[Fic Harry]Frozen Heart [JP/SS]ft.[HP/DM]

ตอนที่ 63 : Frozen Heart: Act I Chapter 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 89
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    5 ก.ค. 62

**Originally written in 2017**

NOTES: เนื้อหาในบทนี้ เป็นช่วงก่อน Act III นะครับ






Act I Chapter 1

 




กองหิมะท่วมสูงเนื่องจากเกล็ดสีขาวบริสุทธิ์ที่ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าอย่างไม่ขาดสาย ร่างชายหนุ่มร่างสูงที่พยายามจะละลายปราการผลึกน้ำแข็งค่อย ๆทรุดลงทุกขณะ ใบหน้าคมซีดเซียวขณะที่ริมฝีปากเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีเขียว ควันเบาบางยังคงลอยออกจากฝ่ามือทั้งสองข้างวาดลวดลายท่ามกลางความมืดอย่างงดงาม หากแต่แผ่นน้ำแข็งที่หนาแน่นจนยากที่จะทำลายดูจะสามารถละลายได้เชื่องช้าเสียเหลือเกิน



            ฉันจะ... ไม่ยอมแพ้เสียงทุ้มแหบแห้งดังลอดออกจากริมฝีปากหยักที่สั่นเพราะความหนาวเย็น



            แต่ร่างกายกลับตรงกันข้ามกับคำพูดที่เจ้าตัวเอื้อนเอ่ยออกมา มือหนาค่อย ๆลดลงอย่างอ่อนแรงก่อนที่ทั้งร่างจะฟุบลงไปบนกองหิมะ เปลือกตาที่หนักอึ้งจวนเจียนจะปิดลงทุกขณะ ความชาแล่นไปทั่วร่าง เส้นผมสีดำสนิทเปรอะเปื้อนด้วยเกล็ดสีขาวสะอาดก่อนที่ดวงเนตรสีอำพันจะค่อย ๆถูกซ่อนอย่างช้า ๆ



            เปรี๊ยะ !



            กองหิมะที่ท่วมสูงเป็นแผ่นดินกองย่อม ๆค่อย ๆทลายลงพร้อมกับแผ่นน้ำแข็งที่แตกหักออกจากกัน รอยร้าวแผ่ขยายไปทั่วสิ่งที่ควรจะเป็นแผ่นดิน ก่อนที่เศษน้ำแข็งจะร่วงหล่นลงสู่พื้นน้ำด้านล่าง จากเสี้ยวเล็ก ๆลามไปจนถึงแผ่นใหญ่



            ตูม !



            ดวงตาที่ซ่อนนัยน์เนตรสีอำพันไว้เบิกกว้างขึ้นในทันทีเมื่อถูกความเย็นเข้าโจมตีโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ฟองอากาศผุดออกจากปากเมื่อเจ้าตัวเผลอพยายามจะหายใจ แขนยาวเหยียดตรงขณะที่เจ้าตัวดูเหมือนจะพยายามควานหาบางอย่าง ประกายแสงวาววับภายใต้ความมืดค่อย ๆจมลึกลงไปพร้อมกับร่างสูงที่ดูจะไม่สามารถโผล่ขึ้นจากผิวน้ำได้



            กล้ามเนื้อที่มัดขาทั้งสองข้างเกร็งตัวแน่นจนเจ็บ เจมส์เผลออ้าปากต้อนรับให้กระแสน้ำไหลทะลักเข้าท่วมปอด กายบิดเร้าเมื่อความเย็นเยียบเข้าโจมตีผิวหนังดุจเข็มนับร้อยพันที่แทงลงบนร่าง ฟองอากาศฟองสุดท้ายผุดออกจากริมฝีปากหยัก ดวงตาคู่คมเหลือกขึ้นก่อนที่การดิ้นไปมานั้นจะพลันหยุดลง



            “...นายควรจะอยู่ในแสงสว่างมากกว่านะ



            เฮือก!



            ชายหนุ่มร่างสูงลุกพรวดขึ้นจากเตียงนอนมุมห้อง มือหนาขยุ้มผ้าปูที่นอนสีอ่อนจนยับยู่ยี่ขณะที่พยายามตักตวงอากาศให้ได้มากที่สุด เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามผิวกาย ดวงตาคู่คมที่ดูตื่นตระหนกกวาดตามองไปรอบ ๆห้องก่อนลมหายใจจะถูกผ่อนออกช้า ๆ



            ก็แค่ฝัน...



            เจมส์เลิกผ้าห่มก่อนจะเดินออกไปยืนพิงหน้าต่างพลางเงยหน้ามองดวงจันทร์ที่ลอยอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางท้องฟ้าสีดำ มือหนายกขึ้นขยี้เส้นผมสีเข้มที่ชื้นด้วยเหงื่อก่อนที่จะถอนหายใจออกมาอีกครั้ง



            กี่ครั้งกันแล้วนะ... ที่ฉันเห็นนาย



            ถ้าเราสองคนรู้จักกันชายหนุ่มร่างสูงปิดตาลงพลางทรุดตัวนั่งลงบนเตียงอย่างเหนื่อยอ่อน แล้วทำไม... ฉันถึงจำนายไม่ได้



            กี่ครั้งแล้ว... ที่พยายามจะนึก



            นายเป็นใคร...เจมส์พึมพำกับตัวเองเบา ๆพลางกวาดตาไปรอบห้องนอนอย่างเหม่อลอย หากแต่ความคิดของเจ้าตัวดูจะล่องลอยได้ไม่นานเมื่อร่างสูงรู้สึกตัวได้ว่ามันไม่ใช่เวลาที่เขาจะนั่งครุ่นคิดถึงความฝัน ในเมื่อยังมีงานและอีกมากมายที่ยังจัดการไม่เสร็จ



            เจมส์ล้มตัวลงนอนอีกครั้งพลางพยายามข่มตาให้หลับ นี่เพิ่งจะตีสี่กว่า ๆเท่านั้นและมันยังไม่ใช่เวลาที่เขาควรจะตื่นเลยสักนิด ร่างสูงปิดตาลงขณะที่ทุก ๆอย่างรอบกายเงียบสงัด เสียงเดียวที่ลอดเข้ามาในโสตประสาทก็คงจะเป็นเสียงลมหายใจและเสียงนาฬิกาที่ยังคงเดินต่อไปเรื่อย ๆ



            ชายหนุ่มร่างสูงถอนหายใจก่อนจะกระเด้งตัวลุกขึ้นจากเตียง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันก่อนที่เจ้าตัวจะตัดสินใจเดินลงไปยังชั้นล่าง เลี้ยวเข้าห้องทำงานก่อนจะเดินตรงไปยังโต๊ะไม้ขัดเงาที่เต็มไปด้วยกองเอกสารสุมรวมกัน เจมส์โบกไม้กายสิทธิ์อย่างเกียจคร้าน ละอองเวทมนตร์เบาบางจากปลายไม้พุ่งตรงไปยังแผ่นกระดาษจำนวนมากมายก่อนที่พวกมันจะม้วนเก็บอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย



            เจมส์โบกไม้กายสิทธิ์อีกครั้งก่อนที่โคมไฟเหนือหัวจะสว่างขึ้น แสงสีอ่อนของมันที่แผ่กว้างไปรอบบริเวณดูจะเพียงพอสำหรับการใช้งานในยามเช้ามืดที่เงียบสงบเช่นนี้



