Through the Lens ※ ด้วยรัก (yaoi)

ตอนที่ 8 : [ Day 3 ] 07-04 • Interlaken ,,

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 327
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    17 พ.ค. 56


 

Day 3

07-04-xx

,, Interlaken ,,

 



 

พวกเขาเสียแรงไปค่อนข้างมากกับสกี -- โอเค -- ไม่ใช่สกีก็ได้ ถ้าจะเรียกให้ถูกต้องเรียกว่าการปาหิมะกลางลานสกี (ดีที่ไม่มีคน) อัสนีเพิ่งจะได้เห็นวินเซนต์หัวเราะออกมาดังๆ ก็ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ซึ่งดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่รู้ตัวด้วยว่าทำอะไรลงไปและไม่ทันสังเกตสายตาของเขาที่มองตาม

พอได้ออกแรงหน่อยใบหน้านั่นก็เริ่มเรื่อๆ ขึ้นเหมือนคนที่ไม่ได้ออกกำลังมากนัก ยังดีที่เหงื่อไม่ค่อยออกเพราะอยู่กลางหิมะ มีลมเย็นเฉียบคอยช่วยซับเหงื่อให้ไปพลางๆ พอบวกกับรอยยิ้มที่ยิ้มไปถึงดวงตานั่นและเสียงหัวเราะที่ไร้แววเสแสร้งเหมือนเด็กๆ ก็เลยยิ่งไปกันใหญ่

 

น่ารัก

 

เป็นคำจำกัดความที่แย่สำหรับผู้ชายที่สูงเกินหกฟุตอย่างวินเซนต์ แต่อัสนีก็นึกคำอธิบายอื่นไม่ออกจริงๆ

บางทีเขาน่าควรจะชวนวินเซนต์ทำกิจกรรมอะไรแบบนี้บ่อยๆ มันช่วยลดช่องว่างระหว่างพวกเขา รวมทั้งทำลายกำแพงที่อีกฝ่ายสร้างขึ้นมากั้นได้ดีทีเดียว... ซึ่งไอ้กำแพงนั่นมันดูเย็นชาพิลึก และวินเซนต์ขีดเส้นกั้นเอาไว้ชัดเจนไม่น้อย โดยเฉพาะกับคนแปลกหน้าที่เข้ามาตีสนิทอย่างเขา

ถ้าเป็นคนอื่นคงหาว่าหยิ่ง แต่อัสนีเชื่อว่าคงแค่เข้าสังคมไม่เก่งมากกว่า

 

ใกล้เที่ยง พวกเขาติดรถของร้านเช่าสกีร้านเดิมที่อุตส่าห์แวะมารับกลับลงไปยังตัวสถานี คู่หนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นทักพวกเขาใหญ่โดยเฉพาะแม่สาวน้อยคนนั้น เจ้าหล่อนเห็นหลังเปียกๆ ของพวกเขาแล้วก็เดาอะไรได้ ถามขำๆ

“สรุปเล่นอะไรกันคะ สกีหรือหิมะ”

“สงสัยจะอย่างหลังครับ”

สาวเจ้าหลุดหัวเราะคิกคักออกมากับคำตอบของอัสนี กระเถิบเข้ามาใกล้ๆ ดึงตัววินเซนต์ให้เข้ามาฟังด้วย บุ้ยใบ้ไปทางแฟนของเจ้าหล่อนที่นั่งหน้ายุ่งอยู่ใกล้ๆ แล้วกระซิบอย่างจงใจให้อีกฝ่ายได้ยิน

“ฉันเพิ่งจับคิโยยูกิทุ่มไปก่อนกลับนี่เองค่ะ” เสียงหล่อนดูภูมิใจ “คิโยบ้า ชอบแกล้งฉัน หมั่นไส้จังคนเล่นเป็นเนี่ย”

“อากิ!

เสียงคนโดนจับทุ่มดังปรามมาอย่างดุๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหล่อนเบียดตัวเข้าใกล้ไอ้หนุ่มทั้งสองคนมากเกินไปแล้ว แต่สาวเจ้ายักไหล่ไม่สน หันกลับไปแขวะเป็นภาษาญี่ปุ่นให้คนเป็นแฟนได้แต่กลอกตา

วินเซนต์หันกลับไปยิ้มกับอากาศว่างๆ อีกทางโดยไม่พูดอะไร อัสนีกลั้นขำ หันไปกระซิบใส่หู

“เข้าใจมั้ย เล่นเป็นมันน่าหมั่นไส้”

ไม่รู้ทำไม หนุ่มลูกครึ่งอังกฤษสะดุ้งหนี หน้าเรื่อขึ้นพลางพึมพำกลับเสียงต่ำๆ

You brat...”

