Fruity Yogurt ผสมรัก ใส่หัวใจ เทให้เธอ

ตอนที่ 4 : Fruity Yogurt#3 ชมรมไวกิ้ง (เปลี่ยนชื่อตอนนิดนึง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 88
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    2 มี.ค. 56

Fruity Yogurt

ผสมรัก ใส่หัวใจ เทให้เธอ
    

#3

ชมรมไวกิ้ง

วันนี้ฉันมีเรียนแค่ช่วงเช้าเลยชวนยัยหยกเพื่อนซี้มานั่งดื่มกาแฟทานเค้กอร่อยๆ ที่มุมของร้านเค้กร้านโปรดหน้ามหาวิทยาลัยที่ไม่ได้มาซะนานตั้งแต่เลิกกับเมลอน ก็ร้านนี้ไงที่ฉันบอกเลิกเขา แหม~ ว่างๆ เลยมารื้อฟื้นความหลังซะหน่อย

ซะเมื่อไหร่ล่ะ! ฉันมาดักรอเมลอนตะหาก ความหลังแบบนั้นใครอยากจะรื้อฟื้น

“ อืม เค้กร้านนี้อร่อยไม่เปลี่ยนเลยแหะ กาแฟก็ยังหอมกลมกล่อมเหมือนเดิม ฉันล่ะไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมแกไม่ชอบอะไรพวกนี้ “ ไอหยกบ่นอีกแล้ว แต่ก็จริงเรื่องที่มันบ่นเพราะฉันไม่ถูกโรคกับกาแฟแล้วก็เค้กหวานๆ พวกนี้เท่าไหร่ เพราะงั้นถึงจะมากับเมลอนฉันก็ไม่ได้สั่งอะไรเป็นพิเศษนอกจากนมคาราเมลหรือไม่ก็พวกสมูทตี้ทั้งหลายที่อร่อยไม่แพ้กาแฟของขึ้นชื่อของทางร้านเลย แปลกใช่มั้ยล่ะ? ทั้งที่ผู้หญิงมักจะชอบเค้กอะไรพวกนี้ ฉันเองยังไม่เข้าใจเลยว่าทำไมตัวเองถึงได้เกลียดขนมพวกนี้เข้าไส้ ต่างจากเมลที่ชอบเค้กกับกาแฟหวานๆ สุดใจ

ไม่นานเกินรอ คนที่ฉันกำลังคอยก็เดินเข้ามาในร้านพร้อมด้วยแฟนสาวหน้าหวานคนใหม่ ฉันกลืนความเจ็บใจลงคอแกล้งก้มลงเช็คเมลในโทรศัพท์ทำเป็นไม่เห็นไม่ได้สนใจพวกเขาสองคนที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ จากหางตาฉันรับรู้ได้ว่าเมลเห็นฉันแล้วเพราะเขาหยุดนิ่งไปขณะหนึ่งก่อนจะเดินเข้าไปนั่งที่นั่งด้านหลังเยื้องจากโต๊ะของฉันไปแถวหนึ่ง ฉันภาวนาให้ยัยองุ่นเน่านั่นเห็นปฏิกิริยาของเมลที่ยังมีเยื่อใยต่อฉันด้วยรอยยิ้มชั่วร้ายในใจ เธอจะได้เข้าใจซักทีว่าเมลน่ะยังรักและแคร์ฉันอยู่ถึงแม้ตอนนี้เขาจะคบกับเธออยู่ก็ตาม!

“ เย็นแล้วกลับกันเถอะ “ ฉันชวนเพื่อสาวสุดเลิฟกลับเมื่อเป้าหมายการมาในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ก่อนจะขึ้นรถกลับฉันก็ไม่ลืมมองผ่านกระจกใสของร้านส่งสายตาและยิ้มเยาะเย้ยไปให้ศัตรูหัวใจที่กำลังมองมาทางฉันเหมือนกัน

เป้าหมายในการมาครั้งนี้ของฉันคือการมาวอร์มอัพร่างกายและหัวใจก่อนลงสนามจริงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เพราะนางเอกอย่างฉันไม่ลดตัวลงไปตบตีเพื่อแย่งชิงผู้ชายกับใครอยู่แล้ว มันเชยไปแล้วล่ะกับวิธีการแบบนั้น สิ่งที่ฉันต้องการคือการเล่นจิตวิทยากับความรู้สึกที่แสนบอบบางของมนุษย์ การแสดงเพียงเล็กน้อยเพื่อสร้างความระแวงแคลงใจ ให้อีกฝ่ายรู้สึกและตระหนักถึงความสำคัญของตัวเองที่มันกำลังลดน้อยถอยลงเมื่อคนที่รักยังคงเหลือเยื่อใยให้กับอดีตคนรักของเขา นั่นก็คือฉัน และพอเธอรู้สึกตัวถึงความจริงข้อนี้ เธอก็จะอันตรธานเอาตัวเองออกไปจากชีวิตของเมลเองโดยที่ฉันไม่ต้องเสียแรงทำอะไรไปมากกว่าการเข้ามาแทนที่ของเธอที่เคยเป็นของฉันและสมควรต้องเป็นของฉันแค่คนเดียวเท่านั้น!

ก็บอกไปแล้วว่าฉันเป็นนางเอกสมัยใหม่ที่ผสมข้ามพันธุ์ระหว่างนางร้ายกับปีศาจอย่างลงตัวภายใต้หน้ากากแก้วแสนหวาน!

 

“ ไอโย ฉันได้เมลจากชมรมไวกิ้ง บอกว่าอาทิตย์นี้มีกิจกรรม แต่ฉันไม่เคยสมัครเข้าชมรมมันเลยแล้วทำไมมีเมลมาหาฉันได้วะ “ ใบหยกเดินบ่นออกมาจากห้องนอนมาหาฉันที่ระเบียงพร้อมกับถือโทรศัพท์รุ่นใหม่ของมันมาให้ฉันดูเมลที่ว่านั่นด้วย

“ อ๋อ ฉันสมัครให้แกเองแหละ “ ฉันตอบอย่างไม่ทุกข์ร้อนอะไรก่อนจะรินชาร้อนให้ยัยเพื่อนรักที่เดินมานั่งฝั่งตรงข้ามด้วย

“ ขอบใจ แล้วทำไมอยู่ดีๆ ถึงอยากเข้าชมรมขึ้นมาล่ะ ก่อนหน้าไม่เห็นจะเคยสนใจ อืมคราวนี้ชาส้มหรอ แกนี่กินเหมือนชาวบ้านชาวช่องเขาไม่เป็นสินะ “

“ ก็ฉันเป็นควีนนี่นา “ ฉันตอบแล้วจิบชาร้อนชมทิวทัศน์ยามเช้าของกรุงเทพมหานครที่คึกครื้นไปด้วย

