วันรักคืนร้อน

ตอนที่ 11 : ตอนที่ 11 คู่กัด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 321
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    21 ส.ค. 55

            “อ้าว กลับมาพอดีเลย ป้ากำลังว่าจะเดินไปตามอยู่เชียวค่ะ”

 

            เมื่อหนุ่มผิวเข้มเดินกลับมายังเรือนไม้หลังใหญ่ ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่เสียงของใครบางคนดังแว่วเข้ามา ทำให้คนที่กำลังจมอยู่กับภวังค์ความคิดของตัวเองถึงกับสะดุ้ง พลางมองไปยังบันไดทางขึ้นเรือน ก็เห็นหญิงวัยกลางคนกำลังกวักมือเรียกเขายิกๆ เขารีบสาวเท้าก้าวเข้าไปใกล้ พลางเอ่ยถามด้วยสีหน้าฉงน

 

            “หืม? มีเรื่องอะไรด่วนหรือครับ ป้าเจียม”

 

            “คุณครูมะลิเธอมารอได้สักพักแล้วค่ะ รีบเข้าไปพบเธอสิคะ”

 

            นางเจียม แม่บ้านใหญ่ประจำโฮมสเตย์ยิ้มกว้างก่อนจะตอบคำถาม พลางเร่งให้ชายหนุ่มรีบเดินตามตนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

 

            “ครูมะลิ มาทำอะไรที่นี่เหรอครับป้า”

 

            “เห็นคุณครูเธอว่าจะจัดงานเลี้ยงส่งให้เจ้าส้มแป้นน่ะค่ะ อาทิตย์หน้าครอบครัวเขาจะมารับไปอยู่ที่กรุงเทพฯ ด้วยกัน สงสัยจะมาหารือเรื่องจัดงานเลี้ยงมั้งคะ”

 

            ชายหนุ่มมีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ พลางเดินตามหญิงวัยกลางคนไปติดๆ

 

           

            เวลาผ่านไปจนเกือบคล้อยบ่าย แสงแดดจัดจ้าที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างซึ่งเปิดโล่งเอาไว้ ทำให้คนที่เผลอหลับไปบนเก้าอี้หวายตัวยาวอย่างอ่อนเพลีย ลืมตาขึ้นมาช้าๆ หญิงสาวหันรีหันขวางมองไปรอบตัวอย่างแปลกใจกับสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ก่อนจะค่อยๆ ลำดับเรื่องราวได้ว่าตนมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร เป็นจังหวะเดียวกับที่เสียงกระเพาะร้องดังโครกครากคล้ายเป็นสัญญาณเตือนว่าเลยเวลารับประทานอาหารมานานแค่ไหนแล้ว

 

            อรุสาลุกขึ้นยืนบิดกายไปมาขับไล่ความเมื่อยขบ ก่อนจะเดินเข้าไปในส่วนของห้องครัวขนาดย่อมและตรงไปยังตู้เย็นพลางเปิดออกดูว่ามีอะไรที่พอจะให้เธอรองท้องได้บ้าง กว่าที่ผู้เป็นอาของเธอจะตามมาสมทบที่นี่แต่กลับพบว่าไม่มีอะไรเลยนอกจากเครื่องดื่มประเภทต่างๆ ที่เรียงรายอยู่ภายใน

 

            “อะไรกัน ทำไมไม่มีอะไรที่มันกินได้เลยเนี่ย แย่จังอย่าบอกนะว่าจะกินข้าวทั้งทีก็ต้องเดินกลับไปที่เรือนหลังใหญ่นั่นอีกน่ะ”

 

            หญิงสาวบ่นอุบได้ไม่นาน ก็ได้ยินเสียงของใครบางคนดังแว่วมาจากทางหน้าบ้านพัก เธอจึงรีบเดินออกมาตามเสียง ก็ได้เห็นเด็กสาวในชุดแบบชาวบ้านอายุอานามคงไม่เกินเลขสอง ยืนถือถาดอาหารพร้อมกับมองชะเง้อเข้ามาข้างในด้วยสีหน้าร้อนรน ก็รีบเปิดประตูออกไปทักทายทันที

 

            “มาหาใครหรือเปล่าคะ”

 

            “มาหาคุณนั่นแหละค่ะ นายน้อยเธอบอกให้หนูยกอาหารมาให้ที่นี่เพราะเห็นว่าบ่ายกว่าแล้วแต่ไม่เห็นคุณเดินไปที่เรือนใหญ่ หนูเรียกอยู่ตั้งนานสองนานแต่คุณก็ไม่มาเปิดสักที นี่ก็กำลังว่าจะไปตามให้คนงานมาช่วยดูแล้วนึกว่าคุณไม่สบายอยู่ข้างในน่ะ”

