SHORT FICTION / ONE SHORT { EXO }

ตอนที่ 7 : [SF] Merry Christmas Once Upon a Time { KRIS x SUHO } 1/2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,022
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    21 ธ.ค. 55

 
Merry Christmas Once Upon a Time*


genre: Song Fic, A/U, Angst
paring: kris x suho, tao x lay
bgm: B'z - itsuka no merry christmas
status: chapter 1/2 








chapter: 1




เมื่อย่างเข้าเดือนธันวาคมไม่ว่าที่ไหนก็ถูกแต่งแต้มไปด้วยสีสันของวันคริสต์มาส เทศกาลที่จัดขึ้นในฤดูหนาวก็จริง แต่กลับอบอวลไปด้วยความอุ่นละไมของความรักกระจายไปทั่ว ไม่ว่าจะมองไปที่ใด ผู้คนต่างก็มีรอยยิ้มเปื้อนอยู่บนใบหน้ากันทั้งนั้น และถึงอากาศจะหนาวเย็นมากเพียงใด ผู้คนก็ยังไม่ลดลงตามอุณหภูมิเลย จะว่าเป็นเพราะความสวยงามของแสงสีที่ประดับประดาก็ไม่น่าใช่สักทีเดียว คนที่มาด้วยน่าจะมีส่วนช่วยให้สถานที่นี้น่ารื่นรมย์ยิ่งขึ้นมากกว่าเดิม เหมือนอย่างที่มีคนพูดเอาไว้ว่า สถานที่ที่ไป..ไม่สำคัญเท่าคนที่ไปด้วย




สายลมหนาวโชยมาปะทะร่างบางจนทำเขาสั่นไปทั้งตัว ยังไม่สามารถเรียกความสนใจเจ้าของร่างได้เลย เวลานัดที่ล่วงมาเกือบชั่วโมงเต็ม ทำให้จิตใจเขาว้าวุ่นคริสลืมนัด? หรือว่าติดธุระ? หรือว่ามีประชุมด่วน? หรือว่า..จะเกิดอุบัติเหตุ? ในหัวตอนนี้นึกห่วงไปหมดแต่ก็อดน้อยใจและโกรธขึ้นมาไม่ได้



“ถ้าจะมาช้าก็น่าจะโทรบอกกันหน่อยสิ จะได้รออยู่บ้าน เฮ้อ...” 



มองนาฬิกานับครั้งไม่ถ้วน ยิ่งค่ำลงอากาศก็ยิ่งเย็นลงตามไปด้วย จุนมยอนกอดอกแน่นรับรู้ถึงไอเย็นที่เพิ่มขึ้นพร้อมกับความโกรธ ถ้ารู้ว่าอีกคนจะมาช้าเป็นชั่วโมงคงไม่มายืนหนาวอยู่แบบนี้แน่ ถึงเขาจะชอบฤดูหนาว แต่เขาก็ชอบที่จะมุดตัวอยู่ในผ้าห่มหนาท่ามกลางความหนาวเย็น มากกว่าต้องมายืนตากลมหนาวอยู่แบบนี้

เมื่อรอต่อไปอีกสักพักก็เห็นร่างสูงเจ้าของการรอคอยอันยาวนานร่วมชั่วโมง วิ่งกระหืดกระหอบแหวกผู้คนตรงเข้ามายังร่างบาง มือหนึ่งหิ้วกระเป๋าเอกสารใบย่อม ส่วนอีกข้างโอบอุ้มแฟ้มเอกสารหนา ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคงผ่านวิกฤติการทำงานอันหนักหน่วงมาทั้งวัน และจะยาวนานไปเรื่อยๆอย่างไม่รู้จบจนกว่าคริสจะออกจากบริษัทนั่นแหละ..



“ขอโทษ ที่มาช้า” คริสหยุดยืนหอบเสียงดัง ยากที่จะเดาว่าวิ่งมาไกลขนาดไหน เพราะอาการหอบทุรนทุรายที่เห็นอยู่ตรงหน้าทำเอาจุนมยอนโกรธไม่ลง



อย่างน้อย.. พี่คริสก็รีบวิ่งมาหาแหละน่า



“หนักไหม? เอามานี่ ผมช่วยถือ” ร่างสูงส่ายหน้าปฏิเสธ เห็นอีกคนพองลมที่แก้มซึ่งจุนมยอนมักจะเผลอทำแบบนี้ทุกครั้งเมื่อโดนขัดใจ ทำให้คริสถึงกับหลุดยิ้มก่อนจะพูดขึ้น


“พี่จะเอาไปฝากไว้ที่ร้านอี้ชิง” 



แล้วทั้งคู่ก็พากันเดินไปบนทางที่มีผู้คนคราคร่ำเต็มไปหมด เสียงพูดคุยปะปนไปกับเสียงเพลง ฟังแล้วเหมือนจะหนวกหู แต่กลับทำให้เพลิดเพลินได้อย่างน่าประหลาด



จุนมยอนเหล่มองร่างสูงก่อนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงติดจะไม่พอใจ “กินข้าวที่ร้านพี่เลย์เหรอฮะ?”



“แค่จะเอาของไปฝากเอง เราไปหาอย่างอื่นกินก็ได้นะ กินร้านมันบ่อยแล้ว... เบื่อ” คริสหันมาหัวเราะใส่คนถาม น้ำเสียงเหมือนหัวเราะเยาะมากกว่า เพราะไม่ใช่ว่าเขาออกมากินมื้อเย็นด้วยกันที่ร้านเพื่อนสนิทของคริสเป็นประจำเพียงเท่านั้น แต่เพราะจุนมยอนทำอาหารไม่เก่ง แม้จะอยู่บ้านก็ยังใช้บริการสั่งอาหารจากร้านอี้ชิงแทบทุกมื้อ


“โอเค ต่อไปผมต้มแต่รามยอนให้พี่กินแล้วกัน มันเป็นอย่างเดียวที่ผมทำเป็นนี่นา” ใบหน้าหยิกยู่ของจุนมยอน เรียกเสียงหัวเราะคริสได้เป็นอย่างดี


“แล้วอย่ามาบ่นเบื่อรามยอนให้ได้ยินนะ ไม่งั้นพี่จะอดตายเพราะผมทำอะไรไม่เป็นแล้ว”


“ไม่เป็นไร พี่ทำให้เรากินเองก็ได้” 


“เอาเวลาไปนอนก่อนเถอะ พี่โทรมลงไปมากเลยรู้มั้ย” 


“ครับ” 



คริสยิ้มกว้าง ความเหนื่อยที่สั่งสมมาหายเป็นปลิดทิ้ง เพียงเพราะรอยยิ้มจากคนรู้ใจเพียงไม่กี่วินาที...





