P.I.R.A.T.E.S ระวัง•ทะเล•คลั่ง!!

ตอนที่ 60 : ○ Special ○ ตอนพิเศษ: ,, Come Back Home ,,

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 551
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    6 มิ.ย. 58

 



อะไรก็ไม่รู้ จู่ๆ ก็อยากเขียนค่ะ ไม่มีเหตุผล
ต่อจากตอนที่แล้วเลยนะคะ หลังจากที่ราล์ฟ เกร็ก และฟรังค์เจอกันครั้งแรกจนตกลงจะออกทะเลด้วยกัน



 

xxxxxxxxxx

 
 

 

 

P.I.R.A.T.E.S Special Story 04

:: Come Back Home ::
 



 

 

พวกเขาตัดสินใจกลับไปธาลัสซา

เกรกอรี่ไม่เคยไปธาลัสซามาก่อน แต่ราล์ฟกับฟรองซัวร์เป็นคนท้องถิ่น โดยเฉพาะฟรองซัวร์ที่เคยอาศัยอยู่บริเวณเมืองเก่า ใกล้ๆ กับหัวเมืองทางใต้ หากเจ้าตัวไม่มีความคิดจะกลับบ้านแต่อย่างใด อันที่จริง ตอนแรกเด็กหนุ่มไม่อยากจะกลับมาที่ธาลัสซานี่ด้วยซ้ำ

“แต่กฎหมายของธาลัสซาตกลงง่ายกว่ากฎหมายทาเวียร์” ราล์ฟบอกตอนที่เห็นอีกฝ่ายอิดออด “ข้ารู้ว่าต้องตกลงกับทหารเรือยังไงและต้องไปที่ไหน ภาษาก็คุยง่ายกว่า แต่ถ้าเริ่มที่ทาเวียร์ เราต้องเริ่มจากศูนย์”

“ข้าพูดทาเวียร์ได้”

“แล้วรู้กฎหมายเดินเรือของทาเวียร์ไหม”

ฟรองซัวร์เลยต้องยอมแพ้ เพราะรู้ดีว่าหันไปถามเกรกอรี่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา ไอ้หนุ่มนั่นไม่มีความเห็นอยู่แล้วด้วยความที่ไม่มีพื้นเพอะไรเกี่ยวข้องกับทะเลมาก่อน ซึ่งถ้าถามกันจริงๆ ขึ้นมาก็เห็นมันค่อนข้างเอนเอียงไปฝั่งราล์ฟตลอดอย่างน่าหมั่นไส้ -- ก็ไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจหรอกนะ

“เจ้าจะค้าขายหรือ” เกรกอรี่ถามลอยๆ ระหว่างที่นั่งมองอีกสองคนวางแผนกัน ฟรองซัวร์เงยหน้าขึ้น อ้าปากกำลังจะตอบว่าก็คงอย่างนั้น เขาพอจะมีลู่ทางค้าขายเก่าๆ ของพ่ออยู่บ้างที่อาจถามดูได้ แต่ราล์ฟกลับสวนกลับขึ้นมาทันควันเสียก่อน

“ไม่” เสียงหนักแน่น “ข้าว่าจะไปเป็นโจรสลัด”

คราวนี้ทั้งสองคนหันมองหัวเรือใหญ่เป็นตาเดียว สีหน้าพิกล

“โจรสลัดนี่ต้องทำตามกฎหมายด้วยเหรอวะ” ฟรองซัวร์ถามเสียงแปร่ง เกรกอรี่เองก็ขมวดคิ้วเข้า

“ข้าไม่อยากตีกับพวกทหารเรือ”

“ก็ใครบอกว่าไม่มีโจรสลัดถูกกฎหมาย” ราล์ฟหัวเราะรับ ก่อนจะเลิกคิ้วสูงเมื่อเห็นสีหน้าของคนฟังแต่ละคน “อ้อ เออ ไม่ค่อยมีคนรู้จักสายงานนี้นักสินะ ลืมไปว่าทางการไม่เคยประกาศออกมา” ว่าแล้วก็หยุดเว้นไปนิดหนึ่งคล้ายจะใคร่ครวญ “พวกเจ้าไม่เคยเดินเรือกันมาก่อนใช่ไหม”

เกรกอรี่ยักไหล่ “เรือขนทาสคงไม่นับ”

“เคยนั่งจากท่าธาลัสซามาทาเวียร์แค่แป๊บเดียวเองว่ะ”

“ถ้าได้ไปอยู่กับพวกคนเรือสักเดือนก็จะรู้จักงานนี้เองแหละ แต่ไม่ค่อยมีคนสนใจนักหรอก คนเรือด้วยกันมองว่าเป็นงานชั้นต่ำ แต่ข้าเคยอยู่บนเรือโจรสลัดมาเป็นปี” ราล์ฟถอนหายใจเบา “ข้าคิดถึงมัน”

“มันดีตรงไหน”

