P.I.R.A.T.E.S ระวัง•ทะเล•คลั่ง!!

ตอนที่ 42 : ♦ 39 ♦ เหยื่อไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อแบกรับบาป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 666
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    18 ก.ค. 57

 
 
Chapter 39
เหยื่อไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อแบกรับบาป

 

  

 

ครึก...

กรวดเล็กๆ ก้อนหนึ่งร่วงหล่นลงไปตามร่องหินบนทางเดิน วิลเลียมก้มลงมอง ก่อนจะค่อยๆ ไล่สายตาขึ้นไปตามส้นรองเท้าของคนที่เดินอยู่ด้านหน้า ขึ้นไปตามท่อนขา ไปจนถึงเส้นผมยาวสีเลือดแห้งนั่น

“คัตวา”

“...”

“คัตวา”

เจ้าของชื่อหันกลับมามองด้วยหางตาคล้ายจะถาม วิลเลียมหรี่ตาลง

“เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า”

“เปล่า”

เสียงตอบกระชากห้วน แต่คนถามคิดว่าเขามองไม่ผิด คัตวาทิ้งเสื้อนอกไปแล้วระหว่างทางทั้งๆ ที่อากาศก็ไม่ได้ร้อนอะไรนัก ค่อนไปทางเย็นหน่อยๆ ด้วยซ้ำ... ถ้าตาเขาไม่ได้ฝาด แว่นไม่ได้มัว และไม่ได้แค่คิดไปเอง บนผิวสากกร้านนั่นเริ่มชื้นไปด้วยเหงื่อ ขอบตาคล้ำนั่นก็ดูคล้ำกว่าเดิมเสียอีก

บรรยากาศรอบตัวคัตวาหนักหน่วงกว่าทุกๆ ครั้ง ไม่ใช่แค่รังสีฆ่าฟันเหมือนก่อนที่จะออกไปล่าโจรสลัด แต่เป็นอะไรบางอย่างที่รุนแรงกว่านั้นมาก ค่อยๆ กลืนกินไปกับพื้นรอบข้าง ทุกๆ ย่างก้าว ทุกๆ การเคลื่อนไหว วิลเลียมแทบจะมองเห็นหินทุกก้อนขยับไหวตามจังหวะการเดินนั่นแล้วด้วยซ้ำ

“เจ้าไม่เป็นไรแน่นะ?”

 

โครม!

“มีปัญหารึไง!

 

ไอเวทสีดำพุ่งวูบ เฉียดผ่านหน้าวิลเลียมไปฉกเข้าที่โขดหินด้านหลังจนแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ เศษหินบางส่วนกระเด็นมาชน หากช่างสักหนุ่มดูจะไม่มีเวลามาใส่ใจ

มีอะไรบางอย่างผิดปกติไป แววตาของคัตวาเองก็แปลกไปด้วย

“ไม่มี” เขายกมือขึ้นยอมแพ้ “ต่อไปเลี้ยวซ้าย เราเข้าใกล้วิหารแล้ว”

ทะเลคลั่งหมุนตัวกลับ วิลเลียมเหลือบมองชั้นอากาศที่ถูกไอเวทสีดำทะมึนแต่งแต้มแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ เว้นระยะห่างออกมามากขึ้นแล้วเริ่มเดินทางต่อ

 

 

xxxxxxxxxx

 

 

“กัปตัน อากาศเย็นลงรึเปล่า”

คาร์ลอสเปรยขึ้นเมื่อออกเดินไปได้สักระยะหนึ่ง ราล์ฟยึดเส้นทางตามลายแทงที่ได้มาอย่างตรงไปตรงมา เขาเรียนรู้แล้วว่าแม่มดแห่งทะเลไม่ชอบการหลอกลวง อาจมีลูกล่อลูกชนให้เห็นบ้างตามประสา แต่เวทมนตร์ของนางตั้งอยู่บนพื้นฐานของ ความจริง ทั้งสิ่งที่พูดออกจากปาก และสิ่งที่ตกค้างอยู่ในใจ

กัปตันหนุ่มกวาดคบไฟไปรอบๆ ก็จริง อากาศเย็นลงอย่างผิดสังเกต ทั้งๆ ที่เส้นทางของพวกเขาเบี่ยงออกมาไกลจากน้ำมากแล้วแท้ๆ แต่ยังรู้สึกได้ถึงไอเย็นบางอย่าง ไม่ใช่ความชุ่มฉ่ำอย่างที่ธรรมชาติพึงมี

“อาจจะมีอะไรบางอย่างอยู่แถวนี้” เขาพยักเพยิดให้ฮันส์หยิบแผนที่ขึ้นมาส่อง “เรายังเหลืออีกหนึ่งด่านก่อนไปถึงวิหาร -- ผู้กรีดร้องความตาย” อ่านแล้วก็เบ้หน้า “เอาชื่อนี้จริงดิ”

“ข้าบอกแล้ว เซ้นส์การตั้งชื่อของแม่มดแห่งทะเลนี่ห่วยเป็นบ้า” ต้นหนเรือแยกเขี้ยว ลูบแขนตัวเองที่จู่ๆ ก็ขนลุกชันขึ้นมา “เหนียวตัวเป็นบ้า แถมอากาศในนี้ก็ข้นขึ้นเรื่อยๆ ด้วย”

ราล์ฟหยุดเดิน ทางที่ยืนอยู่ไม่ได้มีอะไรผิดปกติ แต่สัญชาตญาณไม่ใช่สิ่งที่ควรมองข้าม หรือบางที...

แกรก...

หินก้อนหนึ่งกลิ้งหล่นลงมาด้านหลังพวกเขา ทั้งสามหยุดชะงักไป คราวนี้ตามมาด้วยเสียงใครสักคนขยับตัว มาจากด้านหลัง มาจากเหนือหัว และไม่มีทีท่าว่าจะอำพรางร่องรอยของตนเองเลยแม้แต่น้อย

ดาบกระชับเข้ามือ หากเงาวูบๆ ที่กระโดดลงมาจากซอกหินเหนือหัวทำให้ตกใจได้ยิ่งกว่า

 

“มิเชล!?

