พยัคฆ์ซ่อนแค้น ประกาศรายชื่อผู้โชคดีค่ะ :)

ตอนที่ 29 : รับโทษ 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,148
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 34 ครั้ง
    14 มี.ค. 56

 


 
 
             “ถ้าความรักคือการที่เราเป็นห่วง คิดถึง อยากอยู่ใกล้ และอยากเห็นหน้าใครสักคนไปตลอด...” เขาเว้นวรรค สูดหายใจเข้าทางปากเสียงดังซี้ดอย่างเครียดจัด
“พี่ก็คงรักน้ำค้าง”
 
                หยาดตะวันยิ้มเนือยๆ กับคำรักจอมปลอม
 
                “แล้วถ้าความรักมันหมายถึงความผิดหวัง เสียใจ ความเจ็บปวด การถูกทำร้าย ถูกหลอกล่อให้ลุ่มหลงแล้วรอเหยียบหัวใจให้จมดิน...น้ำค้างก็คงรักพี่รูฟส์เหมือนกันค่ะ” เธอโต้กลับเสียงเรียบ ท่าทีสงบไว้ตัว
 
                คีรูฟส์รู้ตัวดีว่าเขากำลังถูกต่อว่าแบบอ้อมๆ ชายหนุ่มมองลึกลงไปในดวงตาคู่สวยที่เห็นเป็นประกายแวววาวด้วยแสงไฟสะท้อนจากหัวสะพาน เขามองเพื่อที่จะค้นหาอะไรบางอย่างแต่ก็เห็นเพียงความเย็นชาว่างเปล่า
 
                “พี่ยอมรับ...ว่ามาที่นี่เพราะความแค้น แต่ก็ไม่ใช่แค่ความแค้นอย่างเดียวหรอกนะ” เขาสารภาพ หยาดตะวันยืนกอดอกมองด้วยแววตาไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่นัก
 
                “น้ำค้างอยากพูดเรื่องหย่า” เธอตัดบทเมื่อเห็นเขายังทำเป็นลีลา พูดโยกโย้ไปเรื่องอดีต
 
 หยาดตะวันไม่ได้ใจแข็งถึงขนาดที่จะมาฟังเขาพูดเรื่องพวกนี้โดยไม่รู้สึกอะไร ตรงกันข้าม ถ้าเขาพูดแล้วมันเกิดไปสะกิดต่อมความทรงจำของเธอเข้า ทเธอก็ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนถึงจะกลับมายืนสร้างภาพได้อีกครั้ง ที่แน่ๆ ตอนนี้เธอเจ็บปวดเหลือเกิน เจ็บจนชาหนึบไปทั้งใจ
 
“น้ำค้างจำวันที่น้องชายของน้ำค้างขับรถพุ่งออกไปตรงหน้ารีสอร์ทแล้วมีเรื่องกับคู่กรณีได้มั้ย” ชายหนุ่มไม่สนใจน้ำเสียงกับท่าทางห่างเหินเย็นชา พูดตามสิ่งที่เขาอยากจะพูดพลางก้าวเข้าใกล้เรื่อยๆ เมื่อหยาดตะวันทำท่าคิดตาม แล้วก็เหมือนเธอจะนึกขึ้นได้
 
“จำได้ค่ะ แล้วพี่รูฟส์รู้ได้ยัง...อ๋อ ใช่แล้ว คุณรวิชคนของพี่รูฟส์ เป็นคนเดียวกับที่ขับรถคันนั้น ถึงว่าสิคะน้ำค้างรู้สึกว่าคุ้นหน้าเหมือนเคยเจอที่ไหนแต่ก็นึกไม่ออก”
 
“พี่อยู่ในรถคันนั้น”
 
หยาดตะวันอึ้งไปเล็กน้อย เขาเห็นเธอตั้งแต่ตอนนั้นแล้วอย่างนั้นเหรอนี่
 
“ค่ะ” หญิงสาวตอบสั้นๆ ทั้งที่อยากจะถามอะไรต่อมิอะไรอีกเยอะแยะไปหมด ทั้งเรื่องที่เขาเจอเธอครั้งแรกกับเรื่องวันที่เธอตกหลุมในไซต์ซึ่งเป็นครั้งแรกที่หยาดตะวันเห็นหน้าเขา
 
แต่ก็นั่นแหละ มันคงไม่ใช่ความบังเอิญ ถ้าให้สรุปเองก็คงเป็นแผนของเขาตั้งแต่ต้น ในเมื่อเขามาพร้อมความแค้นอย่างนั้น
 
“พี่สะดุดตาอย่างบอกไม่ถูก แค่ได้มองจากในรถ จนถึงตอนกลับกรุงเทพฯ หน้าของของน้ำค้างก็ยังตามไปก่อกวนจนแทบไม่เป็นอันทำอะไร”
 