ไม่นานทั้งคู่ก็มาถึงร้าน Angelo ตอนที่รู้ว่าทั้งคู่จะเปิดร้านอาหารอิตาเลี่ยนด้วยชื่อนี้ คริสถึงกับหัวเราะเสียงดัง เพราะเขาเห็นว่าชื่อแองเจโล่นั้น นอกจากจะฟังแล้วไม่รู้สึกถึงความอยากอาหารแล้ว ยังทำให้นึกถึง แองเจโล่ ดันดี ผู้เป็นเทรนเนอร์ระดับโลกในวงการมวยอีกด้วย เขาถึงกับหลุดปากถามอี้ชิงด้วยซ้ำว่าจะเปิดร้านอาหารหรือเปิดสำนักฝึกวูู่ซู่ ซึ่งเป็นวิชาต่อสู้ป้องกันตัวที่จื่อเทามีฝีมือสูงมาก แต่หัวเราะได้ไม่นานก็ต้องหยุด เมื่อคนต้นเรื่องดันเป็นคนของเขาเสียงเอง อี้ชิงเล่าให้ฟังว่า จุนมยอนเคยส่งเวบแปลงชื่อของเราให้กลายเป็นมาเฟียอิตาลีมาให้เล่น แล้วชื่อของทั้งอี้ชิงและจื่อเทาดันเป็นแองเจโล่เหมือนกัน พอจะเปิดร้านอาหารอิตาเลี่ยนเลยเอาชื่อนี้มาตั้งเสียเลย โดยที่ ฮวางจื่อเทา คนที่เป็นทั้งหุ้นส่วนธุรกิจและหุ้นส่วนชีวิตไม่ได้แย้งอะไร



แม้ที่ตั้งของร้านจะอยู่ในย่านการค้าใหญ่ของเมือง และการตกแต่งตัวร้านก็ไม่ทันสมัยเท่าร้านอาหารอื่นในละแวกเดียวกัน แต่บรรยากาศภายในร้านและการบริการอันแสนอบอุ่นเป็นกันเอง เหมือนได้นั่งกินข้าวกับเพื่อนหรือครอบครัวที่บ้าน ทำให้แองเจโล่เป็นที่นิยมทั้งในหมู่วัยรุ่นและคนทำงาน รวมถึงลูกค้าที่มากันทั้งครอบครัวอีกด้วย 

นอกจากนั้นแล้ว... แองเจโล่ยังโดดเด่นด้านรสชาติอาหารที่ให้คุณได้สัมผัสและดื่มด่ำกับอาหารสไตล์อิตาเลียนแท้หลากหลายเมนู เดี๋ยวจะหาว่ามาโฆษณามากเกินไป แต่ถ้าได้ลองเข้าร้านนี้แล้วรับรองว่าต้องอยากมาอีกแน่ (เพราะความจริงแล้วเจ้าของร้านทั้งสองเป็นปัจจัยหลักในการดึงดูดลูกค้าต่างหาก)




ตอนแรกคริสตั้งใจว่าจะมาฝากของที่ร้านเท่านั้น แต่จุนมยอนดื้อดึงอยากกินที่นี่ให้ได้ ความตั้งใจที่จะพาร่างบางไปดินเนอร์มื้อหรูเลยต้องพับเก็บไว้รอคราวหน้า


เมนูอาหารที่สั่งมาไม่ได้ต่างจากที่กินอยู่้เป็นประจำนัก บรูสเกต้าอาหารเรียกน้ำย่อยธรรมดาๆ แต่กลับเป็นของกินเล่นที่จุนมยอนชอบที่สุด ขนมปังฝรั่งเศสหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ทาเนยโรยหน้าด้วยมะเขือเทศสดตามด้วยกระเทียมและเกลือนำไปอบด้วยกัน ถ้าได้กินแกล้มกับไวน์แดงจะเข้ากันที่สุด นี่ละมั้ง... เหตุผลที่จุนมยอนชอบสั่งบรูสเกต้ามากินกับไวน์



ถ้าพูดถึงร้านอาหารอิตาเลียนคงหนีไม่พ้นเมนูที่ชื่อว่า พิซซ่า ร้านแองเจโล่เองก็มีชื่อเสียงด้านความอร่อยของเมนูจานนี้ไม่น้อยเหมือนกัน แต่มื้อค่ำวันนี้คริสและจุนมยอนกลับสั่งสเต็กฟิเลมิยอง และเฟตตูชินี่พิ้งค์ซอสผัดกับร็อคล็อบสเตอร์ 


เจ้าเฟตตูชินี่พิ้งซอสก็เป็นเมนูโปรดของจุนมยอนขนาดกินต่อกันทุกวันเป็นอาทิตย์มาแล้ว อันที่จริงอาหารถูกปากชายหนุ่มจานนี้มีที่มาจากคนใกล้ตัวเขานี่เอง หากจะย้อนกลับไปวันแรกที่สูตรอาหารนี้ทำออกมาให้แขกอย่างจุนมยอนชิมได้ก็เกือบหนึ่งปีเต็ม วันนั้นเป็นวันคริสต์มาสของปีที่แล้ว ในช่วงนั้นคริสยุ่งวุ่นวายอยู่กับโปรเจคใหญ่ที่ได้รับมอบหมายให้ทำ มันคืองานสำคัญชิ้นแรกในชีวิตการทำงานของเขาที่จะได้แสดงฝีมือ ทำให้เขายุ่งและไม่มีเวลาว่างเลยตลอดเดือนธันวาคม และแน่นอน.. วันคริสต์มาสปีที่แล้ว เขาก็ไม่ว่างจะออกมาฉลองกับจุนมยอนคนที่เขารักด้วย

แต่คริสก็ได้จัดเตรียมของขวัญพิเศษเพื่อเซอร์ไพรส์จุนมยอนเอาไว้แล้ว ร่างสูงเจียดเวลาพักผ่อนที่มีอยู่น้อยนิดรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอาหารต่างๆที่จุนมยอนชอบ เขารู้ว่าจุนมยอนชอบอาหารประเภทเส้น และชอบกินของเปรี้ยวๆ เฟตตูชินี่คือเมนูที่จุนมยอนสั่งบ่อยที่สุด เมื่อไรที่เบื่อเฟตตูชินี่เขาก็ยังสั่งพาสต้าจานอื่นๆอยู่ดี คริสจึงเลือกเฟตตูชินี่อย่างไม่ต้องสงสัย เขาจัดแจงบอกอี้ชิงให้ใช้ซอสโปโดโมโรด้วยเพราะมีรสเปรี้ยว พอผสมเข้ากับซอสครีมข้นที่หอมมัน จึงทำให้เิกิดความผสมผสานกันอย่างลงตัวพอดี นอกจากนี้คริสยังเอาใจจุนมยอนด้วยการบอกให้อี้ชิงใส่ร็อบสเตอร์ของโปรดอีกอย่างลงไปด้วย สีสันจานนี้จึงออกมาเป็นสีชมพูระเรื่อ จึงได้ชื่อว่าเฟตตูชินี่พิ้งค์ซอส ถึงแม้คนทำจะบอกให้ชื่อเฟตตูชินี่สื่อรักก็เถอะ แต่เจ้าของสูตรดันอายเกินกว่าจะยอมให้ใช้ชื่อนั้นได้ ก็เลยกลบเกลื่อนไปว่าเป็นเฟตตูชินี่พิ้งค์ซอสน่ะดีแล้ว




“คริสต์มาสปีนี้พี่คริสว่างจริงๆนะ?” อาหารมาเสิร์ฟไม่ทันไรเฟตตูชินี่ในจานหมดไปเกือบครึ่งแล้ว


“ว่างสิ ปีนี้พี่ไม่ปล่อยให้เรากินเฟตตูชินี่คนเดียวหรอก”


“ผมก็กินเฟตตูชินี่คนเดียวออกบ่อยไป...” หมายถึงเวลาสั่งมากินที่บ้านน่ะนะ


“อร่อยมั้ย?”




ถามมาได้ ถ้าไม่อร่อยจะกินมันทุกวันไหมเนี่ย




ไม่กล้าตอบไปอย่างนั้นหรอก.. ไม่รู้สิ จะเขินหรือจะอายดียังเลือกไม่ถูกสักอย่าง จุนมยอนเลยได้แต่ใช้ส้อมม้วนเจ้าเส้นเฟตตูชินี่กินเงียบๆต่อไป ไม่นานเจ้าของร้านผู้ที่เป็นเชฟใหญ่ก็เดินเข้ามาร่วมนั่งโต๊ะด้วย โดยปล่อยให้อีกคนซึ่งทำหน้าที่ในส่วนบริหารจัดการร้านดูแลเคาน์เตอร์่ต่อไป



“อาทิตย์หน้าก็จะคริสต์มาสแล้ว แกว่าฉันควรจะใช้เมนูไหนเป็นเมนูพิเศษวันคริสต์มาสดีวะ?” อี้ชิงเชฟใหญ่ประจำร้าน หลังจากลงนั่งข้างร่างบางก็ถามชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามซึ่งกำลังหั่นเสต็กเข้าปากพอดี คริสเคี้ยวชิ้นเนื้อจนละเอียดแล้วกลืนเข้าไปหมดก่อนถึงพูด


“พิซซ่าไง อาหารแนะนำของร้านเลยไม่ใช่เหรอ?”


