออกมา เขาก็ยังไม่ปล่อยมือฉันเลย เกือบลืมไปเลยนะเนี่ย ดูเหมือนเขาเองก็เพิ่งจะรู้สึกตัวเหมือนกัน เพราะงั้นเลยรีบชักมือกลับไปทันที  

“ขอโทษ…แต่เธอไม่ควรมาใส่ร้ายคนอื่นแบบนี้ มันไม่ดี” แอมแปร์พูดแล้วหันหน้าไปทางอื่นเหมือนต้องการสะกดกลั้นอารมณ์โกรธ ฐานที่ฉันไปพูดให้ร้ายแฟนสุดที่รักสุดที่หลงของเขา 

“ฉันไม่ได้ใส่ร้ายนะ แต่นายต้องฟังคนอื่นบ้างสิ ฉันหวังดีกับนายหรอกเลยบอกเนี่ย” 

“หวังดีกับฉัน หรือพยายามสร้างเรื่องให้ฉันเลิกกับแฟนกันแน่” 

“สักวันนายจะรู้เองว่า เป็นฉันที่สร้างเรื่อง หรือแฟนนายกันแน่ที่สร้างเรื่อง” ฉันก็พูดส่งๆ ไปเรื่อย แต่มั่นใจนะว่าจะต้องทำให้แอมแปร์หายโง่ให้ได้ ยัยพิมมี่นั่นไม่น่าไว้ใจเลยสักนิดเดียว ทุกคนก็รู้! 

“สร้างเรื่องเหรอ วันนี้พิมมี่ไปกินเลี้ยงกับสายรหัส แล้วพี่รหัสของยัยนั่นก็เป็นผู้ชาย คนที่เธอเห็นก็คงเป็นคนอื่นไปไม่ได้หรอก”  

เป็นไปได้สิถ้ายัยนั่นแอบนอกใจนายน่ะ ไม่เชื่อฉันแล้วจะเสียใจ เหอะ 

ฉันได้แต่ตะโกนเถียงประโยคนั้นอยู่ในใจเท่านั้น ส่วนสิ่งที่พูดจริงๆ น่ะ...  “แสดงว่านายก็รู้อยู่แล้วสิว่า แฟนนายไปกับผู้ชายจริงๆ แล้วมาหาว่าฉันใส่ร้ายทำไม” 

“เอ่อ…” 

“นายก็มองฉันแต่แง่ร้าย เหอะ” พูดจบฉันก็เดินหนีเขาออกมาจากตรงนั้นทันที ฉันไม่หวังให้เขาเดินตามมาหรอกนะ ยิ่งเห็นหน้าโง่ๆ ของหมอนั่นฉันก็ยิ่งอารมณ์ขึ้น ผู้ชายอะไรจะหลงแฟนได้ขนาดนี้ มันก็ดีอยู่หรอกที่เขาไว้ใจแฟนตัวเองน่ะ แต่สำหรับยัยลิงหน้าวอกนั่นไม่ควรไว้ใจไง  

“ชาชง! ชาชงๆ จะรีบเดินไปไหนของเธอเนี่ย” แอมแปร์เดินตามมาดักหน้าฉันเอาไว้ได้ในที่สุด 

“เบื่อขี้หน้านายน่ะสิ นายลืมไปแล้วเหรอว่า ที่นายต้องมาเป็นเบ๊ฉันอยู่ตอนนี้ มันก็เพราะนายเข้าใจฉันผิด แล้วนี่ยังจะไม่เชื่อที่ฉันพูดอีก นายมันเป็นผู้ชายที่น่าเบื่อที่สุดเลยว่ะ 

“ฉัน…” 

“เถียงไม่ออกล่ะสิ ที่นี้จะเชื่อฉันได้หรือยัง” 

“เชื่อ? เชื่ออะไร” 

“ก็!...” 

“…” แอมแปร์เริ่มขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่าฉันเงียบไป เขากำลังมองมาที่ฉันเพื่อรอฟังคำตอบ มันเป็นสายตาที่กดดันฉันมากเลยอะบอกตรงๆ 

“เชื่อว่าฉันหวังดีกับนายไง” ฉันพูดแล้วก้มหน้าลงมองพื้น ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงไม่กล้ามองหน้าเขา รู้แต่เพียงว่าฉันยังไม่อยากสบตากับเขาตอนนี้ก็เท่านั้นแหละ 

“เธอชอบฉันจริงๆ เหรอ”  

“เปล่านะ!” ฉันเบิกตาโตแล้วรีบเงยหน้าขึ้นไปปฏิเสธทันที ฉันไม่ได้บอกว่าชอบเขาสักหน่อย แค่บอกว่าหวังดีเท่านั้นเอง ไม่ใช่ว่าชอบสักหน่อย   

“แล้วเธออยากให้ฉันไปเป็นแฟนเธอทำไม” 

ตุ้บ!!! 

“โอ๊ย!” ยังไม่ทันที่จะได้อ้าปากตอบอะไร ฉันก็เซเข้าไปหาแอมแปร์ทันทีตามแรงกระแทกของใครบางคนที่จู่ๆ ก็เดินมาชนฉัน เมื่อหันไปดูก็พบว่าเป็นคนที่แต่งชุดโจ๊กเกอร์เดินแจกลูกโป่งในงานนั่นเอง ใบหน้าของเขาถูกเมคอัพด้วยสีสันแบบคัลเลอร์ฟูล จนมองไม่เห็นใบหน้าที่แท้จริง รู้เพียงแต่เขาเป็นผู้ชายเท่านั้น เขาจะแต่งหน้ายังไงนั่นไม่สำคัญหรอก ประเด็นก็คือ… 

เขามาเดินชนฉันทำไมวะเนี่ย! ซวยจริงๆ เลย  

เดี๋ยว...ซวยงั้นเหรอ 

“ก็เพราะอย่างนี้ไง!” ฉันโวยวายออกมาทันที ก่อนที่จะผละตัวออกมายืนให้ห่างจากแอมแปร์เล็กน้อยเพราะเมื่อกี้เขาประคองฉันเอาไว้ แต่ฉันไม่มีอารมณ์หวั่นไหวตอนนี้หรอกนะ คนกำลังเซ็งกับดวงตัวเองอยู่ โจ๊กเกอร์คนนั้นก้มหัวให้ฉันสองสามครั้งเป็นเชิงขอโทษแล้วยื่นลูกโป่งสีเขียวมาให้ฉันลูกหนึ่ง เมื่อเจ้าตัวเห็นว่าฉันทำหน้าเหวี่ยงใส่เขา 