 

            พอได้ฟังสำเนียงแปร่งหูของคนงานสาวที่แค่ฟังดูก็รู้ว่าถูกส่งตรงมาจากประเทศเพื่อนบ้านทางฝั่งตะวันตกของไทย อรุสาก็รีบเชื้อเชิญให้ผู้มาเยือนเข้ามาทันที พร้อมกับรีบกุลีกุจอเข้าไปช่วยยกถาดอาหารที่ดูท่าทางจะหนักหนาเอาการวางลงบนโต๊ะยาวตรงโถงกลางบ้าน พลางกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจ แต่ไม่วายเอ่ยถามถึง นายน้อยที่อีกฝ่ายกล่าวถึงอย่างสงสัย

 

            “ขอบคุณมากนะคะที่ยกอาหารมาให้ ว่าแต่นายน้อยที่ว่านี่ ใช่คนเดียวกับคุณธมกร ที่เป็นลูกชายเจ้าของโฮมสเตย์หรือเปล่าคะ”

 

            “ค่ะ คนเดียวกันนั่นแหละ ทีแรกเธอว่าจะเดินมาตามเอง แต่พอดีครูมะลิมาขอให้ไปช่วยตามหาเด็กนักเรียนที่หนีออกจากบ้าน ก็เลยให้หนูยกมาให้คุณแทน นายน้อยเธอก็ใจดีอย่างนี้อยู่เรื่อย ใครมาขอให้ช่วยอะไรก็ทำให้เขาหมดไม่เคยบ่นว่าเหนื่อย แต่หนูเห็นกลับมาถึงบ้านทีไรก็แทบสลบทุกที”

 

            เมื่อเห็นว่าแขกรับถาดอาหารไปแล้ว คนงานสาวชาวพม่าจึงถือวิสาสะนั่งแปะลงบนเก้าอี้ตัวถัดไปจากอรุสา ก่อนจะเริ่มนินทาเจ้านายตัวเองให้หญิงสาวแปลกหน้าฟังอย่างไม่คิดอะไร ส่งผลให้สาวชาวกรุงอดแปลกใจไม่ได้เมื่อได้ยินว่านายธมกรอยู่ที่นี่ ไม่ได้ไปไหนอย่างที่ชายคนสวนร่างใหญ่บอกเมื่อเช้า มิหนำซ้ำยังรู้ด้วยว่าเธอมาพักอยู่ที่นี่แล้ว ยังไม่ทันได้ถามต่อก็มีเสียงของใครอีกคนดังแทรกเข้ามาขัดจังหวะพอดี

 

            “นังเหมียวเอ๊ย นังเหมียว เอ็งอยู่ที่นี่หรือเปล่าวะ”

 

            “ป้าเจียม!

 

คนที่กำลังเมามันกับการเผาเจ้านายถึงกับสะดุ้งโหยงเด้งตัวขึ้นจากเก้าอี้แทบไม่ทัน พลางทำท่าหันรีหันขวางรีบขานรับเสียงดังแล้วผลุนผลันวิ่งออกไปทันที เล่นเอาคนที่กำลังนั่งฟังเพลินๆ ถึงกับสะดุ้งตกใจรีบวิ่งตามออกไปด้วย

 

“หน็อยแน่ะ แอบมานั่งคุยกับแขกอยู่ที่นี่เองรึ ข้าใช้ให้ยกอาหารมาแค่นี้ หายหัวไปนานเชียวนะเอ็ง”

 

เมื่ออรุสามาถึงหน้าประตูบ้านพัก จึงได้เห็นว่าเจ้าของเสียงเรียกนั้นเป็นหญิงวัยกลางคนรูปร่างท้วม หน้าตาท่าทางดูใจดี เรือนผมดำที่รวบเป็นมวยไว้ด้านหลังมีสีดอกเลาแซมอยู่ประปราย ทำให้พอคาดคะเนอายุได้ว่าคงเกินเลขหกไปแล้วเป็นแน่ นางกำลังทำท่าจะแจกมะเหงกลงกลางกระหม่อมของสาวชาวพม่าที่กำลังยกมือไหว้ปะลกๆ ด้วยท่าทางหวาดกลัวอยู่พอดี  อรุสาจึงรีบปรี่เข้าไปขวางไว้ พลางร้องห้ามเสียงหลงก่อนจะช่วยพูดแก้ตัวให้เด็กสาววัยรุ่นที่เพิ่งนินทาเจ้านายให้เธอฟังเมื่อครู่นี้