“เจ้าจะทำอะไรก็ได้ จะไปที่ไหนก็ได้ จะปล้นใครก็ได้” เป็นคำตอบ “ไม่ต้องเสียภาษี ไม่ต้องทำเอกสารขออนุญาตเทียบท่าของธาลัสซา แค่อย่าปล้นเรือของทางการกับพันธมิตรและส่งเงินให้ตลอด ทำตามสนธิสัญญา แล้วทหารเรือจะไม่ยุ่งกับเรา”

“ฟังดูดีนี่” ฟรองซัวร์หัวเราะ “เรื่องปล้นข้าถนัด”

“ถ้ามีสงคราม กำลังหลักของทัพเรือไม่ใช่ราชนาวีหรอก แต่เป็นโจรสลัดทั้งนั้นแหละ ทั้งหน่วยข่าวกรอง สายสืบ แนวหน้า แนวหลัง” เขานับไล่ไปทีละนิ้ว “แต่ต้องใช้เวลาเหมือนกันกว่าพวกกองทัพจะเชื่อใจ ถ้าไม่ก่อเรื่องอะไรมาก เงินจะเข้าหาเราเอง”

“กองทัพจะจ่าย?”

“มันก็ต้องมีงานสกปรกที่กองทัพไม่อยากทำและป่าวประกาศไม่ได้อยู่บ้างน่ะนะ” ราล์ฟตอบเสียงกลั้วหัวเราะ “เช่น ถ้าเกิดว่าอยากโจมตีเรือสินค้าของอาณาจักรไหนเป็นพิเศษขึ้นมา หรือไม่ก็มีกรณีอะไรกลางทะเลแต่เคลื่อนไหวเองลำบาก เรือเก่าข้าเคยไปกู้ชีพเรือแตกอยู่ครั้งหนึ่งเหมือนกัน เพราะกว่ากองทัพจะขอเรื่องออกเรือเองได้มันนานเกินไป”

“งานเก็บกวาดงั้นหรือ” เกรกอรี่พยักหน้ารับ “แล้วจะไปขอสนธิสัญญายังไง ลูกเรือก็ด้วย ข้าไม่คิดว่าแค่สามคนจะเป็นโจรสลัดได้ เงินเราก็ไม่พอ”

“แล้วพวกเจ้ารู้มั้ยว่าแรงงานฟรีน่ะมันมีอยู่จริง”

ฟรองซัวร์กะพริบตา “ทาส?”

“นั่นต้องซื้อเอา”

ฟรองซัวร์กับเกรกอรี่หันมองหน้ากัน แววตาคลางแคลง ราล์ฟหัวเราะหึๆ ก่อนจะเฉลย

 

“นักโทษไงล่ะ”

 

 

xxxxxxxxxx

 

 

ราล์ฟเคยทำงานกับคนคุมท่าในทาเวียร์มาก่อนก็จริง แต่นั่นมันงานไม่ใช้สมอง ครั้งนี้จึงแตกต่างกันไม่ใช่เล่น

เด็กหนุ่มไม่ปล่อยช่วงเวลาไม่กี่ปีที่อาศัยอยู่กับมิดฟาให้เสียเปล่า เขางัดทุกความรู้ที่มีมาใช้จนหมดเพื่อกลับออกไปอยู่กลางผืนสมุทรอีกครั้ง ท่าเรือของธาลัสซาค่อนข้างคึกคักด้วยตำแหน่งที่เหมาะสมแก่การเทียบท่าพอดี คนคุมท่าเป็นแหล่งข้อมูลที่ดีเสมอ ไม่มีใครหัวเราะขำที่เด็กวัยรุ่นสามคนคิดจะออกเรือด้วยตัวเอง มันเป็นเรื่องปกติสำหรับคนแถวนี้ ไม่ว่าใครก็อยากจะเป็นเจ้าของเรือกันทั้งนั้นโดยเฉพาะพวกคนหนุ่มๆ เพียงแต่มีน้อยเหลือเกินที่จะกระเสือกกระสนจนสำเร็จ

คนคุมท่าคนแรกไล่ให้กลับไปอย่างหยาบคาย คนถัดๆ มาอีกราวห้าคนก็ไม่ต่างกันนัก หากราล์ฟแค่ตอบรับอย่างสุภาพ ฟรองซัวร์เลิกคิ้ว ส่วนเกรกอรี่แค่ยืนรับฟังนิ่งๆ ไม่มีใครโวยวายเมื่อถูกหยามศักดิ์ศรี นายท่าคนสุดท้ายที่ไปคุยด้วยจึงหยุดด่าแล้วกวาดมองเด็กทั้งสามคนด้วยแววตาแปลกๆ

“พวกเอ็งไปอยู่ไหนกันมาวะ ถึงได้เพิ่งโผล่กันมาเอาป่านนี้” ชายวัยกลางคนหัวเราะหึๆ “ไม่ได้เจอเด็กแบบนี้มานานแล้ว ปกติมีแต่ไอ้พวกวัยรุ่นใจร้อนไม่ฟังใคร ลงทะเลไปก็ตายทุกคน ยิ่งไอ้พวกบ้าศักดิ์ศรีหน่อยนะ” เขาโบกมือไปมา “เออ อยากได้อะไรล่ะ เรือสินค้า? เอกสารเทียบท่า? ข้าจะพิจารณาให้เป็นพิเศษ”