“เอ่อ…” ฉันอ้ำอึ้งแล้วก็ไม่กล้ารับลูกโป่งมา นี่เห็นฉันเป็นเด็กสามขวบเหรอเนี่ย  

“ขอบคุณครับ” แอมแปร์ยื่นมือผ่านหน้าฉันไปรับลูกโป่งแทน เขาไม่ได้จับแค่เชือกแต่กลับจับมือของโจ๊กเกอร์คนนั้นแน่น ก่อนที่คนให้จะรีบชักมือตัวเองกลับไปแล้วหันหลังเดินหนีพวกเราไปทันที 

ทำไมเขาต้องจับแน่นขนาดนั้นด้วยล่ะ 

หรือว่า...เขาปิ๊งโจ๊กเกอร์อย่างนั้นเหรอ?! 

บ้าน่า! มีสาวสวยอย่างฉันมาอ่อยเขาขนาดนี้ ไอ้ทึ่มนี่ยังไม่หวั่นไหวเลย เพ้อเจ้อใหญ่แล้วฉันเนี่ย คิดไปได้ 

“มีอะไรหรือเปล่า” ฉันเอ่ยถามออกมาในที่สุดเมื่อเห็นว่าสายตาของผู้ชายข้างๆ ยังคงมองตามโจ๊กเกอร์แจกลูกโป่งคนเมื่อกี้ไป 

“ฉันว่า ฉันคุ้นหน้าไอ้หมอนั่น…อะ ลูกโป่ง” เขาขมวดคิ้วตอบก่อนที่จะหันกลับมายื่นลูกโป่งให้ฉัน  

คุ้นหน้าเหรอ 

คงเป็นเพื่อนที่มหา’ลัยมารับจ็อบพิเศษนั่นแหละมั้ง  

“จะบ้าเหรอ เห็นฉันเป็นเด็กน้อยชอบเล่นลูกโป่งหรือไง รับมาทำไมก็ไม่รู้ ชนฉันแล้วก็ไม่ขอโทษ” ฉันบ่นอุบ 

“เขาก็ก้มหัวขอโทษแล้วไง…แล้วนี่เขาให้เธอ รับไปได้แล้ว” แอมแปร์พูดพร้อมกับเอาเชือกลูกโป่งมายัดใส่มือฉัน บอกว่าไม่เล่นไง  

เอ๊ะ! ไอ้นี่พูดไม่รู้เรื่องแฮะ 

ฉันได้แต่มองเขาอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนที่จะเหลือบไปเห็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง อายุน่าจะประมาณสามสี่ขวบได้ เด็กน้อยคนนั้นกำลังยืนรอคุณยายซื้อลูกชิ้นปิ้งอยู่แหละ ฉันยิ้มกว้างออกมาทันทีก่อนที่จะเดินตรงไปยังเด็กคนนั้น จนแอมแปร์รีบเดินตามมาแทบไม่ทัน 

“หนูน้อย พี่ให้ลูกโป่งนะ” ฉันนั่งยองๆ เพื่อให้หน้าอยู่ระดับเดียวกันกับเด็กคนนี้ ก่อนระบายยิ้มกว้างแล้วยื่นลูกโป่งให้เธอ 

“ขอบคุณค่ะพี่คนสวย” เธอตอบพร้อมกับยกมือไหว้แล้วรับเชือกลูกโป่งไปถือไว้ ฉันลูบหัวเธอสองสามครั้ง ก่อนลุกขึ้นมาแล้วเดินกลับมาหาแอมแปร์ที่ตามมาหยุดยืนดูอยู่ห่างๆ 

“คิดว่าตัวเองเป็นนางสาวไทยเหรอ” ดูเขาพูดเข้า มองว่าฉันเป็นคนดีบ้างมันจะตายหรือไงวะ  

“เปล่า แต่ฉันเป็นคนจิตใจดีโดยพื้นฐานอยู่แล้วน่ะ ฉันเป็นคนดี้~” 

“งั้นเธอก็คงชอบฉันจริงๆ ใช่มั้ย ถึงได้มาจีบฉัน เมื่อกี้เธอยังไม่ตอบเลยนะ” เขาวกกลับเข้ามาเรื่องเดิมอีกจนได้ จริงสินะ ฉันยังไม่ทันได้ตอบก็ดันมาโดนชนซะก่อน คนเยอะแยะไม่ชน แต่ดันมาชนฉัน เฮ้อ! สงสัยต้องรีบเผด็จศึกแอมแปร์ให้เร็วที่สุดซะแล้ว  

“ฉันไม่ได้ชอบนาย แต่ฉันมีเหตุผลส่วนตัวที่จำเป็นจริงๆ บอกไปนายก็คงไม่เชื่อหรอก 

“ก็ลองบอกมาสิ” เขาพูดอย่างสนใจ 

“หมายความว่า ถ้าฉันบอก นายจะรีบโทรไปบอกเลิกยัยลิงหน้าวอกแล้วมาเป็นแฟนกับฉันทันทีเลยใช่ป้ะ!” ฉันถามเสียงดังด้วยความตื่นเต้น จนลืมไปว่าสรรพนามที่เอ่ยไปไม่ใช่ชื่อจริงๆ ของแฟนแอมแปร์ แต่มารู้ตัวว่าพูดผิดก็ตอนที่เขาถลึงตาใส่จนฉันต้องรีบหุบยิ้ม 

“เลิกเพ้อเจ้อแล้วบอกเหตุผลของเธอมา” 

“นายเชื่อเรื่องดวงอะไรพวกนั้นหรือเปล่า” 

“ถ้าเธอจะมามุกที่ว่า ดวงเราสองคนสมพงษ์กัน หรือฉันเป็นเนื้อคู่ของเธอละก็ หยุดพูดไปได้เลยเพราะมันไร้สาระ” อ้าว เล่นตัดบทกันแบบนี้แล้วใครมันจะไปกล้าบอกล่ะว่า…มันเป็นอย่างที่นายพูดจริงๆ น่ะ ฮือออ  

