Through the Lens ※ ด้วยรัก (yaoi)

ตอนที่ 10 : [ Day 5 ] 09-04 • Gruyére - Chillon ,,

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 265
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    7 ม.ค. 57


 

Day 5

09-04-xx

,, Gruyére - Chillon ,,

 



 

 

 

วินเซนต์ตื่นขึ้นมากลางดึกคืนนั้น

ไม่รู้ว่าทำไมถึงตื่น อาจเพราะผ้าห่มที่ร่นลงไปกองอยู่แถวช่วงเอวเสียหมด หนาวยะเยือกไปทั้งช่วงไหล่อย่างที่ฮีตเตอร์ในห้องไม่ช่วยอะไรเลยสักนิด วินเซนต์ไม่ยอมลืมตา เขาเพียงคว้ามือเปะปะ ฉวยเอาผ้าผืนหนามาไว้ได้ก็ดึงขึ้นมาคลุมตัวเองจนถึงคอ

ชายหนุ่มขยับเปลี่ยนท่านิดหนึ่ง แล้วตอนนั้นเองที่ไหล่ซ้ายชนเข้ากับอะไรแข็งๆ บางอย่าง และไม่ใช่หมอนหรือกองผ้าห่มนิ่มๆ แน่ วินเซนต์ยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองแรงๆ อย่างแปลกใจ ก่อนจะค่อยหันไปเขม้นมองฝ่าความมืดหาเจ้าสิ่งที่กำลังเบียดชิดอยู่

ลมหายใจอุ่นเป็นจังหวะช้าๆ สม่ำเสมอกระทบเข้ากับผิวแก้มพอดี คราวนี้นัยน์ตาง่วงงุนของวินเซนต์เบิกโพลงขึ้นทันใดพร้อมกับแขนที่ยันตัวออกห่าง ชายหนุ่มหน้าร้อนขึ้นท่ามกลางอากาศเย็นจัดของยามค่ำคืน พระเจ้าช่วย เขาเกือบลืมไปแล้วว่าไม่ได้นอนอยู่คนเดียวบนเตียง

เมขลาถือสิทธิ์ของความเป็นผู้หญิงยึดเตียงเดี่ยวไปเป็นของตัวเอง ทิ้งเตียงคู่ให้เป็นของชายหนุ่มอีกสองคน และให้ตายเถอะ วินเซนต์ลืมไปแล้วจริงๆ ว่ามีอัสนีนอนอยู่ด้วย

หนุ่มลูกครึ่งยันตัวขึ้นนิด เหลียวมองรอบๆ แล้วเลือดก็ยิ่งพุ่งขึ้นไปรวมกันที่ใบหน้าอย่างห้ามไม่ได้ ขอบคุณพระเจ้าที่อัสนีไม่ตื่นขึ้นมา ไม่อย่างนั้นเขาปั้นหน้าไม่ถูกแน่ เตียงคู่ในโรงแรมใหญ่พอสำหรับคนสองคนนอนได้สบายๆ อยู่แล้วโดยไม่ต้องเบียดกัน แล้วเขานอนอีท่าไหนมันถึงไปรุกล้ำพื้นที่ของอีกฝ่ายได้

พระเจ้า ความใกล้เมื่อกี้มันบ้าไปแล้ว แก้มเขายังร้อนผ่าวๆ กับลมหายใจอุ่นๆ นั่นอยู่เลย

หัวใจเต้นผิดจังหวะไป กลิ่นสะอาดๆ ปนยาสีฟันมิ้นต์อ่อนๆ ผสมกับกลิ่นเฉพาะตัวของอัสนีที่ฝังอยู่ในหมอนเล่นเอาเขาทำอะไรไม่ถูก เขาตั้งระยะห่างระหว่างตัวเองกับคนอื่นเอาไว้ค่อนข้างเยอะ มันเลยไม่คุ้นกับการอยู่ใกล้ใครสักคนมากๆ อย่างในตอนนี้...

ใกล้เกินไป ใกล้และทิ้งช่วงจังหวะเนิ่นนานจนใจกระตุก ไม่เหมือนครั้งก่อนๆ ที่เป็นแค่สัมผัสฉาบฉวย ชั่ววูบ ชั่ววินาที แล้วค่อยจากไปพร้อมรอยยิ้ม...

วินเซนต์กระเถิบหนีไปจนแทบจะชิดขอบเตียงอีกฟาก พลิกตัวหนีไปอีกทางพลางพยายามข่มตาหลับลง

 

 

xxxxxxxxxx

 

 

“วินเซนต์...”

เนื้อเสียงทุ้มนุ่มเหมือนจะคุ้นดังแว่วอยู่ในโสตประสาท เจ้าของชื่อขมวดคิ้วเข้า ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมโปงแล้วมุดหายไปอย่างนึกรำคาญ เมื่อคืนเขายิ่งนอนไม่ค่อยหลับอยู่แท้ๆ จะปลุกอะไรนักหนา

Vincent, wake up.  It’s almost nine.”

รอบนี้เจือมากับเสียงหัวเราะลงลูกคอเบาๆ ที่ฟังรื่นหูเกินไปจนขัดใจ และขัดใจยิ่งกว่าเมื่อใครบางคนดึงเอาผ้าห่มที่คลุมหน้าคลุมตาออกให้แสงภายนอกทะลุผ่านเปลือกตาเข้ามาได้ พอฝืนลืมตาขึ้นก็เห็นรอยยิ้มคุ้นๆ จากสองพี่น้องชาวไทยที่ส่งตรงมาให้

เมขลาน่ะไม่เท่าไรหรอก แต่วินเซนต์มองหน้าไอ้หนุ่มสารถีประจำทริปไม่ติด เขาจึงตัดสินใจเบนหน้าหลบไปเลยแล้วเลี่ยงเข้าห้องน้ำไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ โชคดีที่อัสนีไม่ได้ติดใจอะไร กางแผนที่ลงบนเตียงให้คนเป็นน้องสาวดูแพลนของวันนี้ต่อ

“ไป Gruyére ไป Chillon แล้วไปนอนที่ Montreux เมขลาเลิกคิ้ว เงยหน้าขึ้นมองพี่ชาย “โหย ปราสาทเก่าทั้งนั้น โรแมนติกอย่างแรง วางทริปแบบนี้นี่ถ้ามีสาวสักคนมาด้วยเขาหลงรักพี่ตายเลย”

“เฮ้ย เกินไป” อัสนีหัวเราะรับ มองดวงตาใสปิ๊งเป็นประกายของแม่สาวตรงหน้าแล้วก็ส่ายศีรษะ “ถูกใจล่ะสิ”

“โอ๊ย ไม่มีใครรู้ใจหนูมากไปกว่าพี่อัสแล้วค่า” หล่อนโบกไม้โบกมือไปมา “ไม่ใช่ไอ้จูนี่ แหม อีตานั่นไม่เข้าใจความโรแมนติกของปราสาทยุโรปเลยสักนิด”

“แน่ะ”

เมขลาสะดุ้ง “แน่ะอะไร้!

