Through the Lens ※ ด้วยรัก (yaoi)

ตอนที่ 9 : [ Day 4 ] 08-04 • Musée International d'Horlogerie - Bern ,,

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 363
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    6 ม.ค. 57


 

Day 4

08-04-xx

,, Musée International d'Horlogerie - Bern ,,

 



 

 

 

หลายครั้งที่อัสนีไม่เข้าใจคำพูดของน้องสาว

เมขลาเป็นคนที่ขยันสรรหาคำอะไรแปลกๆ มาให้เขางงเล่นบ่อยๆ บางทีเขาก็ไม่ค่อยเข้าใจตรรกะของเจ้าหล่อนนัก แต่เมขลาเป็นคนช่างสังเกตยิ่งกว่าพี่ชาย บางอย่างที่เขามองข้ามไป สาวเจ้าก็มักจะสะกิดขึ้นมาให้เขาสังเกตตาม

และบางที... พอได้เริ่มสังเกตแล้วมันก็หยุดไม่ได้

พวกเขาเช็กเอ้าท์ออกจากโรงแรมกันตั้งแต่เช้า กินอาหารเช้ากันแบบง่ายๆ เร็วๆ แล้วก็เริ่มขับรถเลียบไปตามทะเลสาบ Thun หรือ Thunersee ในภาษาเยอรมันที่ขนาบอยู่ทางตะวันตกของ Interlaken เตรียมมุ่งขึ้นไปทางเหนือเพื่อต่อไปยังกรุง Bern เมืองหลวงของสวิตเซอร์แลนด์อันเป็นที่หมายถัดไป

วินเซนต์กำลังจะสละที่นั่งข้างคนขับให้แม่สาวน้อยผู้มาใหม่ แต่เมขลากลับสั่นศีรษะดิก

“ไม่เอาค่ะ ตรงนั้นมันที่นั่งของเนวิเกเตอร์ ฉันไม่นั่ง”

Navigator?”

“เอ๊ย ฉันอ่านแผนที่เป็นนะ แต่ไม่ใช่ตอนขับรถ” เจ้าหล่อนรีบแก้ตัว ก่อนจะหันกลับไปถองศอกใส่พี่ชายที่หลุดขำออกมาพรืดหนึ่ง “ขำอะไร หนูอ่านเป็นจริงๆ นะตอนเดินเท้าน่ะ พี่อัสขับเร็วไปเหอะ!

“ครับ ไม่ได้ว่าอะไรครับ”

อัสนีตอบกลั้วหัวเราะอย่างประชดประชันที่สุด แต่เมขลาก็ดูจะไม่มีฤทธิ์เดชอะไรหลงเหลืออยู่ทันทีที่วินเซนต์เอ่ยรับคำว่าจะเป็นคนนั่งข้างหน้าคอยอ่านแผนที่ให้เหมือนเดิม เจ้าหล่อนหันไปยิ้ม หัวเราะแหะๆ ใส่แล้วปีนเข้าไปนั่งที่เบาะหลังหน้าตาเจี๋ยมเจี้ยม

ซึ่งนั่นทำให้หนุ่มไทยอดไม่ได้ที่จะสังเกต เมขลาดูไม่ชินทุกครั้งที่วินเซนต์เปิดปากพูด

 

เสียงหรือ?

 

เสียงของวินเซนต์ออกต่ำแต่ก็ไม่ต่ำจนเกินไป ติดแหบน้อยๆ แต่ก็ไม่มากจนน่ารำคาญ ฟังดูมีเสน่ห์ดีแปลกๆ ด้วยซ้ำอย่างที่ไม่ค่อยได้เจอนัก อาจเพราะคนไทยใช้เสียงจากแค่ช่องปาก ไม่ลึกลงไปถึงปอดอย่างสำเนียงฝรั่งด้วยก็ได้ ซึ่งอัสนีก็เพิ่งสังเกตเอาตอนนี้เองว่ามันน่าฟังดีพิลึก ยิ่งตอนที่พูดออกมาเป็นประโยคยาวๆ ไม่ใช่เพียงแค่ถามคำตอบคำยิ่งเพลินหู

นั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่เขาชวนอีกฝ่ายคุยมาตลอดก็ได้ แม้ในตอนนี้จะมีเสียงแจ๋วๆ ของแม่น้องสาวตัวดีดังแทรกขึ้นมาบ่อยกว่าก็ตาม คิดแล้วก็อยากจะถอนหายใจ... อัสนีไม่เคยนึกรำคาญความช่างพูดของน้องสาว แต่รอบนี้มันอดไม่ได้ที่จะนึกเสียดาย ก็คนพูดน้อยอย่างวินเซนต์น่ะหรือจะแย่งเมขลาพูด?

ดันมาสะกิดให้เขาอยากฟังแล้วดันคุยกลบ มันน่านัก ถึงบางทีเจ้าหล่อนจะตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเพื่อนร่วมทางเขาขึ้นมาลอยๆ ด้วยภาษาไทยก็เถอะ เดี๋ยวก็ชมนั่น เดี๋ยวก็อวยนี่ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะอยาก...

You’ve got any plan in Bern?”

