[Fic Harry]Frozen Heart [JP/SS]ft.[HP/DM]

ตอนที่ 22 : Frozen Heart: Act III Chapter 14

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1604
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 38 ครั้ง
    5 ก.ย. 58

Act III

Chapter 14

 


            สิ่งที่เขารู้สึกเป็นอย่างแรกเมื่อตื่นขึ้นมา คือความหนักอึ้งในหัวของเขา



            แฮร์รี่กะพริบตาถี่ ๆพลางพยายามปรับสายตาของตัวเองให้ชินกับแสงสว่าง ตอนนี้เป็นตอนเช้าและน่าแปลกใจที่ทุกคนยังหลับอยู่ รวมทั้งไรอัลด้วยเช่นกัน



            เขาเริ่มเปลี่ยนเสื้อผ้าขณะที่คนอื่น ๆเพิ่งจะเริ่มตื่น เจ้าลูกสิงโตตัวน้อยที่บัดนี้นอนขดตัวอยู่บนเตียงของเขาก็เริ่มขยับตัวแล้ว แฮร์รี่รู้ดีว่าถ้าเป็นตามปกติแล้วหอนอนของพวกเขาคงจะครึกครื้นแทบจะทุกวัน โดยเฉพาะเมื่อของ ๆเชมัสดันไปอยู่บนเตียงของดีน แต่เมื่อตอนนี้เขากับรอนยังไม่ได้กลับมาคุยกันเหมือนแต่ก่อน ดังนั้นการที่จะเลี่ยงออกไปจากหอก่อนก็น่าจะเป็นการดีกว่า



            ตอนนี้เขากำลังฝึกใช้คาถาเรียกของกับเฮอร์ไมโอนี่ ซึ่งแน่นอนว่าเด็กสาวยอมนอนดึกจนแทบจะโต้รุ่งเพื่อช่วยเป็นคู่ซ้อมให้เขา แต่เมื่อเขาบอกว่าอยากจะโดดคาบวิชาพยากรณ์ศาสตร์ เฮอร์ไมโอนี่ก็ยืนกรานที่จะไม่ยอมโดดคาบวิชาตัวเลขมหัศจรรย์ ดังนั้นเด็กหนุ่มผมดำก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากจะต้องไปเรียนด้วยเหมือนกัน



            คาบพยากรณ์ศาสตร์ในตอนเช้าเป็นสิ่งที่ชวนทำให้ปวดหัวมากที่สุด เพราะกลิ่นหอมเอียนที่อบอวลไปทั่วทั้งห้องกับอุณหภูมิที่ร้อนอบอ้าว โดยเฉพาะคำนายของศาสตราจารย์ทรีลอว์นีย์เกี่ยวกับความตายของเขาในทุก ๆคาบเรียน บางทีเขาก็สงสัยว่า ทำไมสาเหตุการตายของเขามันช่างหลากหลายเสียเหลือเกิน



            หลังจากที่แฮร์รี่จัดการมื้อเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่เขาจะต้องเดินไปเรียน เขาแยกกับเฮอร์ไมโอนี่ที่ห้องโถงใหญ่โดยไม่ลืมที่จะมองไปทางบ้านสลิธีริน เดรโก มัลฟอยยืนอยู่ตรงนั้นล้อมรอบด้วยเด็กบ้านสลิธีรินคนอื่น ๆ และเป็นอีกครั้งที่เขาสังเกตเห็นว่าคนผมบลอนด์ซีดคนนั้นไม่ได้ติดเข็มกลัดสีเขียวแวววาวนั่น



            อย่างน้อยนั่นก็ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อย



            เขาเดินขึ้นบันไดไปพร้อมกับเนวิลล์ เด็กหนุ่มหน้ากลมก็เอาแต่พูดถึงความพิเศษของพืชน้ำที่อยู่ในแถบทางเหนือของทรานซิลเวเนีย เขาก็ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง เพราะเขาก็ไม่ได้สนใจวิชาสมุนไพรศาสตร์สักเท่าไร แต่อย่างน้อยเขาก็รู้สึกดีที่ยังมีใครอยู่ข้าง ๆบ้าง



            รอนที่อยู่ด้านหลังของเขาทั้งสองคนเดินหัวเราะไปกับดีนและเชมัส แฮร์รี่พยายามจะไม่สนใจและจดจ่อไปกับการคิดหาทางรีบมือมังกรในภารกิจแรกแทน จนกระทั่งเด็กบ้านกริฟฟินดอร์ทั้งหมดเดินมาถึงห้องเรียน เพียงแค่แง้มบานประตูออกเล็กน้อย กลิ่นหวานเอียนอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของศาสตราจารย์ทรีลอว์นีย์ก็ลอยโชยออกมา



            แฮร์รี่ไม่พูดไม่จา เขาเดินดุ่ม ๆเข้าไปนั่งที่โต๊ะตัวประจำอย่างรวดเร็ว เนวิลล์ที่โต๊ะอยู่ข้าง ๆของเขาก็เดินมาด้วยเช่นกัน ส่วนรอนก็เลือกที่จะนั่งกับดีนและเชมัสอย่างที่เขาคิดไว้ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิมหรอก



            ใบหน้าของศาสตราจารย์ทรีลอว์นีย์กับน้ำตาที่เอ่อคลอนั่นต่างหากล่ะ...