“บอกแล้วไงคะว่าน้ำค้างไม่อยากฟัง” เธอแหวขัดขึ้นเมื่อเขาเริ่มพูดเพ้อเจ้อและไม่มีทีท่าจะพูดเรื่องหย่าอย่างที่บอกเลยสักนิด
 
“พี่ขอโทษ”
 
“น้ำค้างจะยกโทษให้ ถ้าพรุ่งนี้พี่รูฟส์ยอมไปเซ็นใบหย่าให้น้ำค้าง” เธอเสนอพร้อมกันถอยหลังเข้าไปชนกับต้นไม้เมื่อเขาเดินเข้าหา
 
คีรูฟส์ชะงักอยู่แค่นั้นแล้วหันไปมองต้นมะขามริมน้ำ ภาพในอดีตเริ่มไหลเวียนเข้ามาคล้ายเล่นซ้ำหนังเรื่องเดิม...ในวันที่เธอเจ็บตัว และเขาก็เจ็บตัว ต่างฝ่ายก็ต่างบรรเทาความเจ็บปวดให้แก่กันด้วยการเป่าและปลอบประโลม แต่วันนี้ความเจ็บปวดนั้นไม่ได้เกิดที่ร่างกายและไม่ได้เกิดจากสัตว์มีพิษต่อย แต่เป็นความทรมานที่แผ่ซ่านไปทั้งใจ
 
“ถ้าพี่ไม่หย่า...”
 
“นั่นก็เป็นเรื่องของพี่รูฟส์แล้วล่ะค่ะ...ถ้าพี่รูฟส์ไม่ยอมหย่า เราจะเป็นแค่เพื่อนร่วมโลกที่ไม่มีความเคียดแค้น ไม่มีอดีตใดๆ ต่อกัน แต่ถ้าพี่รูฟส์ยอม อย่างน้อยเราก็จะยังเป็นคนเคยรู้จัก แล้วก็จากกันด้วยดี ถึงพ่อน้ำค้างแล้วก็คนอื่นๆ จะเกลียดพี่รูฟส์ แต่น้ำค้างจะยกโทษให้ เพราะอย่างน้อยน้ำค้างก็ได้รู้จักความรัก ได้ทำเพื่อคนที่น้ำค้างรักด้วยความบริสุทธิ์จากใจ...”
 
แข้งขาของคนฟังพลันอ่อนแรงเมื่อฟังวาจาตัดความสัมพันธ์อย่างไร้เยื่อใย ทางเลือกของเขาไม่ต่างกันเลยและก็ไม่มีทางไหนที่จะไม่ต้องทำร้ายหัวใจตัวเองเลยสักทาง
 
“ขอบคุณนะคะที่สอนให้น้ำค้างรู้จักความเจ็บปวด ความผิดหวังที่รุนแรงที่สุดในชีวิต อย่างน้อยสิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นภูมิต้านทาน ถ้าหากว่าน้ำค้างต้องเจ็บปวดหรือต้องเจอกับเรื่องร้ายๆ ที่จะผ่านเข้ามาในชีวิต”
 
คีรูฟส์พยักหน้าช้าๆ อย่างยอมรับชะตากรรม ใบหน้าของเขาแดงก่ำนัยน์ตารวดร้าวสิ้นหวัง
 
“ตกลง...พี่เลือกอย่างหลัง...” เขาบอกออกมาในที่สุด 
 
คนฟังถึงกับต้องทิ้งน้ำหนักตัว อิงร่างเอาไว้กับโคนต้นหางนกยูงเมื่อร่างกายเริ่มอ่อนแรงและหัวในปวดแปลบไปหมด บอกตัวเองว่าเธอควรจะโล่งใจที่สะสางปัญหาคลายปมเชือกไปได้อีกหนึ่งปม
 
คีรูฟส์ก้าวเข้าหาหญิงสาวอีกหนึ่งก้าว ตาคมกริบยังไม่ละจากใบหน้าของเธอ
 
“ต้องขอบคุณน้ำค้างเหมือนกันที่สอนให้พี่รู้ว่า ความแค้นกับความรักมันอยู่ด้วยกันไม่ได้ แล้วถ้าความรักมันเกิดขึ้นระหว่างที่ความแค้นยังอยู่ ก็ควรจะเลือกให้เด็ดขาดว่าจะทิ้งอย่างไหนและเดินทางไหนต่อดี พี่พลาด...ที่ไม่เลือก จนมาถึงวันที่หมดสิทธิ์แม้แต่จะรักเพียงอย่างเดียว” ชายหนุ่มระบายความในใจผ่านน้ำเสียงท้อแท้สิ้นหวัง
 
“อย่าพูดถึงมันอีกเลยนะคะ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นแค่ฝันร้าย” ความเจ็บปวดฉายชัดในน้ำเสียงของเธอ
 
“ถ้าอย่างนั้นพี่ก็ไม่อยากตื่น”
 