 

หญิงสาวเจ้าของชื่อเงยหน้าขึ้นมอง ดวงตาคู่สวยไหวไปชั่วขณะราวกับเด็กหลงทาง โจรสลัดทั้งสามยืนอึ้ง หล่อนเป็นคนสุดท้ายที่พวกเขาคิดว่าจะได้เจอที่นี่ และสภาพของนางรำสาวก็แลดูยับเยินไม่น้อย เส้นผมสีทองยุ่งเหยิง เสื้อผ้าขาดวิ่น กระโปรงที่ยาวกรอมเท้าตามสมัยนิยมถูกฉีกขึ้นมาถึงขาอ่อน เผยให้เห็นร่องรอยถลอกตามหัวเข่าและมือทั้งสองข้าง

หากมิเชลไม่สนใจ หล่อนเพียงสบตากับคนที่ยืนอยู่ห่างออกไปที่สุดนั่น กระซิบ

“ราล์ฟ...”

เสียงหล่อนแหบแตก ไม่เหลือเค้านางระบำที่ต้องคอยร้องเพลงเอาใจลูกค้าในบาร์เหล้าเลยแม้แต่นิดเดียว

ฮันส์เป็นคนแรกที่เดินเข้าไปหา ในขณะที่ราล์ฟเดินตามหลังมาพลางเหลือบมองช่องระบายอากาศที่ซุกอยู่ในเงามืด เขาไม่ทันสังเกตเลยว่าถ้ำแถวนี้มีช่องลมด้วย เขาไม่แปลกใจแล้วที่มีอากาศให้หายใจสะดวกตลอด แต่ไอ้การที่หล่อนคลานลงมาจากช่องนั้น...

กัปตันหนุ่มหยัดยิ้มนิด

“นี่ไม่ใช่ด่านทดสอบอะไรของเกาะใช่ไหม”

ดวงตาใต้แพขนตาหนาตวัดขึ้นสบด้วย ราล์ฟกลืนน้ำลายแทบไม่ลงคอ นึกเสียใจขึ้นมาครามครันที่เอ่ยอะไรออกไป ถ้านี่เป็นเวทมนตร์ของแม่มดแห่งทะเล มนตราของหล่อนก็น่ากลัวเกินไปแล้ว

แววตาแบบนั้น -- ร้าว ลึก เป็นบาดแผลชุ่มไปด้วยเลือดแบบนั้น -- ไม่ใช่อะไรที่จะลอกเลียนกันได้ง่ายๆ ราล์ฟเคยเห็นแววตาแบบนี้มาก่อนเมื่อนานมาแล้ว ตอนที่เขาเจอกับมิเชลครั้งแรก ตอนที่อีกฝ่ายยังเป็นแค่เด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังจะ...

น้ำตารื้น มิเชลวิ่งเข้ามากอดเขา

ฮันส์กับคาร์ลอสชะงักไปนิดหนึ่งอย่างไม่แน่ใจ แต่ราล์ฟยกมือขึ้นกันไว้ก่อน ไม่เป็นไร ถ้าร่างสั่นระริกตรงหน้านี่เป็นแค่เวทมนตร์ ก็ให้เขาปลอบเวทมนตร์ไปเถอะ

 

มิเชลมีสิทธิ์ทุกอย่างในการร้องไห้

กับเขา

 

นางรำสาวเป็นคนตัวเล็กมาแต่ไหนแต่ไร หล่อนผอม หากราล์ฟคิดว่าหล่อนผอมกว่าทุกครั้งที่เคยเห็น เขาไม่รู้ว่าเจ้าหล่อนมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ถ้าจำไม่ผิด ครั้งสุดท้ายที่ได้เจอกันคือที่โฮม... ที่เมืองท่าทางใต้ของธาลัสซา และเขาจำไม่ได้เลยว่าเคยเล่าแผนการเดินทางให้อีกฝ่ายได้ยิน แต่จะว่าหล่อนแอบฟังหรือก็ไม่น่าใช่

“เจ้ามาที่นี่ได้ยังไง”

หล่อนไม่เงยหน้าขึ้น กอดแน่นเข้า

“ข้าขอโทษ”

“อะไร---”

“ข้าขอโทษ ข้าขอโทษ ข้า--- ข้าขอโทษ...”

“มิเชล!

หญิงสาวสะดุ้งไปเหมือนเพิ่งรู้สึกตัว นัยน์ตาเอ่อชื้นตวัดขึ้นมองอย่างกล้าๆ กลัวๆ ริมฝีปากอิ่มสวยแทบไม่เหลือความสวยหลังจากถูกกัดเสียเลือดซิบ แห้งและแตกไปหมด

“พวกท่านต้องหนี” หล่อนพึมพำออกมาได้ในที่สุด โจรสลัดทั้งสามยิ่งแปลกใจ

“อะไรนะ”

“พวกท่านต้องหนี ราล์ฟ--- เดี๋ยวนี้!” มิเชลรู้สึกเหมือนกำลังจะสติแตก มือหล่อนสั่นไปหมด “ข้าทรยศพวกท่าน ชัดเจนมั้ย! คัตวา -- ไม่ -- ทะเลคลั่งกำลังจะมาฆ่าทุกคน!

เสียงหล่อนแตกพร่าและแหลมสูงผิดปกติ ราล์ฟใจหายวาบ เขาเจอท่าทางแบบนี้มานานแล้ว มันเป็นเสียงของคนที่กำลังจะเสียสติ กล้ามเนื้อร่างกายกระตุกเกร็งอย่างคนกำลังจะเป็นบ้า และควบคุมระบบประสาทของตัวเองไม่อยู่!

