P.I.R.A.T.E.S ระวัง•ทะเล•คลั่ง!!

ตอนที่ 39 : ♦ 36 ♦ คนทุกคนแสดงออกต่อความตายแตกต่างกัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 700
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    25 พ.ค. 57

 
 
Chapter 36
คนทุกคนแสดงออกต่อความตายแตกต่างกัน

 

  

 

“ไง ไหวมั้ยวะคาร์ล”

ฮันส์ถามหลังจากดึงตัวช่างซ่อมประจำเรือขึ้นมาจากหน้าผาได้อย่างทุลักทุเล ราล์ฟพาพวกเขาหลบออกจากอาณาเขตของผู้กลืนกินความกลัวแล้ว ทะลุผ่านถ้ำที่อยู่เบื้องหน้าออกไปอีก ไปหยุดอยู่ระหว่างทางเดินเปียกชื้น คาดว่าคงมีธารน้ำใต้ดินอยู่ที่ไหนสักแห่งแถวนี้ แหล่งน้ำบนเกาะนี่ซับซ้อนไม่ใช่เล่นเลย

พวกเขาเหลือกันอยู่สามคน เสียหายทางจิตใจไปสอง ไหล่หลุดไปหนึ่ง แต่ไม่มีอะไรแย่กว่าความเงียบเชียบของผู้รอดชีวิตอีกแล้ว

ไหล่ของคาร์ลอสถูกดันกลับเข้าที่เดิมแบบตามมีตามเกิด ท่าทางเจ็บมากเสียจนนึกกลัวว่าไปทำกระดูกที่ไหนของมันหักระหว่างเคลื่อนหรือเปล่า แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากปล่อยให้เป็นไปอย่างนั้น

สิ่งเดียวที่ทำได้คือเชื่อ... เชื่อว่ามารูนยังไม่ตาย

คาร์ลอสนั่งขดตัว กุมไหล่ตัวเองอยู่เงียบๆ ไม่พูดไม่จา ฮันส์ทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ พลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ ริ้วรอยแห่งความกังวลปรากฏขึ้นมาชัดเจน ในขณะที่ราล์ฟเลี่ยงออกไปยืนคนเดียว หันหลังให้ลูกเรือเพียงสองคนที่เหลืออยู่

กัปตันหนุ่มหลับตาลง รู้สึกได้ถึงหัวใจที่ยังเต้นอยู่ในช่องอก

เขายังไม่ตาย

ใช่ เขายังไม่ตาย และด้านหลังนั่นยังมีคนของเขา -- ที่เขาต้องรับผิดชอบชีวิต -- รอคอยอยู่ เขาเคยเผลอสติแตกไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อครั้งวลาดิเมียร์ถูกทำร้าย ซึ่งชายหนุ่มทำได้เพียงสาบานกับตัวเองว่าจะไม่อ่อนแอแบบนั้นอีก ไม่เผลอ ไม่หลุดการควบคุม และจะตั้งสติให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

“สัญญากับข้า อาเร็นส์ ว่าอย่าให้นักเวทผมเงินนั่นต้องตายเพราะความเห็นแก่ตัวของเจ้า”

 

ถ้อยคำสุดท้ายของผู้รั้งรอกลลวงไหลผ่านห้วงความคิด ราล์ฟพยายามควบคุมลมหายใจเข้า อย่าว่าแต่วลาดิเมียร์เลย คนอื่นๆ ที่เหลือเองก็พลอยตายไปด้วย... ไม่ว่าจะเพราะความเห็นแก่ตัวของเขาหรือไม่ คนเหล่านั้นก็อยู่ใต้ความรับผิดชอบของเขาอีกทีอยู่ดี

ถ้ายังพอมองเห็นกันได้ เขาอาจจะร้อนใจกว่านี้ หากตอนนี้เขาไม่มีอะไรที่จะไปช่วยเหลือคนเหล่านั้นได้เลย ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอยู่ที่ไหนกันแน่ในระหว่างที่กำลังหายใจอยู่

ไม่... เขาเคยผ่านมันมาก่อน และจะต้องผ่านมันไปได้

อาจจะต้องขอบคุณผู้กลืนกินที่กลืนเอาความกลัวของเขาไป กลืนไปทั้งยวง หมดขั้วหัวใจ ตีเอาสติที่หลงทางกลับคืนมา กวาดความคิดให้เข้าที่จนทำให้นึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อหลายปีก่อน เขาผ่านช่วงเวลาแบบนี้ไปได้ยังไง...

 

“...ข้ารู้ว่าเจ้ากลัว ไอ้หนู จำความรู้สึกนั้นไว้ -- ถ้าเจ้าไม่รู้จักที่สุดของความกลัว เจ้าจะไม่มีวันรู้จักที่สุดของความกล้า ถ้าเจ้าไม่กลัวตาย เจ้าจะไม่ดูแลชีวิต ถ้าเจ้าไม่กลัวที่จะเสียคนรอบข้าง เจ้าจะไม่ลงมือปกป้อง และถ้าเจ้าไม่กลัวตัวเอง... เจ้าจะไม่กล้าเปลี่ยนแปลงตัวเอง...”