คนโดนว่าเลิกคิ้วสูง ยิ้มขันๆ

“I’m sure that you’re younger than me, eh?”

เป็นคำสวนที่ทำเอาวินเซนต์เผลอสบถออกมาเบาๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ แยกเขี้ยววับใส่เขาก่อนจะยกมือขึ้นดันไหล่ให้ถอยออกไปห่างๆ บ่นอะไรอุบอิบกับตัวเองคนเดียวแต่ไม่ได้จริงจังอะไรนัก ปล่อยให้อัสนีหัวเราะเบาๆ แล้วหันกลับไปคุยกับแม่สาวชาวญี่ปุ่นคนนั้นต่อจนกระทั่งกลับถึงร้านเช่าสกี
 



 

ใกล้บ่ายเต็มทีแล้ว ร้านอาหารที่ Kleine Scheidegg ก็ดูเย้ายวนเสียเกินกว่าจะทนนั่งรถไฟนานๆ เพื่อไปหาอะไรกินที่ในเมือง แต่แฟนหนุ่มของแม่สาวน้อยนามอากิดูจะไม่พอใจเท่าไรนัก คว้าต้นแขนคุณเธอไว้ เอ่ยลาสั้นๆ แล้วลากพรวดๆ ไปทางสถานีรถไฟเลย ปล่อยให้สาวเจ้าแยกเขี้ยวใส่ หันมาโบกมือลาพวกเขาพร้อมรอยยิ้มละไม

เป็นรอยยิ้มที่น่ารักเสียจนพ่อหนุ่มคิโยยูกิคนนั้นชักทนไม่ไหว พูดอะไรออกมาคำหนึ่งให้แม่เจ้าประคุณหันไปค้อนขวับ บ่นหงุงหงิงเป็นภาษาญี่ปุ่นจนกระทั่งลับตา

วินเซนต์มุ่นคิ้ว

“ถ้าจะมีแฟน ฉันไม่หาแบบนี้แน่ๆ”

“ไม่ชอบหรือ ฉันว่าก็ดูใช้ได้ออก” อัสนีหัวเราะเบาๆ “ถ้าไม่ติดว่ามีแฟนอยู่แล้วฉันจะจีบให้ดู”

She’s your type?”

“ไม่เชิงหรอก แต่น่ารักดี”

“หูชาแย่”

วินเซนต์บ่นกับตัวเอง อัสนีขำพรืด

 

 

xxxxxxxxxx

 

 

วินเซนต์กำลังเทซอสมะเขือเทศลงบนขอบจานตอนที่เสียงโทรศัพท์มือถือของอัสนีดังขึ้น เพื่อนร่วมทางคนนั้นหยิบเครื่องมือสื่อสารขึ้นมามองด้วยสีหน้าแปลกๆ เขาเลิกคิ้วสูง แต่ก็ไม่ได้เอ่ยทักอะไร เพียงแค่หยิบชิ้นมันฝรั่งทอดจิ้มกับซอสแล้วเอาเข้าปากเงียบๆ

เขาเคยเห็นแต่อัสนีที่ยิ้มและหัวเราะได้ตลอดเวลา ไอ้สีหน้าเจื่อนๆ เรี่ยๆ แบบนั้นเลยดูแปลกตาไม่ใช่น้อย

 

“ว่าไงนะ มาถึงแล้ว?”

 

อัสนีขมวดคิ้วเข้า ก่อนจะกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์อีกระลอกเป็นภาษาบ้านเกิด เร็วเกินกว่าที่เขาจะจับคำได้ทันและไม่มีรอยยิ้มประดับอยู่ที่ริมฝีปากเหมือนเคย วินเซนต์แปลกใจ เงยหน้าขึ้นมองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะอย่างพิจารณา... ก็รู้หรอกว่าไม่ใช่เรื่องตลก สีหน้าของอัสนีดูจริงจังเกินกว่าจะเป็นเรื่องล้อเล่น แต่เขาก็อดไม่ได้จริงๆ จนต้องก้มลงดึงเสื้อบริเวณไหล่ขึ้นมาเช็ดปาก (แม่เขารู้เข้าคงบ่นแย่) ซ่อนรอยยิ้มที่วาดขึ้นมาอย่างเผลอไผล