“เปล่า ข้าแค่อยากรู้ว่าจะติดต่อนายหน้าได้ที่ไหน”

อีกฝ่ายกะพริบตา “เอ็งกำลังตามหาลูกเรือรึ แถวนี้ไม่มีทาสให้ซื้อหรอกนะ”

 

“ข้าหมายถึงเจ้าหน้าที่พัศดีของราชนาวี”

 

คนอายุมากกว่าพยักหน้ารับอย่างเข้าใจทันที เหลือบมองนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มของไอ้หนุ่มคราวลูกที่สูงจัดไม่ใช่เล่นแล้วก็หัวเราะเบาๆ ในลำคอ

“ศึกษาข้อมูลมาดีนี่หว่า หน่วยก้านก็ดี” เขาว่า “ถ้าเปลี่ยนใจมาทำงานที่ท่าเรือเมื่อไร มาหาข้าได้ทุกเมื่อ เด็กแบบเอ็งคงรับมือไอ้พวกคนเรืองี่เง่านั่นได้ง่ายๆ อยู่ เอ็งชื่ออะไร”

“ราล์ฟ อาเร็นส์”

“ข้าจะเขียนแผนที่ให้ ไปหาคนที่ชื่อดีแลน บอกว่าเอ็ดการ์ส่งมา ส่วนที่เหลือเป็นหน้าที่เอ็งที่จะต่อรองกับมัน” ชายหนุ่มขยับยิ้มขบขัน “แต่เอ็งข้ามขั้นไปหน่อยว่ะ เรือน่ะหาได้หรือยัง รู้รึเปล่าว่าจะออกทะเลมันต้องเตรียมอะไรไว้บ้าง”

ราล์ฟหยุดคิดไปชั่วขณะว่าจะเล่าดีหรือไม่ ก่อนที่สุดท้ายจะตัดสินใจว่าพวกเขาไม่มีอะไรให้เสีย “ข้ามีเงินอยู่...จำนวนหนึ่ง พอจะจ้างกัปตันเรือกับต้นหนได้ ข้าจะติดเรือไปกับเขา”

“ไม่ซื้อเรือใหม่?”

“ยังไม่ใช่เวลา”

“มองไกลดี” เอ็ดการ์เปรย สีหน้าถูกอกถูกใจนัก “เดี๋ยวเอ็งตกลงกับดีแลนเสร็จแล้วกลับมาหาข้าก็แล้วกัน ข้าจะช่วยหานักเดินเรือรับจ้างดีๆ ราคาถูกๆ ให้ อยากได้อะไรอีกไหม”

“ขอได้หรือ”

“ถ้าเอ็งกล้าขอ”

“งั้นข้าก็ขอ” ราล์ฟหัวเราะ “ท่านรู้ช่องทางติดต่อกับกองพันโจรสลัดไหม”

เอ็ดการ์เบิกตากว้าง ก่อนจะหลุดหัวเราะลั่น

 

“ข้าล่ะชอบเอ็งจริงๆ ว่ะไอ้หนู”

 

 

xxxxxxxxxx

 

 

ลูกเรือของมิดฟาส่วนใหญ่เป็นนักโทษ ราล์ฟเลยรู้จักลู่ทางมาจากตอนนั้น

กองทัพเรือมีนักโทษที่จองจำเอาไว้อยู่สามประเภทหลักๆ หนึ่งคือนักโทษการเมือง สองคือนักโทษที่ทำผิดตามกฎหมายในบริเวณที่กองทัพเรือควบคุม และสามคือพวกนักโทษจากต่างอาณาจักร จำนวนปีที่คุมขังก็แล้วแต่ระดับความผิด พวกลูกเรือเล่าให้เด็กหนุ่มฟังว่ามีกฎหมายลับๆ อยู่ข้อหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ นั่นคือตราบใดที่พัศดีและคนคุมท่าอนุญาต นักโทษเหล่านี้ก็มีสิทธิ์ติดเรือเดินสมุทรออกไปได้

หลายคนยังรอคอยด้วยความหวัง ราล์ฟรู้ดีว่าแต่ละคนไม่ได้ต้องการค่าจ้างเลย

แผนที่ที่เอ็ดการ์เขียนมาให้ไม่ได้นำไปยังทางเข้าเรือนจำ หากไล่เลยไปยังประตูไม้เล็กๆ ด้านหลัง เหล็กดัดรอบๆ ขึ้นสนิมเกรอะจนดูเหมือนปิดตายไปแล้ว เด็กหนุ่มทั้งสามยืนรออยู่นานพอดูกว่าจะมีคนตอบรับ ดีแลนเป็นพัศดีชรารูปร่างผอมเกร็ง แต่ยังคงดูน่าเกรงขามในชุดสีขาวแบบเดียวกับทหารเรือ แกได้ยินชื่อเอ็ดการ์แล้วก็พยักหน้ารับเบาๆ อย่างเข้าใจ ถามกลับมาแค่คำเดียว

“จะเอาอะไร แรงงานหรือลูกเรือ”