ไม่ นี่ไม่ใช่เวทมนตร์ นี่คือมิเชลของเขา

ราล์ฟรวบตัวหล่อนมากอดไว้จนอีกฝ่ายแทบจะจมหายไปในอ้อมแขน กดริมฝีปากลงกับกลุ่มผมสีทองนั่นพลางกระซิบซ้ำๆ ถ้าหล่อนกลับไปเป็นเหมือนเมื่อหกปีก่อน เขาก็ต้องปราบหล่อนให้หายพยศได้เช่นกัน

“ไม่เป็นไร” กัปตันเรือย้ำคำนั้นช้าๆ ราวกับท่องบทสวด “ไม่เป็นไร มิเชล เจ้าจะไม่เป็นไร”

“ข้า---” หญิงสาวไม่สะอื้น แต่น้ำตาไม่ยอมหยุดไหล “ข้า---”

“ใจเย็นๆ แล้วค่อยๆ เล่ามา -- เกิดอะไรขึ้น”

“ค... คัตวา... กำลังจะมา...” หล่อนตะกุกตะกักตอบเสียงแหลมเล็ก พยายามควบคุมร่างกายที่กำลังสั่นระริกอย่างยากลำบาก หล่อนควบคุมกล้ามเนื้อตัวเองไม่ได้

“คัตวา?”

“ทะเลคลั่ง--- ท่านเจอแล้วไม่ใช่หรือ มันได้ทำอะไรวลาดไหม”

“วลาดไม่เป็นไร” ราล์ฟโกหกหน้าตาเฉย แต่ไม่มีใครคิดจะเอ่ยแก้ “เจ้ารู้จักกับทะเลคลั่งหรือ”

“ข้าทำงานให้เขา” มิเชลไม่ยอมสบตาด้วย “ข้า... ข้าขายข่าวให้หมอนั่นได้สามปีแล้ว แล้ว--- แล้วก็เป็นเหยื่อล่อให้เวลาหาทางเข้าไปหาพวกโจรสลัดไม่ได้---”

“ว่าไงนะ!” เสียงฮันส์ฟังตกใจกว่าราล์ฟเสียอีก “นี่เจ้าไปทำเรื่องเสี่ยงอันตรายแบบนั้น---!

“ข้า--- ข้าไม่ได้อยากทำนี่ยะ! ข้าเลือกชีวิตตัวเองไม่ได้นี่!

กัปตันเรือหันไปส่งสัญญาณเป็นเชิงให้หยุดพลางหันกลับมาถาม ปล่อยให้ต้นหนหนุ่มหันไปสบถพึมอยู่คนเดียวอย่างไม่สบอารมณ์

“แล้วทำไมเจ้าถึงไปอยู่กับทะเลคลั่งได้”

“แกเร็ธ” หล่อนว่า เหลือบมองไปทางคาร์ลอส “เจ้าน่าจะเคยเจอ... ข้าเคยได้ยินหมอนั่นบอกว่าเคยจับเจ้ามาซ้อม แต่หนีไปได้”

ฮันส์หันไปมองขวับ ส่วนช่างซ่อมผมแดงกะพริบตา หน้าตาท่าทางที่ยังสะบักสะบอมอยู่จัดเป็นหลักฐานชั้นดีทีเดียว

“คนผมทองนั่น กับ... เอ่อ...” เขาขมวดคิ้วเข้า พยายามคิด “ผู้ชายอีกคนที่ใส่แว่น?”

“แกเร็ธกับวิลเลียม” มิเชลพยักหน้ารับ ค่อยๆ เล่าไปช้าๆ อย่างค่อนข้างลำบาก “เป็นเหยื่อเก่าของซามูเอล ข้าไม่รู้รายละเอียดนัก แต่ที่แน่ๆ แกเร็ธติดต่อกับคัตวา -- ข้าหมายถึงทะเลคลั่ง -- สองคนนี้เกลียดโจรสลัดพอๆ กัน ข้า... ข้าไม่รู้ว่าไปหุ้นหรือรู้จักกันยังไง แต่แกเร็ธเป็นคนหาข้อมูลและทำลายหลักฐาน ส่วนคัตวาเป็นคนลงมือฆ่า...”

ราล์ฟหรี่ตาลง

“แล้วเจ้าก็ทำงานให้ทะเลคลั่ง?”

มิเชลเงยหน้าขึ้นมอง ชั่ววินาทีนั้นที่เห็นดวงตาสีสมุทร ลึกและคมกริบราวกับมีด... หญิงสาวกลืนน้ำลายแทบไม่ลงคอกับรอยตำหนิกลายๆ ที่ฉายออกมาให้เห็น... นั่นคือสิ่งที่หล่อนกลัวที่สุด กลัวจากส่วนลึกของหัวใจ

ราล์ฟเกลียดหล่อนแล้ว

หล่อนพยายามดิ้น แต่ราล์ฟยังกอดไว้ แทบจะเป็นบังคับให้อยู่นิ่งๆ เสียด้วยซ้ำไปจนต้องเลิกราไปเอง

อะไรบางอย่างในหัวใจขาดผึง แค่เส้นบางๆ ที่กั้นระหว่างต่อมน้ำตากับรอยร้าว

 

“ก็ท่านจะเกลียดข้า!

 

หล่อนระเบิดลั่น แทบจะเป็นเสียงกรี๊ด แต่หลอดคอหล่อนไม่อำนวยให้ส่งเสียงสูงได้ขนาดนั้นเลยออกมาเป็นแค่เสียงแตกๆ ฟังแทบไม่ได้ศัพท์ น้ำตาไหลทะลักราวเขื่อนแตก ราล์ฟร้องเฮ้ยออกมาอย่างตกใจ หากหญิงสาวไม่สนอีกแล้ว

“ก็--- ก็แกเร็ธรู้ทุกอย่างที่จะทำให้ท่านเกลียดข้า! ข้าทนได้ทุกอย่าง ข้าให้ใครเหยียบข้าก็ได้ ฆ่าข้าก็ได้ ให้ไอ้ผู้ชายพวกนั้นมาทำอะไรข้าอีกก็ได้ แต่--- แต่--- แต่ต้องไม่ใช่ท่านที่จะเกลียดข้า!

“มิเชล เดี๋ยว---”

“ไม่ใช่ท่าน--- ไม่ใช่ท่านที่ลากข้าขึ้นมาจากนรก ไม่ใช่ท่าน...” มิเชลสะอื้นฮัก พยายามปาดน้ำตา “ข้าอยากดีกว่านี้ อยาก--- อยากบริสุทธิ์กว่านี้ ข้ารู้ แต่ข้าไม่เคยมีอะไรดีพอมาตั้งแต่แรกแล้ว ถ้า--- ถ้าท่านชอบคนสวย ถ้าท่านชอบคนดี ข้าก็จะสวยกว่านี้ จะดีกว่านี้ แต่ข้าดีกว่านี้ไม่ได้ ข้าพลาด---”

“มิเชล!