            มือหนาเลื่อนไปตามม้วนกระดาษแผ่นใหญ่อย่างช้า ๆก่อนที่จะดึงม้วนที่ใหญ่ที่สุดออกมาและจัดการคลี่มันลงบนโต๊ะทำงาน ดวงตาสีน้ำตาลดูเคร่งเครียดเมื่อยามที่จุดเล็ก ๆทั้งสิบสี่จุดเคลื่อนไหวไปมา มันคือแผนภาพกลยุทธ์ที่เขาวางแผนไว้สำหรับการแข่งขันควิดดิชเวิลด์คัพที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ



            เส้นผมสีดำสนิทร่วงหล่นปรกใบหน้าเมื่อยามที่ร่างสูงก้มตัวเหนือแผนกระดาษขนาดใหญ่ มือข้างขวาใช้ปากกาขนนกจุ่มหมึกพลางลากเป็นเส้นสายโยงไปมา ก่อนที่หมึกสีเข้มจะเปลี่ยนสีเมื่อยามไม้กายสิทธิ์ในมือซ้ายแตะลงบนกระดาษเบา ๆ เจมส์มองทำแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าพลางขมวดคิ้ววุ่นเมื่อมองดูจุดเล็ก ๆสีแดงที่แทนทีมชาติบัลแกเรียเคลื่อนไหวไปมาอย่างรวดเร็ว จุดสีน้ำเงินที่แทนทีมชาติอังกฤษดูแทบจะไม่สามารถเทียบความเร็วได้เลยแม้แต่น้อย



            บนแผ่นกระดาษที่เองที่เจมส์ได้ร่างแผนการต่อกรกับเจ้าของฉายามือเทวดาแห่งบัลแกเรียโดยเฉพาะ ในฐานะที่เขาเป็นกัปตัน จึงไม่แปลกเลยที่จะต้องคิดและปรับปรุงกลยุทธ์มากมายให้รับมือกับคู่แข่ง อังกฤษอาจชนะไอร์แลนด์ได้แม้จะเฉียดฉิวเพียงนิดเดียว แต่กระนั้นเขาก็ไม่หวังที่จะชนะบัลแกเรีย และอย่างน้อย ๆก็หวังว่าจะไม่แพ้อย่างราบคาบก็เท่านั้น



ขณะที่เจมส์ยังคงวุ่นกับการคิดกลยุทธ์ใหม่เป็นครั้งที่เจ็ดของวัน เสียงขูดขีดปากกาขนนกลงบนแผ่นกระดาษก็หยุดลงพร้อมกับใบหน้ายามหลับใหลของใครบางคนที่แวะเข้ามาขัดจังหวะ ร่างสูงวางปากกาขนนกและไม้กายสิทธิ์ลงอย่างยอมแพ้เมื่อตนเองไม่มีสมาธิพอที่จะทำงานต่อ ดวงตาสีน้ำตาลเสไปมองม้วนเอกสารจากกองปริศนาด้วยสายตาเหนื่อยอ่อน



นักกีฬาร่างสูงทรุดตัวลงนั่งก่อนจะฟุบหน้าลงทับผังสนามที่จุดเล็ก ๆทั้งสิบสี่จุดยังคงเคลื่อนไหวไปมาอยู่ แว่นทรงกลมถูกปล่อยให้เอียงกะเท่เร่ใกล้จะตกจากดั้งโด่งของเจ้าตัว เจมส์จ้องมองไปยังตู้กระจกที่ไว้สำหรับสะสมของที่ระลึกต่าง ๆด้วยสายตาที่เหม่อลอยอีกครั้ง ขณะที่สมองก็ประมวลผลและคิดไปต่าง ๆนา ๆ ประกายในดวงตาคู่คมกลับมาอีกครั้งก่อนที่เจ้าตัวจะผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้และเดินตรงไปยังตู้กระจกแทบจะในทันที



            เจมส์กวาดตามองของที่ระลึกและถ้วยรางวัลต่าง ๆผ่าน ๆก่อนจะผุดยิ้มขึ้นเมื่อเห็นสิ่งที่ตนมองหา ภายในตู้กระจกที่ชั้นด้านล่างถูกจัดเป็นชั้นวางแฟ้มและงานเอกสารต่าง ๆนี้เองที่สมุดหนังสีดำถูกดันชิดไว้อยู่ริมสุด ร่างสูงเลื่อนกระจกก่อนจะคว้ามันออกมา



            สายคาดสีดำที่รัดสมุดเล่มหนาไว้ถูกปลดออกก่อนที่เจมส์จะเริ่มพลิกหน้ากระดาษต่าง ๆอย่างช้า ๆ ดวงเนตรสีน้ำตาลกวาดตามองไปตามโน้ตเพลงที่เรียงรายกันอย่างสวยงามบนบรรทัดห้าเส้น และในไม่ช้า เขาก็หยุดเมื่อเจอใบไม้ที่คั่นหน้าไว้



            ใบไม้นี้ไม่ได้แห้งกรอบหรือสีซีดเหมือนต้นไม้ชนิดอื่น ๆ ใบของมันเป็นสีขาวและซีดจางจนสามารถมองเห็นก้านใบที่แตกออกจนดูคล้ายใยแมงมุม มันยังดูสดใหม่และชุ่มชื่น เจมส์หยิบใบไม้นี้ออกจากสมุดรวมโน้ตเพลงก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะทำงาน



            ร่างสูงหยิบแผ่นโน้ตเพลงออกจากที่คาดด้านในก่อนจะใช้แผ่นกระดาษนี้พับซ่อนใบไม้สีขาวไว้ เจมส์ทรุดตัวลงนั่งบนโต๊ะทำงานก่อนจะดันผังสนามควิดดิชเวิลด์คัพออกห่าง ปากกาขนนกถูกจุ่มลงหมึกอีกครั้งก่อนที่เจ้าตัวจะลงมือเขียนจดหมาย



            และในไม่ช้า ลายมือที่อาจดูหวัดแต่ก็เป็นระเบียบก็กินพื้นที่ครึ่งหนึ่งของหน้ากระดาษ เจมส์จัดการพับมันให้มีขนาดเท่ากับโน้ตเพลงก่อนจะหย่อนกระดาษทั้งสองแผ่นลงไปในซองแข็ง ร่างสูงรวบผ้าม่านเนื้อบางเบาแล้วเปิดหน้าต่างจนสุด กลิ่นหอมอ่อน ๆจากดอกลิลลี่ลอยเข้ามาแตะจมูกเมื่อยามที่สายลมแผ่วเบาพัดโชยมากระทบใบหน้าคมสัน



            ชายหนุ่มร่างสูงวางศอกลงบนขอบหน้าต่างพลางเงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์สีอ่อนที่ลอยเด่นอยู่อย่างโดดเดี่ยว ขณะที่ความทรงจำเก่า ๆฉายวนอีกครั้ง ใบหน้าหวานที่เห็นในความฝันดูคล้ายจะวกกลับมา ครั้งนี้เขารู้สึกเหมือนว่าตนเองกำลังไล่ตามแผ่นหลังนั้น ในอ้อมแขนของคนตัวเล็กที่เต็มไปด้วยกองหนังสือ ดวงตาสีดำที่เต็มไปด้วยความเย็นชารับกับริมฝีปากบางที่ไม่เคยยกยิ้ม



            คล้ายกับว่า... เคยเจอมาก่อน



            แต่ก่อนที่เชลเซอร์หนุ่มจะนึกออก เสียงคล้ายลมพัดดังแว่วเข้าโสตประสาท เจมส์ยืดกายขึ้นก่อนที่จะเห็นนกฮูกสีขาวของลูกชายบินกลับมาจากการล่าเหยื่อ จุดเล็ก ๆสีขาวที่เข้าใกล้มากขึ้นทุกขณะค่อย ๆบินต่ำลงก่อนจะลงมาเกาะขอบหน้าต่างตรงหน้าชายหนุ่มอย่างรู้งาน เฮ็ดวิกทำท่าเหมือนไม่อยากจะบิน แต่กระนั้นมันก็ยอมรับจดหมายจากเจมส์ไปแต่โดยดี