วินเซนต์หยั่งเสียงขึ้นมาระหว่างทาง เงียบเสียงแม่สาวน้อยลงไปได้ชะงัดนัก อัสนียิ้ม เมขลาอาจจะไม่ได้เขิน แต่ก็แค่อยากฟังเสียงอีกฝ่ายเหมือนกันกับเขาก็ได้

Nothing in particular.” อัสนีตอบ ตายังไม่ละจากถนนเบื้องหน้า “จองไว้แค่โรงแรม ถามนายดีกว่า มีที่ไหนอยากไปเป็นพิเศษหรือเปล่า”

และเพราะเขายังไม่ละสายตาเลยไม่ทันสังเกตเห็นลูกแก้วสีน้ำตาลใสคู่นั้นไหวไปนิดหนึ่งเหมือนจะลังเลใจ แต่เมขลาเห็น เจ้าหล่อนเลยโผล่หน้าออกมาระหว่างเก้าอี้นั่ง มองหน้าคมๆ ของพ่อหนุ่มลูกครึ่งคนนั้นแล้วเปรย

“วินเซนต์อยากไปไหนคะ”

คนถูกถามหันกลับไปมอง ชะงักไปนิดหนึ่งกับความใกล้ที่สาวเจ้าไม่ทันได้ระวัง รีบเบนสายตาหลบแล้วกระแอมเบาๆ ยกมือขึ้นลูบท้ายทอยตัวเองแก้เขินไปเรื่อย

“คือ... เอ่อ...” ว่าแต่เขาจะเขินอะไร ยังกับไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนมาเข้าใกล้งั้นแหละ “เคยได้ยินชื่อ La Chaux de Fons กันบ้างไหม”

เมขลาส่ายหัว ส่วนอัสนีเหลือบตามองนิดหนึ่ง

“ฉันเคย” ชายหนุ่มตอบพลางชะลอความเร็วรถลง “อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเคยเล่าให้ฟัง รู้สึกจะมีชื่อเรื่องทำนาฬิกานะ ใช่ไหม”

“ประมาณนั้น”

“อยากไปหรือ”

“คือ... ฉันอ่านเจอว่ามีพิพิธภัณฑ์...”

“งั้นไปกัน” คนขับรถหัวเราะเบาๆ หันกลับมาสบตาด้วย “บอกเส้นทางมาเลยครับ กัปตัน”

ท้ายเสียงล้อเลียน เมขลาหัวเราะเสียงใส ส่วนวินเซนต์ได้แต่ขมุบขมิบอะไรเบาๆ กับตัวเองแล้วเปิดแผนที่ขึ้นมากลบเกลื่อน บางทีเขาก็นึกเกลียดเสียงของพี่น้องคู่นี้ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก มันจะอะไรกันนักหนา

 

โลกของเขาหมุนเปลี่ยนทิศไปเมื่อพบกับสองคนนี้

 

 

xxxxxxxxxx

 

 

ยังไม่ถึงสองชั่วโมงดี รถโฟล์คสีบรอนซ์ก็เลี้ยวผ่านป้ายที่ระบุชื่อ La Chaux de Fons

ตัวเมืองไม่มีอะไรโดดเด่นนัก ตัวตึกสีอ่อนปูด้วยหลังคากระเบื้องสีแดงอิฐดูเป็นระเบียบ ถนนหนทางก็ไม่ซับซ้อนอะไร ไม่นานก็แลเห็นเสาทรงสามเหลี่ยมสีเหลืองจัดโดดเด่นอยู่ข้างทางอันเป็นสัญลักษณ์ของสถานที่ท่องเที่ยว

อัสนีไล่เหล่าผู้โดยสารลงจากรถก่อนจะค่อยไปหาที่จอดใกล้ๆ และก็ต้องเลิกคิ้วเมื่อเห็นร่างสูงๆ ของผู้ร่วมทางยืนรออยู่ใต้คำว่า Musée International d'Horlogerie หรือที่แปลได้ว่า International Museum of Horology บนเสาต้นนั้น

“เมฆล่ะ”

“เข้าไปแล้ว” วินเซนต์ว่าพลางถูต้นแขนตัวเองแรงๆ “ฉันรอนายอยู่”

“แล้วทำไมไม่ใส่เสื้อโค้ท ลมแรงแย่” สารถีประจำทริปดุเสียงอ่อนๆ อย่างไม่จริงจังนัก วินเซนต์มุ่นคิ้วเข้านิดหนึ่งระหว่างเดินตามหลังอีกฝ่ายลอดผ่านอุโมงค์เล็กๆ แล้วขึ้นบันไดไปยังตัวอาคาร บ่นงึมงำ

“ก็ฉันไม่คิดว่านายจะไปนาน”

อัสนีส่ายศีรษะเบาๆ ลอบยิ้มกับตัวเองอย่างอดไม่ได้ ฟังแล้วคันหัวใจดีพิลึกแต่ดูเหมือนคนพูดจะไม่ทันสังเกต จะพูดอะไรออกมาอีกก็เห็นเมขลาออกมาเย้วๆ อยู่หน้าทางเข้า โบกไม้โบกมือเป็นเชิงเร่งให้รีบเดินพร้อมกับชูตั๋วในมือ สองหนุ่มเห็นแล้วก็เผลอยิ้มกันทั้งคู่ เจ้าหล่อนดูพร้อมเสมอเวลาได้เที่ยว