หยาดตะวันฝืนยิ้มขมปร่าทั้งที่อยากร้องไห้เต็มทน เธอเจ็บปวดเหลือเกินกับทุกประโยคที่พูดและได้ฟังจากเขา เธอเกลียดความแค้นของเขาจนต้องบอกตัวเองว่าขอสาปส่งคำๆ นี้ไปให้ไกลจากชีวิต เพราะคำนี้เพียงคำเดียวที่ทำลายหัวใจทำลายความรักของเธอจนย่อยยับ
 
“พรุ่งนี้สิบโมงเจอกันที่อำเภอนะคะ” พูดไปแล้วก็เห็นแขนเขาตกแนบลำตัว ไหล่กว้างที่เคยดูสง่าผึ่งผายในทุกอิริยาบถ บัดนี้คู้ตกจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม
 
“พี่ขอ...กอดน้ำค้างเป็นครั้งสุดท้าย...ได้มั้ยครับ”
 
หยาดตะวันมองสบตาเขาแล้วส่ายหน้าช้าๆ แทนคำตอบ มันเป็นคำตอบที่ไม่ต่างจากเข็มนับร้อยเล่มที่อังไฟร้อนฉ่าทิ่มแทงเข้าที่กลางใจของชายหนุ่ม
 
“ตอนนี้อย่าว่าแต่ให้กอดเลยค่ะ แม้แต่หน้าพี่รูฟส์...น้ำค้างยังไม่อยากมอง กลับไปกอดผู้หญิงของพี่รูฟส์ดีกว่านะคะ น้ำค้างคงต้องกลับแล้ว พี่รูฟส์กลับที่พักก็ระวังตัว หลบคนของพ่อให้ดีๆ นะคะ เจอกันพรุ่งนี้ค่ะ” หญิงสาวพูดทิ้งท้ายก่อนจะตัดใจเดินผ่านหน้าเขาเพื่อกลับไปทางเดิม               
 
                คีรูฟส์ยืนนิ่งราวกับจะตั้งหลัก แล้วไม่กี่วินาทีต่อมาเขาก็พุ่งเข้ากอดอย่างไม่ให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัว
 
                “ปล่อย!” คนถูกกอดแนบแน่นบอกเสียงเย็นอย่างพยายามตั้งสติ
 
                “ไม่ !” ชายหนุ่มตอบสั้นๆ ก่อนจะรัดร่างบางแน่นขึ้น ศีรษะทุยได้รูปซุกอยู่กับกลุ่มผมนุ่มของคนในอ้อมแขน เขากอดเธอด้วยความอบอุ่นและความรู้สึกผิดรวมถึงความรักทั้งหมดที่มี
 
                “พี่ขอโทษน…ขอโทษ” เสียงห้าวฟังดูสั่นพร่า
 
                หยาดตะวันเริ่มนิ่ง ไม่ดิ้นรนขัดขืน เธอยืนนิ่งอย่างพยายามระงับอารมณ์รุนแรงที่เริ่มพวยพุ่งขึ้นมาเพียงเพราะสัมผัสอุกอาจและคำของโทษของเขา
 
                “บอกให้ปล่อย !” หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น
 
แล้วเมื่ออีกฝ่ายยังไม่ยอมคลายอ้อมกอด แถมยังรัดแน่นขึ้นเรื่อยๆ แขนที่ตกอยู่ข้างลำตัวในตอนแรกก็ถูกยกขึ้นแล้วโอบไปทุบข้างหลังเขาอย่างบ้าคลั่ง
 
                เธอทุ่มกำลังสุดแรงรัวกำบั้นใส่แผ่นหลังของเขา จนอยู่ในลักษณะที่เหมือนต่างคนต่างกอด เขาไม่เจ็บ ไม่มีทีท่าว่าจะสะดุ้งสะเทือน แต่ความโกรธ ความเสียใจของหยาดตะวันที่อัดอั้นมาหลายวันเริ่มระเบิดออกมาทีละน้อย ก่อนที่มันจะจบลงที่เธอรวบรวมกำลังผลักเขาออกอย่างสุดแรงแล้วประเคนฝ่ามือลงไปบนใบหน้าหล่อเหลาสองทีซ้อนที่แก้มซีกเดิมเสียด้วย
 
                พอได้ระบายความเจ็บปวดออกมาแล้วก็เริ่มมองเห็นใบหน้าของเขาชัดขึ้น สิ่งที่ทำให้หยาดตะวันหัวใจกระตุกรุนแรงไม่ใช่รอยแดงเป็นปื้นที่แก้มของเขา แต่มันคือความแวววาวจากดวงตาแดงก่ำไล่ลงตามใบหน้าคมเข้ม
 
                เขาร้องไห้!! ถึงจะเป็นการร้องแบบไม่มีเสียง ไม่สะอื้นแต่เธอก็รู้ว่านี่คือน้ำตาที่ไม่ได้ไหลออกมาง่ายๆ แม้ว่าเจ็บปวดสักเพียงไหน
 