 

เสียงของมิดฟาดังก้องอยู่ในหู มิดฟาคนนั้น คนเดียวกับโจรสลัดที่ฆ่าคนอื่นได้ทั้งเป็น คนเดียวกับที่ทำให้เขาบาดเจ็บมานับไม่ถ้วน และคนเดียว... ที่ทำให้เขารอดพ้นจากเงื้อมมือของยมทูตแห่งทะเล...

ลูกเรือบางคนตายไปจากสภาพแวดล้อม บางคนจากไปในการต่อสู้ และอีกหลายคนที่เสียชีวิตไปด้วยโรคระบาด

วันที่เขาแทบทนไม่ได้กับกองศพที่กำลังจะท่วมศีรษะ มิดฟาหันมาหัวเราะให้ท่ามกลางสีเลือด

 

“...ถ้าข้าตาย ก็ขอให้จำเอาไว้ว่าข้าได้มีชีวิตที่ดีแล้ว ง่ายแค่นั้นแหละ...”

 

ใจเย็นเข้าไว้ อาเร็นส์ ใจเย็นเข้าไว้

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเห็นคนตาย คนบนมารูนเองก็เคยตายให้เห็น พวกเขาอาศัยอยู่บนความตายกันมานานแล้ว

“เดินไหวไหม คาร์ลอส”

ราล์ฟหันกลับไปถามหลังจากเงียบอยู่นาน ช่างซ่อมผมแดงผงกศีรษะขึ้นสบตาด้วย มองตรงมาเหมือนเด็กหลงทางแต่ก็พยายามตอบ

“ก็ไหว...”

“ฮันส์?”

“ข้าน่ะไหว” ต้นหนเรือตอบเสียงแหบ ดวงตาแห้งผาก “ท่านคิดจะเดินต่อหรือ”

“พวกนั้นตกลงไปในน้ำตก มันยังพอมีหวัง” ราล์ฟตอบ พยายามคงเสียงให้เรียบที่สุด “ข้ามีให้พวกเจ้าเลือกสองทาง คือกลับเรือ หยุดทุกอย่างมันไว้เท่านี้แล้วกลับไปมารูน หรือเดินไปกับข้า ตามหาพวกที่หล่นลงไป”

ฮันส์ขมวดคิ้ว

“ท่านจะตามยังไง กระโดดตามลงไปหรือ”

“ข้าบอกเต็มปากไม่ได้หรอกว่าให้หวัง แต่อย่างน้อยๆ เกร็กก็ยังใช้เวทมนตร์ได้ ไอ้ขวานปิศาจนั่นทำอะไรได้เยอะกว่าที่พวกเจ้าคิด พวกนั้นทรหดแค่ไหนพวกเจ้าก็รู้” เขาว่า วาดยิ้มออกมานิดหนึ่งท่ามกลางแสงไฟสลัว มากพอจะทำให้คนที่เหลือรอดแทบลืมหายใจ “แล้วถึงข้าจะไม่มีเวทมนตร์ แต่อย่าลืมว่าบนเกาะนี้มี... จำได้ใช่ไหม เกร็กมันมาที่เกาะนี่เพื่ออะไร”

“คืนเวทมนตร์?”

“ใช่” ราล์ฟตบไหล่ข้างที่ไม่เป็นไรของคาร์ลอสเบาๆ เอ่ยเสียงหนักแน่น “ความหวังของเราอยู่ที่วิหารนั่น เป็นที่สุดท้ายที่ข้าพอจะนึกออกสำหรับตอนนี้ ถ้าเจ้ายังไหว พักต่ออีกนิดแล้วก็ออกเดินทางได้”

ฮันส์กับคาร์ลอสหันสบตากันเองวูบหนึ่ง ก่อนที่ช่างซ่อมหนุ่มจะหลุดยิ้มออกมาบ้าง เงยหน้าขึ้นมองเพดานถ้ำโดยไม่พูดอะไรออกมาอีก ระหว่างที่ฮันส์ก้มหน้าหลบ ยกมือขึ้นขยี้ผมตัวเองแรงๆ แล้วหัวเราะเบาๆ

“ไอ้ช่วงหลังๆ ที่ดูใจร้อนๆ นี่ หายบ้าแล้วใช่ไหม”

ราล์ฟหัวเราะบ้าง ฮันส์ก็ยังสังเกตคนรอบข้างได้ตรงเผงเหมือนเคย

 

“ก็เหมือนเดิมนั่นแหละน่า”

 

บางทีอาจจะต้องขอบคุณผู้รั้งรอกลลวงด้วยก็ได้ที่เตือนสติเขาได้ตรงจุดที่สุด ชะงัดที่สุด และได้ผลศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าให้ใครมาตบหน้า ที่ทำให้ตระหนักขึ้นมาได้ว่าเขายังหายใจเพื่ออะไรกันแน่

เขาไม่ใช่โจรสลัดที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เขาไม่ใช่เจ้าทะเลเหมือนมิดฟา

แต่ระหว่างนั้น... ก็ขอเขายอมรับกับความจริงที่ว่าเขายังไม่พร้อมจะตายให้ใคร แล้วใช้เวลาชีวิตที่ยังเหลือ... พร้อมที่จะ อยู่ เพื่อคนอื่นไปพลางๆ ก่อนก็แล้วกัน

 

 

xxxxxxxxxx

 

 