“นี่ๆ สวยมั้ยๆ”
 



 

ว่าพลางก็ชี้ไปทางผนังฝั่งตรงข้ามกับที่ขายตั๋ว โดดเด่นเป็นสง่าทันทีที่เหยียบเข้ามาภายในตึก La Chaux de Fons เป็นเมืองที่มีชื่อด้านการทำนาฬิกามาตั้งแต่ไหนแต่ไร พิพิธภัณฑ์ “เวลา” แห่งนี้เลยได้ชื่อว่าโด่งดังและครอบคลุมที่สุด อัสนีมองตามปลายนิ้วเล็กๆ ของน้องสาวไปแล้วก็พยักหน้ารับเบาๆ อย่างเข้าใจ... เมขลาเป็นเหมือนสีสันของโลก และหล่อนชอบที่จะอยู่กับสีสันไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

พนักงานที่เคาน์เตอร์มองดูสาวน้อยแล้วก็อมยิ้ม วินเซนต์สบตากับอีกฝ่ายแวบหนึ่งก่อนจะยิ้มบ้าง แม่สาวคนนั้นทำให้โลกพลอยยิ้มตามไปด้วยได้จริงๆ

 

ไม่เหมือนคนพี่... ที่พอยิ้มแล้วมุมปากไม่กระตุกตาม หากไปกระตุกที่หัวใจแทน

 

ถ้ามองผ่านๆ แล้วพวกเขาคงเป็นกลุ่มที่ดูตลกพิลึก... คนเอเชียหัวดำสามคนในพิพิธภัณฑ์ที่ตอนนี้แทบจะเรียกได้ว่าร้าง -- อาจเพราะยังไม่ใช่ช่วงท่องเที่ยวและเป็นวันหยุดอีสเตอร์ด้วยก็ได้ -- คนแรกเป็นสาวน้อยหน้ามนท่าทางกระดี๊กระด๊า มองตรงนั้นตรงนี้ผ่านๆ แล้วก็เลยผ่านไป เดี๋ยวๆ ก็โบกมือเรียกเพื่อนร่วมทาง เดี๋ยวๆ ก็วิ่งย้อนกลับมาหา ส่วนคนที่สองเป็นไอ้หนุ่มตัวสูงโปร่งหน้านิ่งๆ ค่อยๆ เดินไปช้าๆ ราวกับจะซึมซับทุกอย่างทุกตัวอักษรที่เขียนอธิบาย ตรงข้ามกับแม่สาวคนแรกโดยสิ้นเชิง

คนที่สามในกลุ่มก็เลยไม่รู้จะทำยังไง นอกจากชะลอฝีเท้าลง พยายามไม่ให้หนุ่มลูกครึ่งโดนทิ้งไว้ข้างหลัง

อัสนีลดกล้องในมือลงทุกครั้งที่รู้สึกว่าวินเซนต์ชักจะห่างออกไปทุกทีแล้ว เมขลาเขาไม่ห่วงหรอก เพราะเดี๋ยวหล่อนก็จะวิ่งกลับมาลากเขาไปดูอะไรๆ ที่หล่อนว่าน่าสนใจอยู่ดี แต่วินเซนต์เหมือนจะเกิดมาเพื่อสิงตัวเองอยู่ในพิพิธภัณฑ์โดยเฉพาะจนหนุ่มชาวไทยต้องจดบันทึกเอาไว้ในใจเงียบๆ

 

สิ่งที่จะทำให้ดวงตาเหมือนลูกแก้วคู่นั้นเป็นประกายขึ้นมาได้ เพิ่มมาอีกอย่างแล้ว

 

ในตัวพิพิธภัณฑ์ส่วนมากเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ในการทำนาฬิกาจนถึงปัจจุบัน มีนาฬิกาหลากหลายทรง หลากหลายวิธีการบอก รวมไปถึงการวัด จับ และบอกเวลาในรูปแบบต่างๆ มีตั้งแต่ขนาดใหญ่ท่วมหัวคนไปจนถึงเล็กยิ่งกว่าเล็บก้อย หน้าตาธรรมดาๆ ไปจนถึงวิจิตรอลังการ... บอกเวลาบ้าง บอกวันเดือนปีบ้าง มีแม้กระทั่งเรือนที่บอกจักรราศี รวมทั้งตำแหน่งของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์อื่นๆ บนฟากฟ้า

เมขลาหยุดอยู่ตรงจุดการวัดความเร็วของมือและสายตานานเป็นพิเศษ นานจนแม้แต่คนเดินช้าอย่างวินเซนต์ยังเดินมาทัน เขากะพริบตา มองอัสนีที่ยืนหัวเราะอยู่ข้างๆ เป็นเชิงถาม

“เด็กก็แบบนี้แหละ ชอบเล่น”

คนเป็นพี่ชายหันมากระซิบ วินเซนต์พยักหน้ารับช้าๆ มองสาวน้อยหนึ่งเดียวในกลุ่มพยายามกดปุ่มจับเวลาให้เร็วที่สุดทันทีที่มีแสงกะพริบขึ้นบนหน้าจอแล้วก็ไม่รู้จะขำและหยุดรอดีหรือไม่