            “ฉันรู้ว่าจริง ๆแล้วแกควรจะได้พัก” เจมส์พูดเมื่อเขาผูกจดหมายเรียบร้อยแล้ว มือหนาเลื่อนลงลูบไปตามขนสีขาวสะอาดราวกับหิมะนั้นอย่างแผ่วเบา “แต่ช่วยส่งให้ฉันหน่อยนะ”



            เฮ็ดวิกส่งเสียงรับก่อนจะบินออกไปแทบจะในทันที เจมส์มองจุดเล็ก ๆที่ห่างออกไปก่อนจะปิดหน้าต่างและผ้าม่านอีกครั้ง ชายหนุ่มกลับมาประจันหน้ากับเอกสารตรงหน้าอีกครั้ง เขาตัดสินใจที่จะเก็บผังสนามแข่งควิดดิชเวิลด์คัพไปอย่างลวก ๆแล้วลงมืออ่านรายงานจากกองปริศนาอย่างถี่ถ้วน









 






 




เด็กชายผมดำเจ้าของแผลเป็นรูปสายฟ้ากำลังยืนกระพริบตาอย่างไม่เข้าใจนัก เสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่เป็นชุดนอน หากแต่เขากลับยืนอยู่ที่ ๆห่างไกลจากบ้าน แฮร์รี่กวาดตามองไปรอบ ๆก่อนจะพบว่าตนเองอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง



            แฮร์รี่ตัดสินใจเดินย่ำผ่านเนินที่มีทุ่งหญ้ารกขึ้นเต็มขึ้นไป เสียงหญ้าถูกเหยียบทำลายความเงียบที่โรยตัวอยู่ได้เป็นอย่างดี และในทันใดนั้นเอง เขาก็เห็นแสงไฟจากร้านเหล้าที่อยู่ห่างออกไป



            เมื่อเห็นดังนั้นเด็กชายบ้านกริฟฟินดอร์จึงไม่รีรอที่จะเดินตรงเข้าใกล้เลยสักนิด และในระหว่างที่กำลังตรงไปยังที่ ๆมีผู้คนมากมายรวมกันอยู่ เขาก็ไม่ลืมที่จะกวาดตามองไปรอบ ๆอย่างพยายามเก็บรายละเอียด



            ที่เนินเขาเหนือหมู่บ้านมีคฤหาสน์ที่ดูทรุดโทรมและขาดการดูแลตั้งอยู่ มันดูร้างและวังเวง ด้านซ้ายของแฮร์รี่ปรากฏกระท่อมและบ้านไม้หลายหลังของชาวบ้านที่นี้ หลาย ๆหลังดูเรียบง่ายแต่กระนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะหรูหราอะไรนัก เห็นได้ชัดว่าที่นี่เป็นหมู่บ้านมักเกิ้ลธรรมดา ๆที่อาศัยอยู่ห่างไกลไปจากตัวเมือง



            เสียงดังโหวกเหวกโวยวายดังขึ้นเข้ามาในโสตประสาท แฮร์รี่ขมวดคิ้วน้อย ๆก่อนจะย่ำเท้าให้เร็วขึ้น เขาก้าวยาว ๆก่อนจะหยุดยืนอยู่ที่บริเวณหน้าร้านเดอะแฮงก์แมน ที่ดูจะเป็นร้านเหล้าเพียงแห่งเดียวของหมู่บ้าน และเป็นที่ ๆคนในหมู่บ้านชอบมารวมกลุ่มกัน



            “ไม่มีทางเป็นแฟรงก์หรอก! ฉันว่าไม่ใช่แฟรงก์”



            นั่นคือประโยคแรกที่แฮร์รี่ได้ยินเมื่อเขาเข้าใกล้ร้านเหล้ามากขึ้น เขาหยุดยืนอยู่ข้าง ๆหญิงสาวคนหนึ่งที่สวมเครื่องแต่งกายคล้ายกับเป็นแม่ครัว เธอสวมผ้ากันเปื้อนและดูจะค่อนข้างมีความสำคัญต่อการสนทนากลุ่มในครั้งนี้พอสมควร แต่ไม่มีใครเห็นแฮร์รี่สักคน



            เกิดความโกลาหลขึ้นเมื่อชาวบ้านต่างแย่งกันซื้อเครื่องดื่มเลี้ยงแม่ครัวด้วยความอยากจะฟังรายละเอียดเพิ่มเติม เมื่อเธอได้ประกาศว่า แฟรงก์ ไบรส์ เพิ่งถูกจับกุม



            หลังจากดื่มเหล้าเชอร์รี่แก้วที่สี่แล้ว แม่ครัวประจำบ้านริดเดิ้ลก็เริ่มเล่าให้ชาวบ้านที่กระตือรือร้นรอฟังอยู่ โดยเพิ่มเติมความเห็นของเธอลงไปด้วย “ฉันก็นึกมาตลอดว่าเขาแปลก ๆอยู่” เธอจิบเหล้าอีกครั้งก่อนจะพูดต่อไปว่า “ไม่ค่อยจะเป็นมิตรกับใครเขาหรอกนะ ฉันแน่ใจว่าถ้าเขารับคำชวนดื่มน้ำชากับฉันสักถ้วย แหม ก็ต้องเคยดื่มชาด้วยกันเป็นร้อยครั้งแล้ว แต่เขาน่ะไม่ค่อยอยากสุงสิงกับใคร”



            “เดี๋ยวก่อนสิ” ผู้หญิงคนหนึ่งที่บาร์พูดขึ้น แฮร์รี่เบนความสนใจไปที่เธอทันที เช่นเดียวกับชาวบ้านที่ต่างเงียบกริบฟังแม่ครัวพูด “แฟรงก์เคยผ่านสงครามลำบากมา ก็เลยชอบอยู่เงียบ ๆไม่ใช่รึไง? มันไม่มีเหตุผลอะไรที่ -- ”



            “แต่เขาเป็นคนเดียวที่มีกุญแจประตูหลังนะ!” แม่ครัวเริ่มเสียงดังขึ้น เธอวางแก้วเหล้าเชอร์รี่ลงก่อนจะรีบเสริมต่อว่า “ฉันจำได้ว่ากุญแจสำรองแขวนในกระท่อมคนสวนมาตั้งแต่ไหนแต่ไร และคืนนั้นก็ไม่มีใครงัดประตูเข้าไป! กระจกหน้าต่างก็ไม่แตก! แฟรงก์ก็แค่ย่องขึ้นไปบ้านใหญ่ตอนที่ทุกคนนอนหลับ...”



            ชาวบ้านที่นั่งฟังอยู่ต่างเงียบกริบ พวกเขาสบตากันอย่างหวาดหวั่น และมีเสียงงึมงำจากชายคนหนึ่งที่บาร์ดังขึ้น



            “ฉันนึกอยู่ละว่าเขาน่ากลัว...”