“ไอ้จูอีกแล้ว”

“เอ๊า ก็คนไร้ความโรแมนติกที่รู้จักก็มีแต่ไอ้จูคนเดียว พี่ดูพ่อสิ ดูวินเซนต์สิ” เจ้าหล่อนรีบสะบัดมือโบกรัวๆ ส่ายหัวพั่บๆ พร้อมกับทำปากบุ่ยแบบเด็กๆ “ไม่โอเค พี่วกกลับมาประเด็นนี้ได้ไง ไม่เอา จบ ไป Gruyére กัน”

“เออ คืนนี้พี่จะโทรหาไอ้จูซะหน่อย”

“ไม่เอ๊า!!

“แน่ะ”

“โอ๊ย หยุดแน่ะได้แล้ววว”

แถมไม่ว่าเปล่า รอบนี้เจ้าหล่อนมาพร้อมกับหมอนใบหนานุ่มที่หยิบขึ้นมาฟาดพี่ชายร่วมสายเลือดรัวๆ สุดแรง พอดีจังหวะกับตอนที่วินเซนต์เดินออกมาจากห้องน้ำ เล่นเอาชายหนุ่มถึงกับชะงักกึก มองอัสนีที่ถูกประทุษร้ายชั่วแวบแล้วหันไปมองแม่สาวน้อยที่กำลังหน้าแดงจากการออกกำลังกาย

“เอ่อ... ผมออกมาผิดเวลาใช่ไหม”

“ไม่ ถูกเวลาแล้ว--- โอ๊ย!” หมอนใบเดิมฟาดซ้ำเข้าที่กลางหน้า อัสนีหันไปแยกเขี้ยววับ “พอแล้ว พี่ไม่พูดแล้ว โอเคนะ?”

วินเซนต์มองตามเมขลาที่กระฟัดกระเฟียดทำแก้มป่องๆ สะบัดหน้าหนีไปอีกทางแล้วก็ได้แต่กะพริบตาปริบๆ แต่พอเหลือบสบเข้ากับนัยน์ตาสีถ่านของอัสนีที่มองมาอย่างขอบคุณแล้ว ระยะที่ถูกล้ำเส้น (ไม่สิ ไปล้ำเส้นเขาก่อน) เมื่อคืนมันก็ดันผุดกลับขึ้นมาจนสบมองต่อไม่ไหว

เขาไม่คุ้นกับการอยู่ใกล้ใครจริงๆ นั่นแหละ... ไม่ว่าจะเป็นในแง่จิตใจหรือกายภาพก็เถอะ หากชายหนุ่มไม่รู้จะพูดอย่างไรดีเลยเลี่ยงไปหาอะไรกินที่ห้องอาหารของโรงแรมแทน

พวกเขาเช็กเอ้าท์ออกประมาณเก้าโมงครึ่ง บรรยากาศในรถกลับมาสดใสเหมือนเคยเมื่อแม่สาวน้อยไม่คิดจะอยู่งอนอะไรคนเป็นพี่ชายนานนัก เจ้าหล่อนยังโผล่หัวมาระหว่างเบาะหน้าแล้วชวนดูโน่นนี่ข้างทางไปเรื่อยเปื่อยเหมือนเคย วินเซนต์ได้แต่โล่งอกที่ตอนนี้มีหล่อนมาด้วย ความกระอักกระอ่วน (ที่ไม่มีใครรู้สึกนอกจากเขา) เลยพอจะลดลงไปได้บ้าง

สถานีถัดไปของพวกเขาคือ Gruyére เมืองเล็กๆ ซึ่งอยู่ลงไปทางใต้ ใช้เวลาขับรถเพียงเฉียดๆ หนึ่งชั่วโมงเท่านั้น หนุ่มลูกครึ่งมองเมืองแห่งนี้มาตั้งแต่วันแรกที่เห็นแพลนของอัสนีแล้ว เขาไม่ได้สนโรงงานทำชีสที่ค่อนข้างมีชื่อ เขาก็แค่หลงเสน่ห์เมืองเล็กๆ บนเนินเขาและปราสาทเก่าๆ ที่ตั้งอยู่ในรั้วกำแพงหิน



 

ปราสาทที่ไม่ได้มีประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่น่าสนใจอะไร แต่นั่นไม่ใช่หรือที่น่าดึงดูด

วินเซนต์ไม่รู้ว่าทำไมอัสนีถึงเลือกมาเที่ยวที่นี่ เท่าที่ดูแล้วท่าทางก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรเรื่องชีสนักหนาเหมือนนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่ดั้นด้นมาหาแหล่งกำเนิดเสียด้วย

บางทีอีกฝ่ายเองก็อาจจะแค่เข้าใจเสน่ห์ของสิ่งที่ถูกมองข้าม

ตัวปราสาทในปัจจุบันเปิดให้เข้าชมเป็นพิพิธภัณฑ์ ยังมีข้าวของเครื่องใช้และงานศิลปะจำพวกผ้าทอในสมัยนั้นเก็บรักษาเอาไว้ให้เข้าชมกันได้ ชายหนุ่มเคยเห็นมันมาเยอะแล้วแต่ก็ยังไม่เบื่อสักที ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยถ้าอัสนีกับเมขลาจะสนใจเสียยิ่งกว่าเขา








 

ประวัติศาสตร์ที่เขาเห็นจนคุ้นตา หาไม่ได้ที่ประเทศไทย

ชั่ววินาทีหนึ่งที่วินเซนต์เผลอคิด บางทีเขาควรจะไปที่บ้านเกิดของผู้ร่วมทางทั้งสองคนบ้าง...

ปราสาทที่ Gruyére ไม่ได้ใหญ่โตอะไร พวกเขาอ้อยอิ่งกันอยู่สักพัก สาวน้อยประจำกลุ่มก็ค่อยชะลอฝีเท้าลงหลังจากวิ่งดูโน่นดูนี่เหมือนเด็กหญิงตัวน้อยๆ กับปราสาทเจ้าหญิงในฝันอยู่พักใหญ่ หันมองนาฬิกาข้อมือตัวเองแล้วสะกิดแขนเสื้อพี่ชายยิกๆ ชวนไปหาอะไรกินตอนเที่ยง

วินเซนต์ไม่ยื้อ วันนี้เขาไม่มีปากเสียงอะไรทั้งนั้น

ไม่มีตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมากลางดึกนั่นแหละ...