“ไม่ต้องสนใจหรอก ไปดูทางอื่นกันต่อเถอะ”

ราวกับอ่านใจได้ แถมไม่ว่าเปล่า อัสนีพูดพร้อมกับดึงแขนเขาไปอีกทางอย่างถือสิทธิ์ วินเซนต์กัดริมฝีปากด้านในอย่างเผลอไผล ดึงแขนกลับช้าๆ อย่างสุภาพที่สุดเท่าที่จะทำได้... เขาไม่เคยว่าอะไรเวลามีคนมาจับตัว แต่อัสนีเริ่มจะกลายเป็นข้อยกเว้นโดยที่เขาก็ไม่รู้ว่าทำไมและตั้งแต่เมื่อไร

บอกแล้ว หัวใจมันกระตุก

หนุ่มเอเชียไม่ได้ว่าอะไรที่เขาชักมือกลับ ซ้ำยังหันมายิ้มให้เสียด้วยระหว่างที่พยักเพยิดไปทางตู้นาฬิการอบกาย พิพิธภัณฑ์มีเสน่ห์ส่วนตัวของมันอยู่อย่างหนึ่งคือสามารถสร้างโลกของมันเองได้และดึงเขาให้เข้าไปรับรู้... วินเซนต์พ่นลมหายใจยาว นี่คือโลกของ “เวลา”

เขาเห็นนาฬิกาอยู่รอบกาย ได้ยินกระทั่งเสียงเคาะเวลาดังกังวาน

 

เหมือนเวลาหยุดหมุน หยุดโลกของเขาเอาไว้แค่นั้น

 








 

ที่นี่ไม่ห้ามถ่ายรูป เพราะฉะนั้นเลยเป็นที่สนุกสนานสำหรับคนเล่นกล้องอย่างอัสนี พอพ้นจากเมขลาแล้วเจ้าตัวก็เดินไปพร้อมเขาอย่างไม่รีบร้อน คราวนี้ไม่สนแล้วว่าน้องสาวจะไปวิ่งดูอะไรที่ไหน ระหว่างที่เขาหยุดอ่าน อีกฝ่ายก็หยุดถ่าย ใช้เวลานานพอๆ กันอย่างไม่ต้องมีใครเร่งใคร

สีโลหะวูบวาบอยู่ในสายตา ไม่มีนาฬิกาเรือนไหนที่เหมือนกัน ทุกเรือนแตกต่างและมีรูปแบบเฉพาะเป็นของตัวเอง หากอย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือความละเอียดอ่อน... ทุกเครื่องกล ทุกฟันเฟือง ทุกเข็มอันบอบบาง ทุกลายเส้นที่ตวัดบอกสิ่งที่กำลังวัด และทุกความวิจิตรที่คนสร้างบรรจงใส่เอาไว้...

 

จะว่าเป็นครั้งแรกก็ได้ ที่เขารับรู้ว่านาฬิกา “สวย” ถึงขนาดนี้

 

“Vincent, could you please stand right there for me?”

“Hmm?”

“Please,” อัสนีเอ่ยซ้ำอีกครั้งหนึ่งพลางชี้ไปที่พื้นโล่งๆ ตรงกลางห้อง “ฉันขอแค่สามวินาที นะ?”

วินเซนต์กะพริบตางงๆ แต่ก็เดินไปยืนแต่โดยดีอย่างไม่ทันได้คิดอะไร ก่อนจะเห็นรอยยิ้มบางๆ ของอัสนีและกล้อง D-SLR สีดำตัวนั้นที่ยกขึ้นมาบังหน้า ตอนนั้นเองที่ชายหนุ่มเกือบสะดุ้ง

“เฮ้ย! ฉันบอกว่าไม่ชอบถ่ายไง!

“ก็ฉันต้องการนายแบบนี่นา” คนถูกโวยวายหัวเราะรับหน้าตาเฉย ลดกล้องลงแล้วกวักมือเรียก “ไม่รู้ตัวเลยเหรอว่ายืนอยู่ตรงไหนน่ะ ฉันถ่ายได้พอดีเลย มาดูสิ”

อีกฝ่ายบ่นอะไรออกมาอุบอิบระหว่างที่เดินเข้ามาใกล้ นัยน์ตาสีอ่อนเหลือบมองรูปบนหน้าจอชั่ววินาทีก่อนจะชะงัก รีบเบนกลับไปมองจุดที่เขายืนอยู่เมื่อครู่แทบไม่ทัน

So that is also a clock, huh?”

อัสนีฉีกยิ้มกับเสียงพึมพำเบาๆ ในลำคอนั่น วินเซนต์ดูจะไม่รู้ตัวจริงๆ ตอนที่เดินเข้าไปตรงกลางวงของ “นาฬิกา” อันใหญ่ที่แนบสนิทอยู่กับพื้น มีขีดเลขโรมันตัวใหญ่สีเหลือบเงินแปะเอาไว้โดยรอบ ด้านบนเป็นแสงไฟสีเหลืองจ้า ส่องลงมาตรงกลางพอดี

และเมื่อใครสักคนไปยืนอยู่ตรงกลาง... มันก็ปรากฏเงาคนสองเงาขึ้นมาแทนเข็มนาฬิกา

That’s your time.”