            เด็กหนุ่มผมดำถอนหายใจขณะที่เขาวางกระเป๋าลงและหยิบหนังสือเล่มหนาขึ้นมา เนวิลล์ที่เลือกมานั่งกับเขาก็หยุดพูดเรื่องพืชน้ำแล้ว แฮร์รี่รู้สึกขอบคุณเพื่อนผมดำคนนี้ที่มานั่งข้าง ๆเขา แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่ได้พูดมันออกไป ยังมีโอกาสอีกมากที่เขาจะได้ตอบแทนเรื่องเล็ก ๆน้อย ๆแต่สำคัญแบบนี้



            แฮร์รี่ไม่ได้สนใจหันไปมองรอบ ๆว่าคนอื่น ๆกำลังทำอะไร แต่เขาก็รู้สึกได้ถึงความเงียบที่พลันเข้ายึดครองพื้นที่ แฮร์รี่ขยับตัวไปมาอย่างอึดอัดขณะที่ศาสตราจารย์ทรีลอว์นีย์จ้องเขาตาไม่กะพริบ



            “เธอกำลังรู้สึกไม่สบายตัวหรือเปล่า คุณพอตเตอร์”



            เสียงแหบพร่าที่ฟังดูเพ้อฝันของเธอทำให้แฮร์รี่รู้ได้ทันทีว่าหัวข้อเปิดประเด็นคาบวันนี้ต้องเป็นเรื่องอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับเขาอย่างแน่นอน



            “ครับ ผมปวดหัวนิดหน่อย” แฮร์รี่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ เขารู้สึกปวดหัวจริง ๆและเขาก็รู้สึกว่าเขาควรจะพูดความจริงเออออตามศาสตราจารย์ไปก่อน



            “นั่นไง ฉันว่าแล้ว” ศาสตราจารย์ทรีลอว์นีย์หลับตาลงขณะที่เธอเคลื่อนตัวไปที่มุมห้อง ใบหน้าของอาจารย์ผมน้ำตาลแสดงถึงความเจ็บปวดออกมาอย่างชัดเจนและนั่นทำให้ห้องเรียนที่เงียบกริบมีบรรยากาศที่น่าอึดอัดกว่าเดิม



            “โถ พ่อหนูน้อยที่น่าสงสาร” แฮร์รี่หันไปมองหน้าเนวิลล์อย่างงุนงง เด็กหนุ่มหน้ากลมเองก็ยักไหล่ตอบกลับมา ศาสตราจารย์ทรีลอว์นีย์ที่เหมือนจะร้องไห้ออกมารอมร่อหันตัวกลับมาประจันหน้ากับพวกเขา เธอสูดหายใจเข้าลึก ๆก่อนจะพูดว่า



            “เงาแห่งความตาย... แผ่อยู่รอบตัวเธอ”



            ปาราวตีอุทานดังลั่นขณะที่ลาเวนเดอร์ยกมือขึ้นปิดปาก แฮร์รี่หันไปมองรอบ ๆ ดูเหมือนว่าครั้งนี้จะมีคนตกใจมากกว่าเรื่องกริมเมื่อปีที่แล้วเสียอีก แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่ามันหมายถึงอะไร แต่ถ้าสำหรับเรื่องที่เขาชะตาใกล้จะขาดลงทุกวัน เด็กหนุ่มร่างสูงก็เริ่มจะรู้สึกเอือมระอาจนแทบจะทนไม่ได้ด้วยซ้ำ



            “กำลังมีใครบางวคนหมายเอาชีวิตของเธออยู่” ศาสตราจารย์ทรีลอว์นียกระซิบเสียงแผ่วเบาราวกับว่าถ้ามีใครได้ยินอาจจะทำให้คำพยากรณ์นั้นเปลี่ยนไป “ชีวิตของเธอกำลังตกอยู่ในอันตราย อันตรายที่จะพรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเธอ”



            “ส่งเรียงความครับ อาจารย์” เด็กหนุ่มผมดำเอ่ยขึ้นมาเรียบ ๆพลางหยิบงานขึ้นมาวางบนโต๊ะ แต่ศาสตราจารย์ทรีลอว์นีย์ไม่สนใจ



            "ฉันสามารถทำนายดวงชะตาของเธอได้นะ" ศาสตราจารย์ทรีลอว์นีย์กระซิบ "เธอจะได้รู้และระวังตัวเอาไว้ดี ๆ--"



"จริง ๆผมก็พอทราบอยู่นะครับ อาจารย์ ว่าใครต้องการให้ผมตาย" อาการปวดที่ขมับของเขาไม่ได้ลดน้อยลงเลย และเมื่อบวกกับความขุ่นเคืองที่อาจารย์วิชาพยากรณ์ศาสตร์เป็นคนเริ่มแล้ว แฮร์รี่ก็ไม่คิดจะทนนั่งเงียบอีกต่อไป "โวลเดอมอร์"



ศาสตราจารย์ทรีลอว์นีย์หน้าซีดลงในทันที เช่นเดียวกับคนอื่น ๆที่มีปฏิกิริยาแตกต่างกันออกไป เชมัสสะอึกเมื่อเขาพูดชื่อเจ้าแห่งศาสตร์มืด ส่วนเนวิลล์เองก็ครางเบา ๆอย่างหวาดกลัว



"เขาอยากจะฆ่าผมใจจะขาด ใคร ๆก็รู้เรื่องนี้ดี" เด็กหนุ่มผมดำพูดเรียบ ๆ เขาพยายามกดโทสะของตัวเองเอาไว้ไม่ให้ระเบิดออกมามากไปกว่านี้ "และผมก็จะตายไม่ดีเพราะเขา ผมทราบดีครับ"