ไม่ไกลออกไปนัก เลยขึ้นไปบนผืนดิน ไล่ไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนือของตัวเกาะ

โขดหินเว้าแหว่งปรากฏให้เห็นอยู่ตามรอยขอบของทะเล หากทางฝั่งตะวันตกเต็มไปด้วยแมงกะพรุนพิษที่พร้อมจะละลายทุกสรรพสิ่งที่เฉียดเข้าไปใกล้ น่านน้ำฝั่งตะวันออกก็เต็มไปด้วยหน้าผาสูงชันเกินกว่าที่มนุษย์จะสามารถปีนขึ้นไปได้ ยังไม่รวมหินแหลมคมใต้น้ำและคลื่นที่ซัดกระหน่ำรุนแรงอีกอย่าง

“ขอถามอีกครั้งนะ วิลเลียม เจ้าไปรู้ทางลับนี่ได้ยังไง”

แกเร็ธถามเสียงกร้าว ชายหนุ่มผมทองยืนอยู่บนโขดหินข้างเรือเล็กลำหนึ่งที่จอดอยู่ด้านหน้าถ้ำเล็กๆ แห่งหนึ่ง เล็กเสียจนนึกว่าเป็นแค่ร่องน้ำเซาะตันๆ ที่ซ่อนอยู่หลังพืชน้ำเสียด้วยซ้ำ มันอยู่บนผาที่ยังพอปีนได้ อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลสูงสุด หากก็อยู่สูงกว่ามากเมื่อถึงเวลาน้ำลง เป็นโพรงกลมๆ กว้างพอให้ผู้ใหญ่แค่คนเดียวลอดผ่านเข้าไปได้ เมื่อมองดีๆ แล้วจึงค่อยรู้ว่าผนังถ้ำภายในค่อยๆ กว้างขึ้นตามลำดับ ใหญ่โตราวกับห้องโถงในพระราชวังอันหรูหราสักแห่งอย่างไรอย่างนั้น

วิลเลียม เบิร์นส์ เพียงแค่ขยับยิ้มแทนคำตอบ ทิ้งมิเชลให้นั่งรออยู่บนเรือเล็กแล้วปีนขึ้นมายังโพรงทางเข้าออก มองลอดเข้าไปยังอาชญากรอันดับหนึ่งที่กวาดสายตาไปรอบๆ อย่างนึกขัน

“คัตวาดูสนใจนะ”

“เด็ก” แกเร็ธแขวะ วิลเลียมหัวเราะ

“ข้าบอกแล้วว่าข้าได้มาจากนักขายข่าว นี่เป็นทางเข้าออกเดียวที่ไม่ต้องไปผจญกับเวทของแม่มดแห่งทะเล” ช่างสักหนุ่มว่าพลางตบบ่าคนข้างๆ เบาๆ “พวกทหารกับคนค้าทาสก็ใช้ทางนี้เหมือนกัน แต่อย่างที่คัตวาบอกไว้นั่นแหละ ช่วงนี้ไม่ใช่ฤดูค้าทาส”

“ดีใจไหม ไอ้เด็กเวรนั่นได้ติดหนี้เจ้าตั้งหนหนึ่ง”

“คัตวาไม่สนใจหรอกมั้ง”

“ก็ว่างั้นแหละ มันไม่สนอะไรที่ไม่มีเลือดให้เห็น” แกเร็ธแค่นเสียงต่ำๆ สบตากับวิลเลียมนิดหนึ่งอย่างเหนื่อยหน่าย ปนไปกับความไม่สบอารมณ์บางอย่างที่ตัวเขาเองก็อธิบายไม่ถูก “หวังว่าจบเรื่องนี้แล้วเราจะไม่ต้องยุ่งกับมันอีก”

“แต่เจ้าก็ห่วงคัตวา”

แกเร็ธแยกเขี้ยววับ “ข้าห่วงทุกคนที่ไม่ใช่คัตวา”

“ข้าด้วย?”

“โดยเฉพาะเจ้า” ชายหนุ่มยักไหล่ “ขอให้โชคดีกับอารมณ์แปรปรวนของคัตวานะ วิลเลียม และข้าดีใจเป็นบ้าที่ข้าไม่ต้องตามพวกเจ้าเข้าไปในไอ้เกาะนี้”

วิลเลียมหัวเราะลงลูกคอ บางทีแกเร็ธก็ตรงไปตรงมาอย่างน่าเหลือเชื่อ อาจจะเพราะเป็นห่วงทะเลคลั่งเป็นทุนอยู่แล้วก็ได้เลยไม่มีอารมณ์มาพาลใส่เขา -- คนที่ได้รับคำสั่งให้ตามเข้าไปด้วยในฐานะที่ยอมให้มือของตัวเองเปื้อนเลือดได้

“เจ้าเถอะ ปิดทางเข้าออกนี่แล้วก็ฝ่าทะเลกลับไปให้ได้ล่ะ”

“ข้าหายตัวได้ ข้าไม่ใช่เด็ก” อีกฝ่ายส่งเสียงเหอะเบาๆ “อย่าลืมเก็บมือปิศาจมาให้ข้าด้วย ข้ายังมีบัญชีติดค้างกับมันอยู่”