“พิซซ่า.. พิซซ่ามันทุกปี ไม่มีความโรแมนติกเลยว่ะ”


“ถ้าอยากให้มันโรแมนติกนัก ทำไมไม่เปิดร้านช็อคโกแลตไปเลยล่ะเพื่อน” ได้ยินเสียงหลุดหัวเราะน้อยๆมาจากคนข้างๆ อี้ชิงเลยตีเข้าที่ไหล่บางเบาๆ


“พูดถึงช็อคโกแลต.. ทำพิซซ่าฟองดูดีป่ะวะ?”


“พูดจริงพูดเล่นวะเนี่ย”


“ก็ต้องพูดเล่นดิวะไอ้บ้า!” 


“แต่มันก็มีคนทำอยู่นี่นา”


“ก็กูไม่บ้าทำอ่ะจะทำไม!!”



ทันทีที่อี้ชิงพูดจบ เสียงกระทบกันของช้อนส้อมที่รวบเก็บเรียบร้อยบนอดีตจานใส่เฟตตูชินี่พิ้งค์ซอส ทำให้ทั้งคริสและอี้ชิงหันไปมองจุนมยอนพร้อมๆกัน



“นี่ไงใช่เลย! เฟตตูชินี่สื่อรัก!!”


“เฮ้ยๆ ใช่ซะที่ไหนเล่า” รู้สึกเลือดสูบฉีดขึ้นหน้าทันทีทันใดที่ได้ยินอี้ชิงเรียกเมนูที่เขาคิดแบบนั้น ไม่ใช่ว่าจุนมยอนไม่รู้นะ เพราะรู้ต่างหากคริสถึงได้มีอาการเขินอย่างเก็บไว้ไม่อยู่แบบนี้


“ไม่ได้เหรอไงวะ เฟตตูชินี่พิ้งค์ซอสมันเกิดมาในวันคริสต์มาสที่อบอวลไปด้วยความรักของคนคิดสูตรเชียวนะ เหตุผลแค่นี้ฉันว่าจานนี้ชนะพิซซ่าแน่นอน คอนเฟิร์ม!”


“แล้วไม่กลัวลูกค้าจะไม่เข้าร้านเอาเหรอไง ส่วนใหญ่ที่มาเขาก็มากินพิซซ่ากันทั้งนั้น”



เนื่องจากวันคริสมาสต์จะมีลูกค้าเนืองแน่นเข้ามาเต็มร้านไปหมด จึงทำให้ต้องมีจานหลักซึ่งเป็นเมนูพิเศษเพียงเมนูเดียวเพื่อประหยัดเวลาและสามารถต้อนรับลูกค้าได้หมด 



“ฉันว่าอาหารที่ทำด้วยความรักยังไงมันก็ต้องถูกปากคนที่มีความรักอยู่แล้วแหละ แล้ววันนั้นก็มีแต่คู่รักเดินจูงมือกันมา รับรองว่าพวกเขาต้องชอบเฟตตูชินี่ของนายแน่นอนคริส”


“เอ่อ.. ฉันแค่บอกให้นายใส่โน่นเพิ่มนี่ ลองอันนั้นอันนี้ แต่ไม่ใช่คนทำเสียหน่อย”


“แต่มันมาจากสูตรที่นายคิดค้นขึ้นมาด้วยความรักนะ แล้วฉันเองก็ทำด้วยความรักเพื่อนด้วย” อี้ชิงหยุดหันมามองร่างบางข้างๆก่อนพูดต่อ


“อาหารที่ใส่ความรักลงไปไม่มีทางที่คนกินเข้าไปแล้วจะไม่รับรู้ได้หรอกนะ จริงมั้ยจุนมยอน?”


“ค..ครับ” จุนมยอนก้มหน้าลงเพื่อกลบเกลื่อนความเก้อเขิน แต่ก็ยังไม่วายแอบเงยหน้าขึ้นมองคนตรงข้าม ก่อนจะรีบหลุบตาลงต่ำ เพราะกลัวว่าจะสบเข้ากับนัย์ตาคมของคริสเสียก่อน


“ตกลงคริสต์มาสปีนี้อาหารพิเศษคือเฟตตูชินี่สื่อรัก!”


“เฟตตูชินี่พิ้งค์ซอส..” คริสขึ้นเสียงหน่ายๆ ดีนะที่เพื่อนเขาไม่เขียนชื่อน่าอายนั้นลงไปในเมนูอาหารด้วย


“โอเคๆ พิ้งค์ซอสก็พิ้งค์ซอส ผ่านมาจะสองปีแล้วยังไม่เลิกเขินอีกเหรอวะเนี่ย ทำเหมือนคนเพิ่งคบกันไปได้.. เฮ้ย! จะว่าไปก็ยังข้าวใหม่ปลามันกันนี่เน้อะ ฮ่าฮ่า”



ข้าวใหม่ปลามันที่ถูกกล่าวถึงกับนั่งตัวแข็งทื่อ สะกดความเขินอายกันใหญ่ ยิ่งอี้ชิงเห็นก็ยิ่งหัวเราะเสียงดัง 


ให้ตายสิ ไอ้คู่นี้ทำไมมันยังเขินกันไม่เลิกเหมือนตอนจีบกันใหม่ๆไม่มีผิด หรือว่าจะยังไม่เริ่มความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันอีกนะ? ได้ข่าวว่าย้ายมาอยู่ด้วยกันก็สี่เดือนเข้าไปแล้ว สงสัยต้องลองถามดูหน่อยแล้วว่ามันพัฒนากันไปถึงไหน



“ใครเขาจะด้านเหมือนพี่กันล่ะ” เสียงหนึ่งดังขึ้นทางด้านหลัง


“กลับเข้าครัวได้แล้ว พี่ไม่เห็นเหรอว่าแขกเยอะขนาดไหน มัวแต่มานั่งแซวลูกค้าอยู่นั่นแหละ ทิ้งให้ผู้ช่วยเชฟทำงานคนเดียวได้ยังไง” เสียงเดิมยังบ่นอุบไม่เลิก และไม่มีท่าทางจะเลิกง่ายๆด้วย ถ้าคนโดนบ่นยังไม่ลุกกลับเข้าครัวไปอีก อี้ชิงหันมาทำหน้าเซ็งกะตาย ก่อนจะยอมกลับเข้าครัวแต่โดยดี อันที่จริงก็เกรงใจคนบ่นด้วยแหละ เพราะปล่อยให้อาเทาคุมร้านอยู่คนเดียว ส่วนตัวเองก็มานั่งเม้าท์กับเพื่อนเสียอย่างนั้น ถึงแม้ผู้ช่วยเชฟจะมีฝีมือดีขนาดไหน แต่อี้ชิงก็ยังแอบกังวล ไม่กล้าทิ้งครัวให้คนอื่นดูแลนานนักหรอก


“ส่วนพวกพี่ก็เลิกบ้าเขินกันได้แล้ว! พี่อี้ชิงเค้าจะได้เลิกแกล้งสักที” นั่งเขินเฉยๆยังไม่วายจะโดนเจ้าของร้านอีกคนแขวะใส่เลย


“แคชเชียร์มาพอดี คิดเงินเลยแล้วกัน” ทั้งๆที่เนื้อสเต็กในจานตัวเองพร่องไปยังไม่ถึงครึ่งจาน กลับสั่งเช็คบิลเสียแล้ว เพิ่งโดนบอกหยกๆว่าให้เลิกเขิน แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะยิ่งเขินหนักกว่าเดิม หนุ่มนักธุรกิจมาดเท่อย่างคริสมักจะหลุดเสียฟอร์มเอาง่ายๆแบบนี้ประจำ เมื่ืออยู่ต่อหน้าคนสนิทอย่างจื่อเทาและอี้ชิง