            “แต่ถ้าถามฉัน ฉันคิดว่าสงครามคงทำพิษกับเขา” เจ้าของร้านเหล้ากล่าวพลางส่งแก้วเบียร์ให้กับลูกค้าอีกคนหนึ่ง



            เสียงสนทนาของผู้คนในร้านเหล้ายังคงดำเนินต่อไปเมื่อแฮร์รี่ตัดสินใจที่จะผละออกห่าง เด็กชายฟังถ้อยคำเหล่านั้นอย่างครุ่นคิด และก่อนที่เขาจะได้ทำอะไรไปมากกว่านี้ ภาพตรงหน้าก็เปลี่ยนแปลงไป



            เขากำลังอยู่ในกระท่อมข้างคฤหาสน์ทรุดโทรมที่ชาวบ้านต่างเรียกกันว่า บ้านริดเดิ้ลล้อมรอบกระท่อมหลังเล็กเต็มไปด้วยสวนที่ถูกละเลยบ้างไปบางส่วน ขาที่แย่กว่าเก่าและหูที่แทบจะไม่ได้ยินเสียงใด ๆนั้นคงสร้างความรำคาญใจให้เขาไม่น้อย แต่สิ่งที่ดูจะสำคัญมากกว่าการที่จะบอกว่าสุขภาพของชายคนหนึ่งเป็นอย่างไร แฮร์รี่ประหลาดใจมากกว่าที่ดูเหมือนว่าเขาจะมองเห็นภาพต่าง ๆจากดวงตาของชายชราคนหนึ่งที่ชาวบ้านเรียกกันว่า แฟรงก์ ไบรส์



            เด็กชายในคราบของแฟรงก์ที่ยืนอยู่ที่อ้างล้างชาม กำลังเติมน้ำใส่กา มองผ่านหน้าต่างไปยังบ้านริดเดิ้ล แสงไฟวับแวมติด ๆดับ ๆอยู่ที่หน้าต่างชั้นบน และดูเหมือนเขาจะดูหงุดหงิดมากขึ้น แฟรงก์นึกถึงเด็ก ๆที่ชอบกลั่นแกล้งเขาในทันที เด็กพวกนั้นคงจะบุกเข้าไปในตัวบ้าน และเมื่อดูจากลักษณะแสงไฟที่วูบวาบและเงาตะคุ่มที่เดินผ่านในบางครั้ง ทำให้แฟรงก์ตัดสินใจได้ว่า เด็ก ๆเหล่านั้นคงจะเริ่มก่อไฟกันแน่แท้



            แฟรงก์วางกาน้ำลงทันทีและรีบกลับขึ้นบันไดอย่างรวดเร็วเท่าที่ขาของเขาจะอำนวย เสียงบันไดดังเอี๊ยดอ๊าดทุกย่างก้าวที่เดินผ่านไป และเมื่อลงมาชั้นล่าง แฟรงก์คว้าเสื้อคลุมในมือมีกุญแจเก่า ๆสนิมเขรอะอยู่ มืออีกข้างมีไม้เท้า เขาผลักประตูกระท่อมให้เปิดออกก่อนจะเดินออกไปท่ามกลางความมืดมิด



            บริเวณหน้าต่างและประตูต่างก็ไร้ร่องรอยการงัดแงะใด ๆทั้งสิ้น แฟรงก์ค่อย ๆเดินโขยกเขยกเดินอ้อมไปด้านหลังบ้านจนกระทั่งมาถึงประตูบานหนึ่งที่ถูกปกคลุมด้วยเถาไอวี่ เขาหยิบกุญแจเก่า ๆออกมา สอดลงในช่องและไขประตูอย่างไร้สุ้มเสียง



            แฟรงก์เปิดประตูเข้ามาในห้องครัวที่มืดสนิท กลิ่นอับชื้นฉุนจมูกในขณะที่เขาพยายามคลำทางเดินที่ทอดไปสู่ห้องโถงกลาง หูของเขาอาจจะตึง แต่มันก็ยังคงพร้อมที่จะรับฟังเสียงฝีเท้าหรือเสียงพูดจากชั้นบน ห้องโถงกลางสว่างกว่าห้องครัวเพราะมีหน้าต่างบานใหญ่ติดลูกกรงขนาบสองข้างประตูหน้า แฟรงก์เริ่มไต่ขึ้นบันได เสียงฝีเท้าและไม้เท้าของเขาเบาลงด้วยฝุ่นหนาที่จับแน่นอยู่บนพื้นหิน



            เมื่อถึงชานบันได เขาหันไปทางขวาและมองเห็นผู้บุกรุกแทบจะในทันทีที่สุดปลายทางเดิน ประตูบานหนึ่งได้เปิดแง้มไว้และแสงสว่างสีเงินลอดผ่านออกมาน้อย ๆ เขาค่อย ๆขยับเข้าใกล้อย่างช้า ๆ มือกุมไม้เท้าไว้แน่น แฟรงก์อยู่ห่างจากปากประตูไม่มากนักและสามารถมองเห็นห้องข้างในได้บ้างเป็นบางส่วน



            บัดนี้เกือบทุกอย่างที่เขาต้องการจะรู้ก็ได้ปรากฏในคลองสายตา ไฟนั้นอยู่ในเตาผิง แฟรงก์หยุดนิ่งและตั้งใจฟังเพราะมีเสียงชายคนหนึ่งพูดอยู่ในห้อง เสียงนั้นฟังดูประหม่าและหวาดหวั่นในเวลาเดียวกัน หากแต่มันก็ดูแฝงไปด้วยความเสแสร้ง



            “ยังมีอีกหน่อยขอรับ ถ้านายท่านยังหิว”



            “ไว้ทีหลัง” เสียงที่สองตอบกลับ เสียงนั้นแหลมสูงและเยียบเย็นอย่างน่าประหลาด ขนกายของเขาลุกซู่แทบจะในทันทีที่ได้ยินเสียงนั้น ราวกับมีใครหย่อนน้ำแข็งลงไปในเสื้อ มันเยือกเย็นจนแทบจะกรีดแทงลงไปในขั้วหัวใจ “ขยับข้าเข้าไปใกล้เตาผิงอีกหน่อยซิ หางหนอน”



            เสียงลากทึบ ๆดังขึ้นช้า ๆก่อนจะหยุดลง แฮร์รี่ในคราบของแฟรงก์ค่อย ๆขยับตัวเข้าใกล้ประตูมากขึ้นขณะที่ชายร่างเล็กคนหนึ่งหันหลังให้ประตูกำลังออกแรงดันเก้าอี้ผ่านสายตาเขาไป เขาสวมเสื้อคลุมตัวยาวสีดำและศีรษะล้านเป็นหย่อม ๆ ชายร่างเล็กคนนั้นจัดแจงเก้าอี้อยู่สักพักก่อนจะถอยห่างออกไปจากบริเวณที่เขาสามารถมองเห็นได้



            “นากินีอยู่ไหน” เสียงเยียบเย็นถามขึ้น



            “กระผมไม่ – ไม่ทราบขอรับ นายท่าน” เสียงแรกตอบอย่างตื่น ๆ เขาเดาว่าคงจะเป็นเสียงของชายร่างเล็กเป็นแน่ “กระผมคิดว่า.. คงจะออกไปสำรวจบ้าน”



            “เจ้าต้องรีดพิษก่อนเข้านอน หางหนอน” เสียงที่สองพูด “คืนนี้ข้าต้องกินอีก การเดินทางทำให้ข้าเสียแรงไปมาก... เสียไปมากทีเดียว”



            แฟรงก์ขมวดคิ้วขณะที่เอียงหูข้างที่ดีเข้าใกล้บานประตูมากขึ้น แต่กระนั้นร่างของเขาก็ยังคงซ่อนตัวอยู่ในความมืด เขาแทบจะหยุดหายใจเพื่อฟังบทสนทนาของชายทั้งสองภายในห้อง และจากนั้นเสียงที่ฟังดูหวาดหวั่นนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง



            “นายท่าน ...กระผมจะขอถามได้ไหมว่าเราจะอยู่ที่นี่นานแค่ไหน”



            “หนึ่งสัปดาห์” เสียงเยียบเย็นตอบ ดูเหมือนเจ้าของเสียงนั้นจะซ่อนตัวอยู่หลังพนักเก้าอี้ทรงสูงหน้าเตาผิงที่แฟรงก์มองไม่เห็น “บางทีอาจจะนานกว่านั้น ที่นี่สะดวกสบายพอควร และแผนการก็ยังคืบหน้าต่อไปไม่ได้ ออกจะโง่ไปหน่อยที่จะลงมือก่อนที่การแข่งขันควิดดิชเวิลด์คัพจะจบลง”



            แฟรงก์ขมวดคิ้ววุ่นเมื่อเขาได้ยินคำว่า ควิดดิช ที่เขาเชื่อว่าคำนี้ไม่ปรากฏอยู่ในพจนานุกรมเล่มไหนที่เขาเคยเปิด และจะไม่มีเลย



            “ควิด – ควิดดิชเวิลด์คัพหรือขอรับ นายท่าน” หางหนอนพูด “โปรดให้อภัย แต่ – ข้าไม่เข้าใจ – ทำไมเราต้องรอจนกว่าเวิลด์คัพจะจบขอรับ”



            “เจ้าโง่ เพราะว่าตอนนี้พ่อมดแม่มดหลั่งไหลเข้าประเทศมาจากทั่วโลกบุคลากรอันซื่อตรงในกระทรวงเวทมนตร์จะออกปฏิบัติการ เฝ้าจับตามองหาร่องรอยเรื่องไม่ชอบมาพากล อย่างน้อยก็ต้องตรวจบัตรประจำตัวซ้ำแล้วซ้ำอีก พวกนี้จะหมกมุ่นกับการระวังรักษาความปลอดภัยมากกลัวว่าพวกมักเกิ้ลจะสังเกตเห็น เราถึงต้องรอก่อน มันไม่เป็นการฉลาดเลยสักนิดที่จะบุ่มบ่ามลงมือขณะที่มีสายตามากมายเฝ้าจับตามองอยู่อย่างนี้”



            แฟรงก์ที่แคะหูและพยายามครุ่นคิดถึงคำต่าง ๆที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนนั้นหยุดแคะหูแล้ว เขาได้ยินคำว่า กระทรวงเวทมนตร์’ ‘พ่อมดแม่มด และมักเกิ้ล ชัดเต็มสองหู เห็นชัด ๆว่าแต่ละคำต้องเป็นรหัสลับ รหัสลับที่พวกสายลับหรืออาชญากรเท่านั้นที่ใช้คุยกัน แฟรงก์กระชับมือที่กำไม้เท้าไว้และยังคงตั้งใจฟังต่อไป ถึงแม้ว่าใจของเขาจะรู้สึกหวาดหวั่นก็ตาม



            “ถ้าเช่นนั้น นายท่านยังคงตั้งใจเช่นเดิมอย่างนั้นหรือขอรับ” เสียงที่เคยหวาดหวั่นเปลี่ยนไป กลับฟังดูราบเรียบหากแต่เมื่อได้ยินเสียงของคู่สนทนาแล้วแฟรงก์ก็อดที่จะสั่นแทนชายร่างเล็กไม่ได้



            “แน่นอน ข้ายังคงตั้งใจเช่นนั้น หางหนอน” กระแสข่มขู่ในน้ำเสียงที่เย็นเยียบอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบชั่วครู่ โดยเฉพาะพยางค์ที่เน้นหนักลง ดูเหมือนเจ้าของเสียงนี้จะต้องการตอกย้ำให้อีกฝ่ายยอมรับความตั้งใจ



            มีเพียงเสียงเปลวไฟที่ปะทุอยู่ในเตาผิงเท่านั้นที่ดังอยู่ท่ามกลางรัตติกาล และในที่สุดชายร่างเล็กที่ชื่อว่าหางหนอนจึงเอ่ยเสียงทำลายความเงียบ เขาพูดรัวเร็วราวกับว่าถ้อยคำเหล่านี้ต้องใช้ความกล้าเป็นอย่างมากที่จะเอ่ยออกมาให้อีกฝ่ายรับรู้



            “แต่แผนนี้... สำเร็จได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ตัวแฮร์รี่ พอตเตอร์นะ นายท่าน”



            “ไม่จำเป็นต้องใช้แฮร์รี่ พอตเตอร์อย่างนั้นรึ” เสียงที่เย็นเยียบกระซิบแผ่ว “ข้าเข้าใจล่ะ...”



            “นายท่าน กระผมไม่ได้พูดเพราะเป็นห่วงเด็กคนนั้น!” เสียงหวาดหวั่นนั้นละล่ำละลัก เสียงของเขาแหลมสูง “เด็กนั่นไม่มีทางมีความหมายอะไรกับข้า ไม่มีเลย!  เพียงแต่ว่าถ้าเราใช้พ่อมดหรือแม่มดคนอื่น – ใครสักคนที่เหมาะสม – เรื่องก็จะทำได้เร็วกว่ากันมาก! ถ้านายท่านอนุญาต ข้าจะขอละจากไปเพียงไม่นาน – นายท่านก็รู้ว่าข้าสามารถแปลงตัวได้อย่างดี ข้าจะกลับมาภายในสองวันและจะทำให้ท่านกลับมามีอำนาจเช่นวันวานอีกครั้ง”



            “ข้าสามารถใช้พ่อมดคนอื่นได้... ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นแฮร์รี่ พอตเตอร์” เสียงที่สองกระซิบเสียงแผ่ว “จริงทีเดียว...”



            “นายท่าน มันสมเหตุสมผลกว่ากันมาก” ชายร่างเล็กยังคงกล่าวต่อไป เสียงของเขาดูโล่งใจมากขึ้นขณะที่ไม่พูดติด ๆขัด ๆอีกต่อไป “การเข้าถึงตัวแฮร์รี่ พอตเตอร์ที่ได้ชื่อว่าได้รับการปกป้องอย่างดีนั้นยากมาก -- ”



            “แล้วเจ้าก็เลยจะอาสาไปเอาคนอื่นมาให้ข้าแทนงั้นรึ ข้าสงสัยนะ... บางทีภาระการเลี้ยงดูข้าอาจจะน่าเหนื่อยหน่ายสำหรับเจ้าแล้วใช่ไหม หางหนอน มันคงน่าเบื่อมากที่จะต้องมาคอยดูแลเศษเสี้ยวสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถทำอะไรได้ด้วยตนเอง ที่เจ้าเสนอให้ล้มเลิกแผนการก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าเจ้าพยายามจะทิ้งข้าไป ใช่หรือไม่”



            “นายท่าน! กระผม... กระผมไม่มีความปรารถนาที่จะจากท่านไป ได้โปรดอย่าเข้าใจผิด -- ”



            “อย่าโกหกข้า!” เสียงเย็นเยียบข่มขู่ ขนที่หลังคอของแฟรงก์ลุกชันขึ้นอีกครั้ง เขารู้สึกได้ถึงความเงียบที่เริ่มคืบคลานเข้ามาอีกครั้ง “ข้ารู้นะ หางหนอนเจ้ากำลังเสียใจที่หวนกลับมาหาข้า ข้าขยะแขยงเจ้านัก ข้าเห็นเจ้าเบือนหน้าหนียามมองดูข้า เจ้าตัวสั่นนึกรังเกียจยามแตะต้องข้า...” เสียงนั้นอาจฟังดูนุ่มนวลและแผ่วเบา แต่ก็แฝงไปด้วยพิษร้ายที่คอยเฉือดเฉือนคู่สนทนาอยู่ไม่ขาด