เสียงนุ่มๆ ที่เหมือนจะส่งมาให้เขาคนเดียวทำเอาวินเซนต์ที่กำลังจะอ้าปากพูดหุบปากลงฉับ หมุนตัวเดินไปยังนาฬิกาเรือนอื่นๆ ในห้องนิทรรศการแทบจะในทันที ปล่อยให้คนถ่ายรูปยิ้มกับตัวเองอยู่คนเดียวด้านหลัง โคลงหัวช้าๆ แล้วค่อยเดินตามไปเงียบๆ

 

 

xxxxxxxxxx

 

 

พิพิธภัณฑ์แห่งเวลาสูบเวลาจากพวกเขาไปราวชั่วโมงครึ่ง

วินเซนต์ดูจะแปลกใจเล็กน้อยเมื่อเดินออกมาถึงทางออก ชายหนุ่มรู้สึกเวลาของเขาควรจะหายไปมากกว่านั้น มนตร์เสน่ห์อีกอย่างของพิพิธภัณฑ์คือทำให้คนคนหนึ่งสามารถลืมเวลาได้ เขากะเวลาไม่ได้จริงๆ เมื่อเดินเข้าเขตพิพิธภัณฑ์ ที่รู้สึกแค่วูบเดียวอาจปาเข้าไปหลายชั่วโมง และที่รู้สึกราวกับอยู่มาเป็นวัน... ก็อาจกินเวลาในโลกแห่งความเป็นจริงไปเพียงชั่วโมงเศษก็เป็นได้

การหาอะไรกินตอนบ่ายโมงกว่าไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยากนัก แต่ไปๆ มาๆ อัสนีก็จบมันด้วยอาหารฟาสต์ฟู้ดข้างทางเมื่อแต่ละคนนึกไม่ออกว่าจะกินอะไรดี เมขลาเสนอไปทาง วินเซนต์ก็เห็นไปอีกทาง เขาเลยใช้สิทธิ์ของคนขับ สรุปคำตอบสุดท้ายให้ด้วยร้านแฮมเบอร์เกอร์ชื่อดังของอเมริกาด้วยเหตุผลง่ายๆ แค่ว่ามันมีที่จอดรถ

“ตอนบ่ายไปไหนต่อคะพี่”

เมขลาถามขึ้นมาเป็นภาษาไทยระหว่างที่เคี้ยวแฮมเบอร์เกอร์ตุ้ยๆ หล่อนชอบเผลอหลุดภาษาบ้านเกิดออกมาบ่อยๆ โดยเฉพาะเวลาคุยกับพี่ชาย

What about having a walk?  We’re heading to Bern to begin with.”

อัสนีก็ตอบกลับมาเป็นภาษาอังกฤษอย่างหมายจะให้เพื่อนร่วมทางอีกคนไม่รู้สึกอึดอัด ถึงเอาจริงๆ วินเซนต์ดูจะไม่ว่าอะไรเมื่อแม่สาวน้อยพูดภาษาไทย แต่อัสนีรู้จักฝรั่งอีกมากที่ลำบากใจเสมอเวลาฟังเพื่อนข้างๆ ไม่รู้เรื่องๆ และเขาไม่อยากให้อีกฝ่ายรู้สึกแปลกแยก

“Okay, so having a walk…”

เจ้าหล่อนทวนคำตอบเบาๆ เหมือนจะเพิ่งนึกขึ้นได้ เธอหันไปยิ้มแห้งๆ ให้วินเซนต์ทีหนึ่ง แต่เจ้าตัวไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำเพราะมัวแต่วุ่นวายอยู่กับอาหารกลางวัน

เมขลาเคาะเท้าเบาๆ กับขาโต๊ะ คว้าแก้วโค้กขึ้นมาดูดแก้ขวยระหว่างหันไปหาคนเป็นพี่

“พี่อัส”

Yes?”

“หนูควรหยุดพูดภาษาไทยใช่ปะ” กระซิบพลางเหลือบมองเพื่อนร่วมทางอีกคน “เขาลำบากใจรึเปล่า”

“กว่าจะรู้ตัวนะเรา”

“ก็หนูลืมตัว...”

“It’s alright, I don’t mind that.”

สองพี่น้องชะงักกึก หันขวับไปยังต้นเสียงแทบจะพร้อมกัน ในขณะที่วินเซนต์เงยหน้าขึ้นมาจากถุงเฟร้นช์ฟรายแล้วกะพริบตาปริบๆ สบเข้ากับนัยน์ตาสีเข้มสองคู่ที่มองมาอย่างประหลาดใจนัก

ชายหนุ่มกลืนน้ำลายไม่ลงคอ

D… Did I say something wrong?”

อัสนีมุ่นคิ้ว หยั่งเสียง

“นายฟังออก?”

ลูกแก้วสีคาราเมลคู่นั้นฉายแววงงจริงๆ ก่อนจะตอบด้วยเสียงที่ซื่อที่สุดเท่าที่ทั้งสองพี่น้องเคยได้ยินมา

 

Yes, of course.”

