Fruity Yogurt ผสมรัก ใส่หัวใจ เทให้เธอ

ตอนที่ 6 : Fruity Yogurt#5 มีทติ้งค่ายชมรมฯ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 70
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    2 มี.ค. 56

 

Fruity Yogurt

ผสมรัก ใส่หัวใจ เทให้เธอ

#5

มีทติ้งค่ายชมรมฯ

เช้าวันรุ่งขึ้นหลังกลับจากค่ายก็มีโทรศัพท์ปริศนาที่ฉันรู้จักดีโทรฯ มาหาและนั่นก็เป็นสาเหตุว่าทำตอนนี้ฉันถึงมานั่งอยู่ที่ม้านั่งหน้าคณะวิศวกรรมศาสตร์หลังจากที่เพิ่งเลิกเรียนวิชาสุดท้ายเมื่อสิบนาทีก่อน

“ โทษทีนะโย มารอนานหรือยัง? “ เมลอนวิ่งเข้ามาหน้าตั้ง อาการหอบหายใจกับเหงื่อที่โชกตัวทำให้ฉันพอจะเดาได้ว่าเขาคงวิ่งลงบันไดมา 

ใช่แล้ว เมลนั่นแหละที่เป็นคนโทรฯ ไปนัดฉันเองเพราะทางชมรมไวกิ้งจัดมีทติ้งหลังกลับจากค่ายกันเย็นนี้แต่จะด้วยเหตุผลอะไรก็ช่างขอแค่มันทำให้ฉันทวงเมลกลับคืนมาได้ก็พอแล้ว

“ โยเพิ่งมาถึงเมื่อกี้เหมือนกัน “ ฉันลุกขึ้นส่งยิ้มให้เขาที่ยิ้มมาให้เสมอ

“ ขอโทษจริงๆ ทั้งที่เป็นคนนัดแต่กลับให้โยมารอ “ เมลอนยังขอโทษไม่เลิก

“ ไม่เป็นไรหรอกว่าแต่องุ่นล่ะ “ ฉันถามเมลเมื่อไม่เห็นเงาแฟนสาวที่มักจะเกาะเขาอยู่ข้างๆ เหมือนปลิงเสมอ

“ อ่อ พอดีเรารีบวิ่งลงบันไดมาน่ะ คงจะพลัดกัน “ เมลตอบไปก็มองไปที่ด้านหลังที่ตัวเองวิ่งมาไปด้วย ถ้าไม่ติดว่าเมลอยู่ตรงหน้าล่ะก็ฉันจะหัวเราะให้ก้องโลกไปเลยแต่ไม่นานก็เห็นแม่นางหน้าหวานวิ่งหอบหนังสือตามมา เซ็งเลย ปล่อยให้คนรักกันอยู่ด้วยกันนานๆ หน่อยไม่ได้หรือไงย่ะ

เมลเดินเข้าไปหาองุ่นตามประสาแฟนที่ดีก่อนที่พวกเขาทั้งสองจะเดินมาหาฉัน ฉันทำหน้าที่นางเอกแสนดีส่งยิ้มทักทายแฟนใหม่ของแฟนเก่าเหมือนอย่างเคย และแม่นั่นก็ยิ้มหวานตอบกลับมาเหมือนอย่างเคยเช่นกัน

เหอะ ใส่หน้ากากเข้าหากันทั้งที่ต่างฝ่ายต่างรู้ไส้กันดีมันก็สนุกไปอีกแบบหนึ่งเหมือนกันแหะ

“ ว่าแต่เราจะไปยังไงกันหรอ โยไม่ได้เอารถมาด้วยสิ “ ฉันเปิดประเด็นถามเมล เพราะรถของฉัน ฉันให้หยกเอากลับห้องไปแล้ว

“ ไปรถเราก็ได้ “ เมลรีบเสนอ

“ แต่ริกะ เอิร์นแล้วก็ลูกตาลบอกว่าจะไปกับเราด้วยนะ “ องุ่นรีบแย้งขึ้น เมลทำท่าคิดหนักเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ ฉันแอบยกนิ้วให้กับยัยนางร้ายแสนหวานที่ทำหน้าเศร้าตีบทได้แตกกระจาย