“ แล้วช่วยบอกฉันทีเถอะว่าทำไมอยู่ดีๆ ถึงสนใจจะเข้าชมรมขึ้นมา “ แล้วมันก็ถามย้ำอีกรอบเมื่อฉันไม่ยอมตอบ

“ คิดจะทำสงคราม แต่ไม่เข้าสนามรบแล้วจะได้ชัยชนะได้อย่างไร? “

“ เข้าตามเมลอนว่างั้น? “ สมแล้วที่คบกับมันมานาน แค่มองตาก็เดาความคิดฉันได้ทะลุปรุโปร่ง

“ แต่ทำไมแกไม่บอกฉันก่อนวะ ถ้าฉันมีนัดจะทำไง? “ วิญญาณเจ้าแม่ขี้บ่นเข้าประทับร่างอีกแล้ว

“ ฉันรู้ว่าแกว่าง แล้วอีกอย่างแกคงไม่ปล่อยให้เพื่อนสาวสุดที่รักแสนสวยอย่างฉันไปตะลอนในดงศัตรูคนเดียวหรอก “ ฉันพูดแล้วส่งตาอ้อนปริบๆ ไปให้คุณเพื่อนที่ทำหน้าระอาเพราะถูกฉันเล่นงานตรงจุดอ่อนเข้าอย่างจัง

“ ให้มันได้อย่างนี่สิ แล้วไปวันไหน? “ ฉันยิ้มประจบทันที

“ ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ที่จะถึงนี้แหละ “ ฉันตอบแล้วก็เล่ารายละเอียดคร่าวๆ ที่ทางชมรมส่งมาให้ให้ยัยเพื่อนฟังไปด้วย

ชมรมไวกิ้งที่พูดถึงเป็นชมรมของคนที่รักการท่องเที่ยวแต่ไม่ใช่ว่าจะกินหรูอยู่โรงแรมอาบน้ำแร่แช่น้ำนมอะไรแบบนั้นหรอกนะ ตรงกันข้ามเลย เพราะเป็นการท่องเที่ยวแบบตะลอนๆ ใส่รองเท้าผ้าใบแบกเป้ขึ้นเขา นอนเต้นท์ ก่อกองไฟทำอาหารทานกันเอง อารมณ์คลุกฝุ่นอยู่กับธรรมชาติสุดๆ แต่ก็ไม่ขนาดต้องเข้าป่าล่าสัตว์มาย่างไฟกินกันเหมือนอย่างในหนังหรอกนะ เพราะทริปที่จะไปเป็นสถานที่สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบความท้าทายที่ทางเจ้าของไอเดียบรรเจิดเปิดเป็นสถานท่องเที่ยวที่บริการเต้นท์นอน และเครื่องมือทำอาหาร รวมทั้งอุปกรณ์ในการทำกิจกรรมแอนเวนเจอร์ทั้งหลาย ทั้งคันเบ็ดตกปลา เรือแคนู เชือกและรองเท้าสำหรับปีนเขา และอื่นๆ อีกมากมายที่สามารถจะทำที่นี่ได้เพราะสถานที่ที่จะไปตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่าพันไร่ที่ทางเจ้าของเนรมิตให้มีทั้งภูเขา แม่น้ำ ทะเลสาบ และน้ำตก เพื่อดึงดูดและรองรับทุกความต้องการของนักกระหายการผจญภัยทั้งหลาย รวมถึงรองรับนักอยากผจญภัยเพราะมีระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดอยู่ทุกจุด รวมทั้งจัดคนออกตรวจตราตลอดทั้งวันทั้งคืนเพื่อให้ความช่วยเหลือกับนักท่องเที่ยวที่ต้องการอย่างทั่วถึง

แค่ฟังก็อยากไปแล้วล่ะสิ ฉันเองก็แทบอดใจรอให้ถึงวันออกศึกไม่ไหวแล้วเหมือนกัน สามวันสองคืนที่จะได้อยู่ด้วยกันนี่แหละคือสนามรบแรกของฉัน

วันเวลาผ่านไปไวเสมอเพราะไม่กี่อึดใจวันที่ฉันอยากให้มาถึงก็มาถึงจนได้ ฉันใส่ยีนยาวกับเสื้อยืดแขนยาวผ้าฝ้ายเบาๆ เพื่อกันแดดแต่ก็ไม่ได้อับอากาศจนทำให้ร้อน ส่วนผมวันนี้ก็มัดเป็นหางม้าแล้วใส่หมวกแก๊ปทับอีกที หยกเองก็แต่งตัวคล้ายๆ กันจะต่างก็ตรงที่ยัยนั่นใส่เสื้อแขนสั้น ส่วนสัมภาระก็อยู่ในเป้ของใครของมัน เมื่อได้เวลาเราสองคนก็ออกมาที่จุดนัดหมายของชมรมเพื่อลงทะเบียนรับเอกสารกิจกรรมของทริปครั้งนี้ ของที่ได้มาก็เป็นป้ายชื่อของแต่ละคนที่ใส่อยู่ในซองกันน้ำที่สามารถให้เราใส่พวกของเล็กๆ พวกโทรศัพท์ กระเป๋าตังค์ลงไปได้ ฉันเอามันแขวนคอแล้วลากกระเป๋าไปนั่งรอสมาชิกชมรมคนอื่นๆ ที่ม้านั่งแถวๆ นั้น

ฉันขยับแว่นที่หล่นมาอยู่ปลายจมูกขึ้นไปที่เดิมของมันเมื่อก้มลงผูกเชือกรองเท้าของตัวเองเสร็จ แว่นที่ว่าไม่ใช่แว่นแฟชั่นหรือกันแดดอะไรแต่เป็นแว่นสายตา เพราะฉันสายตาสั้นมาก ปกติจะใส่คอนแท็กเลนส์แต่เพราะต้องมาทำกิจกรรมมันคงไม่สะดวกถ้าจะต้องถอดใส่คอนแท็กแถมไม่รู้ว่าระหว่างทำกิจกรรมกันอยู่มันจะหล่นหายไปหรือเปล่าด้วย

“ โย…. “ เสียงเรียกที่คุ้นเคยทำให้ฉันหันไปตามเสียงและก็เจอกับเป้าหมาย ไม่คาดคิดจริงๆ ว่าเขาจะกล้าทักฉันทั้งที่แฟนตัวเองอยู่ข้างๆ แบบนั้น แอบดีใจลึกๆ นะเนี่ย

“ หวัดดีเมล องุ่น “ ฉันทักเสียงหวานไม่ลืมทำตัวเป็นนางเอกแสนหวานหันไปทักแฟนใหม่ของแฟนเก่าประหนึ่งไม่ได้รู้สึกอะไรทั้งที่ในใจอยากจะแยกเขี้ยวใส่มากกว่า ส่วนยัยแฟนใหม่ของเมลก็ยิ้มหน้าบานทันทีที่ฉันทักเธอ ฮึ! การแสดงย่ะการแสดง คิดว่าฉันอยากจะยิ้มให้คู่แข่งอย่างหล่อนหรือไง!