ราล์ฟตวาดลั่น กลบเสียงคร่ำครวญของหญิงสาวไปได้อย่างชะงักที่สุด โดยเฉพาะตอนที่มือกร้านคว้าหมับเข้าที่ใต้คาง บีบแน่นให้เงยขึ้นสบตาอย่างรุนแรง กระตุกสติที่กำลังจะหายไปของหล่อนให้กลับคืนมา

ดวงตาสบเข้า ไม่มีความเกลียดชัง

“ท่านไม่ได้เกลียดข้า...” หล่อนกระซิบ “ท่าน... ไม่ได้เกลียดข้า...?”

“ข้าไม่เคยเกลียดเจ้า เด็กบ้า” เขาถอนหายใจยาว “มานี่ นั่งลงดีๆ แล้วค่อยๆ เล่า”

มิเชลแทบหายใจไม่ทัน ราล์ฟลากหล่อนไปนั่งลงตรงข้างทางแล้วคุกเข่าลงข้างๆ ไม่ตั้งคำถามใดๆ และไม่เอ่ยคำพูดใดๆ ทั้งสิ้น ปล่อยให้หล่อนเป็นฝ่ายพูดเท่าที่อยากพูด และเลือกทุกอย่างที่อยากจะเล่าได้ตามใจ

นางรำสาวไม่รู้จะเริ่มต้นที่ตรงไหน... อาจจะต้องเริ่มตั้งแต่วันแรกที่หล่อนเจอราล์ฟเมื่อหกปีก่อน ตอนที่หล่อนยังเป็นแค่เด็กหญิงตัวน้อยๆ ที่โชคร้าย เป็นแค่เหยื่อสังคมคนหนึ่งที่ไม่มีปากเสียง และสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปเพียงเพราะเลือดไหลรินลงมาจากใต้หว่างขาที่ฉีกขาด...

“ท่านจำได้ไหม” หล่อนกระซิบเสียงแผ่ว “ที่ท่านช่วยข้าออกมา...”

ราล์ฟพยักหน้าช้าๆ ก็ใช่ เขาเป็นคนไถ่ตัวหล่อนออกมาจากหอนางโลมเอง แค่เรื่องเล็กๆ เพราะทนไม่ได้ที่จะเห็นเด็กตัวแค่นี้ถูกย่ำยี เขาอาจจะมาช่วยหล่อนจากผู้ชายคนแรก -- และอีกหลายคน -- ไม่ทัน แต่เขาก็พาหล่อนออกมา แล้วฝากไว้กับร้านเหล้าแห่งหนึ่งที่สนิทกันในโฮม

ทั้งชีวิตหล่อนเลยมีแต่เขา เขา และเขามาตั้งแต่แรก

“ตอนที่พวกท่านออกทะเลไป ข้านอนไม่หลับอยู่สองปี...” มิเชลหลับตา เสียงสั่นเครือ “ข้าไม่อยากหลับ... ข้าฝันเห็นแต่ไอ้ห้องบ้าๆ ในซ่องนั่น ข้าทนไม่ได้ ท่านจำไอ้ชุดสีขาวที่มันบังคับให้ข้าใส่เป็นเครื่องแบบได้ไหม ข้าเกลียดมัน ข้า--- ข้าหยุดสั่นไม่ได้เวลาเห็นชุดแบบนั้น ข้ากลัวผู้ชายทุกคนในบาร์ยกเว้นท่านกับคนของท่าน ข้าพยายามไปช่วยเสิร์ฟ แต่เจ้าของร้านบอกว่าจู่ๆ ข้าก็กรี๊ดขึ้นมาไม่มีเหตุผล ร้องไห้ กัดและข่วนทุกคนที่เข้าใกล้ แต่... แต่ข้าไม่รู้ตัว ข้าคุมตัวเองไม่ได้---”

มือใหญ่เอื้อมมาจับมือหล่อนไว้ มิเชลกำไว้แน่น พยายามสูดลมหายใจเข้า

“ข้ารู้ว่าท่านจะต้องเป็นห่วงเลยขอนางว่าอย่าบอกท่าน ข้า... ข้าพยายามเรียนเป็นนางรำจะได้ไปอยู่บนเวที จะได้ไม่ต้องคิดอะไรนอกจากเต้นรำกับร้องเพลง จะได้ไม่มีใครมาแตะตัวข้า...” ราล์ฟยังไม่เห็นว่ามันยังอยู่ในประเด็นตรงไหน แต่เขาก็ไม่ขัด ปล่อยให้หล่อนเล่าต่อไป “แต่ข้าก็ยังทนไม่ได้ ข้าเกลียดไอ้ซ่องนั่น แค่คิดว่าข้าต้องอยู่บนโลกนี้กับมัน ข้าก็ทนไม่ได้แล้ว...”

ฉับพลันนั้นเองที่ความคิดในหัวเรียงตัวเข้าที่ ฮันส์เป็นคนแรกที่คิดออก ชะงักไป

“เดี๋ยวก่อน” ต้นหนหนุ่มเอ่ยแทรกขึ้นมา “ข้าจำได้ว่ามีข่าวไฟไหม้หอนางโลมที่ใหญ่ที่สุดของโฮมเมื่อสี่ปีก่อน ที่เขาว่าระเบิดซะดังสนั่น...”

ดวงตาสีน้ำตาลทองของหญิงสาวไหววูบ ราล์ฟเดาได้ทันที

“หรือว่า... เจ้าเป็นคนเผา?”

มิเชลหลับตา ยื้อมือของเขาไว้ไม่ยอมให้ปล่อย ดึงมาจรดที่หน้าผากราวกับจะวอนขอต่อพระเจ้า

 

“ข้ารู้ว่าข้าเป็นไม่ได้ แต่ข้าอยากเป็นคนดี เป็นทุกอย่างเพื่อท่าน” กลืนก้อนสะอื้นลงคอ เว้าวอนอย่างน่าเวทนา “อย่าเกลียดข้านะ อย่าเกลียดข้า อย่าเกลียดข้า...”