“แต่นายต้องเป็นแฟนฉัน” 

“นี่อย่าบอกนะว่าที่ฉันพูดเมื่อกี้มันเป็นเรื่องจริงน่ะ” อีกฝ่ายทำหน้าตกใจ  

“ถ้าจริงแล้วนายเชื่อหรือเปล่าล่ะ” 

“เชื่อก็โง่แล้วจ้า” แอมแปร์แกล้งลากเสียงยาวๆ ก่อนพูดต่อ “นอกจากเธอจะเป็นพวกชอบสร้างความร้าวฉานแล้ว ยังจะชอบเพ้อเจ้ออีกนะ” 

คนตัวสูงส่ายหัวเบาๆ ก่อนเดินหนีไปทันที แต่ฉันก็พยายามก้าวขาสั้นๆ ของตัวเองตามเขามาทันจนได้ นี่เขาไม่รู้ตัวเลยหรือไงว่ากำลังโดนสวมเขาอยู่น่ะ 

นายกำลังโง่อยู่ต่างหาก โง่อยู่แล้วน่ะไม่เข้าใจหรือไง  

ไม่ใช่เชื่อฉันแล้วจะโง่สักหน่อยโว้ยยยย  

“เอาล่ะๆ ฉันหยุดพูดเรื่องพวกนี้ก็ได้ เรามาเดินเที่ยวงานวัดให้สนุกดีกว่าเนอะ” ฉันพูดด้วยเสียงเริงร่า เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าไม่ควรทำให้เขารำคาญ ถึงแม้ฉันจะรำคาญในความซื่อ(บื้อ)ของเขาก็เถอะ 

“สนุกไปคนเดียวเถอะ ฉันจะกลับแล้ว” ไม่พูดเปล่าแต่พยายามเดินหนีฉันที่เดินมาขวางทางเขาเอาไว้ด้วย 

“แอมแปร์ นายเป็นเบ๊ฉันนะ!” 

อ๊ากกก! ใจเย็นสิชาชง ค่อยๆ พูด ค่อยๆ จากันก็ได้ ไม่ต้องขึ้นเสียง บางครั้งก็ไม่ไหวกับความปากไวของตัวเอง เฮ้อ! เดี๋ยวก็เสียการเสียงานกันพอดี 

“เอาล่ะ ฉันให้เวลาเธออีกหนึ่งชั่วโมง อยากทำอะไรก็รีบๆ ทำ” เขาพูดอย่างเหลืออด ความจริงเขาก็เป็นคนดีนะที่ทำตามหน้าที่ของตัวเองน่ะ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เต็มใจก็เถอะ แล้วก็เหมือนว่าเขาจะเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้ “เอ่อ…ขอแว่นคืนหน่อยได้มั้ย” 

“ไม่…นายไม่อยากให้คนเห็นสินะว่ามาเดินกับฉันน่ะ” 

“แล้วมันควรหรือเปล่าล่ะที่มีแฟนอยู่แล้ว แต่มาเดินเที่ยวกับผู้หญิงคนอื่นน่ะ” 

“เดินกับฉันนี่แหละควรทำที่สุดแล้วเว้ย” ฉันพูดก่อนที่จะเดินลอยหน้าลอยตาตรงมายังชิงช้าสวรรค์ที่อยู่ใกล้ๆ ไม่ได้เล่นตั้งแต่เด็กๆ คิดถึงบรรยากาศตอนนั่งบนกระเช้ารูปบ้านหลังเล็กนั่นที่สุดเลย  

“อยากเล่นเหรอ” เสียงทุ้มถามขึ้นราวกับว่าอ่านใจฉันออก 

“นายนี่รู้ใจฉันจัง เหมาะจะเป็นแฟนฉันที่สุดแล้ว” หยอดไปหน่อย ฮิๆ  

“เดี๋ยวฉันซื้อบัตรให้ แล้วเธอขึ้นไปเล่นคนเดียวนะ ฉันจะยืนรออยู่ข้างล่าง” เขาพูดหน้าตาย ก่อนที่จะเดินตรงไปยังโต๊ะจำหน่ายบัตร ไม่นานก็กลับมาพร้อมกับบัตรชิงช้าสวรรค์หนึ่งใบด้วยความรวดเร็ว ในขณะที่ฉันยังคงยืนอ้าปากพะงาบๆ อยู่ที่เดิม  

“นี่นาย...” 

“ไปสิ” เขาบอกพร้อมกับยื่นบัตรมาให้ 

“นาย-ต้อง-ขึ้น-ไป-บน-นั้น-กับ-ฉัน” ฉันบอกช้าๆ ชัดๆ พร้อมกับชี้นิ้วไปที่ชิงช้าสวรรค์ที่รอบก่อนหน้านี้ยังคงหมุนอยู่ 

“ไม่…ไปยืนรอตรงนั้นซะ หมดรอบนั้นเมื่อไหร่ เธอจะได้รีบๆ ขึ้นไปนั่งเพ้อเจ้อคนเดียว เสร็จแล้วจะได้กลับกันสักที” 

“ฉันจะไม่ไปไหนทั้งนั้นถ้านายไม่ยอมขึ้นไปนั่งด้วยกัน” ฉันบอกเสียงหนักแน่นแล้วยืนกอดอกอยู่ที่เดิมเตรียมตั้งหลักปักฐานอยู่ตรงนี้ถ้าแอมแปร์ไม่ยอมตกลงปลงใจ(?)ขึ้นสวรรค์ เอ๊ย! ชิงช้าสวรรค์กับฉัน 

“เฮ้อ เรื่องมากจริง เล่นแต่ละอย่างไม่ได้จรรโลงใจสักนิดเดียว” เขาพ่นลมหายใจอย่างแรงแล้วทำหน้ามุ่ย ก่อนจะยอมเดินกลับไปซื้อบัตรมาอีกใบ และนั่นก็ทำให้ฉันยิ้มกว้างออกมาได้ 

เป็นเบ๊ก็ต้องตามใจคนเป็นเจ้านายอย่างนี้แหละ จำ 

 

โว้วววไอ้ชิงช้านี่มันสูงกว่าที่มองขึ้นมาจากข้างล่างอีกนะเนี่ย”  