ประโยคสุดท้ายนั่นเก็บคำว่า นอกเหนือจากซามูเอลและคัตวา เอาไว้ในใจ เป็นประโยคง่ายๆ ที่ไม่จำเป็นต้องพูดก็ฉายออกมาให้เห็นในแววตา วิลเลียมลอบถอนหายใจ เหลือบมองคัตวาที่กำลังเดินสำรวจรอบๆ อยู่แล้วเอื้อมมือไปตบบ่าแกเร็ธหนักๆ เอ่ยเสียงจริงจัง

“แกเร็ธ”

“อะไร”

“ถ้าคัตวาจัดการกับกรงสัตว์... จัดการกับ... อดีตของตัวเองได้เมื่อไร ยกโทษให้หมอนั่นได้ไหม”

คนถูกถามหลบตา พึมพำถามกลับ

“คิดว่ามันจะหยุดอยู่แค่นี้หรือไง”

“สมมติ... ข้าแค่สมมติว่าถ้าคัตวาจะเลิกลากเจ้าเข้าไปก่ออาชญากรรมด้วย”

“ก็...” สีหน้าเหยเก “ได้ล่ะมั้ง ข้าสมเพชมันไม่น้อยอยู่”

ปากก็ว่าไปอย่างนั้น หากน้ำเสียงนั่นไม่ใช่เลย ค่อนจะไปทางเรียบเรื่อยด้วยซ้ำราวกับเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ช่างสักหนุ่มหัวเราะอีกครั้ง แกเร็ธเป็นคนดีเกินไปจริงๆ สำหรับโลกที่โสมมแบบนี้ โลกที่ไม่มีคำว่ายกโทษให้ โลกที่ไม่มีคำว่าให้อภัย โลกที่ผิดพลาด บิดเบี้ยว และไม่มีวันกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้...

แต่เพราะแบบนั้นแหละ เขาถึงสักรูปลูกศรบนหลังมือของแกเร็ธ

ขอให้มันชี้ตรงไปแบบนั้น ตรงไปตรงมาเช่นนั้น ให้เหมือนเดิม ไม่เบี่ยงทิศทางไปง่ายๆ ไปหาโลกที่เขากับคัตวาอาศัยอยู่ อย่างที่เขาไม่เคยทำให้มันตรงได้ในชีวิตนี้...

“แล้วข้าล่ะ”

“หือ?”

 

“ถ้าเกิดอะไรขึ้นมา ยกโทษให้ข้าได้ไหม”

 

แกเร็ธมุ่นคิ้ว ก้าวถอยหลังไปก้าวหนึ่งแล้วเขม้นมองคู่สนทนาให้ชัดๆ

“อะไรของเจ้า วิลเลียม”

“ไม่มีอะไรหรอก ช่างมันเถอะ” ปัดคำถามไปเสียอย่างนั้น ขยับยิ้มให้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะหมุนตัวหายเข้าไปในโพรงหิน “แล้วอย่าลืมดูแลมิเชลล่ะ เห็นแบบนั้นนางระเบิดเจ้าตายได้นะรู้ไหม”

“ไม่ต้องเตือน!

แต่วิลเลียมไม่อยู่รอฟังแล้ว ปล่อยแกเร็ธให้ยืนอยู่ด้านหลังเพียงคนเดียวพร้อมกับสบถอะไรออกมาหลายคำ ชายหนุ่มถอยหายใจออกมาอีกเฮือก เหลือบมองสองคนในเส้นทางลับที่เดินหายไปเรื่อยๆ รอจนลับสายตาแล้วค่อยปีนกลับลงไปบนเรือเล็กที่จอดอยู่ มีนางรำสาวร่างเล็กยืนอยู่ใกล้ๆ

เขาเลิกคิ้ว “ไม่ลงไปในเรือรึไง”

“คิดจะให้ข้านั่งอยู่กลางคลื่นแบบนี้น่ะเหรอยะ” หล่อนแหว แกเร็ธกลอกตา

“เงียบปากแล้วช่วยข้าทำลายไอ้ทางเข้าออกนี่สักทีเถอะ ไป” เขารุนหลังเจ้าหล่อนให้ลงไปบนเรือ “เอาเชื้อเพลิงมา เจ้าวาง ข้าจะจุดเอง”

หญิงสาวทำสีหน้าพิกล ท่าทางไม่พอใจนัก

“ให้ข้าจุดไม่ได้รึไง ทำไมต้องให้ผู้หญิงปีนอะไรยังงี้ด้วย”

“มือวางเพลิง...”

“หยุด! ก็ได้ ข้าวางให้ก็ได้ แล้วก็ช่วยหยุดพูดคำนั้นกับข้าสักที!” มิเชลขัดขึ้นมาเสียงแหลม แกเร็ธยักไหล่ ปล่อยให้ มือระเบิด ในคราบนางรำง่วนกับอุปกรณ์ของหล่อนไปเงียบๆ หญิงสาวฉีกกระโปรงออกเป็นทางยาวให้เหลือพอแค่ปิดต้นขาเหนือเข่า ผูกเข้ากับสายเชื้อเพลิงบางอย่างที่ชีวิตนี้เขาเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อน

มิเชลใช้เวลาเตรียมของอยู่นานพอสมควร ก่อนจะปีนขึ้นไปยังโพรงหินแล้วลับหายไป

ผ่านไปหลายนาที ยังไม่มีทีท่าว่าร่างเล็กๆ นั่นจะโผล่กลับมา ทำเอาแกเร็ธมุ่นคิ้ว เริ่มสังหรณ์ใจอย่างประหลาดระหว่างปีนตามขึ้นไปดู

แล้วแน่ล่ะ สังหรณ์ของเขาผิดเสียเมื่อไร

“ยัยตัวแสบ!