“ร้านปิดสี่ทุ่ม พี่อย่าลืมมาเอาของก่อนห้าทุ่มนะ” จื่อเทาพูดถึงเอกสารกองโตที่คริสหอบมาฝากเอาไว้ในห้องทำงานของตน เมื่อคริสพยักหน้ารับว่าเข้าใจแล้ว จื่อเทาก็เดินกลับเคาน์เตอร์แคชเชียร์ไปพร้อมกับเครดิตการ์ดของร่างสูง ไม่นานก็เดินกลับมาพร้อมบิลให้เขาเซ็นชื่อ 


“เออพี่จุนมยอน วันก่อนพี่อี้ชิงไปหาที่บ้านได้ข่าวว่าไปทำข้าวของพี่พังเหรอ?” ขณะที่คริสกำลังเซ็นชื่ออยู่นั้น จื่อเทาก็ถือโอกาสลงนั่งข้างๆร่างบางที่กำลังขโมยเนื้อสเต็กของอีกคนกินอยู่


“อ๋อ แค่เก้าอี้พังไปตัวเดียวเอง” หลังจากเนื้อสเต็กก้อนใหญ่กลืนลงคอไป เขาก็จิบไวน์แดงตาม


“เก้าอี้ไม้ตัวเตี้ยๆที่พี่ไว้นั่งชำต้นไม้ในสวนหน้าบ้านใช่ไหม ผมลองไปหาดูแล้วมีแต่ร้านที่ขายเก้าอี้ตัวใหญ่ๆทั้งนั้นเลย”


“อืม ไม่เป็นไรหรอก”


“แล้วพี่จะนั่งยองๆทำสวนหรือไง?” 



จุนมยอนทำเสียงงึมงำอยู่ในลำคอ ที่จริงเขาเองก็ลองไปเดินหามาแล้วเหมือนกัน เก้าอี้เตี้ยๆที่เจอก็มีแต่เก้าอี้พลาสติก ตัวเก่าที่อี้ชิงขึ้นไปเหยียบจนขามันหักก็ทำมาจากไม้ เวลาตั้งอยู่ในสวนเลยดูเป็นธรรมชาติเข้ากันดี ก็เลยอยากได้เป็นไม้แบบเดิมมากกว่า แต่มันก็หายากเหลือเกิน



“เดี๋ยวลองเดินหากันอีกทีดูดีมั้ย?” ร่างสูงพูดพร้อมยื่นบิลคืนให้จื่อเทา


“แถวนี้ไม่มีหรอกพี่ ผมหาดูแล้ว”


“สั่งที่ร้านทำไม่ได้เหรอ?”


“เออ ผมลืมถามไปว่าสั่งได้มั้ย”


“เอ่อ..ไม่ต้องหรอก แค่เก้าอี้ไม้เตี้ยๆตัวเดียวเอง”



เก้าอี้ที่จุนมยอนพูดถึงเป็นเก้าอี้ไม้เล็กๆ ทรงสี่เหลี่ยมที่ประกอบกันได้โดยไม่ใช้ตะปู แต่ใช้วิธีเข้าลิ่มใช้ไม้เสียบแทน มันจึงดูเป็นธรรมชาติมากเมื่อนำมาวางตั้งในสวนหน้าบ้านของเขา ภายในสวนยังมีหินวางเรียงรายโดยรอบและยังมีบ่อน้ำที่เมื่อมองลงไป ก็สามารถเห็นปลาคาร์ฟว่ายวนไปมาอีกด้วย ที่จริงแล้วจุนมยอนใช้เวลานั่งเก้าอี้ไม้นั้น เพื่อดูปลาคาร์ฟมากกว่าดูแลต้นไม้ด้วยซ้ำ




ทั้งคู่ขอตัวออกจากร้านหลังจากที่จื่อเทายืนยันจะหาซื้อต้นไม้ให้แทนเก้าอี้ที่พังไปเพราะอี้ชิง ในระหว่างทางที่เดินไป ผู้คนเริ่มหนาตามากขึ้น จุนมยอนหยุดเท้าลงกระชับเสื้อโค้ทแน่น เนื่องจากลมหนาวที่ปะทะมาเมื่อครู่นั้นเย็นจัดจนส่งผลให้ร่างบางสั่นสะท้านขึ้นมา



“หนาวขนาดนี้ยังออกมาเดินเล่นกันอยู่อีก” ร่างบางสบถเสร็จก็เพิ่งรู้ตัวว่าคริสถูกกลืนหายไปกับฝูงชนแล้ว เขาออกเร่งฝีเท้าเดินไปข้างหน้าเผื่อว่าจะพบคริสอยู่ไม่ไกล


“จุนมยอน” มือบางถูกกระชากไปด้านข้าง เขาติดสินใจผิดที่จะเดินตรงไปโดยไม่เลี้ยวเข้าซอยด้านหน้าทั้งที่จริงแล้ว คริสเดินเลี้ยวเข้าไป..


“ทำไมเดินช้าจัง เดี๋ยวก็หลงกันพอดี” ร่างสูงจูงมือคนตัวเล็กออกเดินเข้าไปยังซอยที่เขาเลี้ยวมาเมื่อครู่ รู้สึกถึงแรงขืนที่มือตัวเองจึงหยุดมองการกระทำนั้นของจุนมยอน


“ปล่อยเถอะพี่ ผมอายเขา” แต่คริสก็ยังคงกุมมือบางนั้นอยู่


“ไม่มีใครสนใจเราหรอกน่า” ออกแรงดึงคนขี้อายให้ออกเดินอีกครั้งก็ถูกเจ้าของมือนั้นฉุดดึงกลับมา


“แต่ผมสนนี่.. ผมอายเขานะ” 


“มือเราเย็นออกอย่างนี้ ทำแบบนี้อุ่นกว่าไม่ใช่หรือไง?” คริสชูืมือที่มีเล็บสีซีดของจุนมยอนขึ้น ก่อนจะนำลงและออกจูงอีกครั้ง แต่จุนมยอนก็ขืนตัวและสะบัดมือออกได้ในที่สุด


“เดี๋ยวผมเอาซุกในกระเป๋าเสื้อโค้ทตัวนี้ก็ได้” ร่างบางพยายามควานหากระเป๋าบนโค้ทที่แลดูตัวโคร่งไปสักหน่อยสำหรับเขา


“มีซะที่ไหนเล่า” คริสรู้ดี เพราะโค้ทตัวนี้เป็นของเขาเอง


“อย่าดื้อน่า” ร่างสูงแบมือออกเพื่อรอรับฝ่ามือเล็กอันเย็นเฉียบของจุนมยอน 


“ไม่เอา” แต่ร่างบางก็ไม่ได้สนใจ เขาออกเดินนำคริสไปทันทีโดยไม่สนใจฝ่ามือหนานั้นเลย


“โอเค ถ้างั้นไปหาซื้อถุงมือใส่กัน” 


“อะไรนะ? ซื้อถุงมือ?” ร่างสูงพยักหน้ารับ


“ของขวัญวันคริสต์มาสเหรอ พี่คริส?”


“อะไร?”


“พี่จะให้ถุงมือเป็นของขวัญวันคริสต์มาสกับผมหรอ?”