“ลูกเรือ” ราล์ฟตอบพลางกวาดมองรอบๆ อย่างพิจารณา แต่ยังไม่ทันจะได้คิดอะไร ฟรองซัวร์ก็เปรยถามเสียก่อน

“เลือกได้ไหม”

“อยากได้แบบไหนล่ะ” ชายชราหัวเราะเบาๆ “ข้ามีเชลยต่างแดน หัวขโมย ทาส พ่อค้า โจรสลัด นักเวท พวกหัวอ่อน หัวรุนแรง หัวกบฏ พวกนอกรีต พวกผิดจริงและแพะรับบาป แล้วแต่ว่าจะเดินทางไปที่ไหน”

“เราจะไปอัสลูซ์” ราล์ฟว่า “ข้าอยากได้ทาสกับพวกแพะที่มาจากนอกธาลัสซาเป็นหลัก จะนอกรีตก็ได้”

“ไม่ศรัทธาล่ะสิพวกเจ้า” พัศดีแสยะยิ้ม “พวกเจ้าเป็นอะไรน่ะ เคบินบอย? เด็กส่งเรือ?” ว่าพลางก็หยิบกุญแจพวงใหญ่ส่งเสียงดังแกร่งกร่างขึ้นมาด้วย เดินนำไปพร้อมกับเอ่ยต่อโดยไม่รอคำตอบ “เอ็ดการ์คงถูกใจกัปตันของพวกเจ้าน่าดู มันไม่ค่อยส่งใครมาง่ายๆ หรอกนะ แต่ถ้าลงว่ามันรับรองแล้วก็เอาไปเถอะ ข้าให้ได้ไม่เกินยี่สิบคน”

“ใช้อะไรคัด” เกรกอรี่ถามลอยๆ ดีแลนหัวเราะอีกครั้ง ฟังแล้วเสียดหูราวกับเสียงโลหะเสียดสีกัน

“ก็ขึ้นอยู่กับสายตาของพวกเจ้า ถ้ากัปตันเจ้าโง่พอจะให้เด็กๆ มาเอาลูกเรือ ก็ไม่มีสิทธิ์บ่นนี่หว่าถ้าได้คนห่วยๆ กลับไป” พัศดีชราตอบเสียงเหยียดหยันพลางเดินนำเข้าไปด้านในแล้วปิดประตูลงกลอน บังคับให้พวกเขาลงชื่อรับรองในใบเอกสารบนโต๊ะแล้วพาตรงไปยังประตูลูกกรงที่อยู่ลึกเข้าไปอีก แต่ละห้องฝังอยู่ในป้อมปราการสูงตระหง่าน ทำด้วยอิฐทั้งหมดและไม่มีหน้าต่างแม้แต่บานเดียว มีแค่ช่องเล็กๆ แคบๆ กว้างไม่ถึงนิ้วติดซี่กรงเหล็ก

ดีแลนสั่งให้พวกเขายืนรอในห้องโถงใหญ่ เป็นห้องโล่งๆ เย็นยะเยือกที่มีแค่คบไฟติดตามผนัง ไม่มีสิ่งใดอยู่เลย ก่อนจะเดินหายไปคัดคนมาให้ราวห้าสิบคน กินเวลาเกือบชั่วโมงกว่าพวกนักโทษจะค่อยๆ ทยอยกันเดินออกมาเรียงเป็นแถว มีตรวนพันธนาการแขนขาเอาไว้ ล่ามติดกันทุกคนด้วยโซ่ยาวๆ หนาหนัก

ราล์ฟกวาดตามอง นักโทษทั้งหมดเป็นชายล้วน มีตั้งแต่ที่เด็กกว่าเขาไปจนถึงหกสิบเป็นอย่างน้อย

“เคยคัดนักโทษมาก่อนไหมไอ้หนู” ดีแลนถาม เด็กหนุ่มทั้งสามส่ายศีรษะช้าๆ ยังคงไม่ละสายตาไปจากแถวนักโทษตรงหน้า พัศดียิ่งหัวเราะ “เจ้ามีเวลาทั้งวันในการคุยกับพวกมันทีละคน ข้าจะไม่ยุ่งเกี่ยวอะไรด้วย ใครที่ว่าดีก็ให้มันเดินไปหาข้าที่ห้องข้างๆ นี่ ข้าจะจัดการเรื่องเอาตัวพวกมันออกไปให้”

ว่าแล้วก็เดินจากไปอย่างง่ายๆ เกรกอรี่นึกสงสัยว่าพวกเขาตัดสินใจถูกหรือไม่ เพราะถ้าคนพวกนี้เกิดอาละวาดขึ้นมา ไม่ใครต่อใครก็คงตายอยู่ในนี้ได้ง่ายๆ โดยไม่มีแม้แต่พยานรู้เห็น ฟรองซัวร์ผิวปากหวือ ส่วนราล์ฟเพียงแค่ส่งเสียงในลำคอเบาๆ เท่านั้น แยกไม่ออกว่ากำลังหัวเราะหรือประชดประชัน

“มีเกณฑ์อะไรเป็นพิเศษไหม” ราล์ฟหันกลับไปถาม ฟรองซัวร์ยักไหล่ เกรกอรี่เบ้หน้า

“เจ้าว่าไงก็ว่างั้นก็แล้วกัน”

 

แต่ถึงขั้นนี้แล้ว... อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิดไปเหอะ!