 

ทุกอย่างเงียบลง ราล์ฟครางลั่น

“แล้วทำไมเจ้าไม่บอกข้า!

มิเชลตวัดมองตาขวาง แยกเขี้ยวขู่ฟ่อราวกับนางเสือ

“ก็ท่านจะเกลียดข้านี่!” หล่อนกรี๊ดเสียงแหลม “ทำไมข้าจะไม่รู้ ท่านเกลียดคนที่ทำอะไรไม่คิดถึงคนอื่น ท่านเกลียดคนที่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน และคนนั้นคือข้า! ตอนที่แกเร็ธมาหาแล้วขู่จะบอกเรื่องนี้กับท่าน ข้าจะทำอะไรได้นอกจากตกลงทำงานให้หมอนั่นล่ะ!

“ข้าไม่ได้หมายความว่า---!

“ข้าบอกแล้วว่าข้าทนได้ทุกอย่าง! ข้าจะเป็นบ้าก็ได้ โรคจิต เสียสติ หรือกลับไปหาไอ้หอนางโลมนั่นก็ได้! ข้ายอม--- ยอมทั้งนั้น! แกเร็ธจะให้ข้าไปเป็นผู้หญิงแพศยาเพื่อล่อใครออกมาฆ่าก็ได้ แต่--- แต่ท่านต้องไม่รู้เรื่องนี้ ต้องไม่ใช่ท่านที่จะเกลียดข้า!

หล่อนหยุดไป หอบหายใจหนักราวกับเพิ่งวิ่งข้ามภูเขามาก็ไม่ปาน

“แล้วข้าก็เล่า ข้ามันโง่” หล่อนประณามตัวเอง “ข้าเคยพยายามหนีแต่หนีไม่พ้น... ข้าเคยปล่อยข่าวให้ทางทาเวียร์ออกหมายจับ ถ่วงเวลาพวกท่านไว้ แล้วให้กองทัพธาลัสซามาเอาคัตวาไปเข้าคุกได้ครั้งหนึ่งเมื่อสามปีก่อน แต่กองทัพก็ขังคัตวาไว้ไม่ได้” มิเชลเหยียดยิ้มหยัน เงยหน้าขึ้นมองเพดาน “ข้าอาจจะไม่มีอะไรดีในตัวเหลือแล้ว แต่เชื่อข้าเถอะนะ คัตวากำลังมา หมอนั่นฆ่าพวกท่านได้ทุกคนแน่ๆ และข้าทนไม่ได้...”

กรอบตาที่บวมช้ำไปด้วยน้ำตาเบือนกลับมา สบเข้ากับดวงตาสีน้ำเงินเข้มแล้วหัวเราะ

“เกลียดข้าแล้วใช่มั้ยคะ...”

ข้าที่ไม่มีอะไรดี ข้าที่ถูกพรากทุกอย่างไป ข้าที่ลงมือทำร้าย เปื้อนเลือด เปื้อนเขม่าดินปืน และหักหลัง...

กัปตันหนุ่มพ่นลมหายใจยาว

“เจ้ารู้ไหมว่าข้าเกลียดใคร” ราล์ฟเปรยเสียงเย็นเยียบ หนาวไปถึงไขสันหลัง “ข้าเกลียดทุกคนที่คิดว่าเจ้า -- เหยื่อที่ไม่ได้ทำอะไรผิด -- เป็นแค่เศษสวะที่ไม่มีอะไรดี แค่เพราะเจ้าโชคร้ายพอจะกลายเป็น เหยื่อ

หญิงสาวมองหน้าเขา แล้วพระเจ้าของหล่อนก็หัวเราะ

ไม่ใช่ความสมเพชอย่างที่หล่อนพยายามหยันตัวเอง แต่ก็แค่หัวเราะ

 

“ถ้าเจ้าเองก็คิด นั่นคือเหตุผลเดียวที่ข้าจะเกลียดเจ้า เข้าใจไหม”

 

“แต่...” มิเชลอ้าปากจะเอ่ยอะไรสักอย่างแต่นึกคำไม่ออก ค้างไว้เพียงแค่นั้นจนราล์ฟส่ายศีรษะ เอื้อมมืออีกข้างไปขยี้เส้นผมสีทองของเจ้าหล่อนแรงๆ

“ข้าไม่ปฏิเสธนะ มิเชล ตอนนี้ข้าโกรธเจ้ามาก” ชายหนุ่มว่า “เจ้าหักหลังข้า โกหกข้า แค่เพราะไม่อยากให้ข้ารู้ว่าเจ้าเคยทำตัวเลวร้ายอะไรลงไปบ้าง”

“แต่...”

“ต้องให้ข้าพูดไหม ว่าเกร็กเคยทำอะไรมาบ้างก่อนมาเจอข้า ต้องให้ข้าย้ำหรือเปล่า ว่าคาร์ลอสเคยทำอะไรมาแล้วตอนอยู่บนเรือของซามูเอล”

นางรำสาวเหลือบมองผู้ถูกพาดพิงนิดหนึ่ง คาร์ลอสมองสบกลับมาตรงๆ ตามแบบฉบับ

“ข้าจะไม่บอกว่ามันถูกหรือผิด แต่เจ้ารับน้ำหนักของบาปมามากพอแล้ว ทั้งของไอ้ผู้ชายพวกนั้น ทั้งของเจ้าเองที่เผาไอ้พวกนั้นไป” ราล์ฟถอนหายใจอีกครั้ง “ข้าจะถามแค่สั้นๆ ก็แล้วกัน ยังรักข้าอยู่ไหม”

มิเชลอึกอัก มองหน้าเขาพลางพึมพำเสียงเบาหวิว

“ค่ะ...”

“ยังรักมารูนอยู่หรือเปล่า”

“ร... รักค่ะ...”

เขาหัวเราะอีกครั้งหนึ่ง ดึงร่างบอบบางเข้ามากอดไว้

 

“งั้นก็กลับมาหามารูนซี่ เด็กบ้าเอ๊ย!