ฉันร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น พร้อมกับใช้มือเกาะลูกกรงฝั่งตัวเองแล้วมองวิวด้านล่าง หลังจากที่เราขึ้นมานั่งได้สักพักจนเกือบจะหมุนถึงด้านบนสุดแล้ว 

เนื่องจากในกระเช้าชิงช้าแบ่งที่นั่งออกเป็นสองฝั่ง ฉันกับแอมแปร์จึงจับจองกันคนละฝั่งเพื่อสร้างความสมดุล ความจริงถ้านั่งข้างกันแล้วมันเอียงก็ไม่เป็นอะไรหรอก แต่เขาคงไม่อยากนั่งข้างฉันสักเท่าไร แค่ขึ้นมานั่งเป็นเพื่อนยังอึดอัดแทบตายแล้วล่ะมั้งนั่น หน้าบูดเป็นแกงกะทิค้างเดือนซะขนาดนั้น 

“เฮ้อ!” เขาถอนหายใจออกมาแรงๆ อย่างตั้งใจให้ฉันได้ยิน และมันก็ไม่ใช่แค่ครั้งแรก มันนับครั้งไม่ถ้วนแล้วต่างหากตั้งแต่เราสองคนขึ้นมาบนนี้ ให้ตายเถอะ 

“นายช่วยทำหน้าให้มันสดใสหน่อยสิ ไม่ใช่เอาแต่หน้าบึ้ง เบื่อโลก อยากจะตายแบบนั้น” ฉันมองไปที่เขาเล็กน้อยแล้วบ่นอุบก่อนที่จะเลื่อนสายตาไปยังวิวรอบๆ ที่มองแล้วสดชื่นกว่าหน้าของผู้ชายที่นั่งฝั่งตรงข้าม ถึงเขาจะหล่อมากก็เถอะ แต่ทำหน้าแบบนั้นอย่างเดียวใครจะไปอยากมองกันล่ะ 

“เธอก็รีบๆ ชมวิวแล้วรีบๆ ลงสิ แล้วฉันจะยิ้มให้ดู” เขาตอบอย่างเซ็งๆ พูดเหมือนอยากลงตอนนี้ก็ทำได้ย่างนั้นแหละ  

“มันก็ค่อยๆ หมุนของมันอย่างนี้ นายจะให้ฉันไปเร่งมันยังไงเล่า! ฉันไม่คุยกับนายแล้ว อารมณ์เสีย” 

“อยากคุยด้วยตายล่ะ” เขาบ่นลอยๆ แล้วเสมองไปทางอื่น 

ทว่า จังหวะนี้เองที่... 

กึกๆ กึก! 

กะ…เกิดอะไรขึ้นวะ? 

เมื่อไอ้กระเช้าที่ฉันกับแอมแปร์นั่งมาถึงจุดสูงสุดของชิงช้า จู่ๆ ก็มีเสียงเหมือนเครื่องยนต์ติดขัดดังขึ้น ก่อนที่ชิงช้าที่หมุนอยู่จะหยุดลงอย่างสง่างาม แน่นอนว่าฉันค้างอยู่กลางอากาศ! ว้ากกก ไม่ตลกนะเว้ย จากข้างบนนี่ลงไปที่พื้นข้างล่างนั่นเป็นระยะไม่ต่ำกว่าสิบเมตร ฉันไม่กระโดดลงไปแน่ๆ  

ให้ตายก็ไม่! 

“เธอทำอะไร ทำไมมันถึงหยุดแบบนี้” แอมแปร์เอ่ยถามเสียงเรียบพลางมองลงไปข้างล่างที่เจ้าหน้าที่กำลังเดินกันให้วุ่น 

ไอ้บ้านี่ก็โทษฉันตลอดเลย นั่งมาด้วยกันแท้ๆ ึหรือเปล่าวะ ฮ่วย! 

“ฉันทำที่ไหนล่ะ ก็นั่งอยู่ด้วยกันเนี่ย แหกตาดูหน่อยสิว่าฉันนั่งชมวิวเฉยๆ” ฉันบอกอย่างหงุดหงิดก่อนที่จะเริ่มมองไปรอบๆ ความสนุกเมื่อครู่พลันทลายหายไปกลายเป็นความกลัวเข้ามาแทนที่ กลัวว่าจะกลับลงไปไม่ได้น่ะสิ 

“สงสัยเครื่องจะขัดข้องล่ะมั้ง…บอกแล้วว่าไม่เล่นๆ เธอนี่มันหาเรื่องซวยจริงๆ” ว่ากันเข้าไป! เดี๋ยวฉันก็แหกปากร้องไห้ซะหรอก แม่ย้อยเอ๊ย  

“นายก็รีบเป็นแฟนฉันสิ บางทีถ้านายตกลงเป็นแฟนฉันตอนนี้ชิงช้าอาจจะกลับมาหมุนอีกครั้งก็ได้นะ” ฉันรีบบอกอย่างกระตือรือร้น ก็เขาบอกเองว่าฉันเป็นคนหาเรื่องซวย แล้วคนที่จะหยุดเรื่องซวยของฉันได้ก็มีแต่เขาเท่านั้นใช่มั้ยล่ะ แบบนี้มันก็ดูสมเหตุสมผลดีแล้วนี่ เนอะ  

ชิ” เขาทำเสียงชิชะแล้วมองฉันด้วยสีหน้าประมาณว่า ฉันไม่ตลกกับเธอนะ ก่อนที่จะเลื่อนสายตาหยิ่งยะโสโอหังนั่นไปทางอื่น 

“อย่างนี้เมื่อไหร่จะได้ลงไปเนี่ย” ฉันบ่นพลางมองกลับลงไปข้างล่างอีกครั้ง มือก็จับลูกกรงอย่างสิ้นหวัง แล้วก็เห็นเจ้าหน้าที่คนหนึ่งถือโทรโข่งพลางพูดอะไรบางอย่างคนเดียวเหมือนกำลังทดสอบเสียงอยู่ 

“อย่าตกใจนะครับ! ขอให้ทุกคนอยู่ในความสงบ! เจ้าหน้าที่กำลังแก้ไขเครื่องให้กลับมาทำงานเป็นปกติครับ!” เสียงเจ้าหน้าที่คนเมื่อกี้บอกผ่านโทรโข่ง กว่าเสียงจะมาถึงข้างบนนี้มันก็แผ่วเต็มทน แต่ก็ยังได้ยินชัดอยู่แหละว่าเขาพูดว่าอะไร  

เฮ้อ! ไอ้คนที่ไปถึงข้างล่างพอดีนั่นโชคดีชะมัดเลย เพราะเขามีโอกาสออกไปได้ แต่ฉันที่อยู่ข้างบนสุดเนี่ยสิ ยิ่งคิดก็ยิ่งระทดระทวย 

“ไม่ให้ตกใจได้ไงวะ ลองขึ้นมาติดอยู่กับยัยเพ้อเจ้อนี่บ้างสิจะรู้สึก!” แอมแปร์เหวี่ยงอย่างหัวเสียเหมือนกับว่าฉันไม่ได้นั่งอยู่ตรงนี้ เกรี้ยวกราดจังเว้ย! 