"เป็นการตายที่สยดสยองมาก คุณพอตเตอร์" ศาสตราจารย์ทรีลอว์นีย์ยกมือขึ้นวางไว้ที่หน้าอก "ฉันเห็นดวงตาของเธอเบิกโพลง ไร้ชีวิต ละ--เลือด--"



แฮร์รี่ไม่พูดอะไรอีก เขาหยิบเรียงความและเดินไปวางบนโต๊ะอาจารย์ก่อนจะเดินตรงไปที่ประตู



"ผมขอโทษนะครับ แต่ผมปวดหัวมาก" เด็กหนุ่มร่างสูงก้มหัวน้อย ๆเป็นเชิงขอโทษก่อนจะเดินออกไปจากห้องเรียนอย่างรวดเร็ว



เขารู้สึกได้ถึงสายตาของคนทั้งห้องที่ไล่จ้องตามหลังมา แต่แฮร์รี่ไม่ใส่ใจ เขาเดินลงบันไดเร็ว ๆพลางจับกระเป๋าสะพายไว้มั่น ในตอนแรกแฮร์รี่ตั้งใจจะเดินไปที่ห้องพยาบาลเพื่อขอยา แต่เมื่อคิดไปคิดมา เขาอยากจะอยู่คนเดียวซะมากกว่า



ดังนั้นเขาจึงเดินตรงไปที่หอกริฟฟินดอร์แทนที่จะแวะไปเยี่ยมเยียนที่ห้องพยาบาล ระเบียงทางเดินที่ร้างผู้คนนั้นเงียบสงบ เด็กหนุ่มผมดำรู้สึกผ่อนคลายบ้างเล็กน้อย เขาเดินไปที่รูปภาพของสุภาพสตรีอ้วนที่กำลังกอดอกเลิกคิ้วใส่เขา



"เธอควรจะเรียนอยู่นะตอนนี้"



"ผมปวดหัว อยากกลับมาพักก่อนน่ะครับ" ว่าแล้วแฮร์รี่ก็ขมวดคิ้วน้อย ๆให้หน้าของตัวเองดูคร่ำเครียด "คุณคงไม่ปล่อยให้ผมนอนข้างนอกนี่ใข่ไหม"



"แล้วทำไมเธอไม่ไปห้องพยาบาล ฮึ?" สุภาพสตรีอ้วนทำเสียงขึ้นจมูก ท่าทางเอาเรื่องของเธอทำให้เขาไม่เข้าใจนักว่าจะแค่รับรหัสผ่านจากเขาไปให้มันจบ ๆไม่ได้หรือไงกัน



"ไม่มีใครอยู่นี่ครับ" เด็กหนุ่มผมดำพูดโดยไม่ลืมที่จะไขว้นิ้วเอาไว้ด้านหลัง แฮร์รี่ยู่ปากน้อย ๆก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงน้อยใจว่า "อะไรกัน คุณคิดว่าผมจะโดดเรียนหรอ?"



"มันก็ไม่แน่นี่นา เด็กวัยรุ่นน่ะ" เธอส่งเสียงล้อเลียน แฮร์รี่ส่ายหน้าให้กับท่าทีนั้น



"บอลเดอร์ดาช"



"เอ้า เปิดให้แล้ว ตามสบายเลยนะ ตัวแทนของฮอกวอตส์" สุภาพสตรีอ้วนว่าด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจเล็กน้อยที่ท้ายประโยค แฮร์รี่ได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักจากรูปภาพที่อยู่ไม่ไกลนัก เขาเดาว่านั่นคงจะเป็นเพื่อนสนิทขาเมาท์ของสุภาพสตรีอ้วนแน่ ๆ



แฮร์รี่ตรงเข้าไปหาโซฟาหน้าเตาผิงที่ประจำของเขาเป็นอันดับแรก เด็กหนุ่มร่างสูงวางกระเป๋าลงบนโต๊ะเตี้ยข้าง ๆก่อนจะถอยหายใจหนัก ๆออกมา เขากึ่งนอนกึ่งนั่งบนโซฟาตัวโปรดขณะที่ดวงตาปิดสนิท ไฟในเตาผิงมอดดับไปนานแล้ว แต่กระนั้นอุณหภูมิในห้องก็ยังคงอุ่นอยู่



เพียงเวลาไม่นาน แฮร์รี่ก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง เด็กหนุ่มลุกขึ้นบิดขี้เกียจก่อนจะคว้ากระเป๋าพาดบ่าและค่อย ๆเดินขึ้นไปที่หอนอน ทิ้งให้ห้องนั่งเล่นรวมเงียบสงัดเหมือนอย่างเก่า



สิ่งแรกที่เขาเจอเมื่อผลักประตูเข้ามา คือร่างเล็กที่พุ่งเข้าหาโดยไม่ทันตั้งตัว ไรอัลกระดิกหางไปมาอย่างร่าเริง แฮร์รี่ยิ้มน้อย ๆให้กับเจ้าลูกสิงโตตัวเล็ก เขาเดินไปที่เตียงของตัวเองก่อนจะล้มตัวนอนลงในทันที



ไรอัลกระโดดขึ้นเตียงมาซุกตัวอยู่ข้าง ๆเขา แฮร์รี่เกาคางมันเบา ๆขณะที่ดวงตาสีเขียวดูเหม่อลอย เขาตกอยู่ในห้วงความคิดของตนเอง เขาคิดถึงภารกิจที่หนึ่งที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ ส่วนหนึ่งของเขากำลังให้ความมั่นใจอยู่ว่า เขาต้องทำได้