“ก็ไม่เชิง”


“งกชะมัด” ดูเหมือนว่าจุนมยอนจะสนใจเรื่องถุงมือมากไป จนไม่ทันรู้ตัวว่ามือบางของตัวเองนั้นถูกกุมไว้อีกครั้งแล้ว


“อ้าว แล้วเราอยากได้อะไรล่ะ? เดี๋ยวซานต้าคนนี้จะหามาให้เอง” จุนมยอนส่ายหน้าที่แก้มกำลังค่อยๆพองลม เป็นการงอนที่ทำให้คนข้างกายยิ้มได้ไม่ยาก


“จุนมยอน..” คริสนำมือข้างที่กุมมืออีกคนไว้สอดเข้าในกระเป๋าเสื้อโค้ทของตัวเอง


“ถุงมือคงไม่ต้องซื้อแล้วเน้อะ” ร่างเล็กพยักหน้ารับ รู้สึกได้ถึงความอุ่นที่แผ่ซ่านอยู่ในมือ



ไม่นานทั้งสองคนก็มาถึงร้านเฟอร์นิเจอร์ขายเครื่องไม้ ทั้งคู่ใช้เวลาเดินหาของที่ต้องการสักพักแล้วก็เป็นไปอย่างที่จื่อเทาว่า ไม่มีเก้าอี้ตัวเล็กพอจะนำไปตั้งไว้ในสวนแทนตัวเก่าได้เลย คริสจึงตัดสินใจเดินเข้าไปถามเจ้าของร้านว่าสามารถทำให้ได้ไหม แต่เนื่องจากช่วงนี้ใกล้คริสต์มาสเข้าไปทุกที ออร์เดอร์สั่งของจึงแน่นขนัดจนเจ้าของร้านไม่ขอรับออร์เดอร์เพิ่มแล้ว ด้วยเสียงห้ามปรามของจุนมยอนว่าตนไม่ได้ต้องการเก้าอี้คืนขนาดนั้น คริสจึงยอมเลิกลาไม่ขอดื้อดึงให้เจ้าของร้านรับออร์เดอร์ของตน



“หรือจะกลับไปซื้อถุงมือดี?” หลังออกจากร้านมาคริสก็เอื้อมไปคว้ามือบางมาสอดไว้ในกระเป๋าเหมือนเดิม


“นี่กำลังจะหาของขวัญวันคริสต์มาสให้ผมอยู่ใช่ไหมเนี่ย?” ร่างสูงพยักหน้ารับ


“เฮ้อ.. ช่วยทำให้มันเซอร์ไพรส์กว่านี้หน่อยก็ไม่ได้” จุนมยอนส่ายหน้าไปมา เพราะความที่ตัวเองก็อยากหาของมาเซอร์ไพรส์คริสอยู่เหมือนกัน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะซื้ออะไรให้ดี ไอ้จะถามเอาโต้งๆแบบที่คริสทำอยู่มันก็นะ.. ไม่ได้น่าทำเอาเสียเลย


“ฮะฮะ” 



ดูๆ ยังมีน่ามาหัวเราะอีก..



“แล้วจุนมยอนอยากได้อะไร ยังไม่เห็นบอกพี่เลย” หลังจากที่เดินเข้าร้านนู้นออกร้านนี้ แวะดูนั่นดูนี่ก็ไม่เห็นทีท่าว่าคนข้างๆจะติดใจอยากได้อะไร ไอ้จะเดาก็กลัวไม่ถูกใจ สู้ถามไปให้รู้เรื่องเลยดีกว่า เกิดซื้อของไม่ถูกใจมาให้เดี๋ยวก็มางอนกันให้ตามง้ออีก เวลายิ่งไม่ได้มีมากเหมือนคนอื่นเขาอยู่ด้วย



ส่วนร่างบางเองนั้น อันที่จริงก็ไม่มีของอะไรที่อยากได้นักหรอก แค่เวลานิดๆหน่อยๆที่คริสจะมีให้กับเขาให้มันมากขึ้นก็พอ.. จะบอกไปแบบนี้ก็อาย 

อีกอย่าง..กลัวเจ้าตัวยิ่งได้ใจด้วยสิ




“ว่าไง.. อยากได้อะไร?” อีกฝ่ายยังเซ้าซี้ถามไม่เลิก


“ไปซื้อถุงมือกัน” 



มือเล็กที่ถูกกอบกุมอยู่ใต้เสื้อโค้ทหนาออกจูงร่างสูงกลับไปยังร้านขายเครื่องกันหนาวที่เพิ่งเดินผ่านมา คริสอุทานตกใจที่โดนลากไปและเขาก็ไม่แน่ใจด้วยว่าร่างเล็กกำลังประชดอะไรเขาหรือเปล่า



“ด..เดี๋ยวสิจุนมยอน ไหนว่าไม่เอาแล้วไง” ร่างเล็กไม่สนใจคำท้วงติง คริสเองก็ไม่ได้พยายามขืนตัวจากการถูกลากด้วย เพราะถ้าเขาจะไม่เดินตามร่างบางไปจริงๆ แค่ขืนตัวไว้เพียงนิดเดียวจุนมยอนก็เดินต่อไปไม่ได้แล้ว



เมื่อเข้ามาในตัวร้าน จุนมยอนปล่อยมือออกจากกระเป๋าเสื้อโค้ทของคริส เร่งฝีเท้าแหวกผู้คนไปยังส่วนของถุงมือและถุงเท้าที่อยู่ด้านในสุดของร้าน เมื่อเข้ามาด้านในแล้วผู้คนก็ดูบางตาลง เพราะส่วนมากกำลังเลือกซื้อเสื้อผ้าเครื่องกันหนาวที่กำลังลดราคาในส่วนด้านหน้าของร้านกันอยู่



“เอาสีอะไรดี พี่คริสช่วยเลือกหน่อยสิ” ร่างบางกำลังหยิบเลือกถุงมืออย่างสนุกสนาน แสดงให้เห็นว่าไม่ได้ประชดหรือเกี่ยงงอนอะไรคริสเลย


“จะเอาจริงๆใช่ไหมเนี่ย?” คนตัวเล็กหันมายิ้มกว้างพร้อมกับพยักหน้าให้


“พี่ไม่รู้หรือไงว่ามืออีกข้างผมชาจะแย่แล้ว” เพราะข้างหนึ่งถูกกอบกุมเอาไว้ในโค้ทหนามาตลอด โดยไม่รู้เลยว่าอีกข้างที่ต้องโดดเดี่ยวนั้นเย็นเฉียบแค่ไหน คริสเอื้อมไปหยิบมือข้างนั้นมากุมไว้ มันค่อนข้างเย็นจริงๆเมื่อเทียบกับอีกข้างที่เขากุมมาตลอด


“จุนมยอน.. พี่ขอโทษ”


“จะขอโทษทำไม มีใครที่ไหนบ้าเดินจูงกัันสองมือบ้างล่ะ” จุนมยอนสะบัดมือข้างนั้นออกเพื่อที่จะหยิบจับเลือกถุงมือได้สะดวกขึ้น


“อันนี้..หรืออันนี้ดีกว่า?” ถุงมือแบบเดียวกันแต่ต่างกันที่เป็นสีดำกับสีเทาถูกยกขึ้นมาให้ร่างสูงช่วยเลือก


“จุนมยอนชอบสีไหนมากกว่ากันล่ะ?”


“ผมเลือกไม่ได้ถึงได้ให้พี่คริสช่วยเลือกไง” พูดพลางหยิบสีดำใส่ข้างซ้ายแล้วเอาสีเทาใส่เข้าที่ข้างขวา มือบางยกโชว์ขึ้นตรงหน้าคริสอีกครั้ง 


“อันไหนดีเอ่ย?”


“หะหะ เอาแบบนี้ไปเลยสิ”


“ใครจะบ้าใส่ถุงมือสีไม่เหมือนกันเล่า” ร่างบางรีบถอดออกทันที


“งั้นซื้อไปทั้งสองสีนั่นแหละ วันนึงใส่สีดำ อีกวันจะได้ใส่สีเทา” คริสแนะให้ก่อนจะหยิบชิ้นใหม่บนชั้นมาเลือกอันที่คิดว่าสมบูรณ์ที่สุด


“จะดีเหรอ ผมว่าซื้อไปคู่เดียวก็พอแล้วมั้ง”


“ไม่เป็นไร พี่ซื้อให้เอง”



ตกลงนี่มันจะเป็นของขวัญวันคริสต์มาสจริงๆน่ะเหรอ..