เพิ่งรู้ว่ามีด้านนี้กับชาวบ้านเขาด้วย

ถ้ายังอยู่ไปด้วยกันแบบนี้ เขาจะได้เห็นมากกว่านี้หรือเปล่า

อัสนีลดเครื่องมือสื่อสารลงแล้วพูดอะไรออกมาคำหนึ่งกับตัวเอง วินเซนต์ไม่รู้หรอกว่าแปลว่าอะไร แต่ฟังจากน้ำเสียงแล้วคงหนีไม่พ้นคำสบถ ไม่ก็คำสแลงด่าในภาษาที่อีกฝ่ายใช้อยู่เป็นประจำ

“โทษที”

หมอนั่นหันมายิ้มแห้งๆ ให้เขา วินเซนต์ยักไหล่ให้ทีหนึ่งพลางเคี้ยวมันฝรั่งทอดตุ้ยๆ ต่อไป... ยิ้มอีกแล้ว อัสนีดูเป็นผู้ชายที่สามารถยิ้มได้ตลอดเวลาจริงๆ ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่เมื่อกี้ยังทำหน้าเครียดแทบเป็นแทบตายแท้ๆ

เขาคิดไปเองหรือเปล่า นัยน์ตาสีดำเหมือนถ่านคู่นั้นฉายแววกังวลอย่างบอกไม่ถูก

“นายกินเสร็จหรือยัง”

อัสนีเอ่ยถาม เสียงทุ้มนุ่มแปลกแปร่งฟังเคร่งเครียด วินเซนต์เลิกคิ้วอีกครั้งหนึ่ง

If you want me to, then yes.” ปากว่าไปงั้นแต่ก็หยิบมันฝรั่งทอดอีกชิ้นขึ้นมากัดอยู่ดี “Why?

“ขอโทษที ฉันต้องไปรับคนน่ะ” อัสนีว่าพลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้แล้วยกมือขึ้นลูบหน้าแรงๆ พ่นลมหายใจออกมายาวเหยียด ก่อนที่จะเบนนัยน์ตามามองหน้าเขา “ถ้ามีเพื่อนร่วมทางอีกคน นายจะรังเกียจหรือเปล่า”

วินเซนต์ขมวดคิ้วเข้ากับคำถามนั่น

“เพื่อนนายมาหรือ”

อัสนียิ้มให้เขาอีกครั้ง ยิ้มเรี่ยๆ อย่างไรพิกลระหว่างที่ตอบกลับมา

 

“เปล่าหรอก” พูดแล้วก็ส่ายศีรษะ ถอนหายใจอีกครั้ง “ชวนปวดหัวกว่านั้นเยอะ”

 

 

xxxxxxxxxx

 

 

ปวดหัวหรือ

อืม ถ้าเป็นเขา เขาก็คงปวดหัวเหมือนกันนั่นแหละ

 

วินเซนต์ไม่รู้จะตีหน้าอย่างไรดีตอนที่เห็น คน ที่อัสนีจะต้องมารับ พอกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่โรงแรมเรียบร้อยแล้ว อัสนีก็เสียเวลาอยู่ครู่ใหญ่กับการจองห้องพักเดี่ยวเพิ่มให้กับผู้มาใหม่ โชคยังดีที่มีห้องว่างอีกหลายห้อง ตกลงและจ่ายเงินเรียบร้อยแล้วก็นำเขาไปยังสถานีรถไฟไม่ห่างออกไปนัก ไม่แม้แต่จะขับรถไปด้วยซ้ำ

ผู้คนที่สถานีรถไฟค่อนข้างบางตา ไม่หนาแน่นอะไรเพราะยังไม่ถึงช่วงหน้าร้อน (มีแต่เขานี่แหละที่ชอบทำเรื่องขอหยุดยาวช่วงอีสเตอร์กับมหาวิทยาลัย เขาไม่ชอบไปเบียดเสียดกับผู้คนช่วงไฮซีซั่น) อัสนีขมวดคิ้วมุ่น กวาดมองไปรอบๆ คล้ายจะหาคนที่ต้องการไม่พบ หากทันทีที่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์ ใครบางคนก็กระโดดเข้ามากอดตัวไว้หมับ!

วินเซนต์เลิกคิ้ว ในขณะที่อัสนีพ่นลมหายใจยาว เงยหน้าขึ้นมองฟ้า

 

“เมฆ...”