“ ไม่เป็นไรหรอก โยนั่งรถตามไปก็ได้ “ ฉันบอกเมลที่ทำหน้าคิดหนัก ยังไงซะสุภาพบุรุษทุกรูขุมขนอย่างเมลก็ไม่มีทางปล่อยให้ฉันนั่งรถไปคนเดียวอยู่แล้ว ดูเอาไว้นะองุ่น เธอเป็นคนเริ่มก่อนเองนะ งั้นก็ดูแล้วก็จำเอาไว้ซะว่าเมลเขาแคร์ฉันมากแค่ไหน และฉันคิดว่ามันคงมากกว่าเธอซะอีก

“ ทำแบบนั้นได้ยังไงมันอันตรายนะ เดี๋ยวเราไปส่งพวกนั้นก่อนแล้วจะกลับมารับโยอีกทีก็ได้ “ เมลบอกอย่างจริงจังจนแฟนสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ เขาหน้าเสียไปจนฉันเกือบจะหลุดหัวเราะออกมาด้วยความสะใจ

“ งั้นไปกับฉันก็ไม่มีปัญหาอะไรใช่มั้ย? “ เสียงเข้มมาใหม่ดังขึ้นเรียกให้พวกเราหันไปตามต้นเสียงอย่างพร้อมเพรียงแต่เว้นฉันไว้คนหนึ่งละกันเพราะไม่ต้องหันไปมองหน้าฉันก็รู้ว่าเจ้าของเสียงหน้าตายังไง ตัวขัดขวางมาแล้วสิ

“ รุ่นพี่ไลม์ “ เมลเรียกเจ้าของเสียงเบาหวิวเหมือนเสียงกระซิบ

“ ว่าไง แค่พายัยนี่ไปด้วยก็พอแล้วใช่มั้ย “ หมอนั่นบอกเสียงเรียบไม่ลืมส่งสายตาจิกมาที่ฉัน ชิ นายเรียกใครว่ายัยนี่ย่ะ หยาบคายที่สุด

“ เอ่อถามเจ้าตัวเถอะครับ ผมคงตัดสินใจแทนไม่ไหรอก “ เมลบอกคนมาใหม่ก่อนจะหันมามองที่ฉัน

“ ยังไงก็ได้ โยไม่เรื่องมากอยู่แล้ว “ ฉันยิ้มแล้วบอกเมลกลับไป ไปกับเขาก็ดีเหมือนกันมันจะได้ไม่ดูเหมือนว่าฉันตั้งใจจะแย่งเมลคืนมามากไป ก็เป็นนางเอกนี่นา โฮะๆ

พวกเราแยกย้ายกันไปขึ้นรถเพื่อไปยังที่หมาย ฉันยิ้มให้เมลที่มองมาอย่างเป็นห่วงอีกครั้งก่อนจะเดินตามนายไลม์ไปที่โรงจอดรถของคณะฯ

“ ไหนล่ะรถนาย “ ฉันถามเจ้าของรถที่เดินนำมาอย่างไม่ชอบใจนัก

“ นี่ไง “ เขาตอบส่งๆ พลางพยักเพยิดไปที่รถสีแดงดำของเขา

“ มอเตอร์ไซค์? “ ฉันถามเขากลับเพื่อความแน่ใจ พลางมองดูซุปเปอร์ไบท์  VFR1200 สุดเท่ห์ตรงหน้า

“ แล้วเห็นเป็นสิบล้อหรือไง “ เขาหันกลับตอบอย่างกวนโทสะก่อนจะเข้าไปคร่อมตัวรถแล้วเอาหมวกกันน็อกสีดำด้านขึ้นมาสวมไว้

ฮึย อีตาผู้ชายบ้า ไม่มีคำว่าสุภาพบุรุษไหลเวียนอยู่ตัวเลยสินะ แล้วเขาคิดได้ยังไงนะถึงจะให้ฉันมากับเขาเนี่ย เขาไม่เห็นหรือไงว่าฉันใส่ทรงเอาสองคืบมา ฉันจะเอาปัญญาที่ไหนปีนขึ้นไปนั่งกับเขาได้เนี่ย อีกอย่างที่นั่งของรถแบบนั้นมันก็เปลืองตัวสิ้นดีด้วย