แต่ในขณะเดียวกัน ในหัวของเขาก็มีภาพของเด็กหนุ่มเซ่อซ่าคนหนึ่งยืนถือไม้กายสิทธิ์อยู่คนเดียว เผชิญหน้ากับมังกรขนาดยักษ์ที่พร้อมจะพ่นไฟเผาเขาได้ทุกเมื่อ



แฮร์รี่สั่นศีรษะไล่ความคิดพวกนั้นออกไป เด็กหนุ่มร่างสูงเอื้อมมือไปหยิบกระดาษแผ่นเล็กจากกระเป๋า เขาคลี่มันออกมาอย่างเบามือก่อนที่ริมฝีปากจะขยับยิ้มอ่อนโยน



"เราต้องยิ้มเข้าไว้สิ... ถึงจะถูก"











วันนี้เป็นวันที่สงบสุขวันหนึ่งของเขา



เดรโกกำลังนั่งเขียนเรียงความวิชาแปลงร่างที่ศาสตราจารย์มักกอนนากัลกำหนดมาว่าต้องมีความยาวไม่ต่ำกว่าสองฟุตครึ่ง มันไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขาเลยที่จะเขียนให้ได้ความยาวที่อาจารย์กำหนดไว้ แต่สิ่งที่ทำให้ความเร็วในการเขียนของเขาลดลงคือเสียงดังเอะอะโวยวายรอบข้างนี่



ตามปกติแล้ว บรรยากาศภายในห้องนั่งเล่นรวมบ้านสลิธีรินมักจะสงบเงียบหรือไม่ก็มีเสียงกระซิบกระซาบคุยกันเบา ๆเสียมากกว่า หายากนักที่เด็กบ้านสลิธีรินจะรวมหัวกันจัดปาร์ตี้ฉลองอะไรสักอย่าง เพราะส่วนใหญ่แล้ว พวกเขามักจะให้ความสนใจกับเป้าหมายของตัวเองเป็นอันดับแรกเสมอ



เดรโกเองก็ไม่ได้ต่างไปจากคนอื่น เด็กหนุ่มเจ้าของผมสีซีดกำลังนั่งทำเรียงความวิชาแปลงร่างหลังจากที่ทำสรุปวิชาปรุงยาเรียบร้อยแล้ว จริง ๆแล้วเขาเองก็ไม่รู้ว่าเขาต้องการทำอะไรกันแน่ แต่เพราะมีนิสัยชอบเอาชนะพร้อมกับความเคยชินที่จะต้องใส่ใจการเรียน เขาจึงมักจะมานั่งหลบมุมใดมุมหนึ่งในห้องนั่งเล่นและทำงานของตัวเองเสียมากกว่า



แครบและกอยล์กำลังนั่งกินเมอแรงก์กันอย่างเมามัน ทั้งคู่อยู่ห่างจากเขาไปเล็กน้อย และนั่นก็ทำให้เดรโกรู้สึกพอใจที่เขาไม่ต้องมานั่งฟังเสียงเคี้ยวอาหารของเจ้าพวกนั้น



เบลสหายไปอย่างไร้วี่แววหลังจากที่บอกว่าจะไปหยิบหนังสือมาอ่าน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคงจะเดินไปไหนต่อไหนไปแล้ว เดรโกสั่นศีรษะเบา ๆเพื่อรวบรวมสติ เสียงที่ดังจ้อกแจ้กจอแจนี้ไม่อาจทำลายสมาธิของเขาได้ เพียงแต่มันทำให้เขารู้สึกรำคาญจนแทบจะหงุดหงิดก็เท่านั้น



และเมื่อเขาจะจุ่มหมึกอีกครั้ง จู่ ๆหนังสือพิมพ์เดลี่พรอเฟ็ตก็ถูกวางลงบนโต๊ะ เดรโกเงยหน้ามองเด็กสาวผมสั้นที่กำลังส่งยิ้มมาให้เขา ดวงตาของแพนซี่เป็นประกายวาววับไม่ต่างจากเด็กที่ได้ของเล่นชิ้นใหม่ เด็กหนุ่มผมสีอ่อนก้มลงมองหนังสือพิมพ์อีกครั้ง พาดหัวข่าวของวันนี้คือบทสัมภาษณ์พอตเตอร์พ่อลูกและรายละเอียดการประลองเวทไตรภาคี



"ดูเจ้าพอตเตอร์นั่นสิ อวดดีกันใหญ่ทั้งพ่อทั้งลูก" แพนซี่ยิ้มเยาะก่อนจะทรุดตัวนั่งลงข้างเขา "ถึงจะรู้ ๆกันอยู่ก็เถอะว่ายัยริต้า สกีตเตอร์เป็นคนเขียนคอลัมน์นี้ แต่ยังไง ๆ ถ้าขึ้นชื่อว่าพอตเตอร์แล้ว ฉันว่ามันก็เป็นอะไรที่น่าหัวเราะเยาะทั้งนั้น-- ว่าไหม เดรโก"



คนถูกถามเลิกคิ้วน้อย ๆขณะที่สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่เรียงความตรงหน้า เดรโกส่งเสียงตอบรับในลำคอเพื่อให้เด็กสาวรู้ว่าเขายังฟังอยู่