“ขา~”

 

ผู้มาใหม่ตอบรับเสียงหวาน วินเซนต์กะพริบตา ใครคนนั้นตัวค่อนข้างเล็ก ผอมบาง และเตี้ยกว่าหนุ่มไทยคนนั้นโขอยู่ พอกอดอัสนีเข้าจากทางด้านหลังเข้าหน่อยแล้วก็แทบจะโดนชายหนุ่มบังมิด มองเห็นแต่มือบางๆ เจือเหลืองไม่ขาวนักที่โผล่พ้นเสื้อโค้ทตัวหนาออกมา กับผมหางม้าสีดำสนิทที่ไหวๆ อยู่ข้างหลังนั่น

อัสนีกลอกตา ยิ้มแบบไม่รู้จะปลงหรือเอ็นดูดี เอ่ยออกมาลอยๆ อย่างจงใจแหย่

You’re heavy.”

แม่สาวคนที่กำลังกอดและทิ้งน้ำหนักตัว มุดไปมุดมาอยู่กับแผ่นหลังกว้างถึงกับชะงักกึก ปล่อยแขนเล็กๆ ที่โอบชายคนนั้นอยู่ทันควันแล้วขึงตาใส่ ขู่ฟ่อ

“บ้า! ไม่หนักซะหน่อย!

“ไดเอทได้แล้ว”

“อ๊าย บ้าๆๆ ใครสอนให้พูดเรื่องน้ำหนักกับผู้หญิงกันเนี่ย!

ว่าแล้วหล่อนก็ทุบหลังอัสนีดังปั้กๆๆ วินเซนต์หน้าเปลี่ยนสีไปวูบหนึ่ง หล่อนดูแรงเยอะไม่น้อยผิดกับรูปร่าง ดูเอาง่ายๆ จากอัสนีที่กำลังโอดครวญออกมาเบาๆ นั่นแหละ เจ้าตัวหันไปบ่นอะไรพึมพำ ปล่อยให้เขายืนกอดอกมองสองหนุ่มสาวตรงหน้าเงียบๆ

อัสนีไม่เห็นบอกเขาว่ามีแฟนแล้ว

บอกตรงๆ เขาไม่ชอบความรู้สึกที่เหมือนเป็นก้างขวางคอนี่เลยสักนิด

แม่สาวน้อยคนนั้นหน้าตาน่ารักทีเดียว ตัวเล็กแบบบางแต่ไม่ถึงกับผอมแห้ง พอมีเนื้อมีหนังอยู่บ้าง แก้มกลมๆ ตากลมๆ ออกเป็นน้ำตาลกลางๆ ไม่เข้มไม่อ่อน ผมสีดำทอประกายน้ำตาลแดงหน่อยๆ เมื่อกระทบแดด มัดรวบไว้เป็นหางม้าสูง ปล่อยชายระไปมากับต้นคอ ผมด้านหน้าปัดข้างเปิดหน้าผาก ไม่สั้นจนถึงขั้นเรียกได้ว่าหน้าม้าแต่ก็ไม่ยาวพอที่จะรวบถึง ดูน่ารักสดใสเหมือนเด็กๆ ยิ่งบวกกับหน้าอ่อนๆ ของคนเอเชียแล้วทำให้เขายิ่งคำนวณอายุไม่ถูก

มองแวบแรกเขานึกว่าหล่อนอายุแค่สิบสี่สิบห้าด้วยซ้ำ

นัยน์ตาเขาสบกับเธอแวบหนึ่ง ก่อนที่แก้มใสๆ นั่นจะเรื่อขึ้นอย่างไร้สาเหตุ หันไปรีบคว้าแขนอัสนีหมับแล้วลากไปคุยอะไรกันงุบงิบสองคน

วินเซนต์กะพริบตา กลืนน้ำลายไม่ลงคอ

“ม...มีอะไรหรือเปล่า”

เขาเสี่ยงถาม อัสนีหันกลับมาหัวเราะเบาๆ โบกมือไปมา

Don’t worry.  It’s nothing.” เพื่อนร่วมทางพยักเพยิดไปทางคนข้างๆ “โทษทีที่ทำให้รอ นี่น้องสาวฉันเอง” พูดแล้วก็เขย่าหัวสาวน้อยข้างๆ เอ่ยต่อเป็นภาษาไทย “เอ้า ทักทายเขาได้แล้ว ทำเขินไม่เข้าเรื่อง”

หญิงสาวหน้ายู่ แต่วินเซนต์เผลอกะพริบตา

 

น้องสาว

ไม่ใช่แฟน?