“ ขึ้นมาสิ “ ไลม์เปิดหมวกสั่งฉันเสียงเข้ม

“ ฉันเปลี่ยนใจแล้ว ฉันไปเองดีกว่า “ ฉันบอกแล้วเดินหันหลังกลับ เรื่องอะไรฉันจะต้องขึ้นไปนั่งเบียดแนบชิดกับผู้ชายที่ไม่ได้เป็นอะไรด้วยอย่างเขาด้วยล่ะ

“ อย่ามาเรื่องมาก ไปกันได้แล้ว “ ไลม์ตามมารั้งแขนฉันไว้ เสียงที่เข้มชัดทำให้ฉันรู้ว่าเขาถอดหมวกอันสวยออกแล้ว

“ นายจะไปก็ไปสิ ฉันไปเองได้ “ ฉันบอกแล้วสะบัดแขนออก พยายามกัดฟันไม่ส่งเสียงออกมาเมื่อแขนตรงที่เขาจับมันไปตรงพอดีกับรอยแผลเก่าที่มันยังช้ำไม่หายด้วยฝีมือของเขาอีกนั่นแหละ

“ ป่านนี้ไอเมลมันไปแล้ว เธอกลับไปก็ไม่ทันแล้วเพราะงั้นก็อย่าเล่นตัวให้มากนัก “ เขาบอกเสียงเข้มเรียบเฉยตามแบบฉบับของเขา

“ ฉันไม่ได้เล่นตัว แต่ฉันไปเองได้จริงๆ ไปเจอกันที่นั่นล่ะกัน “ ฉันสรุปแล้วตอบกลับอย่างเยือกเย็นโดยไม่ให้โทสะเข้าครอบงำอย่างที่มันควรจะเป็นไปตั้งนานแล้ว

“ เวรเอ้ย ทำไมผู้หญิงเรื่องมากจริงวะ “ เขาบ่นอีกครั้งก่อนจะเดินมาลากแขนฉันเดินไปอีกทาง

“ ทำอะไรของนายเนี่ย ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ “ ฉันบอกแล้วพยายามจะสะบัดแขนออกจากการจับกุมของเขาแต่ครั้งนี้มันไม่สำเร็จ

“ หัดทำตัวเงียบๆ เหมือนผู้หญิงคนอื่นเขาไม่เป็นหรือไง? “ เหอะ! ผู้หญิงน่ะหรอเงียบเป็น ยัยผู้หญิงพวกนั้นคงแค่สร้างภาพให้นายพอใจก็เท่านั้นแหละ ไอคนป่าเถื่อนไร้สมองเอ้ย

“ ขึ้นไป “ เขาล้วงเอากุญแจอีกอันกดปลดล็อกแอตตันมาร์ตินเปิดประทุนสีขาวเบาะแดงก่อนจะหันมาสั่งฉันอีกครั้ง ชิ

ฉันสะบัดหน้าใส่ผู้ชายชอบสั่งก่อนจะขึ้นไปนั่งบนรถอย่างจำใจโดยไม่ปิดประตู ไลม์ปิดประตูตามมาเสียงดังอย่างกระแทกกระทั้นก่อนจะตามมานั่งฝั่งคนขับ

“ นี่รถเดนหรอ? “ ฉันถามขึ้นเมื่อเห็นว่ากุญแจรถมีพวงกุญแจสลักอักษร J&J ห้อยเอาไว้

“ แล้วทำไม “ ให้ตายสิ ไอหมอนี่พูดเหมือนชาวบ้านชาวช่องเขาไม่เป็นหรือไงนะ แค่ตอบว่าใช่มันจะพิการหรือไง

ฉันเบื่อจะมาต่อล้อต่อเถียงกับเขาให้เปลืองพลังงานและหงุดหงิดเล่นจึงนั่งเงียบๆ ให้เขาเหยียบคันเร่งปาดหน้าแซงซ้ายขวารถคนอื่นไป ไม่นานเขาก็จอดเทียบหน้าร้านหมูกระทะบุฟเฟ่ร้านใหญ่แห่งหนึ่งแถวๆ มหาลัยนั่นแหละ ฉันยิ้มออกมาหลังจากที่ต้องนั่งหน้าหงิกไม่สบอารมณ์อยู่นานเมื่อเห็นเมลยืนรออยู่หน้าร้าน