 

            “ใจเย็นๆ ค่ะคุณป้า ค่อยพูดค่อยจากันก็ได้ ที่จริงแล้ว เอ่อ เป็นความผิดของหนูเองล่ะค่ะที่ชวนน้องเขาอยู่คุยด้วยนานไปหน่อย อย่าลงโทษน้องเขาเลยนะคะ”

 

            รอยยิ้มสดใสกับคำพูดจาที่อ่อนหวานอย่างคนที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาดี ทำให้หญิงวัยกลางคนมิอาจจะต่อว่าหรือทำโทษด้วยการเขกศีรษะเหมือนอย่างเคยต่อหน้าแขกได้ นางจึงได้แต่ส่งสายตาเขียวปั้ดพร้อมกับกล่าวคาดโทษไปยังสาวใช้ตัวดี ก่อนจะหันมาสนทนากับสาวชาวกรุงด้วยท่าทางเป็นมิตร

 

             “ป้าขอโทษด้วยนะแม่หนู ที่ปล่อยให้นังเด็กเหมียวมารบกวนแบบนี้”

 

            “ไม่เป็นไรค่ะ อย่างน้อยก็ดีกว่าให้ตาคนสวนจอมกวนประสาทนั่นเป็นคนเอาอาหารมาเสิร์ฟที่นี่ เอ่อ ขอโทษนะคะ คือหนูไม่ได้ตั้งใจจะว่าคนงานของที่นี่หรอกนะคะ”

 

            อรุสายิ้มแย้มพลางตอบกลับไป แต่ไม่วายแอบฟ้องหญิงวัยกลางคนตรงหน้าถึงพฤติกรรมของหนุ่มร่างสูงผิวเข้มที่เป็นคนพาเธอมาพักที่นี่ด้วยสีหน้าหมั่นไส้

 

            “หนูหมายถึงคนสวนไหนเหรอจ๊ะ ที่นี่เราไม่ได้จ้างคนสวนหรอกนะ”

 

            หญิงวัยกลางคนทำสีหน้าฉงนกับคำพูดของสาวชาวกรุง เช่นเดียวกับที่อรุสาเองก็อดสงสัยมิได้ แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยถามอะไรต่อ คนที่เธอกล่าวพาดพิงถึงก็เดินมาสมทบพอดี

 

            “มาอยู่ที่นี่กันเองเหรอครับ ถึงว่าที่บ้านเงียบเชียว”

 

            หนุ่มร่างใหญ่ยิ้มกว้างเอ่ยทักแม่บ้านสูงวัยกับสาวรับใช้วัยรุ่น พลางเผื่อแผ่รอยยิ้มไปถึงหญิงสาวจากต่างถิ่นอย่างอารมณ์ดี

 

“นายมาก็ดีแล้ว นี่ไงคะคุณป้าคนสวนที่หนูพูดถึงเมื่อกี้”

 

เมื่อผู้มาใหม่ก้าวเท้าเข้ามาในวงสนทนา อรุสาก็รีบหันไปฟ้องแม่บ้านหญิงสูงวัยทันที หวังจะให้หนุ่มคนสวนจอมกวนประสาทนั้นถูกตำหนิ โทษฐานที่ทำให้เธอต้องหัวเสียกับเรื่องไม่เป็นเรื่องตั้งแต่ครั้งแรกที่พบหน้า พลางแอบทำสีหน้าเยาะเย้ยใส่เพราะมั่นใจว่าลูกค้าซึ่งเปรียบเสมือนพระเจ้าอย่างเธอ ต้องเป็นฝ่ายถูกเสมออย่างแน่นอน แต่กลับผิดคาด เมื่อจู่ๆ เด็กรับใช้สาววัยรุ่นก็โพล่งออกมาก่อนจะตามด้วยเสียงหัวเราะดังลั่น

 

“นายน้อยไม่ใช่คนสวนเสียหน่อย ฮ่าๆ”

 

“นายน้อยเหรอ? หมายความว่าไงคะคุณป้า”

 

สาวชาวกรุงถามเสียงคาดคั้นพลางหันไปมองชายหนุ่มร่างสูงสลับกับแม่บ้านหญิงวัยกลางคนด้วยความสับสน

 

“คุณกรนี่ละก็ เป็นเจ้าของรีสอร์ตอยู่ดีๆ ทำไมถึงได้บอกว่าตัวเองเป็นคนสวนอย่างนั้นคะ ดูสิ คุณเขาเข้าใจผิดแล้ว เห็นไหม”

 