 

“พี่อัสบ้า” หล่อนบ่นออกมา ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมองเขาแล้วฉีกยิ้มให้อย่างน่ารักที่สุด เอ่ยทักทายเป็นภาษาอังกฤษเสียงใสแจ๋ว “ฉันชื่อเมขลาค่ะ ยินดีที่ได้รู้จัก ขอบคุณที่ช่วยดูแลพี่ชายฉันนะคะ”

“เอ่อ... ผมเปล่า...”

วินเซนต์ตอบพึมพำอยู่ในลำคอ หน้าเรื่อขึ้นเพราะเผลอคิดไม่เข้าเรื่องเองแท้ๆ อีกเหตุผลหนึ่งคือเพราะเจ้าหล่อนสบตาเขาอย่างตรงไปตรงมาเหมือนกับพี่ชายไม่มีผิด แม้จะไม่ได้สบมองตลอดเวลาทุกวินาที แต่ก็มากพอจะทำให้เขาเสหลบไปได้ ถึงจะไม่รู้ว่าต้องเสไปทางไหนจึงจะเหมาะก็เถอะ... หล่อนเล่นสูงแค่เฉียดๆ ไหล่เขา จะก้มหนีก็ดูจะไม่ได้ จะเงยหลบก็คงแปลกพิลึก

เมขลาหัวเราะคิกคัก วินเซนต์สรุปได้ทันที เจ้าหล่อนขี้ยิ้มขี้ขำไม่ผิดพี่ชายเลย

“เรียกฉันว่าเม็กการ่าก็ได้ค่ะถ้าไม่สะดวกปาก -- เม็ก เม็กกี้ แม็กกี้ ได้หมดแหละ” สำเนียงหล่อนไม่ชัดเป๊ะนักแต่ฟังไม่ยากเท่าไร “พ่อเล่าให้ฉันฟังค่ะ คุณคือวินเซนต์ใช่ไหม”

“เอ้อ... ใช่...”

วินเซนต์ตอบได้แค่นั้นก็ชะงักไป เหลือบเห็นอัสนียืนกลั้นหัวเราะอยู่ใกล้ๆ แล้วก็หันมองตาขวาง เจ้าตัวก็คงเห็นเลยหันมายิ้มให้บางๆ แล้วโคลงศีรษะ เอ่ยแซวอย่างเคยปาก

“นายไม่คุ้นกับคนแปลกหน้าจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย”

หนุ่มลูกครึ่งแยกเขี้ยวใส่ แต่ก่อนที่จะได้ตอบอะไรกลับ อีกฝ่ายก็เอ่ยต่อออกมาเสียก่อน

“ว่าแต่นายลำบากหรือเปล่า”

เสียงทุ้มนุ่มฟังอ่อนลงมาก วินเซนต์เสตาหลบแล้วยักไหล่ทีหนึ่งราวกับไม่แยแสอะไร ไม่สบตาใครทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นคนพี่หรือคนน้อง

I’m fine with everything.”

“It’s fine if you don’t want to go around with me, you know?” อัสนีเอ่ยทั้งยิ้มๆ เหมือนไม่เดือดร้อนอะไร ไถ่ถามอย่างแสนปกติที่สุด “Are you okay with us?”

วินเซนต์กลืนน้ำลายไม่ลงคออีกครั้งกับแวววิงวอนจางๆ ในน้ำเสียงและนัยน์ตาคู่นั้น มันขัดกับรอยยิ้มที่อีกฝ่ายส่งมาให้ -- และพระเจ้าช่วย -- เขาจะมีวันชนะคนตรงหน้าบ้างหรือเปล่า ส่วนหนึ่งในจิตใจร้องบอกว่าปล่อยเขาไปเถอะ เดี๋ยวเขาไปเองได้ เพราะถ้ารู้จักกันนานยิ่งกว่านี้... เขาก็อาจจะต้องเป็นฝ่ายแพ้ตลอดไป และไม่มีวันเอาชนะนัยน์ตาสีดำเหมือนท้องฟ้าตอนกลางคืนคู่นั้นได้เลย...

หนุ่มเชื้อสายอังกฤษเผลอเม้มริมฝีปากเข้า

“I’ve got no plan,” เขาตอบไม่เต็มเสียงนัก “...and I’ve told you, it’s fine.”

 

ส่วนลึกในจิตใจตะโกนด่าตัวเอง เขาตอบบ้าอะไรออกไป

 

“น...นายขำอะไร!

วินเซนต์หันมาโวยใส่เมื่อเห็นเพื่อนร่วมทางหันหนีไปกลั้นหัวเราะกึกๆ อีกรอบ

“เปล่า แต่นายหน้าแดง”

“ฉ...ฉันเปล่า!