 

 

xxxxxxxxxx

 

 

ยี่สิบคนที่ราล์ฟคัดมาเป็นชาวต่างชาติทั้งหมด

พวกเขาไม่ได้ถามอะไรยุ่งยากเลย ถามแค่ว่าอยากออกทะเลหรือไม่ อยากไปที่ไหน เคยทำงานมาก่อนหรือเปล่า ฟรองซัวร์จับโกหกคนเก่งมาก พอๆ กับที่เกรกอรี่ดูออกว่าใครเคยเป็นทาสมาก่อน ดีแลนยังชมด้วยซ้ำว่าตาแหลม เกินครึ่งที่พวกเขาเลือกมาล้วนแล้วเป็นทาสแรงงานเก่า อีกส่วนหนึ่งเป็นแพะรับบาป และอีกส่วนเล็กๆ ที่เหลือคละกันไปแบบตามมีตามเกิด

“กัปตันพวกเจ้าไม่ชอบพวกหัวรุนแรงล่ะสิ”

ราล์ฟหัวเราะรับ “คงงั้น”

 

 

xxxxxxxxxx

 

 

เอ็ดการ์พาพวกเขาไปเลี้ยงเหล้าที่บาร์เล็กๆ แห่งหนึ่ง เจ้าของร้านเป็นชายฉกรรจ์ผิวสีเข้มคล้ายกับเกรกอรี่

“ถ้าพวกเอ็งรอดกลับมาได้ ข้าจะเลี้ยงอีกรอบ”

ราล์ฟยกเหล้าขึ้นดื่มพลางยักไหล่

“เดี๋ยวก็รู้”

 

 

xxxxxxxxxx

 

 

หลังจากนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยาก เอ็ดการ์ช่วยเป็นนายหน้าหานักเดินเรือให้เสร็จสรรพ ใช้เงินครึ่งหนึ่งจ้างกัปตันและต้นหนเรือยาวหนึ่งปีเต็ม เป็นโจรสลัดเก่าที่พร้อมออกปล้น ส่วนเงินที่เหลือสำหรับค่าอุปกรณ์เดินทางอื่นๆ ที่จำเป็น โดยเฉพาะน้ำและอาหาร

ราล์ฟวางแผนเอาไว้ให้เรือไปลงอัสลูซ์เป็นที่แรก ใช้วิธีเทียบท่าไปเรื่อยๆ ครบเดือนค่อยออกเรืออีกครั้งหนึ่ง ระหว่างนั้นก็ประกาศรับสมัครลูกเรือไปด้วย พวกนักโทษคนไหนอยากลงที่ไหนก็ปล่อยทิ้งไว้ ใครอยากอยู่บนเรือต่อก็อยู่ ใช้ระบบนี้สับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ลูกเรือถาวร

พวกเขาสามคนเดินทางในฐานะลูกเรือ สิ่งเดียวที่แตกต่างคือเป็นผู้ถือเงินจากการปล้นเกินครึ่งและมีส่วนร่วมในการกำหนดเส้นทาง กัปตันที่จ้างมาเคยบ่นลอยๆ ว่าเปลี่ยนลูกเรือใหม่เรื่อยๆ แบบนี้มันลำบาก แถมบางทีก็ไปเก็บคนมาจากข้างทางอีก แต่เด็กหนุ่มทั้งสามไม่ใส่ใจ และสุดท้ายฟรองซัวร์กับเกรกอรี่ก็ยังเรียกราล์ฟลับหลังว่ากัปตันอยู่ดี

เรือกลับมาเทียบท่าที่ธาลัสซาอีกครั้งเมื่อหมดสัญญา ลูกเรือเกือบทั้งหมดไม่ใช่คนเดิม แต่เอ็ดการ์ยังจำเขาได้

ราล์ฟหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นคนคุมท่ายิ้มให้พร้อมกับเอ่ยทัก

 

“ไง พร้อมจะซื้อเรือของตัวเองรึยัง”

 

 

xxxxxxxxxx

 

 

“ท่านเป็นโจรสลัดเก่า?”

“นานแล้ว เกือบจะลืมไปแล้วด้วยว่ะ” เอ็ดการ์ชูเหยือกเหล้าขึ้น “พวกเอ็งทำให้ข้านึกถึงสมัยหนุ่มๆ สักวันพอเอ็งเกษียณ เอ็งอาจจะมาทำหน้าที่แทนข้าก็ได้ ใครจะไปรู้”

ราล์ฟยิ้ม “ถ้ารอดกลับมาจากทะเลได้ล่ะก็นะ”

“หน่วยก้านอย่างเอ็ง ตายไปในทะเลก็น่าเสียดาย” อีกฝ่ายเบ้หน้า “แต่ก็ไม่แน่ สาวๆ ติดเอ็งเกรียวเลยนี่หว่า ระวังตัวไว้ละกัน พระแม่สมุทรก็คงชอบเอ็ง”

คราวนี้ทั้งฟรองซัวร์ทั้งเกรกอรี่หัวเราะลั่น

 

“ไม่ต้องเลี้ยงเหล้าเราแล้ว เอ็ด พูดงี้เดี๋ยวรอบนี้พวกข้าสองคนเลี้ยงให้เองเลย!