“ หวัดดีจ่ะโยแล้วก็ “ องุ่นทักทายด้วยยิ้มหวานก่อนจะหันไปมองทางหยกที่กำลังเล่น PSP ไม่สนโลกอยู่คนเดียว

“ นี่ใบหยก เพื่อนรักโยเอง “ ฉันแนะนำเพื่อนข้างๆ ที่มันก็ยังไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาสนใจใคร แอบสะใจนิดหน่อยที่เห็นหน้าของยัยองุ่นเน่าสลดลง

“ เพิ่งรู้ว่าโยก็อยู่ชมรมนี้ด้วย “ เมลถามด้วยรอยยิ้มอบอุ่นเหมือนเคย

“ โยเพิ่งเข้าน่ะ เมลไม่รู้ก็ไม่แปลกหรอก “ ฉันตอบกลับเสียงหวานด้วยรอยยิ้มเหมือนทุกที

“ งั้นหรอ? นึกว่าโยไม่ชอบกิจกรรมอะไรพวกนี้ซะอีก “

“ ก็ไม่ค่อยชอบหรอก แต่ที่เข้าเพราะแค่อยากทำความรู้จักกับสิ่งที่เมลชอบแค่นั้น “ ฉันตอบเสียงหม่นไม่ลืมสบตาสีเขียวเข้มสวยของคนตรงหน้าที่มองมาไม่หลบเช่นกัน

ความรู้สึกตอนนี้ของฉันนายเองก็รับรู้ใช่มั้ย? นายเองก็ยังรักฉันอยู่ใช่มั้ย?

แค่สบตาที่เขามองมาคำถามที่ฉันถามในใจก็กระจ่าง ที่เหลือก็แค่รอเวลาให้ผู้หญิงที่ถูกลืมที่ยืนทำหน้าเศร้าอยู่ข้างๆ เขารู้สึกตัวเท่านั้น ว่าแท้จริงแล้วเมลคบกับเธอเพียงเพราะแค่เหงาและต้องการคนมาปลอบโยน เพราะตัวจริงที่เขารักคือฉัน ไม่ใช่เธอ!

“ ไง “ เสียงเข้มทักสั้นๆ ดังมาจากด้านหลังทำให้เรารู้สึกตัวหันไปตามต้นเสียง และเป็นไปตามที่ฉันคิดเพราะเขาคือคนที่ชอบมาขัดจังหวะฉันเสมอ

“ หวัดดีครับรุ่นพี่ไลม์ รุ่นพี่เดน “ เมลทักผู้ชายมาใหม่ เขาอายุมากกว่าฉันจริงๆ ด้วยแต่อย่าคิดว่าฉันจะเรียกเขาว่าพี่นะ เพราะหน้าตาเขาไม่เห็นจะน่าเคารพตรงไหนเลย ชิ~

“ หวัดดีไลม์ เดนด้วย “ ฉันทักศัตรูที่กำลังจะกลายมาเป็นมิตรไม่ช้าก็เร็วด้วยรอยยิ้มหวานเยิ้ม

“ ไงคนสวย ไม่ยักรู้ว่าชอบกิจกรรมแบบนี้ด้วย “ ไม่ใช่อีตาไลม์หรอกนะ นายเดนตะหาก

เคร้ง!! เสียง PSP ที่ร่วงจากมือของเพื่อนสาวข้างๆ ลงพื้นทำให้เราทุกคนหันไปมอง

“ อ่อ นี่ใบหยก เพื่อนรักโยเอง ฝากด้วยนะ “ ฉันแนะนำเพื่อนซี้ที่เก็บเครื่องเกมส์ของตัวเองขึ้นมาเล่นอีกครั้งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งที่มือที่กดปุ่มเกมส์ของมันกำลังสั่นจนกดผิดกดถูก ฉันจะทำเป็นไม่รู้ล่ะกันว่ามันกับนายเดนตายรู้จักกัน และคงมีความสัมพันธ์กันมากกว่าแค่คนรู้จัก

หลังจากนั้นไม่นานสมาชิกทุกคนก็มากันครบ ชมรมนี้มีสมาชิกอยู่ประมาณ 500 คน ทางชมรมก็เลยแบ่งการทำกิจกรรมออกเป็นกรุ๊ปย่อยๆ รอบละประมาณร้อยคนเพื่อความทั่วถึงในการดูแลและสร้างปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องร่วมสถาบันเพราะต่างคนก็ต่างมาจากคนละคณะฯ ระหว่างที่กำลังนั่งรถบัสเพื่อไปยังสถานที่หมาย หยกที่นั่งอยู่ข้างๆ ฉันก็เอาแต่เงียบไปตลอดทาง พอหันไปมองนายเดนที่นั่งอยู่ข้างหลังก็เห็นหมอนั่นเองก็ทำหน้าเข้มต่างจากปกติที่ชอบยิ้มแย้มทำหน้ากวนติ่งชาวบ้าน

ดูเหมือนว่าศึกครั้งนี้จะไม่ได้มีแค่ของฉันอย่างเดียวแล้วล่ะสิ!

เราใช้เวลาเพียงแค่สี่ชั่วโมงก็เดินทางมาถึงสนามรบ อุ้ย! สถานที่ทำกิจกรรมที่มีชื่อว่า ‘The Galaxy Park’ นักศึกษาที่มาร่วมกิจกรรมทยอยกันลงจากรถบัสเพื่อต่อรถของทางพาร์คเข้าไปในข้างใน ระหว่างนั่งรถฉันก็เห็นรีสอร์ทรับรองนักท่องเที่ยวที่สร้างด้วยไม้มีทั้งแบบเป็นอาคารหลายชั้นและแบบแยกเดี่ยวเป็นหลังๆ ตั้งอยู่ท่ามกลางสวนไม้ดอกไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ให้อารมณ์ธรรมชาติสุดๆ ไม่นานรถก็จอดที่หน้าอาคารไม้หลังใหญ่ที่ฉันคิดว่าคงเป็นสถานที่ติดต่อและอำนวยความสะดวกเรื่องอุปกรณ์ต่างๆ กับนักท่องเที่ยว อารมณ์ประมาณว่าถ้าเป็นโรงแรมที่นี่ก็คือล็อบบี้ พวกเราเดินเข้าไปรวมกลุ่มข้างในก่อนจะมีรุ่นพี่มาอธิบายและทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ เพราะเราไม่ได้มาอยู่โรงแรมที่มีเตียงและเครื่องอำนวยความสะดวกให้พร้อมสรรพหรืออาหารสำเร็จรูปบริการยี่สิบสี่ชั่วโมง ที่นี่มีบริการแค่เต็นท์และถุงนอนให้นักท่องเที่ยวไปกางนอนได้ตามจุดที่ได้รับอนุญาต มีอาหารสำเร็จรูปบริการสองมื้อคือมื้อช้ากับมื้อเที่ยง และมีอาหารดิบ กึ่งสำเร็จรูป และอุปกรณ์ภาชนะในการประกอบอาหารไว้บริการสำหรับมื้อเย็นรวมทั้งน้ำดื่มด้วย ส่วนห้องน้ำก็เป็นแบบรวมแยกชายหญิงที่อยู่ในอาคาร ซึ่งไม่ได้ฟรีเพราะทุกอย่างเป็นแบบเหมาจ่ายที่ทางชมรมเก็บไปก่อนหน้านี้แล้ว