“โอเค เปล่าก็ได้”

วินเซนต์หลุดสบถออกมาเป็นรอบที่สองของวัน ส่วนเมขลาหันมองสองหนุ่มข้างกายแล้วกะพริบตาปริบๆ

 

 

xxxxxxxxxx

 

 

เมขลาผิดกับพี่ชายหล่อนมากทีเดียว

ทีแรกวินเซนต์ก็สงสัยว่าทำไมถึงแยกกันมา แต่ยังไม่ทันถามอัสนีก็หันกลับมาบ่นให้เขาฟังเบาๆ สองคนว่าความจริงแล้วมีแค่ชายหนุ่มที่จะเดินทางมาที่นี่ ส่วนแม่น้องสาวคนน่ารักนั้นติดเรียนซัมเมอร์ที่มหาวิทยาลัย (เขาเพิ่งรู้ว่าฝั่งเอเชียตอนนี้เป็นฤดูร้อน) แต่หล่อนลืมลงทะเบียนเรียนเสียฉิบ มารู้ตัวเอาตอนใกล้ๆ จะได้เวลา พอโวยวายกับบิดาจนเริ่มใจเย็น คุยกับอาจารย์ที่ปรึกษา จัดตารางเรียนใหม่ให้ลงตัวได้แล้วโดยไม่ต้องพึ่งภาคฤดูร้อน หล่อนก็เลยตัดสินใจจองตั๋วเครื่องบินตามพี่ชายมา

อัสนีเล่าว่ามันเป็นโชคดีของเมขลาที่หาตั๋วเครื่องบินได้ในช่วงเวลาแบบนี้ ฟังแล้วคล้ายๆ กับว่าเป็นช่วงไฮซีซั่นของประเทศไทยเพราะใกล้ปีใหม่ของคนในพื้นที่ และโชคดีที่พวกเขายังอยู่ใน Interlaken ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยว จับรถไฟมาได้สะดวก ก่อนที่เจ้าตัวจะบ่นอะไรออกมาอีกสองสามคำทั้งรอยยิ้ม

วินเซนต์เพิ่งเข้าใจ

อัสนีอาจปวดหัวกับน้องสาวและหงุดหงิดที่ต้องเป็นคนลำบากจองโรงแรมเพิ่มทุกที่ให้แม่ตัวดี แต่มันก็จางหายไปอย่างรวดเร็วและบ่งบอกชัดเจนว่าไม่ได้โกรธอะไรจริงจังอย่างที่ปากพูด

เขาไม่เคยมีพี่น้องเลยไม่เข้าใจ ความจริงก็ได้ยินหลายคนบ่นเรื่องพี่น้องร่วมสายเลือดให้ฟังเสมอๆ แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้ใส่ใจจะฟังนัก เพิ่งได้สังเกตเอาก็ตอนนี้ว่าในทุกคำบ่นและทุกท่าทีเหนื่อยหน่าย มันมีความรักความเอ็นดูแฝงอยู่ลึกๆ เสมออย่างปิดไม่มิด

อาจเหมือนเวลาที่เขาไม่ชอบบางอย่างที่แม่ทำ แต่เขาก็เกลียดไม่ลง

วินเซนต์มารู้สึกตัวอีกทีตอนที่อัสนียื่นไอศกรีมโคนรสคาราเมลสีน้ำตาลอบอุ่นมาให้ พวกเขากำลังเดินเล่นไปเรื่อย เส้นทางไม่วนไปไหนไกลเกินโรงแรม ทะเลสาบ Brienz และทะเลสาบ Tune ที่ขนาบข้างเมืองแห่งนี้เอาไว้เลยไม่ปรากฏสู่สายตา เขาก้มลงมองขนมหวานเย็นเฉียบนั่นแล้วเลิกคิ้ว ส่วนคนให้เพียงแค่หัวเราะเบาๆ พยักเพยิดไปทางแม่สาวน้อยที่กำลังจัดการกับไอศกรีมอีกโคนในมืออย่างเอร็ดอร่อย

“เมฆบังคับฉันซื้อเป็นเพื่อน” หนุ่มไทยส่ายศีรษะเบาๆ “ฉันยกให้”

วินเซนต์อ้าปากจะบอกอย่างเกรงใจนักหนา แต่พอเห็นรอยยิ้มเป็นเชิงบังคับนั่นแล้วก็เปลี่ยนใจไม่เอ่ยแย้ง เขาไม่มีปัญหากับของหวานอยู่แล้ว

How much is it?”