"หึ แค่เห็นหน้าฉันก็รู้สึกสะอิดสะเอียนแล้ว" เขาเงยหน้ามองรูปภาพที่แพนซี่โบกไปโบกมาอยู่แว๊บหนึ่งก่อนจะกลับมาทำงานต่อ มันเป็นรูปคู่ของพอตเตอร์สองพ่อลูกที่กำลังยิ้มร่า ริมฝีปากบางยกขึ้นน้อย ๆเมื่อคิดว่าจริง ๆแล้วเขาควรจะเริ่มวิพากษ์วิจารณ์เจ้าหัวแผลเป็น ไม่ใช่มานั่งนิ่งทำตัวเป็นเด็กเรียนแบบนี้



"แค่ได้ยินชื่อก็รู้ได้เลยว่ามีแต่พวกชั้นต่ำเท่านั้นที่สรรเสริญเยินยอเจ้านั่น" เดรโกกระตุกมุมปากเล็กน้อย แพนซี่ดูประทับใจกับคำพูดนั้น แต่ส่วนตัวเขาเองกลับไม่รู้สึกชอบมันเลยสักนิดเดียว



เด็กหนุ่มร่างโปร่งหยุดมือที่กำลังเขียนงานลงขณะที่สายตามองแพนซี่ที่กำลังอ่านข่าวให้เขาฟังอยู่ อากัปกิริยาภายนอกอาจแสดงให้เห็นว่าเขากำลังใส่ใจ แต่จริง ๆแล้ว เขากำลังครุ่นคิดอยู่กับตัวเองมากกว่า



ตั้งแต่เด็กจนโตมา เขา ในฐานะทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลสายเลือดบริสุทธิ์ได้ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เล็ก ว่ามักเกิ้ลคือสายเลือดต่ำช้าที่ไม่ควรเข้าไปเกลือกกลั้วด้วย ผู้ไร้เวทมนร์ที่ริอ่านประพฤติตนทัดเทียมกับผู้วิเศษแต่กำเนิด เช่นเดียวกันกับพ่อมดแม่มดเลือดผสมทั้งหลาย เพราะการมีเลือดมักเกิ้ลไหลวนอยู่ในร่าง จากเลือดสีแดงที่สง่างามได้กลายเป็นโคลนโสโครกที่ไร้คุณค่า



เดรโกชินชากับเรื่องแบบนั้นดี และเพราะเขาเป็นพวกเลือดบริสุทธิ์ หนึ่งในตระกูลศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่เคยมีประวัติด่างพร้อย ดังนั้นการที่จะคิดว่าตนเองสูงส่งกว่าใคร ๆ โดยเฉพาะสำหรับพวกลูกมักเกิ้ลทั้งหลายแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลก และเขาก็คิดมาเสมอว่าไม่มีใครอาจทัดเทียมกับเขาได้



แต่เมื่อโตมาเขาจึงได้เรียนรู้ว่าไม่มีใครดีกว่าใคร ทุกคนต่างก็มีคุณค่าในตัวเองกันทั้งนั้น



เด็กหนุ่มบ้านสลิธีรินหัวเราะในลำคอเบา ๆให้กับความคิดนั้น มันเป็นเพราะใครกันล่ะที่ทำให้เขาคิดได้ แค่บางสิ่งบางอย่างที่เขาสังเกตเห็นได้จากตัวอีกฝ่าย ถึงแม้ว่าเขาเองจะไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่มันทำให้เขาได้เปลี่ยนมุมมองความคิดที่มืดบอดมาตลอดหลาบสิบปี



เดรโกรู้ตัวว่าเขาเริ่มเปลี่ยนแปลงไป แม้เพียงเล็กน้อยแต่มันก็ชัดเจนจนเขาไม่สามารถเถียงตัวเองได้ อย่างน้อยก็เริ่มจากการที่เขาไม่ค่อยจะพูดแขวะใครสักเท่าไรแล้วนั่นแหละ



"ฉันไม่คิดว่านายเป็นคนไม่ดีหรอกนะ นายก็แค่ปากเสียแล้วก็เอาแต่ใจแค่นั้นเอง"



เด็กหนุ่มผมสีซีดส่ายหน้าเบา ๆให้กับเสียงที่ดังขึ้นในหัว นี่เขาจะไปอะไรกับเจ้าหัวแผลเป็นนั่นนักหนากันนะ



"นี่ เดรโก ฟังนี่สิ 'ผมมั่นใจว่าผมจะชนะการประลองแน่ ๆ ถึงผมจะเด็กที่สุด แต่ถ้าเรื่องประสบการณ์ ผมมั่นใจว่าผมชนะตัวแทนคนอื่น ๆ' ขี้โอ่ชะมัด เหอะ ก็แค่รอดตายมาครั้งเดียวก็เท่านั้นเอง" แพนซี่ว่าก่อนจะเริ่มอ่านต่อ



ฟังดูแล้ว ไม่ว่าใครก็น่าจะรู้ว่านั่นไม่ใช่คำพูดจากปากพอตเตอร์



เดรโกส่ายหน้าน้อย ๆก่อนจะหันกลับไปสนใจงานของตัวเองต่อ และเมื่อแพนซี่เงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง จากที่เด็กสาวตั้งใจจะพูดจาเสียดสีแฮร์รี่ พอตเตอร์ต่อ เธอกลับขมวดคิ้ว พับหนังสือพิมพ์เก็บและจ้องหน้าเขาแทน