 

 

xxxxxxxxxx

 

 

เป้าหมายต่อไปของพวกเขาอยู่ที่เมือง Montreux ริมทะเลสาบเจนีวา

ปราสาท Chillon






 

ถ้าไม่ใช่คนชอบประวัติศาสตร์หรือสถาปัตยกรรมสไตล์นี้คงได้เอียนกันไปข้าง แต่โชคดีที่สมาชิกแต่ละคนไม่มีทีท่าว่าจะเบื่อกันง่ายๆ อัสนีค่อนข้างโล่งใจที่วินเซนต์ตาเป็นประกายไม่น้อยเมื่อภาพปราสาทปรากฏแก่สายตา วิ้งวับพอๆ กับยัยตัวดีประจำทริปที่คลั่งปราสาทยุโรปจะเป็นจะตายเสียให้ได้

แต่จะว่าไป เขาก็เอาแผนให้วินเซนต์ดูตั้งแต่แรกแล้วว่าจะไปไหนบ้าง ถ้าไม่ถูกใจสุดๆ จริงๆ เจ้าตัวก็คงไม่ยอมตามมาแบบนี้ และเขาไม่คิดว่าคนอย่างวินเซนต์จะชอบมีเพื่อนร่วมทางใหม่ๆ... ลักษณะนิสัยบางอย่างมันโดดเด่นขึ้นมาจนไม่ต้องรู้จักมากก็รับรู้ได้ วินเซนต์เป็นแบบที่ฝรั่งเรียกกันว่า introvert แปลไทยง่ายๆ ก็คือสันโดษ ดูเหมือนปิดตัว แต่ไม่ใช่เนิร์ด ไม่ใช่ Geek ไม่ได้อัธยาศัยไม่ดี ไม่ได้เก็บตัว แค่ดูเหมือนมีมนุษย์สัมพันธ์ต่ำไปหน่อยก็เท่านั้น

โลกของคน introvert ค่อนข้างแคบ ไม่เปิดกว้างและต้องการให้ใครต่อใครเข้ามายุ่งเกี่ยวเหมือนกับ extrovert ที่เป็นขั้วตรงข้าม เขามีพื้นที่ส่วนตัวของเขาที่ไม่ยอมให้ใครเข้าไปยุ่ง เป็นเหมือนเกราะป้องกันล้อมรอบตัวที่เว้นห่างออกมา และถ้าเจ้าตัวไม่อนุญาต ก็ไม่มีใครจะสามารถล่วงล้ำเข้าไปได้เลย

ในวันที่เจ้าตัวตกลงยอมมาด้วย อัสนีก็คิดว่าวินเซนต์อนุญาตให้เขาก้าวเข้าไปได้แล้ว ทั้งพูดคุย ทั้งเล่น ทั้งแซว เจ้าตัวไม่เคยว่าอะไรเลยแม้แต่คำเดียว ดูอย่างตอนที่เล่นหิมะกันนั่นยังได้ ใกล้เกินกว่าที่เขาคิดว่าคนอย่างวินเซนต์จะยอมให้เข้าไปได้ด้วยซ้ำ

แต่ไปๆ มาๆ กำแพงรอบตัวกลับหนาขึ้นกะทันหัน กันเขาออกห่างตั้งแต่เช้าจนได้แต่สงสัยว่าทำอะไรผิดไปหรือเปล่า เพราะเมขลายังยุ่งยังวุ่นวายได้เหมือนเคย แต่วินเซนต์กลับหลบตาเขา

 

ความจริงก็คงไม่ได้สังเกตอะไรหรอก ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าตัวสะดุ้งกันให้เห็นเวลาเดินเข้าไปใกล้

มันชัดเกินไป ชัดจนต้องรับรู้

 

ทะเลสาบเจนีวากว้างขวางเป็นสีฟ้า ผิดเฉดกับท้องฟ้าด้านบนไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น โชคดีเป็นของพวกเขาที่สภาพอากาศเป็นใจให้เดินเที่ยว จะติดก็แค่ลมแรงไปไม่น้อย พัดเอาความหนาวเหน็บให้กรีดผ่านเสื้อโค้ทได้หน้าตาเฉย พอลงจากรถแล้วเมขลาจึงคว้าแขนพี่ชายมาควงไว้ ติดหนึบไม่ยอมปล่อย

อัสนีเลยยิ่งรู้สึกว่าบรรยากาศมันเจื่อนหนักเข้าไปอีก เพราะวินเซนต์เดินเว้นจากพวกเขาเกือบสองช่วงตัวได้ ไกลจนไม่ควรจะเรียกว่าเป็นคนรู้จักกันเลยด้วยซ้ำ

ชายหนุ่มเพิ่งรู้ว่าระยะห่างที่วินเซนต์เว้นเอาไว้... กว้างมากขนาดนี้

หนุ่มไทยตัดสินใจเมินๆ ไปเสียแล้วเที่ยวให้สนุก ปราสาท Chillon ถูกสร้างขึ้นในราชวงศ์ Savoy เมื่อกว่าพันปีมาแล้ว เพียบพร้อมไปด้วยประวัติศาสตร์และทุกสิ่งอย่างให้เขาหลงรัก อาจผิดกับ Gruyére ที่เขาชอบความงามเมื่อได้ “พิศ” ลงไปเพียงอย่างเดียว เพราะ Chillon ยิ่งใหญ่ทั้งที่เห็นผาดๆ และงดงามในยามพิศมอง

อัญมณีแห่งประวัติศาสตร์ของสวิตเซอร์แลนด์

ข้างนอกว่าหนาวแล้ว ในปราสาทยิ่งหนาวกว่าด้วยความที่เป็นปราสาทหิน ยิ่งในด้านใต้ปราสาทอันโด่งดังยิ่งหนาวจัดเข้าไปใหญ่... จะเรียกว่าคุกก็ไม่ใช่ ใต้ถุนก็ไม่เชิง เป็นโถงสูงจัดสไตล์กอธิค เรียงรายไปด้วยเสาหินต้นใหญ่สีเทา เก่าแก่และชวนให้หนาวสันหลังวาบ

เมขลาคว้าแขนพี่ชายที่กำลังจะถ่ายรูปหมับอีกรอบ ทำท่าขนลุก

อัสนีก้มลงมอง

“ห้ามบอกว่ากลัวผีนะ”

“ไม่ได้กลัว แค่ขนลุก” เจ้าหล่อนทำตัวสั่น สะบัดหัวพั่บๆ “เมื่อกี้วินเซนต์เล่าให้ฟัง เขาใช้ที่นี่เป็นคุกการเมือง มีคนโดนขังอยู่ตั้งหกปี”

“ฟรองซัวร์ โบนิวาร์ด” คนเป็นพี่ดันรู้แล้วซะงั้น “นักโทษแห่ง Chillon ไง อะไร จะมาเที่ยวไม่ได้อ่านมาก่อนหรือ”

“โหย มีพี่อัสคน มีวินเซนต์คน ทำการบ้านกันมาหมดแล้ว หนูจะอ่านทำไม”

“งั้นไม่เล่า”

“เอ๊ย โกง!

ชื่อนักโทษแห่ง Chillon หรือ The Prisoner of Chillon โด่งดังขึ้นมาปลายปากกาของลอร์ดไบรอน กวีชาวอังกฤษในยุคโรแมนติก ราวปี 1816 หรือเกือบ 250 ปีเมื่อนับจากวันที่โบนิวาร์ดถูกจองจำ... อัสนีเคยอ่านเมื่อตอนค้นหาข้อมูลเพื่อมาเที่ยวใหม่ๆ การปฏิรูป การต่อต้านดยุคแห่งซาวอย มันผุดกลับขึ้นมาตอนที่เผลอหันไปมองวินเซนต์ที่ยืนเลยออกไปข้างเสาอีกต้นหนึ่ง

ใช่ วินเซนต์

คนคนนี้ควรไปเป็นอาจารย์ อยู่ในพิพิธภัณฑ์ หรือเป็นอะไรก็ได้ที่ได้เล่าขานบางสิ่งบางอย่างจากประวัติศาสตร์ ได้แม้แต่งานวรรณกรรม เพราะอัสนีไม่รู้ตัวเลยตอนที่หยุดฟังเสียงนั่นกระซิบแผ่วๆ คล้ายกับจะแค่อ่านออกเสียงให้ตัวเองได้ยิน บอกเล่าความร้าวรานที่ปรากฏอยู่ในบทประพันธ์

ทั้งที่เป็นเพียงการอ่านจากหน้าหนังสือแท้ๆ

 

“...They chain’d us each to a column stone,

And we were three—yet, each alone;

We could not move a single pace,

We could not see each other’s face...”