                ‘ก็พี่เป็นผู้ชายนี่ครับ จะให้ร้องไห้ขี้แยได้ไง’ ผู้ชายที่เคยพูดประโยคนี้กำลังยืนหลั่งน้ำตาอยู่ตรงหน้าเธอ แม้เพียงไม่กี่หยดก็บอกได้ดีถึงความรู้สึกของเขา
 
                มือที่เหวี่ยงใส่ซีกแก้มของเขายังไม่หายชา ไม่ต้องคิดว่าฝ่ายรับจะเจ็บแค่ไหน แต่ความเจ็บของเขามันเทียบไม่ได้เลยแม้เศษเสี้ยวของหัวใจเธอ
 
                “หลังจากวันพรุ่งนี้ไป ขออย่าได้มาเจอะเจอกันอีกเลยนะคะ” หญิงสาวบอกก่อนจะหมุนตัวเดินแกมวิ่งออกมาจากตรงนั้น
 
                คีรูฟส์เองก็ไม่อาจทนปล่อยให้เธอเดินฝ่าความมืดกลับตามลำพังเช่นกัน เขาวิ่งลัดเลาะตามรอยเธอมา เพียงแต่ทิ้งระยะห่างพอสมควร และจะตามไปจนกว่าจะได้เห็นเธอถึงบ้านอย่างปลอดภัย
 
               
 
                เจ้าของร่างบอบบางในกางเกงขาสั้นเข้ารูปสีสวยหยุดยืนใกล้ๆ ปลายเชือกที่ผูกจากเสื้อผ้าหลากหลายสีของเธอมัดเงื่อนต่อกันตามวิธีที่จำมาจากคำบอกเล่าของคุณนายฝั่งกรีนฮิลล์ หญิงสาวมองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวัง ได้ยินเสียงคนของบิดากำลังเล่มเกมแก้ง่วงกันอยู่หน้าบ้านก็ถอนหายใจแผ่วๆ
 
                รองเท้าถูกถอดไปซ่อนไว้ใกล้ๆ ก่อนจะเริ่มปีนเชือก ปมแรก ปมสองผ่านไป พอปมสามก็เริ่มหยุดพักถอนหายใจโดยที่หารู้ไม่ว่าหัวใจของคนแอบมองอยู่ข้างพุ่มไม้ทรงสูงนั้นแทบจะหลุดตามทุกจังหวะการเคลื่อนไหวชวนหวาดเสียวของเธอ
 
                คีรูฟส์เริ่มขยับเข้าใกล้ตัวบ้านเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มมีท่าทีอ่อนแรงลง ถ้าเธอตกลงมา...คิดแล้วชายหนุ่มก็หลับตานิ่งกลั้นหายใจราวสองวินาที…
 
                ครืก ! แคว่ก ! เสียงเบาแทบฟังไม่ได้ยินแต่ดังก้องในความรู้สึกคนฟังในรัศมีเกือบสิบเมตร
 
                กรี๊ด!!
 
                “น้ำค้าง!!”
 
                ร่างของหยาดตะวันร่วงลงมากองที่พื้น คีรูฟส์ช็อกไปราวเสี้ยวลมหายใจก่อนจะตั้งสติได้รีบกระโจนออกมาจากที่ซ่อนเข้าไปหาร่างของหญิงผู้เป็นที่รักโดยไม่สนใจเสียงฝีเท้าที่กรูมาจากทางหน้าบ้าน
 
                ชายหนุ่มตรงเข้าช้อนอุ้มเอาร่างที่หล่นลงมากระแทกพื้นและหมดสติไปขึ้นไว้ในอ้อมแขน เป็นจังหวะเดียวกับที่กลุ่มชายฉกรรจ์สามคนวิ่งมาถึงจุดเกิดเหตุ
 
                และหลังจากนั้น...
 
 
 
                สามชั่วโมงผ่านไป
 
                ป้ากล้วยซึ่งนั่งคั่นกลางระหว่างปานตะวันกับลูกบวบเริ่มตีอกชกตัวร้องไห้อย่างไม่อายพยาบาลเวรที่อยู่บริเวณนั้น จนเจ้านายต้องรีบรั้งแขนเอาไว้กับลูกบวบคนละข้าง
 
                “พี่กล้วย ไม่เอาอย่าทำแบบนี้” มารดาของคนเจ็บร้องห้ามทั้งน้ำตา</span>
 
                “คุณหนู ป้ากล้วยขอโทษ ฮือๆ ขอโทษที่ปล่อยให้คุณหนูอยู่คนเดียวทั้งๆ คุณหนูเพิ่งผ่านเรื่องร้ายๆ มา ขอโทษที่...” พูดติดๆ ขัดเพราะแรงสะอื้นหนักๆ
 