 

 

xxxxxxxxxx

 

 

เรือที่ได้มาท้องแบนกว่าเรือเดินสมุทรทั่วไปเล็กน้อย ลงเวทสำหรับเดินเรือเอาไว้จึงแล่นได้ค่อนข้างเร็ว ใช้จำนวนคนไม่เยอะ สามสิบคนเป็นอย่างมาก หากจำนวนลูกเรือถาวรยังมีแค่ประมาณสิบปลายๆ เท่านั้น

“งั้นก็ทำแบบเดิมไปก่อน วนตามท่าไปเรื่อยๆ เดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าจะไปตกลงกับกองพันโจรสลัด” ราล์ฟเอ่ยขึ้นระหว่างที่ดื่มกันอยู่ในบาร์ใกล้ๆ แห่งเดียวกับที่เอ็ดการ์เคยพามา มันเป็นบาร์ขนาดไม่ใหญ่นัก บรรยากาศเป็นกันเองและครึกครื้นไม่ใช่เล่น “ข้าจะไปกับเกร็ก เจ้ากับโรแบร์ไปคัดพวกนักโทษมาสักสิบคนก็แล้วกัน”

“ขอบใจว่ะ” ฟรองซัวร์หัวเราะพลางใช้ตะขอเกี่ยวเหยือกเบียร์ขึ้นจิบ “ข้าไม่อยากไปเหยียบแถวๆ กองทัพนักหรอก ว่าแต่รอบนี้เราจะเทียบท่ากันนานเท่าไร”

“อาจจะเร็วกว่าหนึ่งเดือน” เกรกอรี่เป็นคนตอบ พวกเขาสามคนแยกออกมานั่งกันเอง ปล่อยให้ลูกเรือคนอื่นๆ ไปสนุกสนานกันได้ตามสบาย “ถ้าเราทำสัญญากับทางการได้ก็ดี จะได้ยึดที่นี่เป็นฐาน อย่างน้อยๆ ก็มีท่าให้กลับมา”

“เริ่มคิดเหมือนคนเดินเรือแล้วนี่หว่า” กัปตันเรือคนใหม่เอ่ยแซวขำๆ ก่อนจะกลับเข้าเรื่อง “จริงๆ ถ้าจะยึดสักที่เป็นโฮม ข้าก็อยากได้ที่พักถาวรเอาไว้บ้าง อาจจะต้องไปตกลงกับโรงเตี๊ยมสักที่... สมัยก่อนข้าก็เคยมีโฮมอยู่แถวๆ ชายแดน แต่ล่าสุดเท่าที่เคยได้ยิน ดูเหมือนร้านจะปิดไปแล้วว่ะ”

“ลองถามเอ็ดการ์ไหม”

“แค่นี้ก็ขอเขาจนไม่รู้จะขอบ้าอะไรอีกแล้ว ลูกแหง่ฉิบหาย หาเองเหอะ”

“เอ้า เมื่อกี้ใครสั่งเบียร์เพิ่มเอ่ย” เสียงของสาวเสิร์ฟดังแทรกขึ้นมากลางคันพร้อมกับเบียร์อีกเหยือก “ไงจ๊ะหนุ่มๆ ไม่เคยเห็นหน้าเห็นตาเลยนี่ มาจากไหนหรือ”

ราล์ฟเหลือบตาขึ้นมอง คนถามเป็นเด็กสาวอายุไล่ๆ กัน ผมสีดำสนิทเหมือนขนนกกา ผิวสีคล้ำเข้ม ใบหน้าสวยคม พอเห็นดวงตาสีอ่อนของเจ้าหล่อนกวาดมองไปรอบๆ อย่างสนอกสนใจก็ขยับยิ้มนิด รับเหยือกมาถือไว้พร้อมกับตอบเสียงขบขัน

“เรียกว่ายังหาที่อยู่ไม่ได้เลยดีกว่า” เขาหลิ่วตาให้เป็นเชิงหยอก ก่อนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “จริงสิ เจ้าเป็นสาวเสิร์ฟที่นี่นานหรือยัง”

“อะไร จะจีบหรือจ๊ะ”

“ก็ไม่ขัดศรัทธา” เขาหัวเราะ “ข้าอยากรู้ว่าที่นี่มีโจรสลัดเยอะไหม”

“โอ๊ย เยอะแยะไป” สาวเจ้าโบกไม้โบกมือ “แต่ไม่ได้มาที่ร้านนี้หรอกนะ อย่างพวกกลุ่มน้ำตาเงือกนั่นน่ะ ชอบไปออกันอยู่ที่ถนนโรสลีย์ ที่นี่เล็กเกินไปสำหรับโจรสลัด”