ในขณะที่คริสเดินถือถุงมือไปต่อคิวจ่ายเงินอยู่นั่นเอง จุนมยอนก็เดินเล่นรอบร้านดูของไปเรื่อยเพื่อฆ่าเวลา และเผื่อพบของถูกใจให้เป็นของขวัญวันคริสต์มาสแก่คริสด้วย ร่างบางสะดุดตาเข้ากับผ้าพันคอถักสีเทาผืนหนาที่ดูน่าจะเหมาะกับคริสยามใส่โค้ททับสูทเวลาออกไปทำงานที่สุ
ด แต่..จะซื้อของสำเร็จไปเลยก็ดูจะไม่มีคุณค่าเท่าไร หรือจะให้มาถักเองก็ไม่ใช่สาวน้อยรักการประดิษฐ์ประดอยเสียด้วยสิ กว่าจะถักเสร็จจะทันคริสต์มาสปีหน้าหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย

แล้วอยู่ดีดี ร่างบางก็ถอนหายใจยาวอย่างไม่ทันรู้ตัว ตั้งแต่ที่เขาย้ายมาอยู่บ้านคริสหลังจากที่แม่ของเขาย้ายตามสามีใหม่ไปที่อเมริกา งานบ้านทั้งหมดจึงตกเป็นหน้าที่ของจุนมยอน ผู้ซึ่งมาจากบ้านที่มีแม่คอยดูแลเรื่องงานบ้านมาโดยตลอด แน่นอนว่าจุนมยอนยังไม่ชินกับการต้องตื่นมาทำอาหารเช้ารวมถึงมื้ออื่นๆ และงานบ้านต่างๆ อย่างเช่น ปัดกวาดเช็ดถูก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับลูกชายที่มีแม่คอยดูแลเรื่องนี้ให้ ส่วนเรื่องซักผ้าค่อนข้างจะสบายหน่อย เพราะมีเครื่องซักผ้าคอยอำนวยความสะดวกให้อยู่แล้ว เพียงแต่ต้องส่งร้านซักรีดเพื่อเสื้อจะได้เรียบมากกว่าไหม้เท่านั้นเอง 

คงจะมีอยู่เรื่องเดียวที่เขาค่อนข้างถนัดนั่นคือ การดูแลสวนหน้าบ้าน เพราะตั้งแต่จุนมยอนย้ายเข้ามา ต้นไม้ดอกไม้ต่างพากันออกดอกชูช่อแข่งกันไม่หยุด


อย่าเพิ่งเข้าใจผิดคิดว่าจุนมยอนจบด้านการเกษตรเชียวล่ะ เขาเรียนจบนิเทศศิลป์มาก็จริง แต่ก็มีความสามารถด้านดนตรีมาตั้งแต่เล็ก จุนมยอนเริ่มเล่นเปียโนตั้งแต่อายุ 3 ขวบ ถึงแม้จะหางานด้านการออกแบบศิลป์ทำไม่ได้ แต่เขาก็พอใจที่จะเล่นเปียโนคลอให้คนในร้านอาหารได้ดื่มด่ำกับบทเพลง พร้อมๆกับรสชาติอาหารฝรั่งเศสในช่วงกลางวันไปจนถึงช่วงเย็น เพราะหลังจากนั้นเขาจะได้ใช้เวลาช่วงค่ำกับคริส




“ยืนเหม่ออะไรอยู่” ฝ่ามือหนาแตะลงบนลาดไหล่ของร่างบาง เจ้าตัวหันมายิ้มให้เล็กน้อยก่อนจะพากันเดินออกจากร้านไป


“จะกลับเลยหรือเปล่าฮะ?” หลังจากดูนาฬิกาบนข้อมือที่ชี้บอกเวลาสี่ทุ่มครึ่ง จุนมยอนจึงออกปากถาม เนื่องจากร้านแองเจโล่ปิดไปเรียบร้อยเมื่อตอนสี่ทุ่ม อีกไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงเจ้าของร้านก็จะพากันกลับแล้ว


“เดี๋ยวแวะร้านข้างหน้านั้นหน่อยนะ พี่ว่าจะหาซื้อของขวัญให้เจ้าพวกแองเจโล่นิดนึง” ร้านที่ว่าเป็นร้านขายหนังสือซึ่งพิเศษกว่าร้านอื่น ตรงที่ร้านนี้จะรวบรวมหนังสือเก่าและหายากของแต่ละประเทศมาจำหน่าย แทบจะทุกเทศกาลก็ว่าได้ที่คริสมักจะซื้อหนังสือเกี่ยวกับการทำอาหารไปฝากอี้ชิงและจื่อเทา



ไม่นานคริสก็ได้หนังสือมาสมใจ เนื่องจากครั้งก่อนเล็งไว้สองเล่ม แต่เลือกหยิบอีกเล่มไปฝากเพื่อน ดังนั้นการมาครั้งนี้จึงไม่จำเป็นต้องเลือกนาน หลังจากจ่ายเงินค่าหนังสือแล้วทั้งคู่ก็เร่งฝีเท้ากลับไปยังร้านเพื่อเอาของที่ฝากไว้



“เป็นไง วันนี้กำไรดีล่ะสิ” หลังจากทักทายเด็กเสิร์ฟในร้านที่เดินสวนออกไป ทันทีที่คริสถือวิสาสะเปิดเข้าไปยังห้องทำงานซึ่งเป็นที่ทำบัญชีและงานบริหารอื่นๆ ก็พบจื่อเทากำลังทำบัญชีของวันนี้อยู่ โดยมีอี้ชิงที่ก่อนหน้านี้คงฟุบหลับไปเพราะตอนนี้ทำหน้าตางัวเงียใส่เขาน่าดู


“หน้าเทศกาลก็แบบนี้แหละครับ” แม้หน้าตาของจื่อเทาจะดูเป็นเด็กไม่น่าเชื่อถือเท่าไหร่ แต่ดันจบเอกบัญชีมาด้วยคะแนนสูงจนไม่น่าเชื่อ คงเหมือนกับอี้ชิงที่ดูไม่น่าทำอาหารเป็นด้วยซ้ำ 


“เออ..ไอ้คริส วันคริสต์มาสแกจะอยู่ฉลองกันที่บ้านแค่สองคนใช่ไหม?” อี้ชิงพูดพร้อมลุกขึ้นนั่งมองเพื่อนที่กำลังไปหยิบเอกสารที่ฝากเอาไว้บนโต๊ะทำงานของจื่อเทา


“อืม แต่ถ้าแกปิดร้านเร็วแวะไปหาที่บ้านได้นะ” เกิดอาการเก้อเขินขึ้นมาทันที


“ใครจะกล้าไปขัดจังหวะ ฉันแค่จะถามว่าแกจะสั่งอะไรไปกินมั้ย หรือจุนมยอนจะลงมือทำให้กินเอง”


“โอย สงสัยคงไม่ไหวหรอกฮะพี่อี้ชิง ผมยังทำอะไรไม่เป็นนอกจากต้มรามยอนอยู่เลย” จุนมยอนยกมือเกาท้ายทอยแก้เขิน



เจ้าของชื่อหรี่ตาลงอย่างใช้ความคิด “จะสั่งอะไรก็จดมาแล้วกัน เดี๋ยวเอาไปส่งให้”


“ขอบใจมาก งั้นพวกฉันกลับล่ะนะ.. ไปนะจื่อเทา” ตอนนี้ก็ดึกแล้ว เขาไม่อยากรบกวนจื่อเทาที่กำลังปิดบัญชีอยู่จึงขอตัวกลับก่อน 