                 “เมื่อไหร่ไอ้ผู้ชายคนนั้นจะตายๆ ไปจากโลกนี้ซะที” สุดท้ายก็ลงที่สาปแช่งตัวต้นเหตุที่ตอนนี้ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีหรือจะไปจะรอดยังไง หลังจากที่พ่อเลี้ยงวินธัยบึ่งรถกลับไปที่รีสอร์ททันทีที่แพทย์แจ้งอาการลูกสาวว่าไม่มีอะไรน่าห่วงเพราะหยาดตะวันไม่ได้เอาศีรษะลงโดยตรง มีเพียงแรงกระแทกที่หนักๆ หน่อยคือบริเวณสะโพกและแขนขวาซึ่งรับน้ำหนักตัวและถึงพื้นก่อนส่วนอื่น
 
 
 
                กว่าวินธัยจะกลับมาถึงรีสอร์ท คนที่ถูกล็อกตัวไว้ตั้งแต่แรกก็มีสภาพสะบักสะบอมน่วมไปหมดทั้งตัว หกมือหกเท้าที่รุมทำร้ายคีรูฟส์นั้นต่อให้เป็นนักมวยเหรียญทองยังยากจะหาทางสู้หรือเอาตัวรอด
 
                “ถ้าฆ่ามึงตายแล้วไม่บาป ไม่มีความผิด กูจะไม่ลังเลเลย”
 
เห็นสภาพของหนุ่มลูกครึ่งตรงหน้าแล้วพ่อเลี้ยงวัยห้าสิบเศษก็กระทืบซ้ำไม่ลง ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาบาดใจบัดนี้อาบไปด้วยบาดแผลปริแตกจากกำบั้นและหมัดหนักๆ ของเจ้าสามคนที่มีนายล่ำเป็นแกนนำ ร่างกายที่เคยผึ่งผายดูสง่าน่ามองถูกหิ้วปีกรอหมัดของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อตาในทุกๆ นัย แม้แต่จะอ้าปากพูดมันยังทำไม่ได้ มีแต่ดวงตาหรี่ปรือเท่านั้นที่บอกให้รู้ว่าเขายังไม่ตายและยังไม่สลบ
 
                “ไอ้ล่ำ เอามันไปทิ้งไว้หน้าบ้านของปู่มัน กูจะกลับไปโรงพยาบาล”
 
                คำว่าโรงพยาบาลทำให้คนเจ็บที่กำลังจะกระอักเลือดเริ่มได้สติ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
 
                “นะ...นะ...น้ำคา...” เสียงกระท่อนกระแท่นไม่เป็นคำเพราะความจุกร้าวรุนแรงแล่นมาอัดแถวลิ้นปี่
 
                “ไม่ต้องห่วง ลูกกูยังไม่ตาย แล้วคนที่สมควรตายก็คือมึง ! เอามันไปก่อนที่กูจะทนไม่ไหวแล้วกระทืบมันตายในรีสอร์ทกู ถ้าจะตายก็ไปตายในที่ของมึง ตายแล้วก็ไปลงนรกกับปู่ของมึง ไป๊!!”
 
                ลับร่างที่แทบจะเป็นศพกับบรรดาลูกน้องอีกสามคนวินธัยก็บึ่งกลับไปที่โรงพยาบาล ตอนนี้หยาดตะวันฟื้นแล้วแต่ก็ยังมีท่าทีมึนชา สติไม่เข้าร่องเข้ารอยเท่าไหร่ ความเจ็บระบมตามเนื้อตัวบวกกับฤทธิ์ยาของทางโรงพยาบาลทำให้เธอผล็อยหลับไปอีกครั้ง
 
                ความเจ็บปวดทางใจของทุกคนในห้องแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่ว มีเพียงวินธัยเท่านั้นที่ไม่ได้หลั่งน้ำตา ส่วนปานตะวันกับป้ากล้วยนั้นร้องไห้จนน้ำตาไม่มีจะไหล
 
                “เจ็บมากใช่มั้ยลูก...น้ำค้าง” ปานตะวันถามลูกสาวก่อนจะหอมหน้าผากซีดๆ อย่างแผ่วเบา น้ำตาคนเป็นแม่หยดลงบนผิวของคนเจ็บ
 
                “ลูกหายเมื่อไหร่ผมจะส่งลูกไปเมืองนอก” วินธัยโพล่งขึ้น ปานตะวันหันขวับทันที
 
                “ไม่นะคะ ป่านไม่อยากอยู่ห่างลูกอีกแล้ว”
 
                “แต่เราต้องทำ ป่านไม่เห็นเหรอว่าไอ้สารเลวนั่นมันเป็นอันตรายกับลูกแค่ไหน” อันตรายที่ว่านี้ไม่ใช่การทำร้ายร่างกาย แต่หมายถึงอันตรายโดยอิทธิพลที่มีต่อชีวิตของหยาดตะวันต่างหาก
 
               
 