            “ไม่! ข้ามีแต่อุทิศตัวเพื่อนายท่านเท่านั้น ข้าคอยรับใช้ท่านมาตลอด --”



            “การอุทิศตัวของเจ้าก็ไม่ใช่อะไรอื่นนอกเสียจากความขลาด เจ้าจะมาอยู่ ณ ตรงนี้หรือหากเจ้ามีที่อื่นให้ไป มีผู้มีอำนาจให้พึ่งพิง? แต่ในขณะเดียวกัน ข้าจะอยู่รอดได้อย่างไรถ้าไม่มีเจ้า ในเมื่อข้าต้องให้คนป้อนอาหารทุก ๆสองสามชั่วโมงแบบนี้ ...แล้วใครกันเล่าที่จะมารีดนมนากินี”



            “แต่ในช่วงระยะหลังมานี้... นายท่านก็ดูแข็งแรงขึ้นมาก -- ”



            “โกหก” เสียงที่สองกระซิบแผ่ว ฟังคล้ายกับเสียงขู่ฟ่อของงูที่เต็มไปด้วยความอันตราย “ข้าไม่ได้แข็งแรงขึ้น หากข้าต้องอยู่ตัวคนเดียวเพียงสองสามวัน ข้าก็ต้องสูญเสียพละกำลังอันน้อยนิดที่ข้าเพิ่งได้คืนมาจากการฟูมฟักที่ไม่ได้เรื่องของเจ้า หุบปากของเจ้าซะ!”



            ชายร่างเล็กที่เคยเอ่ยพูดระรัวพลันปิดปากเงียบในทันที อีกครั้งที่ทุกอย่างเงียบสงบ จะมีก็เพียงแต่เสียงเปลวไฟและเสียงหายใจ และภายในเวลาไม่นานชายคนที่สองก็พูดขึ้นอีกครั้งด้วยเสียงกระซิบที่ฟังราวเสียงขู่ฟ่อของงู



            “ข้าอธิบายเหตุผลที่ต้องใช้เด็กคนนี้ให้เจ้าฟังไปแล้ว และข้าก็จะไม่ใช้คนอื่น ไม่มีทาง ข้ารอมาสิบสามปี ถ้าต้องรออีกสองสามเดือนก็ย่อมไม่แตกต่างอะไรตรงไหน สามเดือนสำหรับข้าก็ไม่ต่างกับเวลาสามวันจากเวลาที่ล่วงเลยมากว่าสิบสามปี ส่วนเรื่องที่เด็กนั่นได้รับการปกป้องอย่างดี ข้าเชื่อว่าแผนของข้าจะต้องสำเร็จ ทั้งหมดที่ต้องการก็แค่ความกล้าหาญเพียงเล็กน้อยจากเจ้า หางหนอน – ความกล้าหาญที่เจ้าต้องมี เว้นเสียแต่ว่าเจ้าต้องการจะสัมผัสโทสะถึงขีดสุดของลอร์ดโวลเดอมอร์ -- ”



            “นายท่าน ขอให้กระผมได้พูด!” เสียงของชายร่างเล็กที่แฟรงก์เดาว่าคงมียศศักดิ์ไม่ต่างไปจากทาสรับใช้ขัดขึ้น เสียงนั้นฟังดูตื่นกลัวและตื่นตัวในเวลาเดียวกัน “ตลอดการเดินทางของเรา กระผมนึกทบทวนแผนการอยู่ในหัว... นายท่าน เรื่องที่เบอร์ธา จอร์กิ้นส์หายไปจะต้องมีคนสังเกตในไม่ช้านี้ แล้วถ้าเราทำต่อไป ถ้าข้าสาป -- ”



            “เจ้าว่าอย่างไรนะ...” เสียงที่สองกระซิบเสียงแผ่ว “ถ้ารึ ถ้าเจ้าทำตามแผน หางหนอน กระทรวงก็จะไม่รู้ว่ามีใครอื่นอีกที่หายไป เจ้าจะต้องทำเงียบ ๆและอย่าได้พิรี้พิไรเป็นอันขาด ข้าได้แต่หวังว่าจะลงมือเองได้ แต่สภาพในตอนนี้... มาเถอะ หางหนอน มาขจัดอุปสรรคอีกชิ้นแล้วหนทางสู่แฮร์รี่ พอตเตอร์ของเราก็จะปลอดโปร่ง เส้นทางที่มีเด็กนั่นเป็นปลายทางอาจดูยากลำบากเกินกว่าจะไปถึง แต่ถึงกระนั้นข้าก็มั่นใจว่าเขาจะทำได้ และข้าไม่ได้ขอให้เจ้าทำตามลำพัง กว่าจะถึงตอนนั้น ทาสรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ของข้าก็จะมาร่วมกับเราแล้ว -- ”



            “ข้าคือทาสรับใช้ผู้ซื่อสัตย์” ชายร่างเล็กเอ่ยเสียงแผ่ว เสียงนั้นฟังเศร้าสร้อยและน้อยใจอย่างน่าประหลาด หากแต่ถ้อยคำจากเจ้าของเสียงเย็นเยียบหาได้ช่วยปลอบโยนหรือทำให้คนฟังรู้สึกดีขึ้นแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันกลับตรงไปตรงและแฝงด้วยคำเหน็บแนม



            “หางหนอน คุณสมบัติของคนที่ข้าต้องการคือคนที่ฉลาดและภักดีต่อข้า ไม่เคยเปลี่ยนแปลง แต่ช่างโชคร้ายนักที่เจ้าไม่มีทั้งสองอย่างที่ข้าได้กล่าวมา”



            “แต่กระนั้นข้าก็ตามหาท่านจนพบ!” กระแสความไม่พอใจจากเสียงแหลมเล็กดังลอดเข้าโสตประสาท แฟรงก์พยายามเงี่ยหูฟังมากขึ้นขณะที่พยายามไม่ขยับเข้าใกล้มากเกินไป “ข้าคือคนที่ตามหาท่านจนพบ และยังนำตัวเบอร์ธา จอร์กิ้นส์มาให้ท่าน”



            “นั่นก็จริง...” เสียงเยียบเย็นที่เคยนุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยความอันตราย บัดนี้กลับกลายมีความหฤหรรษ์เบาบางอยู่ในน้ำเสียง “ก็ค่อนข้างน่าแปลกใจอยู่ที่เจ้าเผยความฉลาดให้ข้าเห็น ความฉลาดที่ข้าไม่เคยนึกว่าเจ้าจะมี ข้าเชื่อว่าเจ้าไม่รู้หรอกว่าเบอร์ธามีประโยชน์มากแค่ไหน จริงไหม”



            “กระผม... ในตอนนั้นกระผมเพียง – เพียงแต่คิดว่า เธออาจจะเป็นประโยชน์ -- ”



            “โกหก” เสียงที่สองขัดเสียงเรียบ เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เจ้าของเสียงนั้นขัดชายร่างเล็ก และดูเหมือนเขาจะไม่สนใจเลยด้วยซ้ำ ถ้อยคำสั้น ๆที่เต็มไปด้วยการเยาะเย้ยและความเหี้ยมโหดนั้น ดูท่าเจ้าตัวจะไม่สนใจที่จะสรรหาคำพูดที่นุ่มนวลไปมากกว่านี้ หรือบางทีเขาอาจจะพอใจกับการพูดจาตรงไปตรงมาให้ตรงกับความจริงมากที่สุด



            “แต่ถึงอย่างไร ข้าก็ไม่ปฏิเสธหรอกว่าข้อมูลที่เราได้จากเบอร์ธานั้นเป็นประโยชน์มาก หากไม่มีข้อมูลนี้ แผนการนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น และเพราะเหตุนี้เอง เจ้าจะได้ทำงานสำคัญให้ข้า... งานที่สมุนหลาย ๆคนเต็มใจที่จะสละมือขวาเพื่อให้ได้เป็นผู้ลงมือทำ...”