 

อัสนีไม่รู้จะอึ้งหรือจะขำ แต่ที่แน่ๆ เมขลาสำลักโค้กจนหน้าแดงไปแล้ว

 

 

xxxxxxxxxx

 

 

“เดี๋ยว นายพูดภาษาอะไรได้บ้างนะ”

English, for sure.  Well, of course Thai…” ไล่นับไปทีละนิ้ว “Mandarin and… maybe a bit Japanese and French, I supposed?”

สองพี่น้องชาวไทยหันมองหน้ากันเองแล้วได้แต่กะพริบตาปริบๆ ใครจะไปคิดว่าวินเซนต์จะพูดได้หลากหลายภาษาขนาดนี้... แถมส่วนใหญ่เป็นภาษาภาคพื้นเอเชีย และหนึ่งในนั้นเป็นภาษาแม่ของพวกเขาเสียด้วย...

“นายเรียนด้านภาษาหรือ”

“ไม่นี่ ฉันเรียนประวัติศาสตร์” วินเซนต์สบตากับคนถามแล้วกะพริบตาอีกทีหนึ่งอย่างงงๆ เริ่มรู้สึกร้อนๆ ขึ้นมาตามแก้มอย่างบอกไม่ถูก “มัน... เอ่อ... แปลกหรือ?”

“เปล่า แค่...” จะบอกว่าเก่ง...

“โหย เก่งจังเลยค่ะ”

...แต่ก็โดนตัดหน้าซะงั้น

อัสนีหยุดปากแทบไม่ทันเมื่อเสียงแจ๋วๆ ของน้องสาวดังขัดขึ้นมาเสียก่อน ตาเจ้าหล่อนเป็นประกายวาวๆ ระหว่างที่โผล่หัวมาตรงกลางระหว่างเบาะหน้าของรถเช่นเคย ก็น่ารักน่าเอ็นดูอยู่หรอก แต่คนเป็นพี่เริ่มหมั่นไส้แล้ว

ส่วนเหตุผลที่หมั่นไส้... เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน

“งั้นแปลว่าที่ฉันพูดมาตั้งแต่แรกเนี่ย วินเซนต์ฟังออกหมดเลยเหรอคะ”

แล้วหล่อนก็ยังคงถามต่อไปเรื่อย หากคราวนี้เปลี่ยนไปเป็นภาษาไทยคล้ายจะลองเชิง วินเซนต์ละสายตาจากแผนที่รถบนตักแล้วมุ่นคิ้วนิดหนึ่งคล้ายจะประมวลผลอยู่ชั่วครู่ หล่อนพูดเร็วนัก

“หมด... Well, I mean... ฟังออกครับ”

พูดชัดเสียด้วย

อัสนีที่ขับรถต่อไปเรื่อยๆ ได้แต่นึกชมอยู่ในใจ มิน่า ตอนที่เคยลองออกเสียงชื่อเขาถึงได้ชัดนัก ลิ้นอ่อนแถมคุ้นกับภาษาไทยแบบนี้นี่เอง แม้จะติดสำเนียงแปร่งๆ อยู่บ้างอย่างฝรั่งพูดไทย แต่จัดว่าสุดยอดแล้วสำหรับคนที่ไม่เคยไปประเทศไทยมาก่อน...

ไม่เคยใช่ไหม? เขาจำได้ว่าวินเซนต์บอกว่าไม่เคย แต่ตอนนี้ชายหนุ่มชักไม่มั่นใจแล้ว

“เรียนมาจากไหนหรือ”

“อา... แม่ฉันเคยสอนน่ะ ท่านชอบภาษาเอเชีย”

“แม่นายเก่งนะ”

“ท่านเคยอยู่ที่จีนกับไทยมาก่อนมั้ง ถ้าฉันจำไม่ผิด”

“จริงหรือ” เสียงกลั้วหัวเราะ “หายากนะ ฝรั่งที่พูดไทยชัดเนี่ย ฉันชอบสำเนียงนาย”

วินเซนต์เกาแก้มตัวเองเบาๆ เขาไม่คุ้นเวลามีคนชมเท่าไรนัก เพื่อนที่มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่เห็นว่าเขามีรสนิยมพิลึกด้วยซ้ำไป ดูเนิร์ด ดูคงแก่เรียน พวกนักเรียนชาวเอเชียเขาก็ไม่ได้สนิทสนมด้วยเท่าไร จะมีอยู่ก็แค่ไม่กี่คนและพวกนั้นก็เลิกชมเขาไปนานแล้วด้วยความชิน

หนุ่มลูกครึ่งได้แต่ขอบคุณพระเจ้าอยู่ในใจเมื่ออัสนีเลี้ยวเข้าโรงแรมเสียที ช่วงแรกหลังจากที่เขาหลุดตอบออกไปก็เหมือนเกิดกำแพงความเงียบขึ้นระหว่างทุกคน เป็นความรู้สึกที่... awkward อย่างบอกไม่ถูก มันเงียบไปจนถึงในรถ แม้แต่เมขลาที่พูดอยู่ตลอดเวลาก็ยังไม่พูดไม่จา จนกระทั่งอัสนีเริ่มถามขึ้นมาลอยๆ นั่นแหละ บรรยากาศหนักๆ ถึงได้ผ่อนลงได้บ้าง

เมขลาที่ตอนแรกดูเขินๆ เพราะหลุดภาษาไทยต่อหน้าเขาไปเยอะอยู่ก็เริ่มหายเขิน แล้วเป็นไงล่ะ พอเจ้าตัวหันมาชมเขาแทนก็กลายเป็นเขานี่แหละที่เขินจนจะเป็นบ้า!