เด็กหนุ่มผมสีซีดไม่สนใจ เขายังคงตั้งหน้าตั้งตาเขียนเต่อไปจนกระทั่งแพนซี่กระแอมเบา ๆ



"เธอเปลี่ยนไปนะ เดรโก"



ดวงตาสีเทาอ่อนผละจากเรียงความมาที่ใบหน้าของเด็กสาว สีหน้าของเจ้าชายสีเงินนั้นราบเรียบจนแทบจะอ่านความรู้สึกไม่ออก เดรโกมองหน้าแพนซี่นิ่งก่อนที่เจ้าตัวจะเอ่ยปากพูด



"หรอ เปลี่ยนไปยังไงล่ะ"



"ก็เธอไม่สนใจเจ้าพอตเตอร์ขี้อวดนั่นแล้วนี่" แพนซี่ พาร์กินสันว่า "เธอไม่มีพูดจาหาเรื่องเจ้านั่นเลย อะไรกัน เดรโก แค่เพราะกำไลงี่เง่านี่กับกิจกรรมปัญญาอ่อนพรรค์นั้นเธอก็เข้าข้างพอตเตอร์แล้ว--"



เดรโกขยับข้อมือไม่ให้แพนซี่เอื้อมมาถอดกำไลออก เขาหรี่ตาลงมองอย่างไม่ชอบใจ แต่เด็กสาวดูจะไม่สนใจ



"--ไม่ใช่แค่ฉันคนเดียวที่รู้สึกว่าเธอเปลี่ยนไป คนอื่น ๆก็ด้วย เธอเคยเป็นคนที่เปิดเผย ตรงไปตรงมา เกลียดคือเกลียดแบบนั้น..."



"ฉันก็แค่มีอะไรที่สำคัญกว่าพอตเตอร์ให้สนใจ" เดรโกตอบปัดเรียบ ๆ "แล้วก็อย่าพูดเหมือนว่าฉันสนใจพอตเตอร์นักหนา แพนซี่ ก็แค่รู้สึกเกะกะสายตาเวลาเจอเจ้าหัวแผลเป็นนั่นก็เท่านั้น"



"แต่พอมันมีจดหมายพวกนั้นมา แทนที่เธอจะเอาไปเผาทิ้งหรือไม่ก็บ่นให้พวกเราฟัง พวกเรากลับไม่มีใครรู้เรื่องเลยสักคน!" แพนซี่ประท้วง



"ฉันจำเป็นต้องบอกพวกเธอทุกเรื่องเลยรึไง" เด็กหนุ่มพูดเสียงเย็น "ฉันไม่ต้องมีความเป็นส่วนตัวเลยงั้นสิ?"



"ไม่ใช่แบบนั้น การที่เธอไม่เล่าเรื่องอะไรให้พวกเราฟัง จัดการคนเดียวตลอด ไม่คิดหรอว่ามันทำให้พวกเราน้อยใจ" แพนซี่เม้มริมฝีปากแน่น "พวกเราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่หรอ เดรโก"



"เพื่อนจริง ๆเขาไม่สนใจว่าจะคุยหรือไม่คุยหรอก" เด็กหนุ่มมองคนตัวเล็กกว่านิ่ง "เพื่อนน่ะ ถึงไม่คุย แต่ก็รู้ว่ายังอยู่ข้าง ๆเสมอ มันเป็นแบบนั้น"



"เดรโก!" แพนซี่ตบโต๊ะดังลั่น แต่ไม่มีใครสนใจเพราะตอนนี้เสียงในห้องเล่นรวมดังเอะอะโวยวายไปหมด



"และใช่ ฉันไม่สนว่าพวกเธอจะรู้สึกยังไง" เขาลุกขึ้นพลางเก็บข้าวของชองตัวเองลงในกระเป๋า "คนอื่นไม่เห็นจะมีปัญหาเลยนี่ เธอโวยวายไปอยู่คนเดียวนะ รู้ไหม"



เดรโกเห็นแพนซี่จิกเล็บลงบนฝ่ามือของตัวเอง แต่เขาไม่สนใจ เขาไม่ยอมให้ใครก้าวข้ามเส้นมาแน่ ไม่ว่ายังไงก็ตาม



"ไว้ค่อยคุยกันหลังจากที่เธอเข้าใจอะไรมากขึ้นแล้ว" เด็กหนุ่มร่างโปร่งว่าก่อนจะเดินขึ้นบันไดไปหอนอนชายโดยไม่ลืมทิ้งท้ายไว้ว่า



"แล้วเธอไม่คิดหรือไงว่ามีมิตรดีกว่ามีศัตรู"











เขาไม่รู้ว่าทำไม แต่ในหัวของเขามีเพียงแต่เสียงทุ้มของอีกฝ่ายที่ดังอยู่เรี่ยข้างหู ตอนแรกเขาก็ไม่คิดอะไรมากนัก แต่พอรู้ตัวอีกที เขาถึงรู้ตัวว่าตอนนี้เขากำลังคิดถึงอีกฝ่ายมากแค่ไหน



เซเวอร์รัส สเนปถอนหายใจก่อนจะฟุบหน้าลงบนกองการบ้านของเด็กปีหนึ่ง เขาไม่ได้รู้สึกปวดศีรษะหรือที่รู้สึกเจ็บจี๊ดที่ขมับ เขาแค่รู้สึกว่าเขาเหนื่อยและล้าเกินกว่าที่จะทำงานไหว