                หนึ่งสัปดาห์เต็มๆ หลังจากวันที่หยาดตะวันดิ่งพสุธาด้วยปมเสื้อ วันนี้เธอเกือบจะหายเป็นปกติแล้ว จะเหลือก็แค่ความรู้สึกขัดๆ บริเวณบั้นเอวและหัวเข่าเล็กน้อยเท่านั้น เรื่องที่เกิดขึ้นเงียบหายไปอย่างไร้ร่องรอยประหนึ่งว่าเป็นแค่สายลมพัดผ่าน ไม่มีใครพูดถึงและฝังกลบมันไปหมดสิ้น หยาดตะวันไม่ได้ข่าวคราว ไม่ถามถึง ไม่เห็นหน้า และไม่สามารถตัดเขาออกไปจากความคิดคำนึงได้อย่างที่ใจต้องการ
 
                เตชัสก็เป็นอีกคนที่พยายามจะมาช่วยดูแลสภาพจิตใจของหญิงสาว เขาไปกลับระหว่างที่นี่กับกรุงเทพฯ เป็นว่าเล่น ส่วนอัชวินนั้นจากที่ตอนแรกเคืองพี่สาวเสียจนไม่อยากจะมาเจอหน้าเพราะรู้จากพวกนายล่ำว่าหยาดตะวันเจ็บตัวเพราะอะไร ตอนนี้ก็เริ่มใจอ่อนและยอมมาหาบ่อยๆ แถมยังปรับทุกข์เรื่องสาวน้อยศรุตาให้ฟังอีกด้วย
 
                “พ่อจะให้น้ำค้างไปเรียนต่อค่ะ” หญิงสาวบอกหนุ่มรุ่นพี่พร้อมทั้งคลี่ยิ้มเนือยๆ ให้เขา เตชัสหน้าหมองลงไปทันตา
 
                “คุณอาคุยกับพี่แล้วครับ” เขาบอกเสียงเครียด
 
                “แต่กว่าจะไปก็อีกเป็นนานแหละค่ะ...” ปากพูดเช่นนี้ แต่ใจกลับกระหวัดนึกไปถึงใครอีกคน
 
                ตอนนี้เขาอยู่ไหนกันนะ บิดาของเธอและคนที่นี่ไม่มีใครปริปากเรื่องเขาเลยสักคน ไม่แน่เขาอาจจะหนีหัวซุกหัวซุนออกไปและไม่กล้ากลับมาที่นี่อีกเลยก็เป็นได้ แล้วเรื่องใบหย่าล่ะ...แล้วก็เสียงแม่บ้านดังมาจากในบ้าน
 
                “พี่ล่ำ เสื้อเปื้อนขนาดนี้ยังจะเอามาใส่อีกนะ ดูสิรอยอะไรก็ไม่รู้เหมือนคราบเลือดเลย”
 
                หยาดตะวันไม่ได้ตั้งใจฟังแต่ก็ยังได้ยินชัดแจ๋วเพราะตอนนี้เธอกับเตชัสนั่งอยู่ริมสระว่ายน้ำซึ่งห่างจากตัวบ้านเพียงไม่กี่เมตร
 
                “ก็เลือดน่ะสิวะ เลือดชั่วๆ ของไอ้เวรนั่นล่ะ แม่งเสือกโผล่เข้ามาตอนคุณหนูตกบ้าน เลยได้ออกกำลังรอบดึกกันถ้วนหน้า นี่ก็ซักสองรอบแล้วยังไม่ออกเลย จะทิ้งก็เสียดายของ”
 
                เสียงนายล่ำตอบอย่างไม่ทันระวังว่าคนที่กำลังจดจ่ออยู่กับ ‘ไอ้เวร’ ที่ถูกกล่าวถึงจะตกอยู่ในอาการตะลึงตะลานสักแค่ไหน หยาดตะวันถึงกับหัวใจหล่นจ๋อมลงสระเมื่อคิดทวนคำพูดเมื่อครู่ ไม่ต้องคิดนานก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา
 
                คุณพระ!! เขาไม่ได้หนีไปไหนในวันนั้น แต่เขาถูกคนของบิดาเธอซ้อม ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเขาจะมีสภาพอย่างไร ไม่ตายก็คงเฉียด ไม่พิการก็เจ็บหนัก!!
 
                แล้วทันทีที่เห็นเสื้อของคนพูด รอยเลือดที่ปรากฏก็ตอบคำถามของเธอได้เป็นอย่างดี แทบไม่มีที่ว่างหลงเหลือ ตรงบริเวณอกเสื้อเพราะมีแต่รอยเลือดจางๆ กระจายเต็มไปหมด
 
                พี่รูฟส์!!
 