 

 

xxxxxxxxxx

 

 

ตั้งแต่เกิดมา กาเบรียล การิสต้า ไม่เคยรู้สึกเหมือนถูกเหยียบหัวมากเท่านี้มาก่อนเลย

พลเรือเอกหนุ่มแห่งกองพลนาวิกโยธินได้แต่ขบกรามแน่น เขารู้จักฌาคส์ ลูคัส ครั้งแรกเมื่อกว่าเจ็ดปีก่อน ตอนนั้นฌาคส์ยังเป็นแค่วัยรุ่นคนหนึ่ง แต่ท่าทางคล่อง เข้ากับคนอื่นได้ดี นิสัยกับทัศนคติออกเฉื่อยชาไปบ้างแต่ว่าหัวไว ถึงจะดูหัวดื้อแค่ไหน แต่ด้วยศักยภาพทางสมองและร่างกายแบบนั้นทำให้ไต่เต้าขึ้นมาเป็นถึงร้อยตรีได้ง่ายๆ

กาเบรียลในตอนนั้นเป็นแค่พลเรือตรี แต่เขาสนใจเด็กนี่มาก ทำเรื่องย้ายจากกองพลเรือให้มาอยู่ในกองพลนาวิกโยธิน ช่วยฝึก ช่วยสอน อบรม ตักเตือน ทำงานด้วยกันมาตลอดจนขึ้นมาอยู่ในฐานะคนสนิท

 

แต่ไอ้คนสนิทที่ว่านั่น... หักหลังเขา

 

ฌาคส์ยืนคุยอะไรบางอย่างกับพี่ชายฝาแฝดอยู่ที่อีกมุมของห้อง มัดเขาติดกับเก้าอี้ไว้เรียบร้อยในฐานะตัวประกัน ไม่ปิดตา แต่อุดปากเผื่อไว้และริบอาวุธทุกอย่างไปเสียหมด

พลเรือเอกได้แต่มองอย่างคับแค้นใจ ในขณะที่คนถูกแค้นไม่แม้แต่จะหันมามอง

“ทีนี้ข้าก็ถอยหลังกลับไม่ได้แล้ว” ฌาคส์บ่น หักคอตัวเองดังกร๊อบแก้เมื่อยขบ “บ้าชะมัด อนาคตในกองทัพของข้ากำลังสดใสเลยนะ”

“เปลี่ยนใจ จับข้าตอนนี้ยังทันนะ”

“ไม่ทันตั้งแต่วันนั้นแล้วโว้ย”

กาเบรียลไม่เคยคิดว่าเขาดูคนผิด ก็ใช่ ฌาคส์เคยทำตัวแปลกๆ ดูเฉยชาเกินกว่าจะมารับใช้ชาติ รู้ข่าวของโจรสลัดมากกว่าที่ควรจะรู้... แต่เขาก็แค่คิดไปเองว่าเด็กนี่รับผิดชอบเกี่ยวกับโจรสลัดโดยตรง คงได้คลุกคลีและทำความเข้าใจพวกโจรสลัดมากกว่าเขา

แต่เปล่าเลย เขาไม่รู้แล้วว่าอะไรตอนนี้ที่จริงบ้าง

นอกจากเรื่องที่สองคนนั้นเป็นฝาแฝดกัน

“สรุปแล้ว ไอ้ลูกแก้วอาคมนั่นเอาไว้ปิดเขตอาคมบนเกาะได้จริงๆ ใช่ไหม” คำถามของฟรองซัวร์ดังขึ้นมาขัดจังหวะความคิด กาเบรียลตวัดมองเขม็ง แต่ฌาคส์ไม่ใส่ใจ พยักหน้ารับ

“ข้าได้ยินมาว่างั้นนะ ห้องนั่นอยู่ชั้นใต้ดิน ลึกลงไปประมาณห้าชั้น” นาวาเอกหยิบปากกาขนนกบนโต๊ะของเจ้านายขึ้นมา เขียนลากอะไรไปบนแผ่นกระดาษเปล่าๆ “นี่เป็นแผนผังคร่าวๆ ลงว่าถ้าผ่านประตูตรงบันไดกลางไปได้ก็รอด แค่อาจจะต้องเจอทหารคุ้มกันอยู่เยอะหน่อย”

“เฝ้าอยู่เท่าไร”

“ข้าไม่ได้รับผิดชอบตรงนี้แฮะ แต่ที่ได้ยินมาคือประมาณสิบคน ถ้ารวมที่เจ้าต้องวิ่งผ่านคนอื่นๆ ไปด้วยก็... นั่นแหละ”

ฟรองซัวร์มุ่นคิ้วเข้า

“เจ้ามีสิทธิ์เข้าไปหรือเปล่า เจ้าควรจะเป็นคนไปมากกว่าข้า”

“ก็จริง ข้าทำให้ได้” ฌาคส์ยอมรับ “แต่ข้าขอถามอะไรสักอย่าง”

“อะไร”

“เกาะนั่น... มีเอาไว้ค้าทาสจริงๆ ใช่ไหม”

เสียงของฌาคส์ค่อนข้างคลางแคลง เขาเดาไว้แล้วว่ามันจะต้องเอาไว้ค้าทาส แต่ไม่มีหลักฐาน ไม่มีเหตุผลอะไรมารองรับเลยนอกจากการเดาล้วนๆ ท่าทางของท่านนายพลก็ดูตงิดใจยังไงแปลกๆ กับประเด็นนี้... ดวงตาของกาเบรียลดูเหมือนคนที่ไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน

ถ้าพลเรือเอกยังไม่เคยได้ยิน มันยิ่งน่าสงสัย

แต่ฟรองซัวร์แค่หัวเราะ

“หลักฐานทุกอย่างอยู่บนเกาะว่ะ ไอ้น้อง รวมถึงเพื่อนข้าที่เคยถูกจับตัวไว้บนนั้นด้วย”

“ใคร”

“เลือดสีดำ -- จำได้ไหม -- ฆาตกรต่อเนื่องที่ใช้ขวานเลือดสีดำ ฆ่าแต่ผู้หญิงผมยาวสีแดง”

“จำได้ คดีใหญ่ด้วยนี่” ฌาคส์ตีสีหน้าพิกล “เพื่อนเจ้า?”