“แปลว่าถ้ามีโจรสลัดมา ทางร้านจะรับหรือ”

หล่อนเบนนัยน์ตากลับมาสบด้วย ก่อนที่ริมฝีปากอิ่มเต็มสีสดคู่นั้นจะวาดยิ้มกว้างมาให้อย่างน่ามอง ดูทั้งจริงใจและยั่วเย้าไปในเวลาเดียวกัน

“เจ้าเป็นโจรสลัดหรือ”

“ไม่เชิง”

“น่าสนใจดี” หล่อนว่า “ไหนล่ะกัปตันของพวกเจ้า”

เด็กหนุ่มสามคนหันมองหน้ากัน ก่อนที่ฟรองซัวร์จะส่งเสียงในลำคออย่างล้อเลียน “เหนียมอะไร เอ็งนั่นแหละไอ้บ้า”

“เออ” ราล์ฟหัวเราะอีกครั้ง “สงสัยจะข้าเองน่ะแหละ”

เด็กสาวหันมองหน้าเขาขวับ เลิกคิ้วนิดหนึ่งเป็นเชิงถาม ราล์ฟผงกศีรษะรับพลางทำมือเป็นสัญญาณว่า ก็ตามนั้น แล้วเจ้าหล่อนก็ยิ้มกว้างกว่าเดิม ยกมือขึ้นกอดอกท่าทางใคร่ครวญ

 

“บางทีนะ” หล่อนว่า “ถ้าพวกเจ้าทำให้ข้าถูกใจได้ ข้าอาจจะลองถามเจ้าของร้านดูให้” แล้วขยิบตาให้ทิ้งท้าย “เขาเป็นพ่อของข้าเอง”

 

เกรกอรี่หันกลับไปลอบยิ้มเงียบๆ กับตัวเอง ฟรองซัวร์ผิวปากหวือ เหลือบมองดวงตาสีน้ำเงินเข้มของกัปตันหน้าใหม่ที่เหลียวมองตามหลังของสาวเจ้าไปแล้วก็พอจะเดาอะไรได้

“เฮ้ คนสวย” เด็กหนุ่มแขนเดียวตะโกน “เจ้าชื่ออะไรน่ะ”

“วิธีจีบเห่ยมาก” หล่อนหัวเราะ “ข้าชื่อแอ็กเนส ส่วนชื่อพวกเจ้า เอาไว้มีดีกว่านี้ค่อยมาบอกข้าก็แล้วกัน”

ฟรองซัวร์เบ้หน้า หันกลับไปคุยกันให้ได้ยินแค่สามคน

 

“แสบดี”

เกรกอรี่พยักหน้า “สวยนะ”

“ข้อเสนอน่าสนใจ” ราล์ฟเห็นด้วย เล่นเอาฟรองซัวร์ถึงกับลากเสียงยาวในลำคออย่างล้อเลียน

“แน่ใจนะว่ามีแค่ข้อเสนอที่น่าสน”

 

“ข้าชอบที่นี่” ราล์ฟตอบกลางๆ “เดี๋ยวก็รู้”

 

 

xxxxxxxxxx

 

 

แม่สาวแอ็กเนสคนนั้นรับช่วงกิจการต่อจากผู้เป็นบิดา ใกล้ๆ กับตอนที่เขาได้ฉายา นักปราบพยศในปีถัดมา

พวกเขาเรียกตัวเองว่ามารูน ร้านเครื่องประดับในละแวกนั้นรับทำแหวนสีแดงเลือดหมูมาให้จำนวนหนึ่งเป็นสัญลักษณ์ ห้อยเอาไว้กับสร้อยหนังสีดำสนิท เพราะราล์ฟไม่ต้องการให้มีอะไรโดดเด่นแตกต่างไปจากคนธรรมดาๆ ขืนประกาศตัวหนักๆ เข้าว่าเป็นโจรสลัดมีหวังเดินในเมืองได้ไม่สงบสุข แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ต้องการอะไรมากไปกว่าแค่สัญญาปากเปล่า เพราะยังคงใช้ระบบหมุนเวียนลูกเรือไปเรื่อยๆ ทำให้จำนวนลูกเรือยังไม่คงที่เท่าไรนัก

มันเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะดูว่าใครต้องการจะอยู่ และใครที่พร้อมจะไป

 

ไม่จำเป็นจะต้องยึดเหนี่ยวตีตราลงเป็นรอยสัก

หากต้องการจากไป, ก็เพียงแค่ถอดสร้อยออกเท่านั้น

 

จำนวนลูกเรือเพิ่มขึ้น จำนวนสัตว์ร้ายที่ถูกปราบก็เพิ่มตาม กองทัพเรือตั้งฉายานักปราบพยศขึ้นมาก่อน แล้วค่อยตามมาด้วยฉายา กรงสัตว์ คงเพราะลูกเรือคนใหม่ๆ แต่ละคนเริ่มมีค่าหัวสูงขึ้นเรื่อยๆ บ้างก็เป็นนักโทษประหาร บ้างก็เป็นอาชญากรที่ตามจับตัวไม่ได้เสียที