It’s alright.  You don’t have to pay.” อัสนียักไหล่ “แทนคำขอโทษที่พานายมาลำบากกับเจ้าตัวยุ่งนี่ด้วย”

หนุ่มลูกครึ่งหน้าเจื่อนไป ดูจะไม่เห็นด้วยกับประโยคเมื่อครู่นัก เอ่ยแย้ง

“ฉันไม่...”

“หรือไม่งั้นก็ถือซะว่าช่วยฉันกินเถอะ”

พอลงอีหรอบนี้ก็เริ่มเดาได้ว่าเถียงไปก็ไม่ได้อะไรเพราะอัสนีคงหาเหตุผลมาค้านเขาได้ไม่รู้จบ (วินเซนต์สาบาน ไม่ใช่เพราะเขาอยากกิน) แถมด้วยสายตาที่ใช้มองนั่นยิ่งทำให้หัวตื้อๆ ชอบกล ไอศกรีมคาราเมลอันนั้นเลยตกเป็นของเขาแต่โดยดีโดยไม่ต้องเสียเงินเลยแม้แต่นิดเดียว

“เดี๋ยวค่าห้อง ถ้าเป็นห้องเดียวก็จ่ายหารสาม ถ้าเป็นสองห้องก็แล้วแต่นายจะเลือกละกันนะว่าจะนอนห้องเดี่ยวหรือคู่” หนุ่มเอเชียคนนั้นก็ยังคงไม่จบกับเรื่องเงินๆ ทองๆ ซึ่งวินเซนต์ฟังแล้วปวดหัว เขาไม่เคยชอบตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายอย่างจริงจัง มันชวนกระดากอย่างไรพิกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าจะทำตัวเหมือนคน เหนียว เรื่องเงิน

“ไม่ต้องคิดมากหรอก จ่ายยังไงก็ยังงั้น” เพื่อนร่วมทางตอบส่งๆ ไปแล้วก้มลงเลียไอศกรีมในมือไปเรื่อยให้ปากไม่ว่าง อัสนีเลิกคิ้วนิด หันกลับมามองแล้วก็ยิ้มบางๆ อย่างที่ชวนให้เขินแปลกๆ

มองอะไร

วินเซนต์ไม่ชอบการตกเป็นเป้าสายตาเลย ต่อให้สายตาที่ว่าจะมีอยู่เพียงคู่เดียวก็ตาม

“อีสเตอร์แล้วเหรอเนี่ย”

เสียงหวานๆ ใสๆ ดังงุ้งงิ้งมาจากอีกทางคล้ายจะเปรยกับตนเอง หันมองไปก็เจอเมขลากำลังยืนเมียงๆ มองๆ อยู่ริมถนน มีรถม้าคันหนึ่งแล่นต๊อกๆ ผ่านไปพร้อมกับกระต่ายอีสเตอร์ตัวเบ้อเริ่มที่นั่งซ้อนมาด้วยกัน
 





 

“อีสเตอร์พรุ่งนี้ครับ”

วินเซนต์เดินเข้าไปแก้ความเข้าใจผิดให้ แม่สาวน้อยสะดุ้งโหยงแทบจะสุดตัว หันขวับกลับมามองเขาที่ยืนอยู่ข้างหลังแล้วก็หน้าแดง ฉีกยิ้มหัวเราะแหะๆ

“ง...งั้นเหรอคะ”

“ระวังเลอะ”

ชายหนุ่มบอกสั้นๆ เมื่อเห็นไอศกรีมในมือสาวเจ้ากำลังเอียงกะเท่เร่อย่างน่ากลัว เมขลาอุทานเบาๆ รีบเอียงมันกลับให้สมดุลอย่างรวดเร็ว ก้มหน้างุดๆ ไม่ยอมสบตา

วินเซนต์กะพริบตาปริบๆ แล้วหันกลับไปมองหน้าอัสนีที่เดินตามมายืนข้างๆ เหมือนจะถาม พี่ชายของแม่สาวน้อยก็หลุดขำพรืดออกมากับสีหน้างุนงงปนไม่เข้าใจของเพื่อนร่วมทาง ตบไหล่สูงๆ นั่นแปะๆ แล้วส่ายศีรษะเบาๆ

“ฉันบอกแล้ว น้องสาวฉันน่ะตัวยุ่ง”

“ฉันทำอะไรผิดหรือ”

Don’t worry.  You’ve done nothing.” อัสนีเอ่ยเรื่อยๆ พลางมองน้องสาวที่นั่งยองๆ ลงถ่ายรูปดอกแพนซี่ในกระถางบนพื้นข้างถนนอย่างไม่เกรงใจสายตาใคร ดีนะที่ไม่ได้ใส่กระโปรง “She’s kinda weird, you know.”