            “จะ...จริงหรือ นายท่าน” หางหนอนดูตื่นเต้นแต่มันก็ยังคงแฝงด้วยความหวาดหวั่นเช่นเคย เขาเอ่ยถามทันทีที่เสียงเย็นเยียบนั้นแผ่วเบาลง “งะ- -- งานอะไรหรือ”



            “ข้าไม่อยากทำให้งานนี้หมดสนุกหรอกนะ... เจ้าควรจะรู้หน้าที่ของตนเมื่อยามที่เวลานั้นมาถึง ถูกหรือไม่? แต่ข้าสัญญากับเจ้า ว่าเจ้าจะได้รับเกียรติให้เป็นผู้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์มากพอ ๆกับที่เบอร์ธา จอร์กิ้นส์ได้ทำไว้”



            “ดะ – เดี๋ยว นายท่าน” เสียงของเขาแหบแห้งในทันใด แฟรงก์รู้สึกเหมือนเขาจะได้ยินเสียงร่าง ๆหนึ่งทรุดตัวลงบนพื้น “ท่าน... ท่านจะฆ่ากระผมด้วยหรือ”



            “หางหนอนเอ๋ย...” เสียงเย็นเยือกนั้นฟังดูอ่อนลง “เหตุใดข้าจะต้องฆ่าเจ้า ข้าฆ่าเบอร์ธาก็เพราะข้าจำต้องทำ เธอไม่มีประโยชน์อะไรแล้วเมื่อข้ารีดข้อมูลมาได้จนหมด และที่สำคัญ มันคงจะแปลกพิลึกพิลั่นน่าดูเมื่อเธอกลับไปที่กระทรวงแล้วบอกใครต่อใครว่าพบพ่อมดที่ใครก็ต่างเข้าใจว่าตายไปแล้ว...”



            เสียงพึมพำแผ่วเบานั้นฟังดูไม่ได้ศัพท์ แฟรงก์ขมวดคิ้ววุ่นก่อนที่จะคลายออกเมื่อยามที่ได้ยินเสียงเยียบเย็นนั้นหัวเราะ แต่มันเป็นเสียงหัวเราะที่เย็นเยือกปราศจากอารมณ์ใด ๆ



            “เราจะปรับความทรงจำของเบอร์ธาเสียก็ได้ใช่ไหม... หรือจะเป็นการสลายความทรงจำเล่า แน่นอนว่าพ่อมดที่มีพลังอำนาจสูงสามารถทำได้ เช่นเดียวกันกับที่ข้าเคยทำให้เจ้าดู แต่กระนั้นเจ้าไม่คิดหรือว่าการที่เราไม่ใช้ข้อมูลที่เบอร์ธา จอร์กิ้นส์ให้มา จะเป็นการดูหมิ่นความทรงจำเหล่านั้น...”



            แฟรงก์กลืนน้ำลายลงคอขณะที่มือของเขาเริ่มเปียกชื้น ในสมองของเขาตอนนี้ตีกันวุ่นด้วยศัพท์และถ้อยคำต่าง ๆที่อาจฟังไม่เข้าใจ แต่เขาก็ยังพอจะสามารถจับใจความได้ว่าชายเจ้าของเสียงเยียบเย็นราวกับน้ำแข็งนี้ได้ฆ่าหญิงสาวคนหนึ่ง และเสพสุขจากการฆ่านั้นอย่างสนุกสนาน ไร้วี่แววใด ๆของการสำนึกผิดในกระแสเสียงนั้น และแน่นอนว่าเธอไม่ใช่คนสุดท้าย... เด็กชายที่ชื่อแฮร์รี่ พอตเตอร์นั่น กำลังตกอยู่ในอันตรายอย่างใหญ่หลวง



            เขารู้ว่าตนเองต้องทำอะไร แม้ว่าจะไม่อยากทำเลยก็ตาม เขาจะต้องพาตัวเองกลับไปเผชิญหน้ากับตำรวจ แฟรงก์ตัดสินใจที่จะย่องออกไปจากบ้านและใช้โทรศัพท์สาธารณะในหมู่บ้าน แต่เสียงเย็นเยือกที่ดังขึ้นอีกครั้งทำให้ขาของแฟรงก์หยุดนิ่งราวกับถูกแช่แข็งเอาไว้ ขณะที่หูทั้งสองข้างต่างก็ตั้งใจฟังอย่างเต็มที่



            “อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้น... แล้วแฮร์รี่ พอตเตอร์จะตกอยู่ในกำมือของข้า หางหนอน จะไม่มีการถกเถียงเรื่องนี้อีก ...เงียบก่อน ข้าคิดว่านากินีกำลังมา”



            แล้วเสียงที่เย็นเยียบของชายคนที่สองก็เปลี่ยนไป เขาเริ่มทำเสียงอย่างที่แฟรงก์ไม่เคยได้ยินมาก่อน ราวกับเสียงขู่ฟ่อของงูดังออกจากปากเขา เสียงนั้นสูง ๆต่ำ ๆ แฟรงก์อาจฟังไม่เข้าใจ แต่แฮร์รี่ที่กำลังมองผ่านคลองสายตาของชายชรากลับเข้าใจความหมายของมันได้เป็นอย่างดี แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่สามารถประมวลผลออกมาได้ในทันทีเหมือนอย่างทุกครั้ง ทุกอย่างดูเชื่องช้าไปหมดเมื่อยามที่เสียงขู่ฟ่อดังขึ้นไม่ใกล้ไม่ไกลจากแฟรงก์เท่าไหร่นัก



            งูยักษ์ตัวยาวเลื้อยเข้าใกล้เขา แฟรงก์กลั้นหายใจพลางพยายามยืนนิ่ง ๆไม่ให้ซุ่มให้เสียงใด ๆ ในใจของเขาเฝ้าภาวนาขอให้มันไม่เห็นเขา แต่ถึงอย่างนั้นก็คงเป็นไปไม่ได้ เจ้างูที่คงจะมีชื่อว่านากินีผงกหัวขึ้นเมื่อยามที่เลื้อยผ่านหน้าเขาไป รอยโค้งบนพื้นที่มีฝุ่นจับอยู่หนานั้นเป็นหลักฐานว่ามันได้ไปที่ใดมาบ้าง ขณะที่มือของเขากำลังสั่นอยู่นั่นเอง งูยักษ์นั้นก็เลื้อยผ่านไป ภายในเวลาไม่กี่วินาทีที่แฟรงก์รู้สึกเหมือนยาวนานยิ่งนัก ปลายหางเกล็ดลายเพชรของมันก็หายลับผ่านช่องประตูที่แง้มไว้อย่างเงียบ ๆ