หลังจากเข้าใจทุกอย่างแล้ว รุ่นพี่ก็ปล่อยให้ทุกคนไปหาทำเลกางเต็นท์ของแต่ละคู่ตามที่ตัวเองชอบซึ่งก็ไม่ได้บังคับว่าคู่นอนต้องเป็นเพศเดียวกันเพราะตอนนี้เราไม่ใช่เด็กมัธยมฯ แล้ว เราทุกคนเป็นนักศึกษา ถือได้ว่าโตแล้วมีความคิดความรับผิดชอบเป็นของตัวเอง ซึ่งทางชมรมก็ไม่ได้กำหนดกิจกรรมตายตัวว่าเราต้องทำอะไรตอนไหน เป็นแบบเปิดเสรีให้เราทำกิจกรรมที่อยากจะทำตามใจและจับกลุ่มกันทำเองได้เลยเพราะยังไงซะที่นี่ก็มีกิจกรรมมากมายจนไม่รู้ว่าจะทำอะไรก่อนอยู่แล้ว

ฉันกับหยกเลือกกางเต็นท์นอนที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ค่อนข้างห่างจากกลุ่มนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่กางเต็นท์นอนรวมกันอยู่กลางสวนโล่งกว้าง แต่พอกำลังจะลงมือตอกหมุดยึดเต็นท์กับพื้นด้วยความลืมตัว แผนการที่วางไว้ก็แล่นมาปักกลางกระบาล เพราะผู้หญิงเราไม่ควรแสดงความเก่งกาจขนาดทำเป็นทุกอย่างออกมาต่อหน้าผู้ชายอกสามศอก ยิ่งเป็นคนที่เรามุ่งมั่นจะจับ เอ้ย จะเอามาเป็นแฟนด้วยแล้วก็ยิ่งห้ามเด็ดขาด เพราะผู้ชายเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสัญชาติญาณผู้นำสูงลิบ ถึงยุคนี้จะบอกกันว่าชายหญิงมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน สิ่งที่ผู้ชายทำได้ผู้หญิงอย่างเราก็ทำได้ มันก็ถูก! แต่บางเรื่องก็เก็บเอาความสามารถของพวกคุณไว้ให้ผู้ชายได้โชว์ความแมนของเขาบ้าง เพราะไม่มีผู้ชายคนไหนอยากอยู่กับผู้หญิงที่เก่งไปซะทุกอย่างจนผู้ชายอย่างเขาไม่มีความจำเป็นกับชีวิต เพราะแม้จะเป็นผู้ชายที่ดีแค่ไหนเขาก็ยังคงมีมโนสำนึกในสายเลือดของจ่าฝูงที่ก็ไม่รู้ว่าต่างจากเลือดของเราตรงไหนไหลเวียนอยู่ เพราะฉะนั้นแม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ ก็ให้เขาได้ใช้ความเป็นผู้นำทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวให้เต็มที่ซะถึงแม้ว่าหัวหน้าครอบครัวตัวจริงจะเป็นผู้หญิงอย่างเราก็ตาม

ก็อย่างที่เขาบอกไว้ว่าพระราชาจะยิ่งใหญ่เกรียงไกรไม่ได้หากขาดราชินีคู่ใจผู้ปราดเปรื่อง

“ เฮ้ย! ไอโย ทำไมแกไม่ตอกหมุดวะ ล้มหมดแล้วเนี่ย “ ว่าแล้วเชียวว่าไอเพื่อนรักที่ไม่เคยง้อผู้ชายอย่างมันต้องบ่น

“ ฉันตอกแล้วนะ แต่มันไม่ยึดพื้นอ่ะ สงสัยแรงฉันจะน้อยไป เห้อ เจ็บมือจังเลย “ ฉันทำเสียงเศร้าสุดใจตอบเพื่อนรักที่มองมาเหมือนจะบอกทางสายตาว่า ยัยสตรอเบอร์รี่

ระหว่างที่นั่งมองมือตัวเองที่ไม่ได้เป็นอะไร ฉันก็ใช้หางตามองหัวหน้าครอบครัวในอนาคตไปด้วย และพอเขาได้ยินเสียงที่ตั้งใจพูดของฉัน สุภาพบุรุษทุกรูขุมขนอย่างเขาก็ตรงดิ่งมาทางฉันทันที โฮะๆๆ เหยื่อติดเบ็ดอีกแล้ว

“ โยเป็นอะไรหรือเปล่า? “ เมลนั่นแหละที่ฉันกำลังตก

“ เมลเองหรอ พอดีว่าโยกางเต็นท์ไม่เป็นหนะก็เลยนั่งกลุ้มอยู่นี่แหละ “ สตรอเบอร์แหลได้อีกฉัน

“ ก็แล้วทำไมไม่บอกเราล่ะ อยู่ใกล้ๆ กันนี่เอง มาเดี๋ยวเรากางให้ “ ก็อย่างที่ได้ยิน เต็นท์ของฉันอยู่ใกล้ๆ กับเต็นท์ของเมลแล้วก็ยัยองุ่นกับไลม์ด้วยนะ ไม่รู้พวกเขาจะมาเป็นมารขัดความสุขฉันไปถึงไหน

จากนั้นไม่นานเต็นท์ของฉันกับหยกก็เสร็จสมบูรณ์พร้อมใช้งานเพราะฝีมือเมลอนของฉัน

“ ว้าว เมลเก่งจังเลย “ ฉันทำเสียงแบบชื่นชมเขาสุดๆ ส่วนเมลน่ะก็ยิ้มภูมิใจที่ได้คำชมจากฉัน ก็บอกแล้วว่าผู้ชายเนี่ยร้อยทั้งร้อยก็ชอบผู้หญิงชั่งเอาใจทำตัวเป็นช้างเท้าหลังและพร้อมจะชมเชยเขาทุกครั้งที่เขาทำบางอย่างให้เราแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม

“ ไม่ขนาดนั้นหรอก เพราะเรามาบ่อยเลยทำเป็น ถ้าโยมาบ่อยๆ เดี๋ยวก็เป็นเอง “

“ แต่ก็สู้เมลไม่ได้หรอก ขอบคุณนะ “ ฉันทำเสียงหวานอีกรอบก่อนจะขอตัวไปเอาถุงนอนกับหยก ทั้งที่ได้โอกาสแต่ฉันก็เลือกที่จะปล่อยไปเพราะฉันต้องการเป็นนางเอกแสนดีในสายตาของเขาเสมอ เพราะงั้นฉันจึงไม่อยากแสดงออกมามากนักว่ากำลังตามตื้อขอคืนดีเขา แต่ฉันจะทำให้เขารู้สึกอยากกลับมาหาฉันแทน

ทำไมฉันอัจฉริยะขนาดนี้เนี่ย โฮะๆ

 

ระหว่างที่ฉันเดินไปรับถุงนอนกับใบหยกหลังจากแยกกับเมลอนมาแล้ว ตัวขัดขวางที่ทำหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดพิทักษ์แม่นางองุ่นเน่าก็เข้ามาหาขวางทางไว้ด้วยหน้าที่ตาหงิกงอมู่ทู่เหมือนปลาบู่สำลักน้ำใกล้จะตายเต็มที เห้อ~ หน้านายก็ออกจะหล่อนะ มากซะด้วยขนาดที่มนุษย์ผู้หญิงเกรดพรีเมี่ยมที่รสนิยมสูงลิบอย่างฉันออกปากชมได้ก็ช่วยกรุณาทำหน้าหล่อๆ ของนายให้มันเหมือนคนปกติหน่อยเถอะ เจอกันทีไรก็หน้านิ่วคิ้วขมวดชวนให้อารมณ์สุนทรีที่มีอยู่หายวับไปกับสายลมทุกที

“ มีอะไร? “ ฉันเปิดฉากถามเมื่อเขาเอาแต่จ้องหน้าไม่พูดไม่จาอะไร ฉันไม่ใช่มนุษย์ต่างดาวที่สื่อสารกันโดยการใช้เทเลพาธีนะย่ะ เขาสร้างปากมาให้พูดกันก็ใช้เข้าไปสิ!

“ เธอคิดจะทำอะไร แฟนเขายืนหัวโด่อยู่ตรงนั้นยังกล้าเข้าไปกระแซะไอเมลอนไม่เกรงใจเขาอีก “ ว่าแล้วเชียวว่าเขาต้องมาพูดเรื่องนี้เพราะตลอดเวลาที่ฉันคุยกับเมลอยู่ เขาก็มองมาเหมือนจะขย้ำฉันให้จมดิน

“ พูดแบบนี้แสดงว่าไม่คิดจะมาร่วมมือกับฉันสินะ “ เป็นคนดีกว่าที่คิดอีกแหะ อยากรู้จริงๆ ว่าเขาแอบรักยัยองุ่นบื้อนั่นมานานแค่ไหนแล้ว?

“ ฉันก็บอกเธอไปแล้วว่าฉันไม่คิดจะใช้วิธีสกปรกแบบเธอ “

“ หรอ? แต่สายตาของนายมันกลับบอกในสิ่งตรงกันข้ามนะ “ ถึงจะหนักแน่นยังไงก็ต้องมีมุมอ่อนไหวกันบ้างแหละ โดยเฉพาะเรื่องหัวใจแบบนี้มันไม่มีวิธีการตายตัว สะอาดหรือสกปรก อยู่ในกติกาหรือนอกกติกาหรอก มันมีแค่ผลลัพธ์ในตอนท้าย ว่าจะได้หรือเสียก็เท่านั้น!

“ ก็แล้วแต่จะคิด แต่ฉันจะไม่ยอมให้เธอได้ทำตามที่ตั้งใจหรอก “ นี่เขากำลังท้ารบอยู่หรือเปล่านะ?

“ ยินดีเลย เพราะถ้าได้ชัยชนะมาง่ายๆ มันก็ไม่สนุกหนะสิ “

เกมส์หนะ ถ้าเดินไปเรื่อยๆ ไม่มีมอนเตอร์มาให้ฆ่าเลยมันจะไปสนุกได้ยังไงหละ เพราะยังไงซะชัยชนะมันก็รออยู่ปลายทางอยู่แล้ว ต่อให้นายจะเป็นบอสที่แข่งแกร่งซักแค่ไหนก็ไม่มีทางขัดขวางควีนอย่างฉันได้!

“ หมอนั่นชอบแฟนใหม่เมลหรอ? “ ใบหยกถามขึ้นเมื่อเราเดินแยกออกมาจากผู้ชายหน้ามู่ทู่นั่นไกลพอสมควร

“ อือ ดูท่าจะชอบมากและชอบมานานแล้วซะด้วย “ ฉันหละเชื่อเลยว่ายัยองุ่นเน่านั่นซื่อบื้อจริงๆ ที่มองไม่เห็นว่าไลม์ชอบเธอ ขนาดไอหยกที่เพิ่งเจอกันยังดูออกเลย

“ ว่าแต่เราไปทำอะไรกันดี? ฉันอยากปีนเขา “ ใบหยกชวนเมื่อเราจัดข้าวของเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉันยกนาฬิกาที่ข้อมือขึ้นดูก็เห็นว่าเพิ่งจะบ่ายสามโมงจึงตอบตกลงคำชวนของมันเพราะฉันเองก็รู้สึกคันไม้คันมืออยู่เหมือนกัน

และดูเหมือนสวรรค์จะชอบฉันเอามากๆ เพราะตอนที่เดินไปรับอุปกรณ์ปีนเขาก็เจอกับกลุ่มของเมลอนเข้าพอดี เลยกลายเป็นว่าตอนนี้ฉันกับใบหยกก็กำลังมาร่วมทีมปีนผาหินกับกลุ่มของเมลอนที่มีสมาชิกหกคนรวมฉันกับหยกก็เป็นแปด และแน่นอนว่ามียัยองุ่น ไลม์แล้วก็เดนรวมอยู่ด้วย

“ เมล สอนโยผูกเงื่อนหน่อยสิ รบกวนหรือเปล่า? “ ฉันตีมือยัยหยกที่กำลังผูกเงื่อนเชือกก่อนจะลากมันไปหาเมลอนที่กำลังสอนคนอื่นๆ ผูกเงื่อนปีนเขาอยู่