“Really?”

แค่เมื่อกี้ยังชัดไม่พออีกหรือ

I never understand women...”

“Me too.”

 

บทสนทนาสิ้นสุดลงเพียงแค่นั้น พวกเขาเดินทอดชายไปเรื่อยๆ ตามถนน พบมาสคอตรูปกระต่ายตัวใหญ่อีกสองสามตัวตามร้านอาหาร คอยแจกช็อกโกแลตรูปไข่ให้ทุกคนที่เดินผ่านไปมา เมขลาขอมาได้ลูกหนึ่งระหว่างที่วินเซนต์เดินนำลิ่วไปโดยไม่ได้สังเกตว่าคนด้านหลังหยุดฝีเท้าไปแล้ว

สาวเจ้าคว้าแขนเสื้อพี่ชายมาไว้แล้วกระตุกเบาๆ เป็นเชิงเรียกก่อนที่ชายหนุ่มจะทันได้เดินเลยไปอีกคน อัสนีหันกลับมามอง เลิกคิ้วให้โดยไม่พูดอะไรแต่รู้กันว่าเขากำลังถาม

เมขลาดึงพี่ชายลงมากระซิบ

“พี่อัส ไปรู้จักเขาได้ยังไงน่ะ”

“พ่อเล่าให้ฟังแล้วไม่ใช่หรือ ก็เจอกันระหว่างทาง”

สาวน้อยแยกเขี้ยววับ ส่ายศีรษะดิก หน้าตาแดงเรื่อๆ อย่างที่พี่ชายไม่รู้ว่าหล่อนเขิน ตื่นเต้น หรือผีตัวไหนมันเข้ากันแน่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหล่อนแย้งกลับมาเสียงรัวเร็ว

 

“ไม่ใช่ หมายถึง... ไปเจอเขาได้ยังไงเนี่ย คนอะไรก็ไม่รู้... หน้าตาดีแถมเสียงระทวยเป็นบ้า!

 

 

xxxxxxxxxx




From Writer:

รอบนี้รูปน้อยหน่อย ไปเน้นที่เรื่องซะมากกว่าเที่ยวค่ะ ก็นะ ตัวละครใหม่มาทั้งทีนี่~
แต่เขียนไปนานๆ แล้วชักรู้สึกว่า นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายวายที่นอร์มอลมาก นอร์มอลเต็มเรื่องเลยนะเนี่ย คู่หนุ่มสาวญี่ปุ่นนั่นก็คู่ละนะ ไหนจะเมฆอีก (ฮา)

แหม ก็สาวๆ น่ารักอะ~

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

119 ความคิดเห็น

  1. #109 Hanagika Alantasia (@ppmmint-pokepals) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 เมษายน 2559 / 07:54
    วินเซนต์ขี้อายอ่ะ ซึนด้วยยย น่าร้ากกก >\<
    #109
    0
  2. #65 wand of determine (@nisharee) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 มกราคม 2557 / 14:56
    ไรท์ ขอเสียงวินซ์อัดมาให้ฟังหน่อยยยยยยยยยยยย
    อ่านรอบสองนี่ข้ามไปเม้นตอนนู้นบ้างตอนนี้บ้าง ฮ่าๆ
    #65
    0
  3. #43 ai love you (@aiyarin) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2556 / 15:16
    เมฆจ๋า...เสียงวินเซนต์ระทวยจริง ๆ หรือ
    แอบอัดส่งมาให้เขาฟังบ้างสิ อ๊ายยยยยย///เขิน(ยังไม่ทันได้ฟังเลยไม่ใช่หรอ)
    #43
    0
  4. #41 wand of determine (@nisharee) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2556 / 12:44
    มากรี๊ดเอาตอนจบนี่แหละ ฮ่าๆๆ
    "หน้าตาดีแถมเสียงระทวย"
    อยากฟังเสียงของวินซ์อะ >/////<

    #41
    0
  5. #39 My_Winter (@tuator_joker) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2556 / 20:47
    มีน้องสาวมาคั่นฉากหวาน ฮาา
    แหม หนุ่ม ๆ เค้าจู๋จี๋กันลำบากเลยนะจ๊ะเนี่ย
    ว่าแต่....
    คุณน้องสาวสนใจสมาคมสาววายรึป่าวจ๊ะ
    กร๊ากกกกกกกกกกก
    #39
    0