“ เมลรอใครอยู่หรอ? “ ฉันรีบลงจากรถไม่สนใจคนขับหน้าเหี้ยมรีบตรงดิ่งไปหาคนที่มองเห็นตั้งแต่รถยังจอดไม่สนิทก่อนจะถามคำถามที่รู้คำตอบอยู่แก่ใจ

“ ก็รอโยนั่นแหละ ดูสิผมยุ่งหมดเลย “ เมลบอกยิ้มก่อนจะเอื้อมมือมาลูบผมของฉัน จริงสิ เพราะนายมู่ทู่นั่นเหยียบมาซะมิด รถก็เปิดประทุน ผมสวยๆ ของฉันเลยพันกันยุ่งเหยิงแบบนี้

“ ไปกันได้แล้ว “ ตัวขัดขวางพูดขึ้นเสียงเข้มทำเอารอยยิ้มบนหน้าของทั้งฉันและเมลเจื่อนลงทันตา มารขัดคอจริงๆ

ฉันกับเมลเลยจำต้องเดินตามเขาเข้าไปในร้านยังโต๊ะตัวยาวที่พวกรุ่นพี่จองเอาไว้ ฉันทักทายเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ทำกิจกรรมชมรมด้วยกันตามมารยาทก่อนจะเข้าไปนั่งที่นั่งที่เมลจองเอาไว้ให้ ที่นั่งของฉันอยู่ริมสุดตรงข้ามกับเมลอีกที แต่ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมนายหน้ามู่ทู่ต้องตามมานั่งข้างๆ ฉันด้วยนะ ที่นั่งข้างๆ หวานใจของเขาก็ยังว่างอยู่ทำไมไม่ไปนั่งจะมารังควานฉันไปถึงไหนกันเนี่ย

“ โยไม่ดื่มน้ำอัดลมครับ “ เมลบอกไลม์ที่ทำท่าจะรินน้ำอัดลมใส่แก้วของฉัน ก่อนที่เจ้าตัวจะรินน้ำเปล่าให้ฉันแทน

“ ขอบคุณนะ “ ฉันบอกเมลก่อนจะยกน้ำแก้วนั้นขึ้นจิบไม่ลืมหันไปส่งรอยยิ้มหวานให้ผู้หญิงที่นั่งข้างๆ เมลแล้วเผื่อแผ่ไปให้อีกคนที่ปั้นหน้าเหี้ยมอยู่ข้างฉัน

เมื่อคนมากันครบ ทุกคนก็ลงมือย่างเนื้อกันอย่างเมามัน ฉันที่ไม่ทานเนื้อจึงปลีกตัวออกไปที่โซนอาหารที่ทางร้านจัดเอาไว้เพื่อหาสิ่งที่ตัวเองทานได้ใส่ท้องของตัวเองบ้าง ฉันมาหยุดที่หน้าเคาน์เตอร์ซูชิเพื่อดูเชฟชุดขาวทำซูชิพักหนึ่งก่อนจะคีบเอาไดโกโระ ไข่ปลา สาหร่าย ทาโกะ ไข่หวาน มากุโร่ เทมปุระแล้วก็แคลิฟลอเนียมาอย่างละชิ้น จากนั้นก็เดินไปตามโซนอาหารเรื่อยๆ เมื่อเห็นว่านอกจากของหวานกับไอศกรีมแล้วไม่มีอะไรที่ฉันทานได้อีกเลยกลับโต๊ะของตัวเอง

ฉันมองดูเมลที่ถูกรุ่นพี่ลากไปร่วมวงที่หัวโต๊ะก็เผลอยิ้มออกมาเมื่อเห็นว่าเขากำลังถูกพวกรุ่นพี่จับมอมเหล้าแม้เจ้าตัวจะพยายามปฏิเสธแต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผลก่อนจะต้องหันหน้าหนีเมื่ออยู่ดีๆ เขาก็หันมาสบตาฉันเหมือนรู้อยู่แล้วว่าฉันมองอยู่แต่เมื่อหันมาอีกทางก็ไปเจอเข้ากับสายตาไม่พอใจของผู้หญิงอีกคนที่นั่งเยื้องกับฉัน ฉันยิ้มให้เธอที่มองหน้าฉันนิ่งๆ ไม่หลบสายตาที่เธอมองมา แต่แล้วแม่นางสองหน้าก็ปั้นหน้าเป็นยิ้มแฉ่งขึ้นมาเมื่อมีผู้ชายอีกคนเดินกลับเข้ามานั่งที่โต๊ะ