เส้นทางเบื้องหน้าว่างเปล่า แกเร็ธสบถออกมาลั่น นึกเกลียดตัวเองขึ้นมารำไรที่ดันประมาท คิดไปซะได้ว่าหล่อนจะไม่หักหลัง ก่อนที่จะรีบกลับลงไปหยิบอาวุธติดมือขึ้นมาจากบนเรือแล้วพรวดพราดตามไป --มือระเบิด ของพวกเขาหนีไปแล้ว -- หนีไปพร้อมระเบิดนั่นแหละ แล้วไม่ต้องถามเลยว่าหล่อนจะหนีไปไหน

 

ก็ในเมื่อหัวใจของหล่อนมีอยู่ที่เดียว และเขาเองก็ควรจะรู้

นักปราบพยศ...!!

 

 

xxxxxxxxxx

 

 

“เดี๋ยว! ข้าไม่ได้มาฆ่าเจ้าโว้ย! ใจเย็น!

ไอ้เด็กที่มีเขาของซาตานตรงหน้าตะคอกขึ้นมาเสียก่อนที่ใครจะได้ทันชักอาวุธ แต่วลาดิเมียร์ถอยกรูดไปก่อนแล้วทั้งๆ ที่ขาเดี้ยงไปข้างหนึ่ง เปลวไฟที่จุดแทนตะเกียงบนมือก็ลุกพรึ่บขึ้นมาอย่างน่าหวาดหวั่น เห็นได้ชัดว่ามันกำลังจะสติแตกแล้ว ไฟของไอ้เด็กนี่แรงที่สุดก็ตอนกลัวนี่แหละ

ฟรองซัวร์เดินเข้ามาขวางไว้ในฐานะคนที่บาดเจ็บน้อยที่สุด ดันอเล็กเซย์ถอยไปด้านหลัง

“เจ้าเป็นใคร”

ผู้มาใหม่ตีหน้าเมื่อย เขาเป็นเด็กหนุ่มวัยสิบปลายๆ ผิวออกเหลือง รูปร่างไม่สูงนัก ดูผอมเก้งก้างอย่างวัยรุ่นที่ยังไม่โตดี ใบหน้าอ่อนๆ ไม่เข้ากับเขาปิศาจยาวแหลมที่โผล่พ้นเหนือเส้นผมสีดำสนิท รูม่านตารีเล็กผิดมนุษย์อยู่กลางลูกแก้วสีแดงเลือด ดูนิ่งเฉยและกร้าวเกินเด็กวัยรุ่นทั่วไป

เหล่าโจรสลัดลงความเห็นว่าไม่ใช่ศัตรู แต่บรรยากาศรอบกายนั่นดูไม่เหมือนมิตรเอาเสียเลย

“ข้าชื่อบาโฟ” เด็กนั่นตอบสั้นๆ พยักเพยิดไปทางวลาดิเมียร์ “หมอนั่นรู้จักข้า ถามเอาก็ได้”

“บาโฟ...” เกรกอรี่มุ่นคิ้วเข้า “ปิศาจของทางเหนือน่ะหรือ”

“นั่นมันปิศาจแพะตัวเมีย ไม่เกี่ยวกับข้า” ตอบพลางก็แยกเขี้ยวใส่ไปพลาง ก้าวออกมาในระยะแสงไฟให้เห็นกันชัดๆ พร้อมชูมือขึ้นสองข้างเป็นเชิงว่ามาอย่างเป็นมิตร “ถ้าจะกรุณา บอกให้หมอนั่นลดไฟลงเดี๋ยวนี้ ข้าเกลียดไอ้ไฟนรกนั่นมาก ฆ่าปิศาจตายได้เลยรู้ไหม”

มารูนทุกคนหันไปมองวลาดิเมียร์ที่นั่งหลบอยู่ด้านหลังขวับ ไอ้หนูนั่นหน้าซีดเผือดอีกแล้ว ลูกไฟในมือพุ่งสูงอย่างพร้อมจะเผาใครก็ตามที่เข้ามาใกล้

“ขอที่ชัดเจนกว่านี้” เกรกอรี่ถามใหม่ก่อนที่ไอ้เด็กนั่นจะสติแตกไปกว่านี้ “เจ้าเป็นใคร”

บาโฟยกมือขึ้นเกาท้ายทอยแกรกๆ ถอนหายใจยาว

 

“ข้าเป็นปิศาจใต้พันธะของท่านนากาอิน”

 

ชื่อนากาอินยิ่งกว่าคำศักดิ์สิทธิ์ บรรยากาศหวาดระแวงหายวับลงทันใด เหลือแค่ความรู้สึกเกร็งๆ อย่างทุกครั้งที่นักเวทสาวแห่งตะวันออกคนนั้นเข้ามาใกล้ หล่อนมีพลังเวทที่เทียบเท่ากับกองทัพเรือ มีเส้นสายกับเจ้าชายรัชทายาท และมีอิทธิพลต่อกัปตันของพวกเขาไม่ใช่น้อย