“ ไม่เลย ทำตามเรานะ “ แล้วฉันก็ผูกเงื่อนตามเมลอนที่ตั้งใจสอนด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มภูมิใจกับความสามารถของตัวเอง แน่นอนว่าไอหยกทำหน้าเอือมระอาใส่ฉันไม่หยุดเพราะทั้งฉันและมันก็ผูกเป็นอยู่แล้วแต่ถ้าไม่พูดก็ไม่มีใครรู้นี่นา

หลังจากเตรียมตัวใส่อุปกรณ์ทุกอย่างเรียบร้อย พวกเราทั้งแปดก็ประจำจุดของใครของมันซึ่งมันก็ไม่ได้ห่างไกลกันเลย และแน่นอนอีกว่าฉันอยู่ข้างๆ กับเมล ส่วนอีกข้างก็เป็นองุ่น แต่ที่ฉันไม่เข้าใจคือทำไมอีกตาไลม์ถึงต้องมาประกบฉันอีกข้างด้วย เขาควรจะไปประกบหวานใจของเขามากกว่านะ

แต่ก็ชั่งเถอะ เพราะพอได้เสียเหงื่อปีนเขาหินจริงนี่แล้ว ภาพบรรยากาศเก่าๆ ก็เข้ามาในหัวไม่หยุดจนอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา เมื่อตอนที่ฉันยังเป็นนักเรียน เพราะว่าเรียนโรงเรียนประจำมาตั้งแต่จำความได้ พอปิดเทอมที่ได้กลับบ้าน ฉันกับเพื่อนซี้อีกห้าคนซึ่งมียัยหยกอยู่ในนั้นด้วยก็จะนัดกันมาทำกิจกรรมอะไรพวกนี้อยู่บ่อยๆ เรียกได้ว่าขึ้นเขาลงห้วยตะลอนไปเจ็ดย่านน้ำ ที่ไหนที่เขาบอกว่าดีเราก็แบกสังขารไปกันจนได้ แต่พอเข้ามหาลัย แต่ละคนก็แยกย้ายกันไปคนละทิศคนละทาง บางคนก็ไปอยู่ไกลถึงอีกซีกโลก อารมณ์เที่ยวแบกเป้ตะลอนก็เลยพลอยหายไปด้วย ถึงแม้ตอนที่คบกับเมลอนเขาจะชวนไปทำกิจกรรมแบบนี้อยู่บ่อยๆ แต่ฉันก็ปฏิเสธทุกทีจนเขาคิดไปเองว่าฉันไม่ชอบ แต่มันตรงกันข้ามเลยตะหาก เห็นทีว่าฉันคงต้องหาเวลาที่ไอเพื่อนทั้งหลายว่างตรงกันมารื้อฟื้นความหลังกันซะหน่อยแล้ว

“ อ๊ะ! “ เพราะคิดอะไรเพลินๆ มือที่กำลังจับหินอยู่เลยพลาดทำให้ฉันเกือบจะร่วงลงไปถ้าไม่มีมือของใครบางคนคว้าเอวฉันไว้ซะก่อน

“ ขอบคุณนะ “ ฉันบอกเขาที่ก็ยังทำหน้าเหี้ยมได้คงเส้นคงวา ไม่เมื้อยบ้างหรือไงนะ?

“ เหม่อแบบนี้ คิดวิธีจับแฟนชาวบ้านอยู่ล่ะสิ! “ ให้ตายสิ ถอนคำขอบคุณคืนตอนนี้จะทันมั้ยเนี่ย ปากร้ายจริงๆ ผู้ชายคนนี้

“ ของแบบนั้นไม่ต้องคิดหรอก เพราะยังไงเกมส์นี้ฉันก็ชนะอยู่ดี “ ฉันยิ้มให้เขาแล้วคว้าเหลี่ยมหินดึงตัวเองขึ้นไปให้ทันคนอื่นๆ

“ เป็นอะไรหรือเปล่าโย! “ นั่นไง ขนาดยังไม่ได้คิดแผนอะไร ทาร์เก็ตที่เล็งไว้ก็วิ่งเข้ามาหาถึงที่

“ ไม่เป็นอะไรจ่ะ แค่ลื่นน่ะ “ ฉันตอบเมลที่โรยตัวลงมาถามฉันด้วยสีหน้าเป็นห่วงเกินกว่าเพื่อนคนหนึ่งจะมีให้เพื่อน ก็ฉันไม่ใช่เพื่อนของเขานี่นา หลังจากนั้นเมลก็คอยปีนเขาไปพร้อมๆ กับฉันและไม่ยอมทิ้งห่างไปไหนเลย โฮะๆ ดูยังไงก็เหมือนแฟนกันมากว่า เธอเห็นแล้วสินะองุ่นว่าเมลน่ะเขาแคร์ฉันแค่ไหน?

“ ขอบใจจ่ะ “ ฉันบอกขอบคุณเมลที่ช่วยดึงขึ้นมาบนยอดเขา

“ เอ่อ ปล่อยมือโยได้แล้วนะ เดี๋ยวคนแถวนี้เขาจะเข้าใจผิดเอา “ ฉันบอกเมลที่ยังจับมือฉันไม่ปล่อย และเขาเองก็ดูเหมือนจะเพิ่งรู้สึกตัวเลยขอโทษฉันยกใหญ่พลางยกมือไปเกาหัวแก้เก้อ ฉันหัวเราะกับท่าทีของเขาที่ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนเขาก็ยังไม่เคยเปลี่ยนเลย

ทำไมฉันถึงทิ้งคนอย่างเขาได้ลงนะ!

“ น้ำจ่ะเมล โยด้วยนะ “ แล้วสาวหน้าหวานก็เข้ามาแทรกกลางระหว่างฉันกับเมลจนได้ นึกว่าจะยืนเฉยๆ มองดูแฟนตัวเองหัวเราะร่ากับแฟนเก่าอย่างฉันซะอีก ดูท่าว่าเธอคงไม่ได้ใสซื่อเหมือนหน้าตาที่ฉาบอยู่ภายนอกสินะ แบบนี้สิมันค่อยน่าสนุกสมกับที่ฉันคนนี้ลงทุนลงสนามขึ้นมาหน่อย

“ ขอบใจนะ “ ฉันยิ้มให้เธอก็จะแยกตัวมาหาเพื่อนรักที่กำลังยืนชมนกชมไม้อยู่ริมหน้าผาเหมือนกับกำลังดูทำเลจะกระโดดลงไป อารมณ์เปลี่ยวจริงๆ เพื่อนฉัน

“ น้ำคุณเพื่อน “ ฉันส่งน้ำให้เพื่อนรักที่รับได้พอดิบพอดีสมกับที่เป็นอดีตแคชเชอร์เบอร์หนึ่งของโรงเรียน