 
 
                “ไม่ได้ พ่อไม่ให้ไป ถ้ายังดึงดันที่จะไปเยี่ยมมันเป็นได้เห็นดีกันแน่” พ่อเลี้ยงวินธัยประกาศกร้าวเมื่อลูกสาวขออนุญาตไปเยี่ยมดูอาการของ ‘ไอ้นั่น’ เขาแทบจะไม่เคยขัดใจหรือพูดจาด้วยท่าทีแข็งกร้าวเช่นนี้กับลูกสาว แต่ครั้งนี้มันเกินจะทานทน เมื่อแก้วตาดวงใจของเขามาขอไปเยี่ยมคนที่ได้ชื่อว่าศัตรูหมายเลขหนึ่งและบุคคลต้องห้ามของที่นี่
 
                “พ่อขา เขาเจ็บเพราะน้ำค้าง ที่พี่รูฟส์ตามมาที่บ้านก็เพราะเขาเป็นห่วงน้ำค้าง น้ำค้างไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนที่ เชือกขาดพี่รูฟส์ก็อยู่แถวนี้ ทั้งที่ความจริงเขาควรจะรีบหนีกลับไปที่ห้องพัก”
 
                “พ่อไม่อยากฟัง ไม่อยากได้ยินชื่อมัน!!” บิดาตวาดกร้าว
 
                “น้ำค้าง...อย่าทำร้ายตัวเอง อย่าทำร้ายจิตใจของคนที่รักหนูอีกต่อไปเลยนะลูก ที่ผ่านมาพวกเราก็เจ็บปวดกันมามากพอแล้ว หนูควรจะลืมมันซะ” คนเป็นแม่พูดแล้วน้ำตาร่วงเผาะ
 
ลูกสาวก็เริ่มตาแดงๆ ในขณะที่พ่อเลี้ยงวินธัยเบือนหน้าหนีอย่างไม่สบอารมณ์
 
                “แต่แม่คะ...น้ำค้างอยากไปดูให้เห็นกับตาว่าเขาปลอดภัยหรืออาหารหนักแค่ไหนก็เท่านั้น”
 
                “ไม่ถึงตายหรอกครับคุณหนู” นายล่ำเอ่ยอย่างอดไม่ได้
 
คนฟังมีสีหน้าสลดลงยิ่งกว่าเดิม
 
                “อย่าพูดเรื่องนี้กับพ่ออีก ตอนนี้สิ่งที่น้ำค้างควรจะทำคือเตรียมตัวเตรียมใจแล้วก็เตรียมพร้อมไปเรียนต่อ” บิดายื่นคำขาดตามเดิม
 
                “พ่อขา...น้ำค้างมีอีกเรื่องจะสารภาพ” หยาดตะวันเอ่ยขึ้นพร้อมกับเช็ดน้ำตาหยดแรกที่กลิ้งลงตามแก้ม ทุกคนตั้งใจฟังจนเธอเริ่มหวาดหวั่นใจที่จะเล่า
 
                “พูดมาเถอะลูก” ปานตะวันเอ่ยเหมือนเร่งลูกสาว
 
                “น้ำค้าง...น้ำค้าง จด...เอ่อ จดทะเบียนกับพี่รูฟส์ไปตั้งแต่เดือน...” ยังไม่ทันจะได้บอกว่าเดือนก่อนหยาดตะวันก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อบิดาตบโต๊ะดังปังใหญ่ คนอื่นๆ ก็อยู่ในอาการสะดุ้งและตะลึงพูดอะไรไม่ออกไปตามๆ กัน
 
                “คุณวินใจเย็นๆ นะคะ” ปานตะวันรั้งแขนสามี กลัวว่าเขาจะโกรธจัดจนเผลอทำร้ายลูก ถึงจะมั่นใจว่าเขาไม่มีวันทำให้ลูกสาวต้องเจ็บแต่ก็ยังไม่อาจไว้ใจอารมณ์ความโกรธเกรี้ยวที่ยากจะควบคุมของเขาได้
 
                “พ่อรักน้ำค้างมากแค่ไหน รู้ใช่มั้ยลูก” คนตัวสั่นใจสั่นเอ่ยถามลูกสาวด้วยน้ำเสียงรวดร้าว ตอนนี้หยาดตะวันน้ำตานองหน้ากับความผิดพลาดของตัวเอง
 
                “พ่อผิดหวัง แล้วก็เสียใจมากที่สุดในชีวิตกับเรื่องที่เกิดขึ้น...” พูดพร้อมกับกางแขนโอบเมื่อลูกสาวโน้มตัวเข้าหาทั้งน้ำตาและเสียงสะอื้น
 
                “น้ำค้างขอโทษค่ะพ่อ น้ำค้างเสียใจที่เรื่องนี้ยังทำร้ายทุกคนไม่จบไม่สิ้น” ร่างเล็กซุกอยู่กับอกบิดาซึ่งตอนนี้ใบหน้าแดงก่ำ สันกรามบดค้างอย่างระงับอารมณ์โกรธขณะกอดร่างนุ่มของเธอเอาไว้ด้วยความรักและปลอบประโลม
 
                “น้ำค้างผิดมาตั้งแต่ต้นที่ใจง่าย ไม่มีสติ แล้วก็...”
 