“ชาติไหนจะซ่อมเสร็จก็ไม่รู้ ข้างบนนี่อึดอัดชะมัดเลย อึดอัดจรีงงงง” ฉันแกล้งบ่นประชดเขาด้วยความหมั่นไส้ มันน่านัก เหอะ 

“ฮ้าข้างบนนี้ลมเย็นเป็นบ้าเลย ถ้านั่งคนเดียวคงเย็นกว่านี้แน่ๆ” ดูเหมือนฝั่งตรงข้ามก็ไม่ยอมอ่อนข้อเหมือนกันนะ ฮึ่ม “เฮ้ย! ฝนตกเหรอ 

ยังไม่ทันที่ฉันจะได้พูดอะไรตอกหน้าเขากลับไป เสียงร้องอย่างตกใจของเขาก็ดังขึ้นมาจนฉันต้องเงยหน้ามองฟ้าทันที 

แปะ! แปะ!  แปะ! 

ซ่า!~ 

เม็ดฝนที่จู่ๆ ก็หล่นลงมาจากฟ้ากระทบเข้ากับใบหน้าของฉันอย่างจัง จนต้องรีบก้มหน้าแล้วเอามือปาดหยดน้ำออกทันที ถึงฝนจะตกไม่หนัก แต่มันก็มากพอที่จะทำให้ตัวเปียกได้ทั้งตัว 

หนหวย! อะไรจะซวยขนาดนี้วะ ฮือออ~ 

“วันนี้มันวันบ้าอะไรเนี่ย”  

แอมแปร์เริ่มโวยวายอีกครั้ง ในขณะที่ฉันเริ่มยกมือทั้งสองขึ้นมาชนกันอยู่เหนือกระหม่อมเพื่อกันฝนเข้าหน้า ฝนตกแบบนี้การซ่อมเครื่องข้างล่างนั่นก็ต้องลำบากน่ะสิ แล้วมันก็จะเสร็จช้าด้วย อ๊ากกก! แล้วเมื่อไหร่ฉันจะได้ลงไป ฮือๆ  

ฟึ่บ! 

“เดี๋ยวจะไม่สบาย” จู่ๆ แอมแปร์ก็ลุกมานั่งข้างฉันพร้อมกับถอดเสื้อช็อปออกแล้วกางขึ้นคลุมเหนือเราสองคนไว้เพื่อเป็นที่กำบังฝน 

“เอ่อ ขอบใจ” ฉันบอกโดยที่ก้มหน้ามองเท้าตัวเองไม่กล้าหันไปมองหน้าเขา รู้สึกแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้ว่ะ  

อืม” สิ้นเสียงนั้นก็ไม่มีใครพูดหรือบ่นอะไรอีกเลย มีเพียงเสียงของฝนเท่านั้นที่ตกหนักกว่าเมื่อกี้นิดหน่อย จะว่าบรรยากาศตอนนี้มันโรแมนติกก็พูดได้ไม่เต็มปาก ฉันเหลือบมองเขาด้วยหางตาเล็กน้อยก็เห็นว่า เขากำลังก้มหน้ามองปลายเท้าของตัวเองอยู่เหมือนกัน 

ฝนที่ตกหนักกว่าเดิมทำให้ฉันต้องขยับตัวเข้าไปใกล้แอมแปร์มากขึ้น เพราะกลัวว่าตัวจะเปียกไปมากกว่านี้ ถึงเสื้อช็อปของเขาจะพอกันฝนให้พวกเราได้แต่ฉันก็ยังรู้สึกว่าหลังกับแขนข้างที่ไม่ได้อยู่ติดกับแอมแปร์ตัวเองยังโดนฝนสาดอยู่ดี 

“ท่าทางจะอีกนานเลยกว่าเขาจะซ่อมไอ้เครื่องบ้านี่เสร็จ” 

แอมแปร์พูดกับฉันหรือเปล่านะ 

ด้วยความสงสัยฉันจึงเงยหน้าขึ้นมาเพื่อหันไปมองคนข้างๆ แล้วก็พบว่าเขาผงะไปเล็กน้อยเพราะหน้าของเราเกือบจะชนกัน  

เมื่อกี้เขามองฉันอยู่เหรอ 

“เอ่อ…หนาวมั้ยอะ” ฉันคิดอะไรไม่ออกแล้วจริงๆ นะ ถึงได้ถามออกไปแบบนั้นน่ะ ความจริงไม่พูดอะไรเขาก็คงไม่ง้างปากฉันหรอก  

“เฉยๆ” 

“งั้นเหรอ เออ ฉันก็ไม่รู้สึกหนาวนะ นั่งข้างนายแบบนี้มันก็อุ่นดีเหมือนกัน” ฉันพูดออกมาจากใจไม่ได้โกหก ถึงแม้ฝนจะตกอยู่ แต่การที่เราสองคนมานั่งอยู่ข้างๆ กันมันทำให้ฉันไม่รู้สึกหนาวเลยล่ะ 

บ้าฉิบ... ก็เธอจะสิงฉันอยู่แล้ว ไม่อุ่นก็คงแปลกอะ” เขาพูดแล้วเลื่อนสายตาจากหน้าฉันลงไปที่ตัว ก่อนมองกลับขึ้นมาที่หน้าใหม่ จนฉันถึงกับหน้าร้อนผ่าวต้องรีบเขยิบห่างออกมานิดหน่อยแต่ก็ไม่มากนักเพราะกลัวตัวจะเปียกฝนมากกว่านี้ 

สุดท้ายก็ไม่วายส่งยิ้มแห้งๆ ให้อีกฝ่าย  

“เธอไม่ได้แอบไปบอกให้เจ้าหน้าที่เขาแกล้งทำให้เครื่องติดขัด เพื่อที่จะได้ใกล้ชิดกับฉันใช่มั้ย” คิดได้ไงวะเนี่ย สาบานเหอะว่าฉันไม่เคยคิดอย่างนั้นเลย  

หลงตัวเองเบอร์นั้นอะ! 