“เพื่อนข้า” ฟรองซัวร์พยักหน้ารับ “และเหยื่อสังคม กองทัพเรือเป็นคนขายมัน -- พร้อมกับขวานเวทนั่น -- ให้กับเศรษฐีโรคจิตที่สั่งให้มันไปฆ่าพวกสาวๆ แล้วกองทัพก็ออกหมายจับมัน” เขาโบกดาบกลไปมา “สุดยอดชะมัด”

เสียงประท้วงดังมาจากตัวประกันคำหนึ่ง ฟังอู้อี้ไม่ได้ศัพท์เพราะถูกอุดปากไว้ ฟรองซัวร์เหลือบมองนิดหนึ่งแล้วเบือนกลับมา สบลึกเข้าไปในดวงตาของฝาแฝด

“เจ้าว่าไง”

“ข้าไม่ว่าไง ข้าเดาไว้แล้ว” ฌาคส์ถอนหายใจยาว ยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้ว “ข้าก็ว่าแล้ว เราสงบศึกเรื่องเลิกค้าทาสกับอาณาจักรข้างเคียงได้เร็วเกินไป”

“อ้อ ยอมเสียเลือดทาสดีกว่าเสียเลือดทั้งอาณาจักร” ฟรองซัวร์หัวเราะหึๆ “ก็ว่าอะไรไม่ได้หรอกนะ แต่กองทัพเรือไม่ใช่ที่ที่สูงที่สุดในโลกจริงๆ แหละว่ะ”

คนเป็นน้องชายเหลือบมองใบหน้าพิมพ์เดียวกันกับตนเองชั่ววูบ เห็นรอยยิ้มในดวงตาของพี่ชายแล้วก็เลิกคิ้ว

“นักปราบพยศปราบเจ้าได้สนิทดีนะ”

“สักวันมันจะปราบเจ้าด้วย”

“ดีขนาดนั้น?”

 

“ก็แค่ทำให้เจ้าร้องไห้ได้ และจะไม่มีวันหักหลังเจ้า” ฟรองซัวร์ยักไหล่ หัวเราะอีกครั้งอย่างที่ทำให้คนอีกสองคนในห้องนิ่งงันไป “จะเลือดทาสหรือเลือดชั่ว จะขาดหรือจะเกิน สำหรับหมอนั่น... พวกเราเป็นคนเท่ากัน”

 

ฌาคส์เหลียวหลังกลับไป แลเห็นแววไหวอย่างประหลาดบนใบหน้ายับเยินของกาเบรียล เขาไม่เคยเห็นแววหวั่นแบบนั้น มันไม่เหมือนความผิดหวังหรือโกรธแค้น แต่เหมือนถูกใครสักคนกระแทกเข้าอย่างจังที่กลางศักดิ์ศรี กลางความเชื่อมั่นที่ยึดถือมาตลอดชีวิต...

ล้มแล้ว... หลักของเขา...

ตาสบเข้า นาวาเอกแห่งกองพันโจรสลัดเป็นฝ่ายผละไปก่อนระหว่างพึมพำ

“ขอให้คุ้มค่าก็แล้วกัน”

 

ให้คุ้มกับที่เขาหักหลัง ที่ที่สูงที่สุดในโลก ของเขาเอง... ที่ถูกจับมัดเป็นตัวประกันอยู่นั่น!

 

 

xxxxxxxxxx

 
 


From Writer:

อื้อหือ ใช้เวลาบิ้วด์บทนี้นานมาก //กราบทุกคนที่ยังรอคอย รู้สึกยังเขียนได้ไม่ดีเท่าที่อยากได้เลยค่ะ //พยายามต่อไป
แล้วเราก็ร้องไห้อีกแล้วค่ะ โอย เราไม่เคยร้องไห้ตอนต่อตอนเพราะเขียนนิยายเลย ตอนเขียนเจ้าชายก็ไม่ได้ร้องขนาดนี้ บ้าจริง T T

เราชอบมิเชลค่ะ ชอบมาก เป็นตัวละครที่เข้มแข็งและแกร่งที่สุดเท่าที่เคยสร้างมาเลยล่ะมั้ง ที่เห็นเป็นปกติ ทำอะไรๆ และต่อปากต่อคำกับพวกคัตวาได้ขนาดนั้นถือว่าปาฏิหาริย์มาก ต้องทำยังไงจะแกร่งได้เท่านี้ เรานึกไม่ออกเลย
อาจจะนอกเรื่องนิดหน่อย แต่เราจะกลัวทุกครั้งที่มีใครด่าว่าตัวละครผู้หญิงของเราค่ะ อาจจะเพราะยังไม่เคยเปิดเผยอดีต เรื่องราวหลายๆ อย่างที่พวกนางต้องพบเจอก็ได้ แต่จริงๆ โลกมันก็เท่านี้มั้งคะ ถ้าไม่รู้ ก็จะไปรู้ได้ยังไงว่าเคยเจออะไรมาบ้าง... จริงๆ ที่กลัวที่สุดคือตอนที่เฉลยทุกอย่างแล้วก็ยังด่ากันอยู่นี่แหละค่ะ

พวกเธอผิดจริงๆ หรือที่เป็นเหยื่อ ผิดจริงๆ หรือที่เลือก ที่จะพยายามดิ้นรนให้พ้นจากตำแหน่งเหยื่อของสังคม
เราเคยเขียนไว้ในเรื่องเจ้าชายครั้งหนึ่ง ว่าแคโรไลน์โดนทั้งขึ้นทั้งล่อง อยู่เฉยๆ ก็เป็นเหยื่อ ทำตัวให้แกร่งก็ถูกด่าว่าเป็น "สวะ"