“โถ...ป้าเจียมครับ ผมยังไม่ได้พูดสักคำนะว่าเป็นคนสวน คุณผู้หญิงคนนี้เขาพูดเองเออเองต่างหากล่ะ จริงไหมครับคุณ”

 

น้ำเสียงดุๆ ที่ฟังดูไม่จริงจังนักของหญิงสูงวัยมิได้ทำให้หนุ่มผิวเข้มกลัวเกรงแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามเขากลับโยนความผิดไปให้คนช่างฟ้อง ด้วยรอยยิ้มที่เจือไว้ด้วยความขบขัน ในขณะที่อรุสานั้นได้แต่นิ่งอึ้งพูดไม่ออก เพราะสิ่งที่อีกฝ่ายพูดนั้นแทงใจดำเข้าอย่างจัง เธอเองนั่นแหละที่ตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอกโดยไม่ทันได้ถามไถ่ก็เข้าใจไปเองว่าเขาเป็นคนงานในรีสอร์ต แม้จะรู้สึกทั้งโกรธทั้งอายจนแทบอยากมุดหน้าหนีลงพื้นไปเสียเดี๋ยวนี้ แต่มีหรือที่คนชอบเอาชนะอย่างเธอจะยอมรับว่าเป็นความผิดของตัวเองง่ายๆ หญิงสาวจึงแสร้งทำเป็นไม่พอใจและโต้ตอบอีกฝ่ายกลับไปทันที

 

“นั่นก็ใช่...แต่ทำไมนาย เอ่อ คุณถึงบอกว่าเจ้าของรีสอร์ตไม่อยู่ล่ะ”

 

“ก็คนที่เป็นเจ้าของรีสอร์ตตัวจริงคือลุงกับป้าของผม แล้วท่านก็ไปเยี่ยมเพื่อนที่ต่างจังหวัดจริงๆ นี่ครับ”

 

อรุสายังพูดไม่ทันจบประโยค หนุ่มผิวเข้มก็พูดสวนขึ้นมาด้วยพร้อมรอยยิ้มยียวนทันควัน ทำให้หญิงสาวนึกอยากคว้าข้าวของที่อยู่ใกล้มือแถวนั้นเขวี้ยงใส่ใบหน้ากวนอารมณ์นั้นสักทีให้หายหงุดหงิด แต่เมื่อทำอย่างใจคิดไม่ได้จึงหาเรื่องมาต่อว่าเพื่อหวังจะได้ยินคำขอโทษจากปากอีกฝ่ายให้ได้

 

“แล้วตอนที่ฉันถามถึงลูกเจ้าของรีสอร์ต ทำไมคุณไม่บอกล่ะว่าคุณคือนายธมกรคนนั้น แถมยังหลอกให้ฉันเข้าใจผิดอีก”

 

อรุสาว่าพลางยกมือข้างหนึ่งเท้าสะเอว มืออีกข้างยกขึ้นชี้หน้าชายหนุ่มเหมือนอย่างที่เคยทำเป็นประจำเวลาตำหนิลูกน้องที่ทำงาน โดยไม่ทันได้สังเกตสีหน้าที่เปลี่ยนไปของคนที่เธอกำลังต่อว่าซึ่งเกิดขึ้นในชั่วเสี้ยววินาที รู้เพียงแค่ว่าฝ่ายนั้นตอบโต้เธอกลับมาบ้างแล้ว

 

“คุณลองคิดดูสิ ถ้ามีคนที่มาถามหาผมทั้งๆ ที่ไม่รู้จัก เกิดว่าเขาตั้งใจจะมาทำร้ายผมเข้าจะทำยังไง ผมก็ต้องป้องกันตัวเองไว้ก่อนสิครับ”

 

ธมกรแย้งพลางจ้องมองหน้าขาวใสของหญิงสาวชาวกรุงที่ยังคงโวยวายใส่เขาเหมือนเด็กๆ ด้วยแววตาผิดหวัง ในขณะที่อีกฝ่ายก็พยายามตั้งหน้าตั้งตาหาทางทำให้เขาต้องยอมจำนนอย่างไม่มีท่าทีลดละเช่นกัน อารมณ์เบิกบานในตอนแรกจึงค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความขุ่นเคืองทีละน้อย

 

โปรดติดตามตอนต่อไปเร็วๆ นี้ค่ะ >>>

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

79 ความคิดเห็น

  1. #66 จิรารัตน์ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 27 มีนาคม 2556 / 22:48
    ยัยเด็กลูกจ้างก็หัวเราะซะ.....555+
    #66
    0
  2. #24 jeabkiss (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2555 / 18:54
    ความจริงเปิดเผยหน้าแตกเลยหนูสา
    #24
    0