เขาไม่เคยทำตัวถูกเลยเวลามีคนชม

 

 

xxxxxxxxxx

 

 

และภาพสวยๆ ของกรุง Bern ก็ไม่ช่วยอะไรเขาเลย

วินเซนต์ไม่พูดอะไรอีกตลอดการเดินเล่น โรงแรมที่พักอยู่ห่างจากตัวเมืองไปไม่มากนัก พอเห็นสีเขียวๆ ระหว่างทางเดิน พวกเขาตั้งใจว่าจะไปที่เมืองเก่า แน่ล่ะเสน่ห์ของเมืองก็ต้องอยู่ที่เขตเมืองเก่าอยู่แล้ว มันเป็นถนนคนเดินที่เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวทุกคน คือสถานที่ที่จะได้เห็นความเป็นไปและสิ่งที่เคยเป็นของพื้นที่แห่งนี้

หนุ่มลูกครึ่งพ่นลมหายใจสั้นๆ พลางหยิบกล้องประจำตัวขึ้นมาถ่ายรูป
 










 

“นายดูเหม่อๆ เป็นอะไรหรือเปล่า”

จนใกล้จะกลับนั่นแหละถึงได้ยินคำนั้น คำไถ่ถามเรื่อยๆ ไม่ได้แฝงความเป็นห่วงเป็นใยอะไรมากเกินควร แต่ได้ผลยิ่งกว่าเวลาที่ใส่ความสงสารหรือสมเพชเข้าไปเสียอีก อัสนีดูจะเข้าใจดีเหลือเกินว่าต้องถามอย่างไรเขาถึงจะยอมเปิดใจด้วยได้

ตลกพิลึก คนที่เห็นหน้ากันมาหลายปี ไม่เคยมีใครอ่านเขาออก แต่กับอัสนีที่เพิ่งรู้จักกันเพียงสี่วันกลับ...

“เหนื่อยมั้ง” เขาตอบส่งๆ ไป “ถ่ายรูปอะไรไปบ้าง ขอดูหน่อยได้ไหม”

เจ้าของกล้องหัวเราะ ส่งไปให้อย่างเต็มใจ วินเซนต์ที่หยุดยืนอยู่บนสะพานข้ามแม่น้ำ Aare ที่ไหลผ่านตัวเมืองรับมาเปิดผ่านๆ ปากก็ถามไปเรื่อย

“เม็กไปไหนแล้ว”

“วิ่งไปนู่นแล้ว เด็กมันไฮเปอร์ คงงอนเราเหมือนกันแหละที่ไม่ยอมอยู่ดูหมีกับคุณเธอ” ชายหนุ่มหมายถึงบ่อหมีที่มี หมี จริงๆ อยู่กลางเมือง เป็นจุดเรียกนักท่องเที่ยวจุดใหญ่จุดหนึ่งของกรุง Bern ที่แปลกันตรงตัวว่าหมีแห่งนี้ “นายชอบแม่น้ำตรงนี้หรือ”

“เปล่า หยุดยืนเฉยๆ” เขายักไหล่ “ทำไมหรือ”

“ลมมันแรงนะ ระวังจับไข้”

“แอนโธนี่!

 

“พี่อัส วินเซนต์ ถ้ามาช้าหนูทิ้งจริงๆ น้า!

 

เสียงของเมขลาดังขัดจังหวะขึ้นมาเสียก่อนที่เขาจะได้โวยวายอะไรมากไปกว่านั้น วินเซนต์หมุนตัวเดินไปหาเจ้าหล่อนแต่โดยดี ได้ยินเสียงอัสนีเดาะลิ้นเบาๆ เหมือนจะขัดใจทีหนึ่งดังไล่หลังมา แต่เขาอาจจะคิดไปเองก็ได้

นัยน์ตาสีอ่อนเหลือบมองแม่น้ำใต้เท้าอีกครั้ง


 

เมขลาทำถูกแล้วที่ไม่มาหยุดยืนอยู่บนสะพานนี้ หล่อนเหมาะกับพื้นหลังหลากสี สดใส จัดจ้าน แต่ก็หวานละมุนและชวนมองไปในเวลาเดียวกัน ไม่ใช่สายน้ำที่กำลังไหลเอื่อยๆ ใสจนมองเห็นพื้นกรวดด้านล่างนี่...

ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมอง คนที่เหมาะกับสีอ่อนๆ แบบนี้...