หลังจากที่ทั้งคู่เดินออกจากร้านตรงไปยังสถานีรถไฟ โทรศัพท์ของจุนมยอนก็ดังขึ้น เตือนว่ามีเมสเสจเข้ามา


‘เซอร์ไพรส์คริสด้วยเมนูพิเศษดีมั้ยจุนมยอน’ 



ข้อความจากอี้ชิงที่จุนมยอนกดอ่านอยู่คนเดียว โดยไม่ต้องกลัวคริสแอบอ่าน เพราะรายนั้นเดินนำอยู่ข้างหน้าไม่ได้สนใจคนข้างหลังเท่าไร นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อี้ชิงจะสอนเขาทำอาหาร เวลาว่างจุนมยอนมักจะไปเรียนทำอาหารกับอี้ชิงเป็นประจำ กินได้บ้าง กินไม่ได้บ้าง ตามความสามารถของมือใหม่ที่ไม่เคยเข้าครัว ดังนั้นเมนูส่วนใหญ่จึงเป็นอะไรง่ายๆ แต่เพราะติดความสบาย จุนมยอนจึงเลือกซื้ออาหารสำเร็จรูปมาอุ่นกินมากกว่า ไม่ใช่ว่าเขาจะชอบหรอกนะ แต่ถ้าทำเองแล้วมันอร่อยกว่าก็คงไม่ต้องง้อของสำเร็จรูปหรือร้านแองเจโล่หรอก


 





หลังจากทั้งคู่กลับมาถึงบ้าน คริสก็รีบเข้าไปอาบน้ำอาบท่าผ่อนคลายความตึงเครียดอันได้มาจากที่ทำงานตั้งแต่เช้าจวบจนเย็น เขาใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำพักใหญ่โดยมีจุนมยอนนอนดูทีวีรอ หลังจากที่เขาเตรียมชุดนอนให้ชายหนุ่มเรียบร้อยแล้ว



“เฮ้อ วันนี้เมื่อยจริงๆ” ร่างสูงเดินเช็ดผมออกมาพลางบิดเนื้อตัวก่อนสะบัดศีรษะเพื่อคลายกล้ามเนื้อ ทันทีที่คริสเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยผ้าขนหนูพันช่วงล่างเพียงผืนเดียว จุนมยอนก็รีบเด้งตัวยื่นชุดนอนให้เขาทันที


“บ่นเป็นตาแก่ไปได้ มานั่งนี่สิฮะ” จุนมยอนขยับตัวออกห่างขอบเตียงเพื่อเว้นที่ให้คริสนั่ง ร่างสูงสวมชุดนอนเสร็จแล้วจึงลงนั่งตามที่จุนมยอนบอกอย่างรู้งาน เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ร่างบางใจดีบีบนวดคลายกล้ามเนื้อตามต้นคอและไหล่ให้คริส เขามักจะทำเป็นประจำเมื่อเห็นอีกคนเมื่อยล้าจากการทำงาน แม้ว่าคริสไม่ได้เอ่ยปากขอให้เขาทำก็ตาม



เมื่อความผ่อนคลายกลับมาอีกครั้ง คริสยื่นมือไปกุมฝ่ามือบางไว้ให้หยุด แล้วค่อยๆดึงมือเล็กนั้นขึ้นมาจุมพิตเบาๆ เรียวหน้าคมหันไปด้านหลังพร้อมกับดึงมือที่กุมอยู่นั้นเข้าหาตัวเองมากขึ้น ส่งผลให้ร่างบางเข้าใกล้โครงหน้าเรียวเรื่อยๆ จนเมื่อลมหายใจรินรดรวมเป็นลมหายใจเดียวกัน เรียวปากได้รูปจรดรับสัมผัสย่างนิ่มนวล เชื่องช้า.. เหมือนค่อยๆละเลียดชิมรสหวานอย่างหลงใหล ยิ่งสัมผัส ยิ่งรับรส ยิ่งกระหาย ยิ่งอยากเสาะหาทางเข้าไปกอบโกยมากขึ้นเรื่อยๆ ..



“อือ พอเถอะฮะ...พี่คริสมีงานแต่เช้านะ” ริมฝีปากแดงช่ำบนเรือนหน้าที่แดงก่ำไม่แพ้กัน กำลังพยายามเบือนหน้าหนีสัมผัสของอีกฝ่ายที่ไล้ละไปทั่วช่วงลำคอ 


“พี่รู้...” คริสเลื่อนใบหน้าขึ้นมารับสัมผัสหวานล้นเป็นคำสุดท้าย


“ไปอาบน้ำได้แล้ว เดี๋ยวพี่หยิบชุดนอนมาให้นะ”



จุนมยอนพยักหน้ารับด้วยลมหายใจที่ดูโรยรินเพราะถูกลิดรอนอากาศไปมาก เขาไม่จำเป็นต้องมานั่งคิดกลัวว่าคริสจะโกรธหรือไม่พอใจ ร่างสูงทำงานหนักกลับดึกและต้องออกไปทำงานแต่เช้าทุกวัน เวลาที่เหลืออีกน้อยนิดนั้นควรจะพักผ่อนให้ได้มากที่สุด เรื่องนั้นคริสรู้ดี พอพอกับที่รู้ว่า ‘เซ็กส์’ ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิตคู่ เขาไม่ได้ย้ายมาอยู่ด้วยกันเพราะเหตุผลเพียงแค่นั้น 



“นอนก่อนเลยไม่ต้องรอผมนะ” ร่างเล็กพูดพร้อมกับเดินไปรับชุดนอนจากร่างสูง เพราะเขามักจะแต่งตัวอยู่ในห้องน้ำไม่เดินออกมาเปลี่ยนเสื้อผ้าด้านนอกเหมือนอีกคน


“อย่าอาบนานนะ เดี๋ยวจะเป็นหวัดเอา” อีกคนพยักหน้ารับก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไป ส่วนคริสที่ไม่ได้ตอบรับคำพูดของจุนมยอนเมื่อครู่ก็ลงมานอนดูทีวีแทนทันที จนจุนมยอนอาบน้ำเสร็จถึงได้เข้านอนพร้อมกันโดยที่ไม่ลืมจะมอบความอบอุ่นให้แก่กันและกันในคืนที่ค่อนข้างห
นาวเย็นแบบนี้… 



อ้อมกอดอุ่นจากคนรัก








แล้วเช้าวันคริสต์มาสที่หลายคนรอคอยก็มาถึง แม้งานของจุนมยอนจะเริ่มในตอนสายของวัน แต่เขาก็ต้องตื่นเร็วเพื่อเตรียมอาหารเช้าให้คริสอยู่ดี 

ตลอด 1 อาทิตย์ที่ผ่านมา จุนมยอนขอทำงานในช่วงมื้อเที่ยงเท่านั้น จากปกติที่เขาจะทำจนถึงเย็น เลิกงานประมาณหกโมง เพื่อใช้เวลาช่วงเย็นมาฝึกทำอาหารเตรียมเซอร์ไพรส์คริสอย่างที่อี้ชิงส่งเมสเสจมาบอกแทน ดังนั้น นอกจากอาหารเซอร์ไพรส์คริสแล้ว ร่างบางยังมีเมนูใหม่มาทำให้อีกคนในมื้อเช้านี้อีกด้วย



“ว้าว..ไปแอบเรียนเมนูใหม่มาจากอี้ชิงอีกแล้วสิท่า” คริสเดินถือกระเป๋าเอกสารมาวางลงบนโต๊ะอาหารแล้วพาดสูทไว้ที่เก้าอี้ข้างๆ ก่อนจัดการผูกเนคไทที่อยู่บนคอ พลางชื่นชมอาหารเช้าตรงหน้าที่ปกติจะเป็นไข่ดาวหรือแฮม ไม่ก็แค่ขนมปังทาแยมธรรมดาๆ แต่วันนี้ขนมปังสีขาวธรรมดากลายเป็นสีเหลืองทองดูกรุบกรอบน่าทานยิ่งขึ้น