แหม เกมส์นี้มันชักจะสนุกขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิ

“ ขอบคุณนะ “ องุ่นบอกเสียงหวานเมื่อนายมู่ทู่ส่งจานที่มีของกินจากโซนอาหารให้เธอ แหม รักกันจริงจริ้ง

ฉันเมินภาพคู่รัก(สมมติ) เบื้องหน้าไปที่ท้องถนนเพราะโต๊ะที่จองเอาไว้อยู่ริมสุดเลยทำให้สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของท้องถนนได้ชัดเจนแม้มันจะคับคลั่งไปด้วยรถที่ติดจอแจแต่แสงไฟหลากสีที่ทอดยาวไปไกลสุดลูกหูลูกตาอีกทั้งยังไฟจากตึกอาคารก็ทำให้ภาพที่น่าอึดอัดงดงามได้เพียงแค่เปลี่ยนมุมมอง

ฉันถอนหายใจเบาๆ เมื่อของกินที่เอามาหมดไปแล้ว พอนึกไปถึงอาหารที่พอจะทานฉันก็ถอนหายใจอีกครั้งเมื่อมีแค่ของหวานที่ฉันแสนเกลียดกับซูชิที่กินจนเบื่อแล้ว เห้อ มาทรมานตัวเองแท้ๆ

“ เอ๊ะ! “ ฉันเผลออุทานออกมาอย่างตกใจเบาๆ เมื่อเมลส่งจานข้าวพัดหอมฉุยมาตรงหน้าฉัน

“ ข้าวพัดทูน่าน่ะ เราให้เชฟทำให้ใหม่ “ เมลบอกเหมือนจะรู้ว่าฉันจะถามอะไร ฉันแปลกใจอย่างมากที่ได้ยินเขาพูดแบบนี้เพราะฉันไม่เคยบอกกับเมลว่าฉันทานอะไรได้หรือไม่ได้ หรือมันจะแค่บังเอิญกันนะ?

ฉันเลือกที่จะไม่ถามสิ่งที่ค้างคาใจเพราะฉันกลัวว่าความจริงที่ได้รับรู้อาจจะทำให้ฉันต้องผิดหวัง ก่อนจะตักข้าวที่เมลให้มาเข้าปากไปเงียบๆ ด้วยความรู้สึกเป็นสุขกับสิ่งที่เขามอบให้

พวกเรานั่งคุยกันจนกระทั่งถึงเวลาร้านปิด ทุกคนพากันแยกย้ายกลับ คนที่ไปทางเดียวกันก็ไปด้วยกันเพราะฉะนั้นคนที่เคยมากับเมลและองุ่นเองก็ต่างกลับกับคนอื่นไปเรียบร้อยแล้ว เมลจึงอาสาไปส่งฉันเพราะยังไงพวกเราก็ไปทางเดียวกัน ส่วนไอคนที่ขับรถพาฉันมาน่ะหรอหายหัวไปตั้งนานแล้ว

“ โยรู้เรื่องทริปครั้งหน้าหรือยัง? “ เมลถามขึ้นเมื่อรถกำลังติดไฟแดงอยู่

“ ยังเลย จะไปที่ไหนกันหรอ? “ ฉันถามอย่างสนใจไม่ลืมสบตาสีสวยของเมลที่มองผ่านกระจกมองหลังมา และทุกครั้งมันก็ยังอบอุ่นเสมอ แม้ว่าฉันจะเคยทำให้เขาเสียใจมากเท่าไหร่แต่เขาก็ไม่เคยมองฉันด้วยความรังเกียจเสียใจเลยกลับเป็นฉันเองที่เกลียดตัวเองทุกครั้งที่เขายิ้มมาให้

“ ทะเล “ เมลตอบสั้นๆ น้ำเสียงที่ดูกระตือรือร้นของเขาบอกได้ดีว่าเขาชอบทะเลมากแค่ไหนก่อนจะออกรถเมื่อสัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียว

“ จริงหรอ จะว่าไปก็ไม่ได้ไปทะเลนานแล้วสิ “ ฉันบ่นลอยๆ พลางนึกไปถึงทริปการผจญภัยกับแก็งค์สาวเพื่อนซี้สมัยที่ยังอยู่มัธยม

“ แต่ก็ยังไม่ได้กำหนดว่าจะไปที่ไหนกันแต่รุ่นพี่กระซิบบอกมาว่าอยู่ใต้น่ะ “ เมลบอกแล้วส่งยิ้มมาให้อีกครั้ง

“ ขอบคุณที่มาส่งนะ แล้วเจอกัน “ ฉันบอกเมลเมื่อเขาจอดลงรถที่หน้าคอนโดฯ ของฉัน

“ อืม แล้วเจอกัน “ เมลหันมาบอกด้วยรอยยิ้มอบอุ่นตามแบบของเขา ตลอดทางเราสองคนคุยกันเรื่องทริปครั้งหน้าจนลืมที่จะหันไปถามความเห็นของผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างๆ และฉันก็ไม่คิดจะเตือนความทรงจำของเขาหรอกว่าข้างๆ เขามีผู้หญิงอีกคนนั่งอยู่ด้วยไม่ใช่มีแค่ฉันกับเขาที่อยู่ในรถ

ฉันเดินเข้าลิฟต์กดไปชั้นที่ตัวเองพักอยู่เมื่อลิฟต์เปิดออกฉันก็เดินเลี้ยวไปทางห้องของตัวเองแต่แล้วภาพที่อยู่เบื้องหน้าก็ทำให้ฉันตัวแข็งนิ่งไป มันเป็นภาพของชายหญิงคู่หนึ่งที่ฉันรู้จักดีกำลังยุดยื้อกันอยู่ที่หน้าห้องของฉันแต่ที่ทำให้ฉันช็อกที่สุดจนแทบจะเข้าไปตบหน้าผู้ชายคนนั้นคือหยาดน้ำใสๆ ที่ไหลรินออกมาจากดวงตาของเพื่อนรักที่ฉันไม่ได้เห็นมาแสนนาน

“ เอ๊ะ!..อื้อ” ฉันจะเข้าไปหาสองคนนั้นแต่ก็ถูกคนปริศนาที่ไหนไม่รู้ปิดปากลากตัวเข้าไปในทางบันไดหนีไฟซะก่อน

“ นาย! “ ฉันอุทานอย่างตกใจเมื่อถูกปล่อยเป็นอิสระแล้วหันมาเจอกับคนที่ลากฉันมาในนี้

“ ถอยไป “ ฉันบอกคนที่ขวางประตูอยู่เสียงแข็ง อารมณ์ที่เคยควบคุมได้ดีเยี่ยมบัดนี้แตกกระเจิงไม่เหลือชิ้นดี

“ แล้วเธอจะทำอะไรได้ “ ไลม์ถามถึงสิ่งที่ฉันกำลังจะทำ

“ คงจะไปอัดเพื่อนนายซักหมัดสองหมัดล่ะมั้ง “ ฉันตอบอย่างที่ใจคิดจริงๆ

“ เรื่องของสองคนนั่นก็ให้พวกมันจัดการกันเอาเอง คนนอกอย่างเธอไม่ต้องสอดมือเข้าไปยุ่งหรอก “ ไลม์บอกเสียงเรียบพลางยกบุหรี่ขึ้นสูบ

ฉันไม่เถียงอะไรเพราะเห็นด้วยกับคำพูดของเขา แม้ฉันกับหยกจะเป็นเพื่อนสนิทกันแต่เราก็ให้เกียรติกันเสมอมา มันเป็นสามัญสำนึกที่เรารับรู้ได้เองว่าเรื่องใดเข้าไปยุ่งได้และเรื่องใดไม่ควร นั่นเป็นสิ่งที่บางคนที่ให้ความสนิทกันหลงลืมไปจนคิดว่าตัวเองเข้าไปก้าวก่ายได้ทุกเรื่องโดยไม่ถามความคิดเห็นหรือสมัครใจของอีกฝ่ายก่อเกิดเป็นความขัดแย้งและอาจทำให้ความสัมพันธ์ลดถอยลงจนถึงขั้นตัดขาดไปก็มี