เจมส์ พอตเตอร์หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยมาเกือบหนึ่งอาทิตย์แล้ว หลังจากที่คนตัวสูงกว่าหลอกให้เขาเข้าไปเจอที่ห้องพยาบาล ตั้งแต่วันนั้นก็ไม่มีเสียงกวนประสาทคอยตามหลังเหมือนอย่างเคย รวมทั้งรอยยิ้มขี้เล่นกับแววตาเจ้าเล่ห์นั่นด้วยเช่นกัน เซเวอร์รัสไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เพียงเวลาไม่นานที่คนตัวสูงกลับเข้ามาในชีวิตของเขา ความน่าเบื่อและกิจวัตรประจำวันเดิม ๆก็ดูจะกลายเป็นเรื่องที่มีสีสันขึ้นมาในทันใด แต่เมื่อจู่ ๆเจ้าตัวก็หายไปโดยที่ไม่คิดจะบอกกล่าวกันสักคำ นั่นก็ทำให้โลกของเขากลับมาเป็นสีเทาอีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้



อาจารย์หนุ่มวิชาปรุงยาจิ๊ปากเบา ๆกับตัวเอง เขาไม่ควรจะมีความคิดพวกนั้นอยู่ในหัวเลยสักนิด เซเวอร์รัสซุกหน้าลงบนท่อนแขนของตัวเองก่อนจะหลับตาลงปล่อยให้ความเงียบสงบในคุกใต้ดินช่วยขับกล่อมความคิดของเขาอีกครั้ง



"ก็ถ้าฉันไม่ใช้วิธีนี้ นายก็ไม่มาหาฉันน่ะสิ"



"คิดจะมาก็มา คิดจะไปก็ไป" ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเอง เขานึกหงุดหงิดอีกฝ่ายในบางครั้งที่ไม่เคยจะบอกอะไรเขาล่วงหน้าเลยสักอย่าง แล้วเขาก็ต้องรอลุ้นเซอร์ไพร์สของเจ้าตัวตลอด แต่ครั้งนี้เขากลับรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีมากเกินกว่าจะมานั่งบ่นเจมส์ พอตเตอร์ในใจ



คำพูดนั่น...



"คิดถึงฉันด้วยนะ เซเวอร์รัส"



จะคิดยังไงมันก็มีแต่อะไรไม่ดีทั้งนั้น...



ชายหนุ่มร่างโปร่งผุดลุกขึ้นยืนในทันใดก่อนที่ร่างของเขาจะชะงักค้าง เซเวอร์รัสกะพริบตาตั้งสติก่อนจะทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้เหมือนอย่างเก่า



เขาจะไม่ไปตามหาหรือถามข่าวคราวจากใครทั้งนั้น ที่คิดจะลุกไปหาดัมเบิลดอร์หรือไปถามเจ้าเด็กพอตเตอร์คนลูกนั่นก็ตัดทิ้งไปได้เลย เซเวอร์รัสยกมือขึ้นนวดขมับตัวเองน้อย ๆก่อนจะเริ่มรู้สึกตัวว่าตอนนี้ความคิดของเขากำลังตีกันวุ่น



"รู้สึกเหมือนคนบ้ายังไงชอบกล..."



เขาไม่ได้โต้ไปมากับความคิดของตัวเองนานแล้ว ครั้งล่าสุดที่เขาจำได้ ตอนนั้นเขาก็ยังคบอยู่กับเจมส์ พอตเตอร์ คือตอนช่วงปีเจ็ดก่อนที่คนตัวสูงจะเขี่ยเขาทิ้งแล้วไปควงเอฟเวนส์แทน



และเมื่อความคิดนั้นโผล่ขึ้นมาในหัว อกซ้ายของเขาก็พลันรู้สึกเจ็บขึ้นมาอีกครั้งไม่ได้ มันเป็นความทรงจำที่ไม่ว่าเมื่อไรก็ย้อนกลับมาทำร้ายเขาได้เสมอ อาจารย์หนุ่มเม้มริมฝีปากแน่นพลางพยายามบอกตัวเองให้เลิกใส่ใจอดีตเสียที



ชายร่างโปร่งรู้ดีว่า ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปตั้งแต่เจ้าคนหัวยุ่งคนนั้นเข้ามาหาเรื่อง จากชีวิตที่น่าบัดสบจนแทบอยากจะคิดฆ่าตัวตายกลับกลายมาเป็นคนที่ดูมีค่าขึ้นมาในทันใด พอเขาคิดย้อนกลับไปก็อดหัวเราะให้กับความไร้เดียงสาของตัวเองไม่ได้



ว่ากันว่า... ความรักทำให้คนเปลี่ยนไป



ริมฝีปากของศาสตราจารย์ผมดำยกขึ้นน้อย ๆเมื่อหวนนึกไปถึงข้อความที่เคยอ่านเจอสมัยยังเป็นเด็ก เขายังจำได้แม่นว่า ในตอนนั้นที่เขายังต้องอยู่กับพ่อในบ้านเล็ก ๆแคบ ๆ เขาคิดมาตลอดว่าการมีความรักไม่ได้ทำให้ใครเปลี่ยนไป แต่แค่เพราะอารมณ์ต่าง ๆที่เกิดขึ้นจากการมีความรักเท่านั้นที่ทำให้ผู้คนคิดว่าพวกเขาเปลี่ยนไป



"มันก็แค่ความคิดของเด็กมีปัญหาล่ะนะ..." เซเวอร์รัสพูดเบา ๆแต่มันกลับดังลั่นท่ามกลางความเงียบ และนั่นทำให้ใบหน้าเรียวยาวนั้นดูมืดหม่นลงราวกับว่ามีเงามาบดบังเอาไว้