 

โลกไม่ได้หยุดหมุน เขาเพียงแค่หยุดฟัง

ห้องใต้ดินเคลือบไปด้วยเสียงสะท้อน วันนี้คนไม่มาก และนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นก็เพิ่งเดินออกไป ฝากเสียงฝีเท้าสะท้อนก้องมาให้ได้ยินชั่วครู่ ก่อนจะเหลือแต่เสียงของใครบางคนที่เขาไม่เข้าใจว่าทำไมต้องหยุดสนใจ

 

“...But with that pale and livid light

That made us strangers in our sight...”

 

วินเซนต์หยุดอ่านหนังสือในมือแต่เพียงเท่านั้น เงยหน้าขึ้นมองเหมือนจะรู้สึกได้ถึงความเงียบที่ผิดปกติ ก่อนที่ดวงตาจะสบเข้ากับเพื่อนร่วมทางชาวเอเชียที่กำลังมองมาแต่แรก

ไอร้อนบางอย่างมันแล่นขึ้นไปฝังอยู่ใต้แก้มโดยไม่ได้ตั้งใจ หนุ่มลูกครึ่งเสหลบ ปิดหนังสือในมือแล้วหมุนตัวไปอีกทาง มองชื่อของลอร์ดไบรอนและโบนิวาร์ดที่สลักอยู่บนเสาหินด้วยท่าทางสนอกสนใจ แต่ในสายตาของอัสนี มันเหมือนอีกฝ่ายกำลังหลบหน้า

ใต้แสงซีดจาง ใต้ความวังเวง พวกเขาไม่เหมือนคนที่เดินทางมาด้วยกัน

เมขลามองหน้าพี่ชายที่จู่ๆ ก็เงียบไปแล้วหันมองตาม เห็นวินเซนต์อยู่ในสายตาแต่ไม่ได้ว่าอะไรนอกจากหันกลับมามองอัสนีอีกรอบ ดวงตากลมฉายแวววับๆ ขึ้นมาชั่ววินาที

หล่อนโถมตัวเข้ากอดพี่ชาย

 

“โอ๊ย หนาววว”

 

เสียงใสๆ ของสาวเจ้าสะท้อนไปมาอยู่ในห้องโถงกว้าง วินเซนต์สะดุ้งกับความเงียบที่ถูกทำลายลงกะทันหัน อัสนีเองก็เผลอสะดุ้ง มองน้องสาวในไส้ด้วยสายตาแปลกๆ ค่อนไปทางมึนงงมากกว่าอย่างอื่น พอดีจังหวะกับตอนที่นักท่องเที่ยวอีกกลุ่มเดินลงมา ไอหม่นๆ และบรรยากาศอ้างว้างแปลกๆ เมื่อครู่จึงถูกทำลายลงอย่างสมบูรณ์

เมขลาลากเขาไปหาวินเซนต์ ชี้โน้นชี้นี่ บอกให้ถ่ายรูปชื่อสลักบนเสาหินเสียงสดใส

วินเซนต์ไม่แน่ใจว่าเมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้น รู้แต่ว่าพอหันกลับไปมองอัสนีที่ยืนอยู่ข้างๆ แล้วก็ไม่เห็นดวงตาสีนิลคู่นั้นสบกลับมาอีก ชายหนุ่มจึงเบนสายตากลับบ้าง ยิ้มให้เมขลาที่หันมาชวนคุยอีกนิดหน่อยพอไม่ให้เสียมารยาท

 

ความจริง อัสนีเป็นคนนอกครอบครัวคนไม่กี่คนที่วินเซนต์ยอมปล่อยให้เข้ามาใน เขต ของเขา... เขาพูดคุยได้ หัวเราะได้ หงุดหงิดใส่ได้ ไม่จำเป็นจะต้องปิดบังอะไรมาก อาจไม่ลึกซึ้งหนักหนาเพราะเพิ่งเจอหน้ากันได้ไม่กี่วัน แต่ก็ไม่ห่างเหินเหมือนอย่างคนรอบข้างทั่วไปอย่างที่เจอมาตลอดชีวิต

หลักๆ เป็นเพราะพื้นนิสัยของอัสนีเองนั่นแหละที่ทำให้เขาปฏิเสธไม่ลง มันเลยรู้สึกผิดขึ้นมาอย่างประหลาดที่วันนี้มองหน้าอีกฝ่ายไม่ติด

เขาไม่ได้หงุดหงิดที่ถูกล้ำเส้น อันที่จริงอัสนีไม่ได้ทำอะไรผิดด้วยซ้ำ

 

มันแค่... แปลก...

 

แค่แปลกเท่านั้นจริงๆ...

 

 

xxxxxxxxxx

 

 

ภายในปราสาท Chillon เยียวยาจิตใจได้พอสมควรอยู่ ความใกล้เคียงของรสนิยมและความคุ้นเคยโคจรพวกเขาสองคนให้เข้าใกล้กันได้เหมือนเดิม ส่วนหนึ่งเพราะกล้องของวินเซนต์ไม่ดีเท่าของอัสนี พอถ่ายไม่ได้อย่างที่ต้องการแล้วเห็นคนเอเชียถ่ายบ้าง มันเลยอดไม่ได้ที่จะเข้าไปดูรูป

อัสนีหันมายิ้มให้เขา วินเซนต์ยังไม่สบตาเหมือนเคย แต่รอบนี้ไม่ถอย

เมขลาเลยวิ่งดุ๊กๆ หนีไปชื่นชมปราสาทเองโดยไม่เกาะพี่ชายหนุบหนับอีกต่อไป Chillon ถือว่าใหญ่เมื่อเทียบกับ Gruyére ทุกห้องล้วนแต่มีประวัติศาสตร์ของมันเองจนสาธยายไม่หมด บางห้องเก็บข้าวของเครื่องใช้เก่าๆ ไว้ให้ชม บางห้องก็จำลองภาพเมื่อสมัยยังเป็นยุคกลางเอาไว้ อาจไม่หรูหราอลังการเหมือนปราสาทยุคเรอเนสซองค์ บาโรค หรือโรโคโค แต่ยุคกลาง... เมดิเอวัลเป็นยุคที่ “คลาสสิค” ที่สุดแล้วในแง่ของประวัติศาสตร์

มันงดงาม ดูไกลเกินเอื้อม แต่ว่าเป็นจริง

ห้องโถงใหญ่ด้านบนโล่ง กว้าง มองออกไปเห็นทะเลสาบไกลสุดลูกหูลูกตา บางคนบอกว่าอ้างว้าง แต่สาวไทยกลับรู้สึกยิ่งใหญ่และอบอุ่นกว่าเมื่อครู่ตั้งเยอะ