                “ไม่....ลูกพ่อไม่ผิด...ความรักไม่มีใครผิดใครถูกหรอกลูก แต่ที่พ่อเสียใจเพราะพ่อปกป้องน้ำค้างไม่ได้” เขาสารภาพก่อนจะมองหน้าภรรยาที่อยู่ในอารมณ์ไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก
 
                “ใช่ลูก หนูไม่ผิด ถ้าจะผิดก็ผิดที่พวกเราทุกๆ คนที่ปล่อยให้คนนอกเขามาจุดไฟเผาให้บ้านเรามีแต่ความทุกข์ร้อนแล้วก็เจอเรื่องร้ายๆ ไม่จบไม่สิ้น” ปานตะวันเสริม ป้ากล้วยกรีดน้ำตาแล้วหลบออกไปเงียบๆ
 
                “น้ำค้างอยากจะหย่าจากเขาค่ะแม่ ที่จะไปหาเขาก็เพราะจะคุยเรื่องหย่าด้วยส่วนหนึ่ง...” เธอเว้นวรรคแล้วขยับออกจากอกบิดาเพื่อที่จะได้เล่าให้ถนัดขึ้น
 
“เราตกลงกันแล้วว่าจะหย่าในเช้าวันถัดมา พี่รูฟส์ขอโทษน้ำค้างแล้วก็บอกว่าเขาจะยอมหย่า...แต่ก็มาเกิดเรื่องขึ้นเสียก่อน” หญิงสาวเล่าทั้งน้ำตา
 
                “แล้วทำไมไม่บอกแม่ เรื่องจดทะเบียนมันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ นะลูก” ปานตะวันถามด้วยน้ำเสียงกึ่งตำหนิกึ่งเศร้าใจ
 
                “น้ำค้างไม่อยากให้พ่อกับแม่รับรู้เรื่องร้ายๆ พวกนี้อีกแล้ว...ก็เลยคิดจะแก้ปัญหาเงียบๆ แล้วก็ให้ทุกคนคิดว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น” พูดไปมองหน้าบิดาไปน้ำตาก็เริ่มร่วงพรูออกมาอีก




 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 34 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

487 ความคิดเห็น

  1. #432 จิรารัตน์ (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 16 มีนาคม 2556 / 22:47
    ลุ้นมากเลยนะเนี้ย
    #432
    0
  2. #420 fsn (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 15 มีนาคม 2556 / 21:44
    มุ่งมั้น ตามลุ้นต่อคะ
    #420
    0
  3. #419 I'm not a girl (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 15 มีนาคม 2556 / 10:59
    สุดท้ายก้เจ็บด้วยกันทั้งสองฝ่าย
    #419
    0
  4. #417 apop (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 15 มีนาคม 2556 / 07:38
    ไอพี่รูฟยังเสียใจไม่พอต้องให้เสียใจมากกว่านี้อีกนะคะ
    #417
    0
  5. #416 loliz (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 15 มีนาคม 2556 / 04:42
    ทำยังไก็เจ็บทั้งคู่ แถมมีตัวแทรกตลอด 
    #416
    0
  6. #415 ViVi (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 15 มีนาคม 2556 / 02:52
    ขอบคุณจ้า
    #415
    0
  7. #414 นัควัต (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 14 มีนาคม 2556 / 22:55
    รอต่อๆๆๆๆ
    #414
    0
  8. #412 kkk000 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 14 มีนาคม 2556 / 21:33
    นับถือพ่อเลี้ยงวินธัยจริงๆ
    #412
    0
  9. #410 mukneakib (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 14 มีนาคม 2556 / 21:00
    ความรักของพ่อแม่ยิ่งใหญ่เสมอ .. อ่านแล้วน้ำตาซึมเลย สงสารน้ำค้างที่โดนทำร้ายจิตใจ สงสารพี่รูฟ ที่รู้ตัวว่ารักเค้าช้าไป ทีนี้ให้น้ำค้างใจอ่อนไม่ยากเเต่าครอบครัวนี่ยากแน่ๆ
    #410
    0
  10. #409 นัควัต (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 13 มีนาคม 2556 / 21:59
    สุดท้ายก็เจ็บด้วยกันทั้งสองฝ่าย เฮ้อออออ
    #409
    0
  11. #408 dekbanna (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 13 มีนาคม 2556 / 16:58
    เลือกไปเถอะไม่ว่าอย่างไหน ผลก็คือเจ็บปวดเท่าๆกัน
    #408
    0
  12. #407 jula (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 13 มีนาคม 2556 / 14:54
    รูฟก็สมควรจะได้รับบทเรียนนี้ น้ำค้างเข้มแข็งดีจะได้สั่งสอนให้คนมั่นใจตัวเองและไม่สนใจคนอื่นได้รู้ตัวบ้าง
    #407
    0