“นายจะไม่มองฉันในแง่ดีบ้างหรือไง ฉันไม่ทำอะไรบ้าๆ แบบนั้นหรอกน่า” 

“ใครจะไปรู้ พูดจริงๆ นะ เธอจะอยากให้ฉันไปเป็นแฟนทำไมถ้าไม่ได้ชอบฉัน คิดไปคิดมาแล้วเพราะเธอหลงเสน่ห์ฉันใช่มั้ยล่ะถึงได้ทำแบบนี้” เอา เอาเข้าไปจ้าพ่อคนหล่อ หล่อฉิบหายวัวตายควายล้มไปเลยจ้าาา  

“ไม่เห็นจะน่าหลงตรงไหนเลย ชิ” ฉันพ่นลมหายใจออกมาอย่างระอาใจ ก็ไม่ได้ปฏิเสธหรอกน่าว่าคนอย่างเขามันก็สมควรที่จะกล้าหลงตัวเอง แต่นี่มันก็น่าหมั่นไส้น่ะ อยากตีหน้าแม่งสักที  

“ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม เธอควรล้มเลิกความคิดนี้ซะเถอะ”  

หึ ฉันไม่ถอดใจง่ายๆ หรอกนะ! ฉันไม่ยอมซวยไปยี่สิบปีเด็ดขาด ถ้าปล่อยให้ดวงตกแบบนี้ ชีวิตฉันก็หมดสิ้นซึ่งความสุขน่ะสิ  

คิดแล้วก็ต้องเบ้ปากก่อนตอบว่า “คงจะยาก... เออจริงสิ ฉันถามอะไรนายสักข้อสองข้อได้มั้ย” 

“…อืม” เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่จะตอบรับสั้นๆ ฉันสูดหายใจลึกแล้วนั่งทำใจอยู่ประมาณครึ่งนาที กว่าจะถามออกไปได้ 

“ทำไมนายถึงรักแฟนนายนักล่ะ” 

“ก็รักไง”  

“ไม่ใช่แบบนั้น ฉันหมายถึงแบบว่า ดูนายจะเชื่อแฟนนายมากเลยน่ะ” 

“คนเราถ้าจะคบกันมันก็ต้องรักและเชื่อใจกันไม่ใช่เหรอ ถ้ามัวแต่มานั่งจับผิดแล้วจะคบกันไปทำไม เธออาจจะมองว่าฉันโง่ แต่ฉันทำสิ่งที่ควรจะทำ” มันก็เป็นข้อดีของเขานะ 

“ไม่ใช่แค่ฉัน แต่คนที่นายเชื่อใจก็…เฮ้อ! ช่างมันเถอะ” ฉันว่าไม่พูดออกไปจะดีกว่าล่ะมั้ง ยัยลิงหน้าวอกต้องกำลังหลอกอะไรแอมแปร์อยู่แน่ๆ ฉันมั่นใจ แล้วคนที่ยัยนั่นขึ้นรถไปด้วยวันนี้ ต้องไม่ใช่พี่รหัสอย่างที่แอมแปร์บอกแน่นอน  

อะไรบางอย่างบอกว่ามันไม่ใช่แบบนั้น… 

เอาเถอะ ฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่าแฟนนายกำลังทำอะไรอยู่ แต่สักวันฉันจะต้องรู้ให้ได้ แล้วนายก็จะต้องรู้และยอมรับด้วย” 

“ไม่ต้องมานั่งจับผิดพิมมี่แทนฉันอย่างนี้หรอก บอกแล้วไงว่าอย่ายุ่งกับแฟนฉัน 

“ก็ไม่ได้อยากจะยุ่งนักหรอกถ้าแฟนนายมันดีจริงๆ น่ะ” 

“เธอนี่ทำตัวไม่น่ารักเลยนะชาชง” เขาพูดแล้วเบือนหน้าหนีไปทางอื่น  

ฉันมันก็เป็นคนแบบนี้แหละ ต่อให้ทำตัวดียังไงเขาก็คงไม่รักฉันอยู่แล้วแหละ นี่ก็ยังไม่รู้เลยว่าถ้าเขาตาสว่างขึ้นมาจริงๆ ฉันจะทำยังไงต่อ 

“นายก็อยู่แบบนี้ของนายต่อไปแล้วกัน สมองทึ่ม ฉันนี่แหละจะทำให้นายรู้เองว่าอะไรมันเป็นอะไร” ซึ่งฉันก็ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร แย่ก็ตรงนี้แหละว่ะ  

“…” 

“ถามจริงๆ เถอะ นายคบกันยัยนั่นมานานหรือยัง แล้วเคยทะเลาะกันบ้างหรือเปล่า” ฉันอดถามออกไปอีกไม่ได้ รักกันปานจะกลืนกินขนาดนี้จะมีเรื่องตบตีกันบ้างมั้ยนะ 

“ก็…เกือบปีแล้วล่ะ เคยทะเลาะกันแค่ครั้งเดียวก่อนที่จะมีเรื่องเธอเข้ามา” ฉันผิดอีกสินะที่เข้ามา ก็มือที่สามนี่เนอะ มันคงจะถูกอยู่หรอก เขารักของเขา ฉันก็มีเหตุผลของฉันน่า  

“แล้วตอนนั้นทะเลาะกันเรื่องอะไรเหรอ” ฉันถามด้วยความอยากรู้ทันที 

“เธอเก็บข้อมูลอยู่สินะ” 