แล้วตอนนี้... หล่อนก็มีปิศาจอยู่ใต้บัญชาเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่ง

ไอ้เชื่อถือได้น่ะก็เชื่อได้หรอก แต่เกรกอรี่อยากจะบ้าตาย ปิศาจที่อยู่ในร่างมนุษย์คือปิศาจระดับสูงสุด ถ้าหล่อนควบคุมเด็กคนนี้ได้ ก็แปลว่าพลังเวทของหล่อนสามารถควบคุมได้แม้แต่สัตว์นรก นี่พูดกันจริงๆ ตามตัวอักษร ซาตานคงเกลียดนักเวทอย่างหล่อนไม่น้อยเลยทีเดียว

“ผู้หญิงคนนั้นส่งเจ้ามาทำอะไร” หัวหน้าลูกเรือถามช้าๆ บาโฟยักไหล่

“ให้ลูกเรือเจ้าลดปริมาณไฟก่อน ข้าเกลียดไอ้ไฟนั่น โดนมันเผาทีข้านี่แทบกลับลงนรกเลย” เขาหมายถึงเมื่อครั้งก่อนที่ราล์ฟกับวลาดิเมียร์ถูกจ้างไปจัดการกับกบฏของนากาอิน บาโฟเป็นหนึ่งในกำลังรบหลัก และแน่นอน บาดแผลถูกแทงยับเยินของวลาดิเมียร์เมื่อครั้งนั้นเป็นของเขา ร่องรอยไฟไหม้ใต้เสื้อผ้าเขาก็เป็นของไอ้หนุ่มสลาฟผิวขาวนี่เช่นกัน

เกรกอรี่เหลือบตามองพลางโบกมือข้างที่ไม่เป็นไรนิดแทนสัญญาณ วลาดิเมียร์แยกเขี้ยวใส่แต่ก็ยอมลดไฟลง จดๆ จ้องๆ อยู่นานกว่าจะถามขึ้นมา

“รอบนี้มาดีใช่มั้ย?”

“ให้เสียบเจ้าพรุนอีกสักครั้งก็ไม่ว่า”

“ย... อย่านะโว้ย เดี๋ยวพ่อเผาเลย!

“ตอบคำถามมาได้แล้ว” ชายผิวแทนเอ่ยขัด ถ้าเขาไม่ห้าม มันต้องมีคนตายสักคนแถวนี้ล่ะวะ... “นักเวทคนนั้นส่งเจ้ามาทำอะไรที่นี่ เกี่ยวอะไรกับสัญญาของเจ้าชายนั่นไหม”

“จะว่าเกี่ยวก็ได้” บาโฟโคลงศีรษะ เบ้หน้า “นายข้าสัญญามาว่าจะเป็นกำลังเสริมให้พวกเจ้า นางส่งข้ามาปิดเขตอาคมจากภายในเกาะ กว่าจะลอดเข้ามาได้นี่ก็เกือบแย่”

“เจ้าปิดเขตอาคมได้?” วลาดิเมียร์ตาใสขึ้น เขารู้ดีว่าเด็กปิศาจตรงหน้ามีอาคมระดับสูงแค่ไหน “งั้นก็ทำให้พวกข้าใช้เวทหายตัวได้แล้วสิ”

“มันไม่ง่ายขนาดนั้นนี่สิ” เด็กหนุ่มตอบเสียงขุ่นๆ ท่าทางหงุดหงิดไม่น้อยเหมือนกัน “ข้าจับสัญญาณเวทอะไรในนี้ไม่ได้เลย ไม่มีต้นกำเนิดอาคม”

เกรกอรี่เลิกคิ้วสูงอย่างแปลกใจ เปรย

“มีวิหารของแม่มดแห่งทะเลอยู่ที่กลางเกาะ เจ้าไปมาหรือยัง”

“ไปมาแล้ว มีแหล่งพลังเวทอยู่ตรงนั้น แต่ก็เป็นแค่พลังงานลอยๆ ไม่มีอะไรใช้ลงอาคม” บาโฟเงยหน้าขึ้นสบด้วย ถามช้าๆ “ได้ยินว่าเจ้าอยากไปที่นั่น?”

“ก็... นิดหน่อย”

“งั้นก็ฝันไปเถอะ ถ้าไม่มีเวทหายตัว เจ้าก็ไม่มีทางไปที่นั่นได้จากตรงนี้ ยกเว้นแต่เจ้าจะปีนน้ำตกได้”

“แล้วเจ้ามายังไง”

“ข้าผ่านลงมาทางน้ำตกอีกฟาก อยู่ที่สุดธารใต้ดิน เชื่อมกับใจกลางเกาะพอดี” ปิศาจหนุ่มส่ายศีรษะเบาๆ “ลำพังข้าน่ะไปไหนก็ได้หรอก แต่ขนพวกเจ้าไปทุกคนไม่ไหวแน่”