“พี่ที่ร้านเวอลองซ์เขาสอนให้ต่างหาก” ร่างบางเดินถือแก้วกาแฟซึ่งชงเสร็จแล้วส่งกลิ่นหอมไปทั่ว มาวางข้างจานมื้อเช้าก่อนเลื่อนเก้าอี้ลงนั่งตรงข้ามร่างสูง


“พอดีพี่จินซอกบ่นหิวเพราะไม่ได้กินข้าวเช้ามา พี่ฮเยมีเลยเข้าครัวไปทำเฟรนช์โทสต์มาให้ ผมเห็นว่ามันน่าจะทำง่ายดีก็เลยขอให้พี่ฮเยมีสอนให้”


“เจ้านี่เค้าเรียกเฟรนช์โทสต์เหรอเนี่ย” หลังจากผูกเนคไทเรียบร้อยและเลื่อนเก้าอี้ออกมานั่งแล้ว คริสก็หยิบขนมปังสีเหลืองกรอบจากการทอด โดยมี ไข่ เกลือ นม น้ำตาลชุบทั่วทั้งแผ่น และบนตัวแผ่นมีวิปครีมวาดเป็นรูปหัวใจซึ่งด้านในหัวใจนั้นราดด้วยแยมสตอเบอร์รี่สีแดงสดอีกที


“น่าจะเรียกเฟรนช์โทสต์สื่อรักได้นะเนี่ย” คริสจงใจล้อร่างบาง ทำเอาคนถูกล้อถึงกับสำลักกาแฟที่เพิ่งซดเข้าไป คริสหัวเราะ ก่อนจะยื่นทิชชู่ส่งให้ร่างบาง


“พี่คริสอ่า!!!” ไม่รู้จะสวนกลับไปว่าอะไรจึงเอ่ยเรียกชื่ออีกคนด้วยเสียงขุ่นเพียงเท่านั้น ร่างสูงก็ตอบรับด้วยเสียงหัวเราะกลับมา ก่อนจะเงียบไปเพราะต่างคนต่างจัดการอาหารตรงหน้า เมื่ออาหารมื้อเช้าหมดลงคริสจึงขอตัวออกไปทำงาน


“คืนนี้พี่คริสว่างจริงๆนะ” ไม่รู้เหมือนกันว่าอาทิตย์นี้ถามไปกี่รอบแล้ว แต่ก็อยากให้แน่ใจว่าอีกคนจะไม่บ้างานจนลืมนัดตอนเย็น


“ผมให้เลทสุดก่อนเที่ยงคืน” เมื่อเห็นร่างสูงนั่งใส่รองเท้าโดยไม่ตอบอะไรจึงยื่นคำขาด


“จุนมยอน วันนี้ไม่ใช่วันเดียวที่สำคัญใช่ไหม” คริสลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาเอื้อมมือไปลูบศีรษะอีกคนเรื่อยไปถึงท้ายทอย


“อืม”


“เรามาทำทุกๆวันให้เป็นวันสำคัญกันนะ” ร่างสูงเลื่อนตัวเองเข้าไปชิด พร้อมกับออกแรงดึงท้ายทอยจุนมยอนเข้ามารับสัมผัสอุ่นบนริมฝีปากของตัวเอง หลังจากผละริมฝีปากออกจากกัน ร่างบางก็โอบเขาแน่นทันที


“เริ่มด้วยวันนี้..คริสต์มาสวันแรกของผมกับพี่คริส” สัมผัสอุ่นจากอ้อมกอดที่ไม่ว่าเมื่อไรก็ยังให้ความรู้สึกอุ่นไม่ต่างจากครั้งแรก เพียงแต่เมื่อยิ่งสัมผัสเท่าไร ก็ยิ่งยากที่จะห้ามใจไม่ให้ปล่อยมือจากไปเท่านั้น จะมีสักกี่คนที่อยากให้เราอยู่ในวันสำคัญๆของเขา..


จะพูดอีกอย่างได้ไหมนะ ว่าเขาอยากให้เราเป็นคนสำคัญ





หลังจากคริสออกจากบ้านไปทำงาน ร่างบางก็เริ่มเก็บกวาดเช็ดถูห้องนั่งเล่นเพื่อเตรียมกลับมาจัดสถานที่เพื่อฉลองวันคริสต์มาสแรกของเขากับ
คริส ปีที่แล้วเขาสองคนไม่ได้ฉลองด้วยกันก็จริง แต่ชายหนุ่มก็ยังส่งเมนูสื่อรักมาฉลองเป็นเพื่อนจุนมยอน 

แต่ปีนี้เขาไม่ต้องไปเหงาอยู่ในร้านแองเจโล่คนเดียวอีกแล้ว ยิ่งคิด..รอยยิ้มก็เริ่มแย้มมากขึ้นเรื่อยๆ จุนมยอนยืนนิ่งมองดูรอบห้องนั่งเล่นเพื่อวางแผนว่าจะจัดห้องอย่างไรดี ก่อนจะอ่านสูตรอาหารที่จะทำและจดวัตถุดิบที่ต้องซื้อกลับมา ไม่นานจุนมยอนก็ออกจากบ้านไปทำงานอีกคน







to be continue* }



+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ 
 
คุยหลังอ่าน: 
+ เรื่องนี้เป็นฟิคแปลงค่ะ ได้ทำการรีไรท์เรียบร้อยแล้ว คิดว่าน้อยคนนักจะเคยได้อ่านคู่ออริจินอลของเรื่องนี้ค่ะ ๕๕๕
+ เนื้อเรื่องก็เรียบๆ เรื่อยๆ หวานนุ่ม ละมุนละไมไปตามเทศกาลยันจบเรื่อง.... ละมั้ง หึหึหึ~
+ แล้วเจอกันวันคริสต์มาสค่ะทุกคน : )


* รัก
@yumikoxox
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

479 ความคิดเห็น

  1. #455 Rachaya Ouransathien (@oeilkswk) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2557 / 19:21
    ทำไมคู่นี้น่ารักแบบนี้เขิน-//-ฟินทุกเมื่อถ้ามีคริสโฮ
    #455
    0
  2. #231 iheartshinhwa (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2556 / 22:08
    เห็น genre ก็รู้เลยว่าต้องบีบหัวใจแน่ๆตอนจบกรี๊ดดดดดดดดดด

    แต่ช่างเถอะ ขอซึมซับความหวานก่อนแล้วกัน ตอนจบจะเป็นยังไง หนูไม่รู้ววววววววว
    #231
    0
  3. #213 `carpe diem . (@turtletoey) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2556 / 21:06
    ทำไมมันละมุนแบบนี้ •//A//•
    #213
    0
  4. #205 TaynMalik (@tayn-malik) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 เมษายน 2556 / 17:32
    มันพิเศษทุกวันนั่นเเหละ ถ้ามีคริสโฮ คริๆ
    #205
    0
  5. #127 หมึกมิน (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2555 / 02:15
    กลัวว่าจะไม่หวานจบเรื่องไงไม่รุ้



    แอบมีความรุ้สึกพี่คริสงานเข้ากระทันหัน



    ไรเตอร์เป็นเชฟเปล่าคะเนี่ย



    บรรยายซะหิวตอนดึกเลย
    #127
    0
  6. #126 Gunner (@urngforever) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2555 / 20:16
    วันคริสมาสต์ -งง-/ 
    รออ่านค่ะ คิคิ
    #126
    0
  7. วันที่ 21 ธันวาคม 2555 / 14:05
    มาทำวันทุกวันให้เป็นวันพิเศษ เขิน~>/////<
    อบอุ่นละมันละไม หวานกำลังดี ฟินนาเล่~
    # ดีจังน้า คริสมาสต์เค้าฉลองความรักกัน//meนั่งปั่นงานส่งครู 555
    #124
    0