เมขลาเดาเอาว่าคงเป็นเพราะความวังเวงของคุกใต้ดินที่ทำให้เมื่อกี้บรรยากาศแปลกๆ ไป

เดินออกมาที่ระเบียง ลมเย็นๆ พัดมา หนาวกว่าเมืองไทย ไม่ได้หนาวมากไปกว่าอังกฤษ แต่หญิงสาวคิดว่าอากาศแบบนี้อาจจะดีที่สุดแล้วสำหรับพวกเธอ

ลมพัดวูบ วินเซนต์กระชับเสื้อโค้ทเข้า หันไปบ่นอะไรบางอย่างเบาๆ กับอัสนีสองคน




 

 

xxxxxxxxxx

 

 

“จะเอาอะไรมั่งมั้ย เดี๋ยวซื้อไปฝาก”

“เอ้อ แล้วเราจะได้เจอกันเมื่อไร---”

“อ๊ะ ไม่ต้องห่วง ไว้นายกลับไทยเมื่อไรก็เมื่อนั้นแหละ เอางี้ ไม่ต้องเอาของกินก็ได้ จะได้ไม่เสีย ให้งบไม่เกินสามยูโร ไม่คิดค่าขนส่ง”

“เหนียว”

“เดี๋ยวไม่ซื้อให้เลยนี่”

“เฮ้ย อย่า ไม่เอา ซื้อมาให้เลย”

“ดีค่ะดี จะเอาอะไรดีคะ แต่หาแฟนสาวกลับไปให้ไม่ได้นะ ไม่สเป็ก ฉันชอบผู้หญิงตัวเล็กกว่านี้ ฝรั่งตัวใหญ่ไปอ้ะ จีบง่ายแต่หิ้วยาก สาวเอเชียน่ารักจะตาย”

“เมฆ นี่เธอ...”

“อ๊ะๆๆ แต่แฟนหนุ่มฉันหาให้ได้นะ หนุ่มๆ ฝรั่งหล่อจะตาย วินเซนต์ก็คน แต่คนนี้ฉันไม่ให้ น่ารักไป เก่งด้วย ให้นายไปนี่เสียดายแย่เลย”

“วินเซนต์อีกแล้ว ทำไมพูดถึงแต่หมอนี่”

“ทำไมยะ ก็เขาน่ารักนี่ ฉันชอบ”

“แล้วฉันล่ะ”

...

“ไอ้จู หยุดวกเข้าเรื่องนี้ได้แล้วย่ะ เราเพื่อนกัน! เพื่อนกัน!!

 

“แล้วไม่คิดถึงฉันมั่งเลยเหรอ”

 

“ไอ้จู หุบป๊าก!!

 

เสียงกรีดร้องของแม่สาวเมขลาทำเอาเพื่อนร่วมห้องแต่ละคนสะดุ้งไปตามๆ กัน วินเซนต์ที่ได้ยินชื่อตัวเองแว่วเป็นระยะๆ ถึงกับหันขวับมามองหน้าตาเหรอหรา ส่วนอัสนีที่เพิ่งกลับมาจากล็อบบี้โรงแรมด้านล่างก็ได้แต่ทำหน้าปลงแปลกๆ เพิ่งจะเช็กอิน เปิดห้อง เก็บข้าวของมาได้ไม่เท่าไร เจ้าหล่อนก็เปิดศักราชกรี๊ดใส่ “ไอ้จู” ซะแล้ว

ไม่รู้ว่าผิดที่ใคร ระหว่างไอ้จูที่โทรมา กับเมขลาที่ยอมกดรับสาย

อัสนีหันไปพยักเพยิดกับวินเซนต์เป็นเชิงว่าไม่ต้องไปสนใจอะไร ก่อนจะเดินไปยังแม่น้องสาวตัวดีที่นอนกลิ้งโทรศัพท์อยู่บนเตียง หยิบเครื่องมือสื่อสารออกมาแล้วกรอกเสียงลงไป

“จูเลียน วันหลังไม่ต้องจีบแล้วนะ ส่งผู้ใหญ่ไปหาพ่อฉันเลย”

“อย่า! เดี๋ยวเม็กกี้เอาฉันตาย!

อัสนีขำพรืด คืนโทรศัพท์ให้น้องสาว พูดดังๆ แบบจงใจให้ลอดผ่านสายไปยังเพื่อนชาวตะวันตก

“เลี้ยงมันไว้ดีๆ นะเมฆ ไอ้นี่เชื่องจริงจัง”

“แอนโธนี่! ฉันไม่ใช่หมา!คนโดนกล่าวหาตะโกนกลับมาจากอีกฟากฝั่งจนเสียงแหบ ติดจะหัวเราะหน่อยๆ อย่างคนอารมณ์ดี ปล่อยให้คนกล่าวหาและแม่สาวน้อยคนฟังขำพรืดไปตามๆ กันกับคำปฏิเสธ อัสนีส่ายศีรษะ

“ไม่ใช่ก็เกือบแล้วน่า”

 

วินเซนต์ได้แต่นั่งมองตาปริบๆ ไม่แน่ใจว่าควรลุกออกจากห้องไปดีหรือไม่ พอกลับมาจาก Chillon พวกเขาก็ดิ่งไปยังโรงแรมที่จองไว้คืนนี้เลย เป็นห้องรวม (เตียงคู่หนึ่งเตียงกับเตียงเสริมอีกนั่นแหละ) แล้วจู่ๆ โทรศัพท์มือถือของเมขลาก็ดังขึ้นมา ท่าทางเจ้าหล่อนไม่ค่อยอยากรับเท่าไร หันมาถามเขาว่าถ้าหล่อนโวยวายอะไรเขาจะถือหรือเปล่า

จริงๆ เขาควรจะถือ แต่แน่นอน เมขลามีอิทธิพลต่อเขามากพอๆ กับพี่ชายหล่อนนั่นแหละ วินเซนต์เองก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมเขาไม่เคยถือเรื่องมารยาทและความเป็นส่วนตัวกับพี่น้องคู่นี้เลยสักหน อะไรหลายอย่างที่ดู “เร็ว” เกินกว่าจะปล่อยให้ทำได้ เขาคิดก็จริง แต่สุดท้ายก็ยอมปล่อยๆ ไปอยู่ดี

 

อาจเพราะบอกตัวเองว่าวัฒนธรรมมันต่างกันก็ได้ น่าจะเป็นอย่างนั้น

 

“นั่นจูเลียน” อัสนีเดินมานั่งที่เตียงข้างๆ ถัดจากเขาไปราวหนึ่งช่วงตัว “เพื่อนฉัน แก่กว่าฉันสักสองสามปีได้มั้ง ทำงานอยู่เมืองไทย”

วินเซนต์เลิกคิ้วเหมือนจะถาม อัสนียิ้มให้แล้วชิงตอบเสียก่อนอย่างพอเดาได้

“คนอังกฤษน่ะ จำที่เคยเล่าได้ไหม ตอนแรกที่ฉันจะมาเที่ยวก็นัดจูเลียนไว้นั่นแหละ” เขายักไหล่ “กะว่าหมอนั่นกลับไปเยี่ยมที่บ้าน แวะมาเที่ยวแล้วค่อยกลับไทยพร้อมกัน แต่มันดันไม่สบายหนักกะทันหันซะก่อน”