เอ่อ...มั้ง 

“เมื่อเดือนที่แล้ว…ฉันเห็นไอ้พลีตชอบทำตัวตีสนิทกับยัยนั่น ทั้งๆ ที่ปกติมันไม่สนใจผู้หญิง แล้วก็ไม่ค่อยคุยกับใครด้วย” เขาพูดด้วยสีหน้าเป็นกังวลอยู่นิดๆ จะมีคดีเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดไหมวะเนี่ย  

“กลัวเพื่อนหักหลังนี่เอง” 

“ไม่มีผู้ชายคนไหนชอบหรอกที่แฟนตัวเองสนิทกับผู้ชายคนอื่นน่ะ ยิ่งคนอื่นที่ว่าเป็นเพื่อนสนิทตัวเอง…” เขาพูดด้วยเสียงที่ดูเศร้าลง 

“แล้วตอนนี้นายไม่กลัวแล้วเหรอ” 

“ก็ตอนทะเลาะกันพิมมี่พูดว่า ถ้าไม่ไว้ใจและเชื่อใจกัน จะคบกันได้ยังไง ฉันก็เลยปรับตัวเองใหม่ ไอ้พลีตเองก็บอกว่าที่ทำแบบนั้นเพราะเป็นห่วง อยากรู้ว่านิสัยใจคอของพิมมี่เป็นยังไง เพราะฉันกับยัยนั่นคบกันหลังจากที่รู้จักกันได้สองอาทิตย์เท่านั้น มันบอกว่าเร็วเกินไป” เขาอธิบาย  

ว่าแต่เมื่อกี้เขาบอกว่า...สองอาทิตย์? 

เร็วไปจริงๆ นั่นแหละ หมอนี่มันใจง่ายชะมัดเลยว่ะ  

“แล้วนายก็เชื่อสองคนนั้นสินะ” 

“ไม่เชื่อก็อยู่ด้วยกันลำบากนะ ดูๆ แล้วไอ้พลีตมันก็เป็นห่วงฉันจริงๆ จนตอนนี้มันก็ยังไม่ค่อยไว้ใจพิมมี่เท่าไร แต่ก็คงน้อยกว่าเธอ เหอะๆ” ถึงเขาจะพูดแบบนั้นแต่ก็เหมือนเขายังไม่วางใจเรื่องนี้เท่าไรนะ 

“เหรอ…” ฉันครางรับในขณะที่สมองก็ครุ่นคิดตามไปด้วย  

รีพลีต 

เป็นไปได้มั้ยว่าหมอนั่นก็อาจจะกำลังแอบยุให้แอมแปร์เลิกกับแฟนแบบไม่แสดงออกโจ่งแจ้ง เพื่อจะเคลมยัยนั่นซะเอง เพราะเมื่อวานเขาก็ดูเข้าข้างฉันนะ เรื่องที่ให้แอมแปร์มาเป็นเบ๊ อืม น่าสงสัยแฮะ… 

เดี๋ยวสิ! ซีริกต์เองก็เข้าข้างฉัน อย่างนี้หมอนั่นก็ไม่ต้องเข้าข่ายน่าสงสัยด้วยเหรอวะ 

“แล้วซีริกต์ล่ะ ไม่คุยกับแฟนนายหรือไง” 

“คุย แต่มันอัธยาสัยดีอยู่แล้ว มันก็เป็นแบบนี้กับทุกคนนั่นแหละ” เขาตอบอย่างไม่ใส่ใจมากนัก น้ำเสียงของเขาดูไม่กังวลเหมือนตอนที่พูดถึงรีพลีตเลย 

“อ๋อ” เพราะอย่างนี้เขาเลยวางใจซีริกต์สินะ 

“แล้วฉันจะมานั่งเล่าเรื่องส่วนตัวให้เธอฟังทำไมเนี่ย เฮ้อ! ฝนบ้านี่ก็ตกอยู่ได้ ข้างล่างก็ซ่อมไม่เสร็จสักที” โทนเสียงเขาเปลี่ยนไปเป็นหงุดหงิดเหมือนก่อนหน้านี้แล้วมองซ้ายทีขวาที สลับกับข้างล่างบ้าง 

“เพราะนายเริ่มปันใจให้ฉันแล้วไง ถึงได้ไว้ใจเล่าเรื่องส่วนตัวให้ฟัง 

ช่วยอย่าสำคัญตัวเองผิด” เขาหันกลับมามองฉันนิ่งแล้วเอ่ยเสียงเรียบ 

อะๆ งั้นถามอีกข้อได้มั้ย นายเป็นคนขอยัยนั่นคบเหรอ” 

“อืม” 

งี้นี่เอง นายคงไปจีบยัยนั่น” ฉันพูดพร้อมกับพยักหน้าสองสามครั้ง พลางสมองก็เรียบเรียงข้อมูลไปด้วย อย่างนี้เรื่องที่ยัยลิงหน้าวอกหน้าตุ๊กตาลิงเผือกมาคบแอมแปร์เพื่อหวังผลบางอย่าง มันก็ดูไม่น่าเป็นไปได้แล้วน่ะสิ…  

“เปล่า” 

อ๊ะ! ความเป็นไปได้เริ่มกลับมาแล้ว 

“งั้นแฟนนายก็ไม่ต่างจากฉันหรอกที่มาจีบนายก่อนน่ะ” ฉันเอ่ยสรุป  

ยัยนั่นต้องมีจุดประสงค์เหมือนฉันแน่ๆ ฉันยอมรับว่าตัวเองหวังผลจากแอมแปร์เหมือนกัน บอกแล้วว่าเขาเหมือนเครื่องรางของขลังที่จะมากันซวยให้ฉัน  

“ไม่มีใครจีบใคร แต่ต่างคนต่างรู้สึกดี แล้วฉันก็ลองขอคบดู” 

“ก็ตีความว่านายไปจีบยัยนั่นได้เหมือนกันและน่า โธ่เอ๊ย”  

“ผู้ชายจีบผู้หญิงก่อน มันก็ดีกว่าผู้หญิงจีบผู้ชายไม่ใช่หรือไง” เอ๊ะ รู้สึกเหมือนโดนจิกกัดแฮะ ทุกคนรู้สึกเหมือนฉันใช่มั้ยว่าเขาแอบว่าฉันทางอ้อม 

“จะว่าฉัน ก็ว่ามาตรงๆ ไม่ต้องพูดให้มากความหรอก” 

“เปล่าสักหน่อย ถ้าจะว่าเธอน่ะ ฉันพูดตรงๆ อยู่แล้ว แบบนี้ไง…เธอนี่หน้าด้านเนอะ”  

อ๊ากกก! ดูเขาทำกับฉันสิ ใจร้ายชะมัดเลยว่ะ เดี๋ยวนี้ผู้หญิงเขาก็จีบผู้ชายก่อนเยอะแยะ ฉันหน้าด้านตรงไหนไม่ทราบ หน้าฉันบางกว่ารองพื้นของแฟนนายอีกมั้งเหอะ ไอ้บ้า! 