อันที่จริง แค่ข่าวที่ว่าอดีตฆาตกรต่อเนื่องเกรกอรี่ การ์แลนด์ กับหัวขโมยตัวฉกาจอย่างฟรองซัวร์ ลูคัส อยู่ใต้บังคับบัญชาของใครสักคนได้ กองทัพเรือก็มอบฉายาทั้งสองมาให้แล้ว

 

บาร์ของแอ็กเนสยังคงเป็นสถานที่แรกๆ ที่เหล่ามารูนแวะเวียนไปหาเมื่อเข้าเทียบท่า แต่ไม่เคยตกลงอะไรกันเป็นลายลักษณ์อักษร และเจ้าของร้านสาวก็พอใจที่เป็นเช่นนั้น

 

“ยังต้องการโฮมอยู่ไหม” หล่อนเคยถามด้วยน้ำเสียงล้อเลียน ส่วนราล์ฟที่เดินผ่านเข้ามาใกล้ก็เลิกคิ้วสูง หัวเราะหึๆ ในลำคอก่อนจะเอนตัวพิงเคาน์เตอร์ตรงข้ามกับหล่อน วางเหยือกเหล้าหมักลง

“ใจอ่อนให้พวกข้าแล้วหรือ”

แอ็กแนสหัวเราะคิก “เจ้านี่น้า...”

“หืม อะไร”

“เจ้าน่ะรู้จักทะเล แต่เจ้าไม่รู้เลยหรือไงว่าอะไรคือบ้าน” หล่อนส่ายศีรษะเบาๆ พลางเอื้อมมือไปดีดไหล่เขาอย่างมันเขี้ยว “บ้านน่ะซื้อขายกันไม่ได้ ไม่เหมือนที่พัก มันเป็นที่ที่เจ้าต้องอยากกลับมา และจะกลับมา จะกลับมา จะกลับมา... ไม่ว่าสุดท้ายแล้วเจ้าจะไปอยู่ที่ไหนของโลกก็ตาม”

ราล์ฟขยับยิ้มบาง หยิบจี้แหวนบนอกตัวเองขึ้นมาในระดับสายตา

 

“บางทีนะ...” เขาว่า จรดริมฝีปากลงกับรูปแหวน “มันอาจจะอยู่ตรงนี้มาตลอดก็ได้”

 

หญิงสาวหัวเราะรับ แล้วเขาก็ก้มลงจูบแก้มหล่อน

 

 

xxxxxxxxxx

 

 

นั่นเป็นครั้งแรกที่ลูกเรือมารูนทุกคนเริ่มเรียกหัวเมืองทางใต้ของธาลัสซาว่า “บ้าน”.

 

 

xxxxxxxxxx




From Writer:

เลือกตัวละครมาเล่นยากเหลือเกิน เพราะตัวหลักๆ ยังไม่มากันเลยสักคนค่ะ 555555555 ตัวหลักคนแรกที่จะได้มาอยู่ด้วยคืออเล็กเซย์ ตามด้วยฮันส์แล้วก็คาร์ลอส ส่วนวลาดนั่นมาหลังสุดเลย ช่วงก่อร่างสร้างตัวมารูนก็เลยยังร้างๆ คน มีแค่พ่อหนุ่มสามหน่อนี่ไปก่อนล่ะนะ
ส่วนแอ็กเนส เป็นเจ้าของร้านที่มิเชลทำงานอยู่ค่ะ เคยออกมาในตอนพิเศษแวบๆ เมื่อนานมาแล้วด้วยนะเอ้อ (ตอนนี้เลยค่ะ >> Special Story 01: Caught)

และเผื่อใครอยากเห็นหน้าแอ็กเนส
ใครตามแฟนเพจเราคงเคยเห็นกันมาก่อนล่ะนะคะ แต่แปะเอาไว้ให้ดูก่อนละกัน
>> คลิกไปดูได้เลยค่ะ <<

และสารภาพ เขียนแล้วคิดถึงพวกนี้เป็นบ้าเลยค่ะ! //////______\\\\\\


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

604 ความคิดเห็น

  1. #584 ♠ e l f . (@sanael) (จากตอนที่ 60)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2558 / 16:05
    นี่หรือที่มาของโฮม!!
    เก็ทเลย!!
    แต่ฉากจูบนี่.. รู้สึกถึงความจริงจังในความสัมพันธ์ยังไงไม่รู้ !!
    นี่ก็จะมีเมียอีกคนเรอะ!!

    ไม่รู้ดิฉันรออุ้มหลาน ถถถถถถถถถ

    ตอนพิเศษนี้ก็ดีเหมือนเดิมนะ <3
    #584
    0
  2. #525 นักอ่านเงา (@numalangpor) (จากตอนที่ 60)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2558 / 03:34
    คิดถึงมารูนเหมือนกันค่ะไรต์
    แต่งต่อๆๆ5555555
    #525
    0
  3. #524 MadCat (@rambo-nat) (จากตอนที่ 60)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2558 / 16:36
    คิดถึงก็แต่งต่อสิค้าาาาาา
    #524
    0