“ ขอบใจ แล้วยิ้มแบบนี้ไปเจออะไรดีๆ มาล่ะ? “ ให้ตายสิ ไม่เคยปิดอะไรยัยนี่ได้ซักเรื่อง

“ ก็แค่คิดว่าเกมส์นี้เริ่มสนุกขึ้นมาหน่อยๆ แล้ว แล้วแกเป็นไง? “ ฉันเริ่มถามมันบ้าง

“ เรื่องอะไร? “ ชิ~ ทำเป็นไม่รู้เรื่อง ไม่ใช่แค่มันที่อ่านความคิดฉันได้ ฉันเองก็รู้ว่ามันคิดอะไรอยู่เหมือนกัน

“ อย่ามาทำไขสือ ฉันไม่ได้เพิ่งรู้จักแกเมื่อวานนะ “ ฉันจ้องหน้ามันอย่างเอาเรื่อง ตอนแรกก็คิดว่ามันจะบอกฉันบ้างแต่เปล่าเลย ยัยเพื่อนบ้าก็ยังปิดปากเงียบ

“ เออๆ พร้อมจะบอกเมื่อไหร่ก็ค่อยบอกละกัน “ เพราะมันทำหน้าหงอยไม่พูดอะไรฉันก็เลยไม่อยากบังคับ เพราะลองมันทำหน้าแบบนี้แสดงว่าเรื่องนั้นคงมันใช่แค่เรื่องเล็กๆ

แต่ว่ามันอยากรู้อ่ะ ไปถามนายเดนเค้นเอาคำตอบด้วยคาราเต้ดีมั้ยนะ? หรือเคนโด้ดี?

หลังจากพักเหนื่อยกันอยู่พักใหญ่พวกเราก็โรยตัวลงเขากลับไปยังเต็นท์ที่พักเพราะเย็นมากแล้ว แล้วก็หิวมากด้วย พอกลับไปถึงก็เห็นพวกรุ่นพี่กำลังเตรียมอาหารกันอยู่ ดูเหมือนว่าจะทำบาบีคิวกับสเต็กทานกันสินะ แหมได้อารมณ์จริงๆ ฉันลากหยกเข้าไปร่วมวงกับรุ่นพี่ผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังง่วนอยู่กับการย่างเนื้ออยู่บนเตาคนเดียว

“ เดี๋ยวพวกเราช่วยนะคะ “ ฉันอาสาด้วยรอยยิ้ม รุ่นพี่เงยหน้าขึ้นมาจากเตายิ้มให้อย่างเป็นมิตร

“ เอาสุกพอดีๆ ไม่ต้องต้องเกรียมมาก “ เสียงเข้มสั่งขึ้นพลางส่งจานในมือเขามาให้ฉัน

“ อยากกินก็ย่างเองสิ “ ฉันบอกเจ้าของเสียงเข้มที่กำลังสั่งฉันอยู่ ไม่ต้องเงยหน้าขึ้นไปมองก็รู้ว่าเขาเป็นใคร? และทำหน้าแบบไหนอยู่

“ ว้าว น่ากินจังเลย ย่างให้เราด้วยได้มั้ย? “

“ ได้สิ เมลชอบแบบเกรียมหน่อยๆ ใช่มั้ย? “ ฉันยิ้มให้ผู้ชายมาใหม่ทันที ช่างสองมาตรฐานดีแท้

“ อืม จำได้ด้วยหรอ? “  

“ ก็ต้องจำได้สิ เพราะเวลาไปทานสเต็กด้วยกันทีไรนายก็จะสั่งแบบนี้ตลอดเลยนี่นา “ ฉันตอบไปก็ก้มหน้าก้มตาย่างเนื้อชิ้นหนาให้เขาไปด้วย

“ อ่ะ ได้แล้วจ้า “ เมื่อเนื้อสุกเกรียมได้ที่ฉันก็คีบจานให้เขาแถมยังให้เพิ่มไปอีกชิ้นด้วย

“ แค่ชิ้นเดียวก็พอแล้ว ให้คนอื่นบ้าง “

“ ก็ขององุ่นด้วยนี่นา โยไม่รู้ว่าเขาชอบแบบไหนเลยย่างแบบสุกพอดีๆ ไปให้ “ กรี๊ด~ นางเอกมากเลยฉัน ก็ของมันแน่อยู่แล้วเพราะเรื่องนี้ฉันเป็นนางเอกแสนดีนี่นาแต่วงเล็บว่าเฉพาะต่อหน้าเมลอนเท่านั้นนะ โฮะๆ

“ ขอบใจนะ “ เมลยิ้มให้ฉันก่อนจะเดินจากไป

“ แล้วของฉันล่ะ? “ นายไลม์บ่นขึ้นเมื่อฉันไม่ยอมย่างเนื้อให้เขาซักที

“ มือนายก็มีนี่ ก็ย่างเอาเองสิ “ ฉันบอกแล้วยักคิ้วกวนๆ ให้เขาไปด้วย อยากมาคอยขัดขวางฉันดีนัก สมน้ำหน้า

“ แต่ครั้งนี้จะสงเคราะห์ให้ก็ได้ถือว่าตอบแทนที่นายช่วยฉันไว้เมื่อกี้ เพราะฉันไม่ชอบติดหนี้บุญคุณใคร “ ฉันบอกแล้วก็คีบเนื้อใส่จานให้เขาไป

“ นี่มันยังไม่ค่อยสุกเลยนะ “ บ่นอีกและ ใครว่าผู้ชายไม่บ่น ฉันจะเถียงขาดใจเลย

“ กินๆ เข้าไปก็ลงท้องเหมือนกันนั่นแหละ “ ฉันบ่นเขากลับแล้วคีบเนื้อให้เพื่อนกับรุ่นพี่ที่ต่อคิวไปด้วย

“ อะไรวะ ทีกับไอเมลล่ะย่างให้น่ากินเชียว “ เขาบ่นพึมพำแต่ก็ดังพอจะให้ฉันได้ยิน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเอามันเข้าปากอยู่ดี แล้วจะบ่นทำไม

“ แล้วเธอไม่กินหรอ? “ เขาถามเมื่อเห็นฉันเอาแต่ย่างเนื้อให้คนอื่นไม่เห็นจะเอาอะไรเข้าปากเลย

“ ฉันเป็นมังสวิรัติ “ ฉันตอบแล้วย่างเนื้อต่อไป แอบแปลกใจนิดหน่อยที่เขาไม่แขวะกลับว่าฉันโกหก เพราะจริงๆ แล้วฉันก็ไม่ทานเนื้อสัตว์จริงๆ นั่นแหละ แต่ก็ไม่ได้เคร่งมากเพราะฉันทานปลาแล้วก็พวกผลิตภัณฑ์ที่มาจากสัตว์อย่างนมวัวหรือไข่อะไรพวกนี้ด้วย เพราะงั้นแบบนี้ไอหยกจึงมักแซวบ่อยๆ ว่าฉันกินไม่เหมือนชาวบ้านเขา