“แล้วไม่เป็นไรแล้วหรือ”

“ฟังจากเสียง คงไม่เป็นไรแล้วมั้ง” อัสนีหัวเราะ มองเมขลาที่ยังนอนกลิ้ง เถียงอะไรกับจูเลียนอยู่บนเตียงเดี่ยวอย่างไม่แคร์ความเป็นกุลสตรีแล้วพ่นลมหายใจสั้นๆ “โทษทีนะ อย่าถือเมฆเลย กระโดกกระเดก ไม่ค่อยสมเป็นผู้หญิงยังงี้แหละ”

วินเซนต์อ้าปากจะบอกว่าเขาก็ไม่ได้ถืออะไร แต่พอเผลอสบตาด้วยแล้วเสียงก็ดันหายไปเฉยๆ

 

พอเถอะ วินเซนต์ เวสต์ฟีลด์

อย่าทำให้มันแปลกไปกว่านี้เลย

 

“ปล่อยเด็กมันไปเถอะ ไปเดินเล่นกัน”

 

แต่นี่ก็แปลกเกิน...

หนุ่มลูกครึ่งมองกลับหน้ามึน ไม่ได้ตอบ อัสนีเลยเหมาเอาว่าโอเคแล้วลุกขึ้นยืน หยิบกล้อง คว้าเสื้อโค้ทตัวนอกได้ก็คว้าแขนเขาให้ลุกขึ้นยืนบ้าง วินเซนต์ยิ่งสะดุ้งใหญ่ ชักมือกลับแทบไม่ทัน

ถึงจะไม่ใช่ครั้งแรกที่อีกฝ่ายทำแบบนี้ แต่ด้วยกรณีเมื่อเช้า เขายังไม่พร้อมจะให้อีกฝ่ายก้าวเข้ามาในอาณาเขต

อัสนีทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ ยิ้มแห้งๆ กลับมาแล้วเฉไฉ กลบเกลื่อนด้วยการเดินไปบอกน้องสาวแทนว่าจะออกไปเดินเล่น เมขลาที่หัวยังยุ่งๆ กับไอ้หนุ่มจูเลียนอยู่เลยโบกไม้โบกมือ ตอบรับไปงั้นแล้วหันไปคุยต่อ

ชาวเอเชียเบนกลับมา ถามง่ายๆ แฝงกระแสเว้าวอนอย่างบอกไม่ถูก

 

“ไปด้วยกันมั้ย”

 

และเสียงของผู้ชายคนนี้ทำให้อาณาเขตส่วนตัวเขาพังทลายเสมอ

 

 

xxxxxxxxxx

 

 

อัสนีทำให้วินเซนต์รู้สึกว่าเขาปิดตัวเองจากโลกมากเกินไป

อีกฝ่ายถาม... น่าจะเป็นครั้งแรกที่อัสนีถามเรื่องอื่นนอกเหนือจากไปเที่ยว พวกเขารู้ความเป็นอยู่ของกันและกันอย่างคร่าวๆ แค่ว่ามาจากที่ไหน อายุ การเรียน ไม่ได้ลึกซึ้งอะไรมากมาย อันที่จริงต้องเรียกว่าแทบไม่รู้เลยคงถูกต้องกว่า เพราะกว่าเขาจะมั่นใจว่าอีกฝ่ายมาจากไทย และกว่าอีกฝ่ายจะรู้ว่าเขาเรียนอะไรก็ปาเข้าไปหลายวัน ยกเว้นบางเรื่องอย่างเรื่องที่เขาเป็นภูมิแพ้และไมเกรนที่บังเอิญรู้มาระหว่างทาง

แต่วันนี้แปลกไป

พวกเขาเดินจากโรงแรม เลาะไปตามถนนติดทะเลสาบเจนีวา ก่อนจะเจอเข้ากับถนนคนเดิน ไม่ใช่แบบถนนเมืองเก่า หน้าตาคล้ายตลาดนัดธรรมดาเสียมากกว่า ซึ่งพวกเขาลงความเห็นเหมือนกันว่าจะไปเที่ยวที่ไหน ตลาดคือที่หนึ่งที่ไม่ควรพลาด อย่างน้อยก็ควรไปเดินสักครั้งในหนึ่งทริป

มันคือสถานที่ที่เห็นชีวิต ความเป็นอยู่ และสิ่งที่ชาวบ้านแถวนั้นอาศัยอยู่ด้วย






 

ทั้งสองคนเดินอย่างไม่มีจุดหมายอะไรนัก ทิ้งความอิ่มจากปราสาทสองหลังที่แวะผ่านมาให้ตกตะกอน ฆ่าเวลาช่วงบ่ายๆ ใกล้เย็นไประหว่างรอมื้อค่ำ อัสนีถามอะไรเขาหลายอย่าง เป็นแค่การถามลอยๆ แต่พร้อมจะคุยต่อถ้าเขายอมตอบ และพร้อมจะข้ามมันไปหากเขาเว้นช่วงเงียบ

เป็นคำถามพื้นๆ ประเภทที่ว่าปกติทำอะไร ดูหนังแนวไหน อ่านหนังสือ ฟังเพลงแบบใด ทำไมถึงเลือกเรียนประวัติศาสตร์ เรียนเป็นยังไง สนุกไหม และอะไรอีกมากมายจนจำไม่ได้ ก่อนจะพบว่าไลฟ์สไตล์กับรสนิยมพวกเขาคล้ายกันหลายเรื่อง ไม่ถึงขั้นเหมือน แต่ไปในแนวเดียวกันและสามารถต่อกันติด

นั่นคงเป็นอีกเหตุผลที่วินเซนต์ลดการ์ดลง บางอย่างเขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะตอบแต่ก็เผลอไป อย่างเรื่องที่บ้าน เรื่องแม่ เรื่องครอบครัวเขาและพ่อที่ไม่เคยเห็นหน้า ก่อนจะได้คำตอบกลับมาว่าอัสนีเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันสักเท่าไร รายนั้นกับน้องสาวโตมากับพ่อบุญธรรม พ่อกับแม่แท้ๆ เสียชีวิตไปนานมากแล้วและไม่มีญาติคนไหนรับไปเลี้ยง

วินเซนต์หันมามอง

“นายเล่าทำไม”

“ไม่รู้สิ” อัสนียักไหล่ ไม่ได้มีวี่แววเจ็บปวดอะไร “บทสนทนามันพาไปมั้ง”

บทสนทนาพาทุกอย่างไปเหมือนสายน้ำ อัสนีไม่วกกลับมาเรื่องนี้อีก เช่นเดียวกับวินเซนต์ที่ไม่เอ่ยถึงอีกเช่นกัน แต่เขาก็พอจะรับรู้ได้ว่าอัสนีไม่คิดมากอะไรเรื่องชีวิตครอบครัว ท่าทางเจ้าตัวก็มีความสุขกับปัจจุบันดี... ดีมากเสียด้วย มองเห็นก็รู้ว่าเป็นคนที่โตมาด้วยความรัก

ชายหนุ่มไม่คิดว่าตัวเองขาด แต่บางทีมันก็มีโหวงบ้าง... โหวงทั้งๆ ที่เขาเป็นคนกันโลกออกเองกับมือ