ฉันเลยได้แต่ยืนรออยู่ตรงนั้นเงียบๆ ไลม์เองก็ทำแค่ยืนสูบบุหรี่กลิ่นหวาน ฉันคิดว่ามันน่าจะเป็นกลิ่นวนิลานะ อยู่เงียบๆ เหมือนกัน จนเมื่อฉันเห็นเดนผ่านช่องกระจกที่ประตูเดินเข้าลิฟต์ไปแล้วนั่นแหละฉันถึงได้เริ่มพูดขึ้นอีกครั้ง

“ เพื่อนนายไปแล้ว หลบไปสิ “ ฉันบอกคนที่ขวางประตูอย่างไม่ชอบใจ ไม่รู้ทำไมเห็นหน้าเขาแล้วฉันรู้สึกไม่สบอารมณ์เอาซะเลย เพราะหน้าหล่อๆ ที่ชอบปั้นปึงนั่น? หรือเพราะท่าทีหยาบกระด้างนั่นฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน

เขาสาดสายตาโหดๆ นั่นใส่ฉันแวบหนึ่งก่อนจะหลบทางให้แต่พอฉันกำลังจะผลักประตูออกไปเขาก็ยึดที่จับไว้ไม่ให้ทันเปิดออก อะไรอีกล่ะ!

“ เลิกเล่นหูเล่นตาใส่ไอเมลซะที! “ เขาบอกเสียงแข็งไม่ลืมจ้องหน้าฉันเหมือนจะเข้ามาขย้ำอีกแล้ว

แหมๆๆ นึกว่าเขาจะไม่พูดเรื่องนี้ซะอีก ก็รออยู่ตั้งนาน

“ ว่าแต่คนอื่น นายเองก็ส่งสายตาหวานเยิ้มใส่องุ่นตลอดเลยไม่ใช่หรอ? “ ฉันสวนกลับด้วยรอยยิ้มอย่างอารมณ์ดี ก็เวลาได้สวนกลับคนอื่นอย่างเหนือกว่ามันรู้สึกดีสุดๆ ไปเลยนี่นา

“ อะไร? ฉันกับองุ่นรู้จักกันมาตั้งนานแล้ว เพื่อนมองเพื่อนมันแปลกตรงไหน? “ เขาอึกอักแก้ตัวน้ำขุ่นๆ น่ารักจริงๆ

“ ฉันก็คบกับเมลแบบคนรักกันมาตั้งครึ่งปี จะมองกันด้วยความรักมันก็คงไม่แปลกเหมือนกันสินะ? “ ฉันสวนกลับด้วยรอยยิ้มหวานไม่ลืมเน้นคำว่า คนรักกัน ตอกหน้าคนที่มองมาเหมือนจะกินเลือดก่อนจะผลักประตูเดินออกไปด้วยอารมณ์ที่ดีสุดๆ ต่างจากก่อนหน้าลิบลับ

แต่พอเข้าห้องมาได้รอยยิ้มที่มีก่อนหน้าก็มลายหายไปจนหมดเมื่อห้องที่เงียบเชียบมีเสียงสะอื้นเบาๆ ของเจ้าของห้องอีกคนดังแผ่วๆ ให้ได้ยิน

ฉันเดินไปหยุดที่หน้าห้องของเพื่อนรัก มือที่กำลังจะยกขึ้นเคาะประตูก็ชะงักไปเมื่อคำพูดของผู้ชายที่เพิ่งเดินจากมาดังขึ้นในหัว มันไม่ใช่เรื่องที่ฉันสมควรเข้าไปยุ่งแต่มันก็ไม่ได้แปลว่าฉันจะต้องทนดูเฉยๆ ถ้ามันมากกว่านี้ถ้าน้ำตาของเพื่อนที่ฉันรักที่สุดไหลรินไปมากกว่านี้ นายเองก็สมควรจะต้องชดใช้อย่างสาสมเหมือนกันเดน!

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

21 ความคิดเห็น

  1. #2 ChoCathy (@cathycho) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 มีนาคม 2556 / 23:16
    รักชุลมุลจริงๆ เลย
    #2
    0