“งั้นก็ต้องปิดเขตอาคมให้ได้อย่างเดียว” เกรกอรี่ทิ้งตัวลงนั่งกับหินก้อนใหญ่ที่กระจัดกระจายอยู่แถวนั้น ไม่มีประโยชน์ที่จะยืนต่อไป พวกเขาต้องเก็บแรงเอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ข้าไม่เคยใช้เวทมนตร์แบบนั้น มันทำงานยังไง ใช้อะไรลงพันธะงั้นหรือ”

“ก็ไม่เชิง” บาโฟเดาะลิ้นเบาๆ “เรียกว่าจำลองพื้นที่ที่ต้องการใส่ในสื่อกลางจะดีกว่า เหมือนพวกตุ๊กตาสาปแช่งนั่นแหละ แค่เปลี่ยนเหยื่อจากคนเป็นพื้นที่ อะไรที่สะท้อนเงาได้สามารถเอามาเป็นสื่อกลางได้หมด แต่ส่วนใหญ่เขาใช้ลูกแก้วกันเพราะมันเป็นทรงกลม ได้พื้นที่เยอะ ครอบคลุมไปได้ถึงบนฟ้าและใต้ดิน ถ้าใช้พวกกระจกมันจะได้แค่บนพื้น”

“เอาจริงดิ ข้านึกว่ามันแผ่ออกมาตามรัศมีลูกแก้วซะอีก” ฟรองซัวร์ทำหน้าเหยเก เอาจริงๆ ถ้าไม่ใช่นักเวทสายนี้ก็ไม่มีใครรู้หรอก “ก็ว่าเวลากองทัพเรือวางเขตอาคม มันกำหนดพื้นที่กันง่ายฉิบหาย”

“เจ้าเรียกการจำลองสถานที่ใส่ลูกแก้วนี่ว่าง่ายเรอะ มันไม่ใช่แค่มัดตุ๊กตาฟางแล้วเอาผมคนยัดลงไปนะ” บาโฟร่ายเวทอัดใส่ได้คงอัดไปแล้วโทษฐานหมั่นไส้ “มันก็ใช้หลักการเดียวกับการสาปแช่งคืออาศัยการควบคุมจากระยะไกล แต่ท่านนากาอินเข้าใจว่าถ้าแม่มดแห่งทะเลตายบนเกาะนี้ ลูกแก้วของนางก็ควรจะอยู่บนเกาะนี้ด้วย” ว่าแล้วก็ถอนหายใจยาว “สงสัยจะเดาผิด ข้าจับสัญญาณของอุปกรณ์เวทไม่ได้เลย มีแต่ปิศาจสิงอยู่เต็มไปหมด”

ฟรองซัวร์หันไปสบกับดวงตาสีโลหิต ดูเหมือนเขาจะมีคำตอบอยู่ในหัวสมองเรียบร้อยแล้ว

 

“...กองทัพเรือ”

 

“ว่าไงนะ”

“กองทัพไม่ได้กินนอนอยู่ในเกาะนี้นี่ ถ้ากองทัพยึดเกาะนี้ไป งั้นมันก็ควรจะอยู่ในกองทัพเรือ” ชายแขนเดียวอธิบายเสียงรัวเร็วระหว่างที่กวาดสายตามองคนอื่นๆ ที่เหลือทั้งหมด “เป็นไปได้ไหมว่าพวกระดับสูงนั่นจะเอาลูกแก้วติดไปด้วย”

“แล้วก็ควบคุมอาคมจากที่แผ่นดินใหญ่สินะครับ” อเล็กเซย์เอ่ยต่อแทนให้หลังจากคิดตามอยู่สักพัก “ข้าจำได้ว่าเราขโมยแผนที่เกาะนี้มาจากกองนาวิกโยธิน คนรับผิดชอบ... ก็ควรจะอยู่ตรงนั้นหรือเปล่าครับ?”

ฟรองซัวร์หันมองหน้าเคบินบอยประจำเรืออย่างใช้ความคิด แลเห็นแววเจ้าเล่ห์บางอย่างฉายอยู่ในดวงตาสีน้ำตาล เล่นเอาคนรอบตัวสะดุ้งกันโหยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวลาดิเมียร์ที่เล่นอะไรแผลงๆ กับอีกฝ่ายมาตลอดจนพอเดาอะไรได้

“เฮ้ย ห้ามบอกว่าจะบุกไปกองนาวิกโยธินนะ!

“หรือจะนั่งรออยู่ตรงนี้ อดตาย รอวันกัปตันมาช่วย?” ฟรองซัวร์สวนขวับเสียงห้วน “ข้าพูดในฐานะที่รู้จักราล์ฟมันมาตั้งแต่ก่อตั้งมารูนนะ ไอ้หนู มาถึงตรงนี้แล้ว ไกลขนาดนี้แล้ว ราล์ฟมันก็คนนะเว้ย มันไม่ใช่ยอดมนุษย์ มันช่วยอะไรเราไม่ได้ อย่างน้อยๆ ก็ไม่มีทางลากพวกเราขึ้นไปจากใต้ดินนี่ล่ะ”

“เห็นข้าเป็นเด็กอมมือรึไง ข้ารู้โว้ยว่าไอ้กัปตันหอกหักไม่มาช่วยหรอกน่า” พ่อครัวชาวสลาฟแยกเขี้ยวใส่อีกครั้ง “แล้วข้าก็พูดในฐานะคนที่ขี้ขลาดฉิบหาย รักชีวิต และยังไม่อยากตายแบบโคตรๆ นะ มันไม่มีทางอื่นนอกจากทำตัวบ้าระห่ำรึไงวะ!