 

“จะว่าไป” เสียงของอัสนีดังแว่วขึ้นมาขัดความคิด “เมื่อเช้านี้... เป็นอะไรหรือเปล่า”

 

คำถามนั่นเล่นเอาหนุ่มลูกครึ่งเผลอสำลัก ไอค่อกแค่กอย่างไม่ทันตั้งตัวว่าประเด็นนี้จะวกกลับมาหา เขาพยายามหันไปมอง จะตอบ แล้วก็อดไม่ได้ก้มหลบ หนีไปอีกทาง เป็นปฏิกิริยาอย่างที่คนทั่วไปเห็นคงคิดว่าโกรธ โมโห ไม่พอใจ อาจถึงขั้นรังเกียจด้วยซ้ำ

แต่อัสนีมีความอดทนกับเพื่อนร่วมทางสูงพอจะรับรู้ว่ามันไม่ใช่อย่างที่ตาเห็น

เขาหยุดเงียบ รอ ปล่อยให้เวลาทำหน้าที่ของมัน ปล่อยให้เท้าเดินต่อไปตามถนน ให้เสียงของชาวบ้านและนักท่องเที่ยวดังจ้อกแจ้กผ่านเข้ามาในหู ผสมไปกับภาพทิวทัศน์ทะเลสาบที่ตั้งอยู่อีกฝั่งหนึ่ง

วินเซนต์เงียบไปนานมาก นานจนเขาแวะซื้ออาหารข้างทางเพื่อกลับไปกินที่โรงแรมเสร็จนั่นแหละถึงได้ออกปาก

“ฉันไม่ได้ตั้งใจ”

ฟังดูเหมือนคำแก้ตัว อัสนีเงยหน้าขึ้นจากกระเป๋าเงิน พับมันเก็บลงกางเกงแล้วถามยิ้มๆ

And?”

I mean...” คนถูกถามอึกอัก “I... nothing...”

What’s nothing?”

“I didn’t mean to be like that,” เป็นคำตอบ “I was just... a little bit nervous...”

อัสนีเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ

About what?”

“You haven’t done anything wrong.  Don’t worry.”

“Of course I’m worry.” คนฟังตอบกลับแทบจะในทันที ก่อนจะลดเสียงอ่อนลงนิด “เราจะไปด้วยกันต่ออีกเป็นสิบวันไม่ใช่หรือ”

“ก็ได้” ลูกครึ่งอังกฤษยกมือขึ้นยอมแพ้ หน้าเรื่อขึ้นนิดหนึ่ง “ฉันตกใจ”

“ตกใจ?”

“เมื่อเช้าฉันตื่นมา... เอ้อ...” ไม่รู้จะอธิบายยังไง “ใกล้นายไปหน่อย”

คนฟังกะพริบตาปริบๆ หน้าวินเซนต์ยิ่งร้อน ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าหันหนีแล้วยกมือขึ้นลูบท้ายทอย เขารู้ว่าเป็นคำตอบที่แปลกและเด็กเป็นบ้า แต่ขอบคุณพระเจ้าที่อัสนีแค่หลุดขำเรื่อยๆ ไม่ถาม ไม่แหย่ ไม่เซ้าซี้ว่าทำไมประโยคเมื่อกี้ถึงเป็นคำตอบของบรรยากาศหน่วงๆ ตลอดวันที่ผ่านมาได้

ความเงียบระหว่างกันไม่อึดอัดอีกแล้ว เหลือแต่ความรู้สึกโล่งๆ ลอยๆ ไม่สดใสมีชีวิตชีวาเหมือนอย่างตอนที่เมขลาอยู่ด้วย แต่ว่าสงบและสบายใจกว่ากันมาก

วินเซนต์รับรู้ เขาชอบ...

 

ชอบอะไร?

 

ความคิดชะงักแค่นั้น คิ้วเข้มขมวดมุ่นเข้า ก่อนที่เสียงทุ้มนุ่มของอัสนีจะแทรกขึ้นมาเสียก่อน

“ไม่ชอบให้คนอยู่ใกล้หรือ”

ถามทั้งๆ ที่รู้ วินเซนต์แยกเขี้ยววับแทนคำตอบที่ก็รู้ๆ กันอีกนั่นแหละ

Disgusting?” อัสนีหยอด อีกฝ่ายส่ายหน้าพรืด

I don’t dislike you.”

คนฟังหัวเราะ

“That’s a good confession.”

“I don’t have a ring.” วินเซนต์ตอบหน้าตาย “Should I kneel?”

“No, I’ll do it.” พูดแล้วก็ไปหยุดยืนข้างหน้า กลั้นขำ แล้วก็หลุดขำออกมาจนได้เมื่อเห็นมุมปากของวินเซนต์กระตุกพอๆ กัน ก่อนจะกลายเป็นว่าพวกเขาหัวเราะกันเองโดยไม่ได้ตั้งใจ “It’s good to know that you still have your humour.”

“I was just nervous, really.”

อัสนีหัวเราะรับ วินเซนต์โล่งใจที่ได้ยิน เสียงหัวเราะนั่นมีอิทธิพลต่อเขามากพอๆ กับรอยยิ้ม

 

“It’s okay to be everything you are,” อัสนีเอ่ยลอยๆ “When you’re with me.”

 

วินเซนต์หัวเราะ ไม่มีคำขอบคุณ

แต่อัสนีคิดว่านั่นเพียงพอแล้วสำหรับทุกอย่าง

 

โดยที่พวกเขาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนั้น

 

 

xxxxxxxxxx

 





From Writer:

แฮ่ กลับมาแล้วค่ะ //หายไปนานเหมือนเคย //กราบทุกคน

ก่อนอื่นเลย สวัสดีปีใหม่ค่ะ ขอบคุณที่ติดตามและอยู่ด้วยกันมากับอิวูล์ฟตลอดนะคะ ขอฝากตัวด้วยอีกปี อยู่ด้วยกันไปนานๆ น้า

บทนี้เป็นบทที่ใช้เวลาเขียนนานมาก แต่ว่าสนุกมากเช่นกันค่ะ (ฮา) เราชอบบรรยากาศสมูธๆ ระหว่างอัสกับวินซ์ แต่เห็นสมูธงี้ก็ไม่ได้ไหลลื่นเรียบร้อยขนาดนั้นหรอก เพราะวินซ์ได้รับความ introvert ไปจากเราเต็มๆ คือเป็นพวกสันโดษน่ะ เราเข้าหาคนไม่เก่ง ชอบอยู่เงียบๆ มีโลกส่วนตัว แต่ระยะห่างที่วินซ์กั้นเอาไว้กว้างกว่าอิวูล์ฟเยอะค่ะ //แปลง่ายๆ คือก็สู้เขานะอัสนะ แค่นี้ก็ดีถมแล้ว ถถถถถ

เสียดายแค่ว่ารูปใน Chillon ถ่ายออกมามัวหลายรูปมากเลยไม่ได้ลง แง จริงๆ เป็นปราสาทที่วูล์ฟชอบที่สุดในทริปเลยค่ะ สเป็กมาก ชอบมาก สวยมาก ใครสนใจลองเสิร์จหารูปในกูเกิ้ลดูได้ค่ะ สวยจริงๆ นะ เสียดายมากๆ เลย