ชายร่างโปร่งเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาสีดำของเขามองเพดานสีขาวอย่างเหม่อลอย และท่ามกลางอารมณ์ที่แปรปรวนไปมา ขณะที่ความคิดของเขากำลังล่องลอย จู่ ๆเขาก็อยากให้เจมส์ พอตเตอร์อยู่ข้าง ๆเขาในตอนนี้ วางมือลงบนหัวของเขา ขยี้ผมสีดำแรง ๆก่อนจะก้มหน้าให้หน้าผากชนกัน



เซเวอร์รัส สเนปรู้ตัวแล้วว่า เขากำลังโหยหารอยยิ้มขี้เล่นและสัมผัสอบอุ่นนั่นมากแค่ไหน



"คิดถึงฉันด้วยนะ เซเวอร์รัส"



"ก็คิดถึงอยู่นี่ไง... รีบ ๆกลับมาเร็ว ๆได้แล้ว" เซเวอร์รัสเม้มริมฝีปากแน่น เขาหลับตาลงก่อนจะไขว้นิ้วเอาไว้



เพราะหนึ่งในสัญญาณที่บอกให้รู้ว่ากำลังตกอยู่ในห้วงความรัก คืออารมณ์แปรปรวนที่เกิดขึ้นเพราะคน ๆเดียว



 









-TBC.




[Talk]

ตอนแรกตั้งใจว่าจะไม่ให้เกินปลายเดือนสิงหา

แต่สุดท้ายก็มาถึงต้นเดือนกันยาจนได้ ขอโทษด้วยนะครับ _ _

อีกบทหวังว่าจะเสร็จก่อนสอบไฟนอลนะ lol

บรรยากาศฟรุ้งฟริ้งมันหายไปไหนหมด... เขียนตอนเนะไฝว้กับตัวเองเป็นอะไรที่ #เขียน***ไรวะเนี่ย!

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามเช่นเดิมครับ ! <3


[ตอบคอมเมนท์ค้าบ]

@513: ถ้ามีโอกาส จะพิมพ์นะครับ -..-

 



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 38 ครั้ง

1,007 ความคิดเห็น

  1. #966 earnnaruk (@earnzuza) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 29 เมษายน 2562 / 18:48
    ปากไม่ตรงกับใจจริงๆนะคุณพ่อทูนหัวของลูกมังกร เดรโกโตจึ้นเยอะเลยนะ
    #966
    0
  2. #519 Nudee (@goolandhang) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 8 กันยายน 2558 / 19:31
    โอ้ยยยยย ต่อไวๆเลยยยยย
    เจมส์หายไปหนายยยยยย

    #519
    0
  3. #518 Rainbow_Jang (@bovy30) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 6 กันยายน 2558 / 22:11
    คิดถึงก้อไปหาสิ
    #518
    0
  4. #517 ปอเช่ เพน (@so20180) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 6 กันยายน 2558 / 15:37
    ในที่สุดก็อัพ รอนานมากก
    #517
    0
  5. #516 ปอเช่ เพน (@so20180) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 6 กันยายน 2558 / 15:37
    ในที่สุดก็อัพ รอนานมากก
    #516
    0
  6. #515 Pocky >W< (@pocky-ja) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 6 กันยายน 2558 / 08:40
     โอ้ยยยยยยย

    ฟิคคู่นี้หายากเหลือหลาย ขอบคุณที่แต่งมาให้อ่านนะคะ ดีใจมากๆ

    พอดีเพิ่งหาฟิคเรื่องนี้เจอ จึงขออ่านรวดเดียวตั้งแต่ตอนแรกจนถึงตอนนี้เลย

     

    เรื่องราวสนุกมาก พล็อตเรื่องน่าสนใจสุดๆ ภาษาสวยมากกกกกก

    อีกอย่างที่ประทับใจมากๆคือเรื่องนิสัยตัวละคร คนแต่งแต่งแทบไม่หลุดเลย

    ชอบความสัมพันธ์แบบค่อยเป็นค่อยไปของแฮรี่และมัลฟอย มันดูน่ารักมากๆ

     

    ชอบลุคของมัลฟอยที่เริ่มเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อแฮรี่ ที่นับวันนับวันก็ดีขึ้นเรื่อยๆ

    ไม่รู้สิ เราว่าคนเขียน เขียนสื่อความรู้สึกมัลฟอยออกมาได้ดีมากๆ (ทำให้ดูมีเสน่ห์ขึ้นอย่างน่าประหลาด)

     

    แฮรี่ก็เท่ห์ น่ารักมากกก

     

    จะดีมากถ้ามีโมดม้นของแฮรี่และมัลฟอยเลี้ยงสัตว์ด้วยกัน

    โดยส่วนตัวจะชอบคู่ HP/DM มากกว่า JP/SS (แต่อ่านได้หมดค่ะ)

     

    อย่างไรก็แล้วแต่ ทางนี้จะขอติดตามอ่านตอนต่อๆไปนะคะ

    ขอโทษจริงๆที่อ่านรวดเรียวแล้วมาเม้นตอนสุดท้าย

     

    ต่อจากนี้ขอเป็นกำลังใจให้ ติดตามค่ะ สู้ๆนะคะ

    *ตอนต่อไปหลังจากนี้จะเม้นให้ตามตอนเลยค่า

    #515
    0