ฮึ่ย 

เขายิ้มกวนตีนเมื่อเห็นว่าฉันตีหน้ายุ่ง  

เกลียดหมอนี่ว่ะ มันใช่เนื้อคู่ของฉันแน่เหรอแม่หมอ! 

          








- TO BE CONTINUED -




 

 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,256 ความคิดเห็น

  1. #1199 Nuch :3 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2558 / 11:32
    แอมป์ตอนนี่เริ่มน่ารักเเล้ว ><
    #1,199
    0
  2. #1156 กระต่ายโหดบนดาวเสาร์(?) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2557 / 11:11
    ตอนนี้หวานนนนนจุง เขินแอมป์

    นั่งชิงช้าสวรรค์ด้วยกัน >
    #1,156
    0
  3. #1148 rena (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2557 / 18:33
    ฟินอ่ะ
    #1,148
    0
  4. #1124 TiNa (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 16 เมษายน 2557 / 19:18
    ไม่ปลื้มแอมแปร์มิเตอร์นี่เลยจริงๆ แต่ในฐานะแฟน นายก็ทำถูกที่เชื่อใจ พอหยวนๆให้ได้
    #1,124
    0
  5. #1080 ✗ MON(S)T ✗ TOEI ♈ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 5 มกราคม 2557 / 12:36
    สรุปพิมมี่กับรีพรีทเกิดอะไรขึ้น?
    ฝนฟ้าช่างเป็นใจเสียกะไรนี่ ถถถ
    ชาชงสู้ๆ #ชูป้าย ^0^
    #1,080
    0
  6. #1042 ด.ญ.เวิ้ง ลอยลม (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2556 / 23:44
    เเหม งานนี้ดูเหมือน เเอม จะหลอกนางเอกจนิงจัง ซะเเลเว
    #1,042
    0
  7. #1028 radioactive (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2556 / 21:44
    กรี๊ดดดดดดดดด เขินนนนนนนนนนนนนนน ><
    #1,028
    0
  8. #1007 Palaioyy (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2556 / 01:37
    ว้าววววววววว ท่ามกลางสายฝน ฮิๆ 
    #1,007
    0
  9. #582 << Mr.O>> (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 8 กันยายน 2556 / 02:37
    กรี๊ดดให้ดังๆๆ
    ฟ้าฝนนี่เป็นใจจริงๆ
    แอมป์มีจิดกัดยัยชาเล็กๆ(?)
    ความสัมพันธ์พวกเธอสองคน
    เริ่มจะดีขึ้นเรื่อยๆแล้ว 5555
    ป.ล .ยังไงก็ยังปกใจเชื่อว่ายัยพมากับณอนแน่ๆๆ
    #582
    0
  10. #493 แพนด้าดอง . (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2556 / 13:03
    โรแมนติกเอาะ เอาใจช่วยชาชงน้า
    #493
    0
  11. #481 ICCube (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2556 / 23:47
    หวังว่าเพ่ือนคงไม่หักหลังกันนะพรีต
    #481
    0
  12. #386 khun_pc (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2556 / 19:01
    สุดยอดเลยชาชง
    #386
    0
  13. #350 sonia (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2556 / 23:02
    พระเอกตอนนี้น่ารักมากกกกกกกก

    ชาชงสู้ๆๆๆๆๆ

    #350
    0
  14. #305 Sweet _Juicy (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2556 / 23:44
    ชอบชาเน่าน่ารัก ขอให้พิชิตใจแอมป็แปร์มอนิเตอร์ได้เร็วๆ
    #305
    0
  15. #254 **Jang-Sinyuan** (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2556 / 18:07
    สนุกจ้ะ ><
    #254
    0
  16. #249 WinE436 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2556 / 19:14
    ชอบชาชงจัง ทันคนดีมากกก
    #249
    0
  17. #225 เจน เจน เจน (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2556 / 18:07
    อั้ยยยยยยยยยยยยยย

    ชาชงสู้ๆๆๆ55555555
    #225
    0
  18. #224 welove ts7 silvy gam (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2556 / 21:05
    พิมมี่ กับ รีพลีท ไม่แน่นะเนี่ย หรือว่า.... ? รอตอนต่อไปค่ะ
    #224
    0
  19. #223 riren (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2556 / 18:47
    อ้า >< ใครกันนะ อุตส่าห์ช่วยชนยัยชาชงเพิ่มความใกล้ชิดแอมแปร์อย่างนั้น ><
    ถึงตอนนี้ไม่มีพี่เข่ง เราก็ขอฝากความคิดถึงให้พี่เข่งด้วยนะคะ ><
    ชอบสุดๆ พี่คนนี้ อ้อละก็ชอบที่แอมป์เรียกชาชงด้วยชื่อด้วย ><
    #223
    0
  20. #222 iNoonz (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2556 / 18:19
    แิอมแปร์พูดแรงจัง 555
    #222
    0
  21. #221 heartless girl (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2556 / 16:18
    อัพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพ
    #221
    0
  22. #220 Lächeln (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2556 / 15:06
    รีพลีทคงไม่ทำแบบนั้นใช่มั๊ย อย่าหักหลังเพื่อนเชียว
    #220
    0
  23. #219 Nickh toon (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2556 / 09:32
    ต่อเลย กำลังค้าง
    #219
    0
  24. #218 +namfon+ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2556 / 02:00
    สนุกมาก มาต่อด่วนไรเตอร์ กำลังค้าง ^^
    #218
    0
  25. #217 น้ำหวาน (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2556 / 22:42
    ตกลงยังไงกันล่ะ รีพลีท

    ชาชงน่ารักจัง มาต่อไวๆนะคะ😁
    #217
    0