ส่วนไอ้จู... ก็คือไอ้จูนั่นแหละค่ะ ก๊าก //เรารักนายนะ ถถถถ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

119 ความคิดเห็น

  1. #111 Hanagika Alantasia (@ppmmint-pokepals) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 18 เมษายน 2559 / 10:46
    วินเซนต์บ่นอะไรกับอัสนีอ่าาาา ไมไม่บอกเราาา 555
    #111
    0
  2. #79 wand of determine (@nisharee) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2557 / 16:41
    ไนท์เองก็เป็น introvert เหมือนกานนนนนนน
    เคยทำแบบทดสอบ myer birggs ออกมา INFJ (Introvert+iNtuitive+Feeling+Judging >> Introverted Intuition with Extraverted Feeling)
    ขอบอกว่า rare ค่ะไทป์นี้ ฮ่าๆๆๆๆๆ

    เข้าเรื่องๆ แหม่ มีหยอดหวานใส่กันด้วยนะ! You can be 'you' when you're with me
    หวานอ่ะ อัศนี หวานไปแล้วน้าาาาา ถ้าคนที่ไนท์แอบชอบมาบอกไนท์อย่างนี้นี่ไนท์เขินตายเลยนะเออ อรั้ย ให้ท่าอ่ะให้ท่า!!!!

    ปล. ยิ่งอ่านยิ่งอยากไปเที่ยว >///////< รูปส้วยสวย
    #79
    0
  3. #72 angle-wing (@angle-wing) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2557 / 18:45
    คิดถึงไรต์~~~
    #72
    0
  4. #70 ดินสอไม้ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2557 / 10:33
    มุ้งมิ้งกันอย่างน่ารัก น่าหยิก เป้นกำลังใจให้ไรท์ค่ะ
    #70
    0
  5. #69 pommijika (@5354) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2557 / 01:46
    สุดยอดเลยค่ะ ทีแรกรสกาแฟกลิ่มหอมกรุ่นนุ่มละมุนละไมเมล็ดกาแฟบดแห่งการเริ่มต้นชั้นดีสำหรับพวกเขา รสชาติขนมหวานแป้งเนื้อดีอร่อยไม่ฟูจนเหมือนฟองน้ำเนื้อไปทางความเนียนแน่นผสานความสดใส ก่อนจะมีช็อคโกแล็ตเหลวรสหวานเคี่ยวอย่างดีละมุนไปทั่วลิ้น ความสุขที่ราวกับความฝันหอมหวานอย่างที่รู้สึกได้แต่ไม่ใช่ชัดราวขนมหวาน แต่มันคือความฝัน ความรู้สึกเหมือนโลกมหัศจรรย์ที่แม้กระทั่งสายลมยังอร่อยไม่เป็นรูปร่าง ไม่ชัดเจนแต่หนักแน่ ราวสายไหมที่มาพร้อมกับสายลม ไม่รับรู้แต่ยังมความรู้สึกเลี่ยนเกิดขึ้นบางเบา เรื่องดำเนินเหมือนสายน้ำสะอาดหวานแบบธรรมชาติของน้ำ ป่าไม้ก็ยังมีความหวานเจือจางด้วยความรู้สึก....อา....พวกมันแฝงไปด้วยความกระตือรือร้นภายใน มันจึงไม่ใช่ความควานเลี่ยนที่ละมุนและหยาบ แต่กลายเป็นอะไรที่เบากว่าหวานละมุนละไมสวยคงความสดใสยากจะบรรยาย ไม่อยากพูดอะไรที่มันทำลายอารมณ์นี้จริงๆ รู้สึกเขินโดนธรรมชาติใบหน้าเกร็งเล็กน้อยมุมปากสามารถยิ้มจางๆได้ดีมากๆเลย....

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 2 พฤษภาคม 2557 / 01:53
    #69
    0
  6. #66 suikun (@shinora) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 19 มกราคม 2557 / 17:03
    เรื่องนี้ ไม่สิ คู่นี้จะน่ารักไปไหนเนี่ยยยยย ฟหกด ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ

    กรี๊ดดดด วินซ์ไม่มีแหวนเหรอคะ เดี๋ยวแม่ยกซื้อถวายให้ ไม่รู้จะเชียร์ใครเมะดี มันเคะทั้งคู่(ห๊ะ?)
    อัสน่ารักเว่อร์ อยากให้จูเลียนมีบทเร็วๆจัง ดูท่าคู่จูเมฆจะเอาเรื่องอยู่
    ชอบบรรยากาศสบายๆแบบนี้ที่ทำให้ฟินกันได้ทุกตอน ขอบคุณนะคะวูล์ฟ เข็นตอนต่อไปออกมาเร็วๆนะ

    ปล.แอบรอคอยตอนพิเศษของเจ้าชายอยู่นะคะ//โดนโบก
    #66
    0
  7. #56 |||No_Name||| (@oom-kanyarat) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 7 มกราคม 2557 / 14:16
    ฟิน...สำลักความฟินโดยสดุดีเจ้าค่ะ
    หายไปนาน...กลับมาทีก็พาเราสำลักอีกแล้ว-////-
    #56
    0
  8. #54 My_Winter (@tuator_joker) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 6 มกราคม 2557 / 21:40
    ระเบิดตัวเองตายเรียบร้อยค่ะ ฮาาาา

    โดนดาเมจอย่างแรงเข้าไป

    นอนแถกแดดิ้นอยู่หน้าคอมแบบแก้มปริ (^///^)b

    วินซ์ "ชอบ" อะไรเค้าไม่รู้

    รู้แต่เค้าชอบคู่เน้อ่าาาาาา!! 

    นอนด้วยกันไปหลายคืนเลยเธอออว์

    ฮูๆๆๆ



    #54
    0
  9. #53 Sushi_Burger (@superkiller) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 6 มกราคม 2557 / 20:48
    #เอาเล็บขูดจอ #มุกนั่นของวินซ์ #จะฆ่าเลาตายยยยยย
    สุดท้ายอัสก็ปิดทำตาย เจอวินซ์หัวเราะมาตายกว่า คู่นี้ทำร้ายเลา เเงงงงงงงงงง
    โอย คราวหลังจะต้องหากระดาษจดว่าสครีมอะไรบ้าง หนูเจอทฤษฎีสมองทับกัน สครีมจัดจนลืมไปเเล้วว่าสครีมอะไรบ้าง ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ เเงงงงง เเต่น้องเมฆน่ารัก ใสปิ๊งมาก เเม่สาวบันไซจริงๆ
    //อาดูรจู โถ พ่อคุณ #ชีวิตอาภัพ #มีเเต่จัสตินเท่านั้นที่เข้าใจ
    อ่านที่บรรยายนี่เล่นเอาอยากไปสวิสเลย ฮาก เคยไปเเต่ลูเซิร์น ไปทัวร์เลยไม่ค่อยได้เดินดูเมืองด้วย เสียใจจจจจ //พี่สนใจเปิดตอบคำถามชิงรางวัลทัวร์สวิสมั้ยคะ*โดนตบตาย*

    #53
    0