ความคิดชะงักไป ก่อนที่ชายหนุ่มจะส่ายศีรษะเบาๆ กับตนเองไล่ความคิดที่อยู่ในหัว นึกสงสัยว่าทำไมจู่ๆ ก็นึกเปรียบเทียบเมขลากับคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ด้วยตอนนี้ขึ้นมาได้

 

เขากระชับเสื้อโค้ทเข้า, อัสนีพูดถูก เขาไม่ควรมาหยุดอยู่กลางสะพาน

ลมที่นี่แรงเกินไปจริงๆ

 

 

xxxxxxxxxx

 





From Writer:

หายหัวไปตั้งนานแน่ะ ลืมพ่อหนุ่มสองคนนี้กันรึยังคะ (ฮา)

ยิ่งเขียนยิ่งนอร์มอลแฮะ ฮือ คู่นี้จะยังงี้แหละค่ะ ค่อยเป็นค่อยไป มุ้งมิ้งกรุบกริบไปเรื่อยๆ ไม่ค่อยมีอะไรหวือหวามาก ถึงคนเขียนจะอยากเขียนฉากหวือหวามากแค่ไหนก็เถอะ แต่เนื้อเรื่องมันไม่อำนวย เอาเป็นว่าฉากแบบนั้นก็รอสถานการณ์พาไปไปเรื่อยๆ ก็แล้วกันนะคะ 55555

เอ้อ และเมื่อบทที่แล้วพูดถึงเรื่องเสียงวินซ์... เราอยากได้เสียงวินซ์แบบนี้ค่ะ


Right Here Waiting - Richard Marx

ซึ่งถ้ามี Character Song ของเรื่องนี้ล่ะก็ เพลงนี้จะเป็นเพลงของวินซ์เลยแหละ
~ //ไม่มีใครฟังแล้วเขินเหมือนเราเหรอคะ ฮา วินซ์จะมีโทนเสียงประมาณนี้แหละ ต่ำๆ ติดจะแหบหน่อย แต่ฟังแล้วระทวยออก~
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

119 ความคิดเห็น

  1. #110 Hanagika Alantasia (@ppmmint-pokepals) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 18 เมษายน 2559 / 10:21
    หูยยย จะรีบไปลองฟังเลยค่ะ!
    #110
    0
  2. #50 ai love you (@aiyarin) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2556 / 15:11
    กรี๊ดดดดดดด
    ตอนนี้น่ารักมาก ถึงจะไม่ได้อยู่กันแค่สองคน แต่ก็มีอะไรให้ฟินตลอดเลย(เยอะด้วย)
    ชอบตอนที่วินเซนต์เขินมากเลย แลดูจะเขินนิ่ง ๆ ดี...อีกอย่างคือ ทำไมเก่งอย่างนี้ละคะ ได้ตั้งกี่ภาษาละนั้น แบ่งมาให้เขาบ้างจิ
    ...และไฮไลท์ที่ชอบสุด ๆ เลยก็คือประโยคนี้คะ

    ไม่เหมือนคนพี่...ที่พอยิ้มแล้วมุมปากไม่กระตุกตาม หากไปกระตุกที่หัวใจแทน

    อั๊ยยะ กรี้ดกร้าดมากมายกับประโยคนี้ ชอบฝุด ๆ ไปเลยอะคะ
    #50
    0
  3. #49 |||No_Name||| (@oom-kanyarat) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2556 / 23:20
    อ่ะฮึ้ยยย
    ไม่หวือหวาของพี่แต่มันฟินไปถึงตับแล้วค่ะ~
    โอ้ววเบาหวานถามหาแล้วน่ารักๆๆๆๆๆๆ
    น่าร้ากกกกก อ้ายยย อัสxวิน น่าฮ้ากกกกกกก
    #49
    0
  4. #48 wand of determine (@nisharee) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2556 / 16:12
    พี่บอกอย่างเขียนบทแบบหวือหวา แต่บอกเลยค่ะว่า...เขียนแค่นี้คนอ่านก็จิ้นกันไปถึงไหนต่อไหนแล้วล่ะค่า >//////<

    #48
    0
  5. #47 My_Winter (@tuator_joker) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2556 / 10:54
    กรีดร้องดังๆสิบที!!! พ่ออัสของอิฮั้นมาแล้ววววว! ไม่ต้องห่วงค่ะมุ้งมิ้งแบบนี้เค้าก็อิ๊อ๊ะได้อยู่ดี ฮาา คุณพ่อของอัสคะมีแววว่าคุณพ่อจะได้เขยสมพรปากอ่ะค่ะ เลี้ยงลูกยังไงให้มีสกิลยิ้มพิฆาตคะ? นู๋วินซ์ใจกระตุกหลายรอบให้คนอ่านต้องวิ่งไปฟัดน้องหมาระงับอารมณ์? แบบเน้! อะฮึ่ยย~~~~~~~
    #47
    0
  6. #45 chiaki (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2556 / 08:41
    คิดถึง 2 หนุ่มจังเลยยยยย มาแบบเนิบๆ ไม่หวือหวา แต่น่ารัก ยิ้มแก้มปริ



    ว่าแต่ แอบอยากเป็นน้องเมฆอะ จะวิ่งดุ๊กๆ ควงคุณพี่ให้ทั่วเลย



    อิ อิ คุณไรท์สู้ๆ ค่ะ

    #45
    0