            ร่างของแฟรงก์ที่บัดนี้ชุ่มไปด้วยเหงื่อและสั่นระริกยังคงยืนค้างอยู่ที่หน้าประตู ในห้องที่สว่างด้วยเปลวไฟสีเงินนั้นยังคงมีเสียงขู่ฟ่อลอดเข้ามาให้ได้ยิน มันอาจแผ่วเบาแต่กระนั้นก็ยังคงได้ยินได้อย่างชัดเจนท่ามกลางความเงียบสงบนี้ และจู่ ๆโดยที่แฟรงก์ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าเขาได้ความคิดนี้มาจากไหน... ดูเหมือนว่าชายเจ้าของเสียงเย็นเยียบนี้จะพูดภาษางูได้



            แฟรงก์พยายามที่จะขยับขาของตัวเอง แต่มันกลับนิ่งไม่ยอมขยับเขยื้อน เขาอยากจะกลับลงไปนอนบนเตียงของตนเองภายในกระท่อมเล็ก ๆที่ล้อมรอบไปด้วยพุ่มไม้ เขายืนตัวสั่นอยู่หน้าประตู และในขณะที่เขาพยายามเรียกสติของตนเองกลับมา เสียงเย็นเยียบนั้นก็กลับดังขึ้นอีกครั้ง และมันไม่ใช่ภาษางูอีกต่อไป



            “นากินีมีข่าวที่น่าสนใจมาบอก... หางหนอน” เสียงเย็นเยียบเอ่ยขึ้น



            “จะ... จริงหรือ นายท่าน”



            “แน่นอนทีเดียว... ตามที่นากินีบอกข้า มักเกิ้ลแก่ ๆเฝ้าบ้านยืนอยู่นอกห้องนี้ และฟังทุกคำที่เราพูด”



            แฟรงก์ไม่ได้ซ่อนตัว หรือถ้าจะพูดให้ถูก เขาไม่มีโอกาสที่จะได้ขยับตัวเสียด้วยซ้ำเมื่อเสียงฝีเท้าเข้าใกล้มากขึ้น ประตูห้องพลันเปิดออก ชายร่างเล็ก ศีรษะเกือบล้านที่มีผมหงอกขาว ๆอยู่บ้างประปรายยืนอยู่ตรงหน้าเขา ดวงตาคู่เล็กจับจ้องมาที่เขาขณะที่ใบหน้านั้นดูจะหวาดหวั่นและตื่นตกใจอยู่ตลอดเวลา



            “เจ้าไม่มีมารยาทหรือ หางหนอน... เชิญแขกเข้ามาข้างในสิ”



            เสียงเย็นเยียบดังมาจากเก้าอี้นวมโบราณหน้าเตาผิง พนักเก้าอี้ทรงสูงทำให้แฟรงก์ไม่สามารถมองเห็นเจ้าของเสียงนั้นได้ งูยักษ์ตัวยาวนอนขดตัวอยู่รอบ ๆเก้าอี้ หางของมันอยู่บนพรมเปื่อยขาดหน้าเตาผิง ส่วนหัวของมันพาดอยู่บนพนักเก้าอี้ ห้อยต่ำลงจนดูคล้ายกิ่งไม้ แต่กระนั้นภาพที่เห็นก็ทำให้แฟรงก์รู้สึกขนลุกและเสียววาบไปทั่วทั้งตัว



            ชายร่างเล็กบุ้ยใบ้ให้แฟรงก์เข้าไปในห้อง เขาที่ยังคงตัวสั่นอยู่กลืนน้ำลายลงอย่างฝืดคอก่อนจะขยับไม้เท้าและค่อย ๆก้าวข้ามผ่านธรณีประตูไป



            แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวภายในห้องคือเปลวไฟในเตาผิงที่ลุกโชนอย่างร่าเริง แฟรงก์จ้องมองด้านหลังของเก้าอี้ก่อนที่จะคิดว่าชายที่นั่งอยู่ตรงหน้าคงจะมีร่างเล็กกว่าทาสรับใช้เป็นแน่



            “เจ้าได้ยินทั้งหมดรึ... มักเกิ้ลเฒ่า” เสียงเย็นเยียบเป็นฝ่ายทำลายความเงียบ



            “แกเรียกฉันว่าอะไรนะ” แฟรงก์โต้ตอบอย่างท้าทาย เขารู้สึกกล้าหาญขึ้นเมื่อรู้สึกว่าเวลานี้เขาควรจะต้องทำอะไรสักอย่าง และอย่างน้อย ๆเขาก็เข้ามาอยู่ในห้องเรียบร้อยแล้ว



            “มักเกิ้ล... ข้าเรียกเจ้าว่า มักเกิ้ล” เสียงเย็นนั้นตอบเอื่อย ๆ “และมันหมายความว่าเจ้าไม่ใช่พ่อมด”



            “ฉันไม่รู้ว่าแกกำลังพูดถึงอะไร” แฟรงก์ตอบ “พ่อมดอะไรนั่นมันไม่ได้เกี่ยวกับฉันเลยสักนิด สิ่งที่ฉันรู้ตอนนี้คือแกฆ่าคนและวางแผนจะฆ่าอีก! แล้วฉันขอบอกแกไว้ด้วยนะว่า -- ”



            “ข้าเชิญเจ้าเข้ามาในห้องไม่ได้หมายความว่าข้าต้องการจะฟังเจ้าพูด... และข้ารู้ว่าเจ้ากำลังจะพูดว่าอะไร” เสียงเย็นนั้นขัดขึ้น “เจ้าอยู่คนเดียว... เพียงลำพังในกระท่อมเล็ก ๆนั่น และเจ้าไม่ได้บอกใครว่าเจ้าเข้ามาในบ้านหลังนี้ อย่าได้โกหกลอร์ดโวลเดอมอร์ มักเกิ้ล”



            “จริงหรือ” แฟรงก์พูดห้วน ๆ “ท่านลอร์ด... อย่างนั้นหรือ?” ฉันว่าออกจะไม่มีมารยาทอยู่นะท่านลอร์ด ถ้าท่านจะหันหลังให้กับแขกแบบนี้”



            “แต่ข้าไม่ใช่คนนะ มักเกิ้ล” เสียงแผ่วเบาเอ่ยตอบ “ข้าเป็นยิ่งกว่าคนมากนัก แต่ก็เอาเถอะ หากเจ้าต้องการ ข้าก็จะสงเคราะห์ให้... หางหนอน หมุนเก้าอี้ของข้า”



            “ได้ยินไหม หางหนอน”



            ชายร่างเล็กครางเบา ๆอย่างตกใจกลัวก่อนที่จะเดินเข้าใกล้ผู้เป็นนายแล้วหมุนเก้าอี้อย่างเชื่องช้า นากินีค่อย ๆทิ้งตัวลงบนเก้าอี้พลางขู่ฟ่อเบา ๆ



            และแล้วในที่สุดเก้าอี้ก็หันมาประจันหน้ากับแฟรงก์ ทันทีที่เขาได้เห็นสิ่งที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ ไม้เท้าที่เคยถูกกำแน่นก็ถูกปล่อยลงกระทบกับพื้นเสียงดังสนั่น ชายชราส่งเสียงร้องโหยหวนก่อนที่ร่างบนเก้าอี้จะพูดพลางยกไม้กายสิทธิ์ขึ้น แสงสีเขียวสว่างวาบและมีเสียงซู่ซ่าราววัตถุพุ่งผ่านอากาศ ดวงตาของแฟรงก์เบิกค้าง เขาทรุดตัวลงก่อนที่จะนอนแน่นิ่งไม่ขยับไหวบนพื้น



            แล้วภาพทุก ๆอย่างที่แฮร์รี่เห็นผ่านคลองสายตาของคนสวนประจำบ้านริดเดิ้ลก็พลันดับวูบลง...























 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

1,007 ความคิดเห็น