เห้อ~ เสร็จซักที เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกันนะเนี่ย คงเพราะไปเสียพลังงานมาแถมยังไม่ได้เติมพลังงานกลับเข้าร่างไปด้วยเพราะงั้นพอมื้ออาหารเย็นจนค่ำสิ้นสุดลงฉันก็ไปอาบน้ำเตรียมเข้านอนทันทีแต่พอจะหลับตานอนท้องมันก็ร้องขึ้นมา โฮ หิวจัง

ฉันออกมาจากเต็นท์มาที่ตึกบริการเพราะเห็นแวบๆ ตอนเข้ามาว่ามีตู้กดน้ำอยู่ น่าจะมีนมหรือไม่ก็น้ำผลไม้บ้างก็ยังดีและก็มีจริงๆ ฉันหยอดเหรียญกดไปที่นมถั่วยี่ห้อหนึ่งด้วยอาการลั้นลาแต่พอกดปุ่มกลับไม่มีอะไรตกลงมาให้ซะงั้น ฉันเลยกดรัวๆ ลงไปอีกหลายๆ ทีก็ยังเหมือนเดิมเลยเปลี่ยนไปหาเครื่องดื่มอันอื่นแทนแต่ก็ต้องตัดใจเพราะมีแต่เครื่องดื่มชูกำลัง น้ำอัดลมแล้วก็พวกกาแฟทั้งหลายที่ฉันแสนเกลียด ฉันเลยตัดใจเดินกลับไปที่เต็นท์ของตัวเองแต่พอจะหันหลังกลับก็เจอกับใครคนหนึ่งยืนพิงเสาสูบบุหรี่อยู่

ฉันทำเป็นเมินมองไม่เห็นเขาเพราะตรงที่เขาอยู่ค่อนข้างมืดแถมเขายังหลบอยู่ในเงาอีกและที่สำคัญตอนนี้ฉันไม่มีอารมณ์หรือเรี่ยวแรงมาสู้รบปรบมือกับใครทั้งนั้นและเขาก็ทำให้ฉันแปลกใจอีกครั้งเพราะตอนแรกฉันคิดว่าเขาคงเข้ามาหาเรื่องแน่ๆ แต่ตรงกันข้าม ในเมื่อฉันทำเป็นไม่เห็นเขา เขาเองก็เมินฉันเหมือนกัน ชิ~

โอย~ หิวจัง ฉันลูบท้องตัวเองอีกครั้งเมื่อเดินกลับมาที่เต็นท์นอน แอบสมน้ำหน้าตัวเองที่หยิ่งไม่เข้าเรื่องไม่ยอมเปิดปากบอกใครว่าตัวเองเป็นมังสวิรัติเพราะนอกจากยัยหยกแล้วก็มีนายไลม์เท่านั้นแหละที่รู้ แม้แต่เมลเองก็ยังไม่รู้เลยและฉันก็ไม่คิดจะเที่ยวไปบอกใครต่อใครด้วยว่าฉันกินอะไรได้หรือไม่ได้

ก็ฉันเป็นควีนนี่นา ควีนหนะไม่ยอมแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็นอยู่แล้ว แต่หิวจังเลย โฮ~ หิวอะ

“ โอ้ย! “ อยู่ดีๆ ก็มีอุกกาบาตพุ่งมาชนหัวของฉัน

ใครมันบังอาจลอบโจมตีฉันเนี่ย! แกคงเบื่อโลกนี้มากสินะ ฉันจะได้สงเคราะห์ให้! ตายซะเถอะ!

ฉันเปิดเต็นท์ออกมาเตรียมตัวจะขย้ำมันผู้นั้นเต็มที่แต่ก็ไม่เจอใครอยู่ข้างนอกเลยแต่ด้วยมันสมองอันชาญฉลาดก็พอจะเดาได้ว่าเป็นฝีมือของใคร

“ เอ๊ะ! “ ในขณะที่กำลังจะก้าวไปยังเต็นท์ของเหยื่อที่จะเชือด เท้าก็ก้าวไปเหยียบของบางอย่างและมันคงเป็นไอก้อนอุกกาบาตลูกนั้นที่พุ่งใส่หัวสวยๆ ของฉัน แต่พอหยิบขึ้นมาดูก็เห็นว่าเป็นกระป๋องนมรสมอลต์ยี่ห้อหนึ่งและเป็นยี่ห้อที่ฉันชอบซะด้วยสิ ฉันเงยหน้ามองซ้ายขวาหาไอคนตัวการอีกครั้งแต่ก็ไม่พบใคร ฉันเลยกลับเข้าเต็นท์ของตัวเอง

“ มีอะไรโย? “ หยกถามเมื่อเห็นฉันกลับเข้ามาในเต็นท์แล้ว แต่ฉันแค่เอาของที่เก็บได้ให้มันดูแค่นั้นไม่ได้ตอบอะไร

น่าสงสัย? มันน่าสงสัย?

ฉันเพ่งของที่เก็บได้อยู่นาน ดูทั้งวันผลิตวันหมดอายุ เช็คแม้กระทั่งตารางโภชนาการ แคลอรี่ที่ได้รับแต่ก็ไม่เห็นความผิดปกติอะไร

“ กินๆ เข้าไปแก ท้องอิ่มจะได้นอนหลับซะที ฉันรำคาญเสียงท้องร้องของแกจะแย่แล้ว “ ไอหยก แกเป็นเพื่อนรักฉันแน่หรอ?

สุดท้ายเพราะทนกับความหิวไม่ไหวเลยจำใจต้องดื่มนมกระป๋องนั้นลงท้องไปอย่างช่วยไม่ได้ แต่แทนที่อิ่มแล้วจะนอนหลับ ตรงกันข้าม ฉันกลับเอาแต่คิดถึงเรื่องของนมกระป๋องนั้น เพราะฉันไม่คิดว่ามันจะบังเอิญมีคนมาทำตกไว้หน้าเต็นท์ของฉันแน่ๆ ที่คิดได้ตอนนี้คือนายมู่ทู่นั่น แต่อย่าคิดว่าฉันจะซาบซึ้งนายนะ คิดว่าแผนตื้นๆ มาทำดีกับฉันเพื่อให้ฉันใจอ่อนไม่ตามรังควานหวานใจเขาสินะ ฝันไปเถอะยะ! ยิ่งนายแสดงว่าอยากปกป้องกีดกันฉันออกจากหวานใจนายเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งอยากที่จะเอาชนะมากเท่านั้น!

 

21 ความคิดเห็น