แล้วผู้หญิงที่อยู่ในสังคมแบบนี้ ต้องเจออะไรแบบนี้... ต้องทำตัวยังไง

เรารักพวกเธอมากจริงๆ ค่ะ แต่ถ้าใครไม่ชอบเราก็ไม่ว่านะ (ฮา) มันเป็นรสนิยมส่วนบุคคล มิเชลยังไม่ค่อยมีใครว่าเพราะไม่มีบท (//โดนตบด้วยส้นเข็ม) แต่เราก็ขอไว้ก่อนก็แล้วกันเนอะเพราะเราเจอมาแล้วจากนางเอกเรื่องเก่า พารานอยด์เบาๆ 5555
ไม่ชอบไม่เป็นไร เราขอแค่อย่าด่ากันเอาสะใจ เท่านั้นก็เพียงพอค่ะ :))

รักคนอ่านทุกคนค่ะ

 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

604 ความคิดเห็น

  1. #566 ♠ e l f . (@sanael) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2558 / 15:04
    มันส์ทั้งสองด้านอ่ะ !
    ราล์ฟคือโลกทั้งใบจริงๆ
    ณ จุดๆ นี้รักมิเชลมากกกก
    นิยายเรื่องนี้ผู้หญิงต้องมีอะไรตลอดอ่ะ
    เข้มแข็งนะลูกมิเชล T^T

    แล้วไหนจะฌาคส์อีก จิ้นสุดมาก (ขำ)
    แต่ซึ้งง่ะ หลังๆ มา นี่อ่านกันไม่อยากละจริงๆ
    #566
    0
  2. #393 นีไนล์ (@sentsecart) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2557 / 18:49
    ชอบสาวๆ ทุกคนในทั้งเรื่องโจรสลัดกับเจ้าชายเลย

    พวกนางแต่ละคนนี่ถ้าไม่แกร่งจริงก็คงอยู่กันในเรื่องไม่ได้

    เหมืนอว่าโจรสลัดนี่จะหนักกว่าเจ้าชายนะ หลังๆ อ่านไปนี่ร้องไห้ไปเกือบทุกตอน

    ไรต์สู้ๆ ติตามค่ะ
    #393
    0
  3. #391 Sushi_Burger (@superkiller) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2557 / 20:04
    บ้าจริง กัปตัน บ้าจริง

    หล่อทำไม หล่อเพื่อใคร หล่อทะลุหลอดไปเเล้วคนบ้าอ้าอ้าอ้าอ้าอ้าฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ เป็นคนอ่านใจสั่นขนาดนี้ ถ้าไปอยู่จุดเดียวกับมิเชลคงเบรกเเดนซ์เเทงโก้เลยล่ะค่ะ เเงงงงงงงง โอย กระตุ้นค่ะ กระตุ้นต่อมNบังเกิดตั้งเเต่กลางกระหม่อมยันปลายหัวเเม่โป้งเลย โอยยยยยยย

    ตอนนี้เห็นชัดเลยว่ามิเชลรักกัปตันมากขนาดไหน การที่ผู้หญิงคนนึงทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้โดนผู้ชายที่ชอบเกลียดนี่มัน *กระอักความก๊าวผสมกับความเข้มเเข็งของนางไปสามล้านจุด) ฟฟฟฟฟฟ เเล้วตอนพูด "เกลียดข้าเเล้วใช่มั้ยคะ"นั่น เเบบ ไม่รู้ทำไม  เเต่เราเหมือนโดนนางเอาศรปักอก เเล้วพอกัปตันมาโชว์หล่อซัดติดเป็นคริติคอลคอมโบก็เเทบพรั่นเเล้ว ฮากกกก เหมาสองงงง เราจะเอาทั้งคู่เลยเเงงงงงงง 

    ทางเเฝดกับคนสวย พวกเเกสองคนดูพูดจาได้เข้าขากันจนออร่าเกรียนเเผ่เลยข่ะ ประทับใจ ฟฟฟฟฟฟ

    //เเต่ฉากฌาส์คกับท่านนายพลนั่น "ที่ที่สูงที่สุดในโลก" นั่นนนนนนนนนนนนนนนนน *ตายสนิท*

    ปล.ถึงตอนนี้บทนายน้อยเเต่เราก็โฟกัสทุกความมึนของนายนะตะปู....

    ปล.2 ถึงตอนนี้ไม่มีบทนายก็สถิตอยู่ในใจเราในฐานะชื่อเหมือนเคิปเปนนะวลาดิเมียร์ //กระทะฟาดไฟคลอกตายอนาถของเเท้
    #391
    0
  4. #385 ชานัวร์ (@keratikan) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2557 / 21:25
    ฮือออ อ่านไปน้ำตานี้ไหลพรากๆ TT รู้สึกสงสารมิเชลน่ะ รู้สึกยอมรับมากกว่าท่านหญิงในเจ้าชายตอนที่เพิ่งโผล่มาแรกๆ ตอนนั้นหมั่นไส้นางมาก55555555 แต่มิเชลนี้แข้มแข็งจริงๆค่ะนับถือ //ในบทนี้ถ้าได้เป็นมิเชลคงฟินตาคาอกกัปตัน เอื้ออ
    #385
    0
  5. #384 DriveMeCrazy (@greatmormon) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2557 / 21:12
    สนุกจุงเบยยยยยยย ปูเสื่อรออ่าน
    #384
    0
  6. #382 om-let (@le-tom) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2557 / 17:55
    อะเฮือก อ่านแล้วปลื้มกัปตันมากมายครับ

    ก่อนนี้ชอบวลาดกับคนอื่นๆ แต่ไม่ได้นึกปลื้มกัปตันมากมาย อ่านบทนี้เปลี่ยนใจแทบไม่ทันเลย 555+

    หนูมิเชล ทางนี้ให้อภัยเรียบร้อยแล้ว โอ๋ๆ อย่าร้องนะ
    #382
    0
  7. #381 bucha (@bucha) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2557 / 12:08
    ทำไมเนื้อเรื่องเจ้าชายมันสั้นจัง
    แต่โจรสลัดย้าวยาว
    ไม่ยอมน้าาาาาา
    #381
    0
  8. #380 บลา 11! (@Mox20) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2557 / 12:03
    มิเชลน่ารักดีึ่ะ แต่ยังไงก็รักวลาดมากกว่า ><

    ตากาเบรียลโดนเมินรุนแรง
    #380
    0