ดวงตาเพียงข้างเดียวที่เหลืออยู่ของคนพูดทำเอาฟรองซัวร์ชะงักไป -- ตาของสัตว์ป่าที่ใกล้จะเข้าตาจน -- เริ่มจะเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้วว่าทำไมราล์ฟยอมอ่อนลงให้ไอ้เด็กนี่นักหนาตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน... จริงๆ เขาก็ควรจะรู้มาตั้งนานแล้วล่ะนะ ว่าต่อให้เห็นท่าทางอ่อนแอเพียงใด แต่วลาดิเมียร์กร้านโลกมากพอๆ กับทุกคนตรงนี้ และพวกเขารู้ดีว่าความเจ็บปวดเจียนตายมันรู้สึกอย่างไรบ้าง

เขา ราล์ฟ และเกรกอรี่ผ่านความตายมาหลายหนจนชินชา คนอื่นๆ บนเรือเองก็ไม่แตกต่างกันมากนัก ในขณะที่วลาดิเมียร์นั้นผิดกันไปไกล เด็กนี่ผ่านความตายมาหลายครั้ง แต่แทนที่จะชิน มันเลือกที่จะปกป้องตัวเอง

ให้ห่างไกลจากความตายครั้งหน้ามากที่สุดเท่าที่จะทำได้...

 

เพราะงั้นราล์ฟถึงยอมอ่อนให้ แล้วเลือกที่จะปัดเอาความตายให้ออกห่างจากอีกฝ่ายแทน

 

“ถ้าข้ามีมือข้าก็คงจะลูบหัวเอ็งน่ะนะ” ฟรองซัวร์ถอนหายใจยาวเหยียด ยกแขนเพียงข้างเดียวขึ้นยอมแพ้ “ก็ได้ งั้นใครก็ได้เสนอมาซิว่าจะทำอะไรต่อ ข้าคิดออกวิธีเดียวจริงๆ”

“ขอโทษที่ตัดความหวังนะ” เสียงของบาโฟขัดขึ้นมาเรียบๆ “แต่ข้าไม่คิดว่ามีทางอื่นแล้ว เพลิงนรก เอาเวลาชีวิตที่เหลือไปคิดแผนบุกกองทัพเรือง่ายกว่าปีนน้ำตกที่สูงกว่ายอดปราสาทวังเหนือ”

และนั่น... เป็นหนึ่งคนที่ไม่เห็นใจสายตาของสัตว์ป่า

วลาดิเมียร์แทบจะคำรามใส่ ดีที่เกรกอรี่ยกมือขึ้นห้ามเอาไว้ทันเสียก่อน

“รอบนี้เจ้าเป็นเสียงส่วนน้อยนะวลาด ช่วยกันคิดดีกว่า อย่างน้อยๆ เราก็ทำอะไรในกองทัพเรือได้มากกว่าธรรมชาติ” เป็นคำปราม “มันยิ่งใหญ่เกินไป และเกาะนี้ไม่ปรานีเจ้าหรอก”

“แล้วจะเข้าไปยังไง” พ่อครัวหนุ่มพยายามเถียง ไอ้โจรสลัดพวกนี้ก็ระห่ำกันเหลือเกิน แม้ว่าเขาจะคิดอะไรอย่างอื่นไม่ออกก็เถอะ “ข้าพอเข้าใจว่าเจ้าพาเราหายตัวออกไปได้” ชี้ไปทางบาโฟ “แต่ข้าไม่คิดว่าเราจะเดินดุ่มๆ เข้าไปในนั้นได้หรอกนะ”

“ไอ้ได้น่ะได้หรอก แต่บางทีข้าก็สงสัยนะว่ารอบที่แล้วพวกเจ้าไปขโมยแผนที่กันมายังไง” ปิศาจหนุ่มเปรยถาม ฟรองซัวร์หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ หันไปยักคิ้วให้ทีหนึ่งอย่างน่าถีบที่สุด

“อ๋อ พอดีข้าได้แผนผังห้องเก็บของมา ก็เลยให้มาดาม... เอ่อ... แมวปิศาจที่เลี้ยงไว้บนเรือน่ะ พาหายตัวเข้าไป” ว่าแล้วก็ส่ายศีรษะเบาๆ ส่งเสียงหึๆ ในลำคอ “แต่เสียดายที่รอบนี้เราคงทำยังงั้นไม่ได้ ได้ยินว่ากองทัพเปลี่ยนที่เก็บของแล้ว ไปที่ที่ปลอดภัยกว่านี้ ที่ตอนแรกละเลยเพราะไม่มีใครคิดว่าสำคัญหรอก ข้าสืบมาแล้ว มันเป็นเรื่องลับสุดยอด คนที่จะรู้เรื่องน่าจะมีแต่พวกระดับสูง”

บาโฟคราง “ละเลยขนาดนั้น ดีไม่ดีแม้แต่ตัวนายพลเองก็ไม่รู้มั้งนั่น”

“ไม่หรอก พอมีคำสั่งให้ย้าย พวกนายพลก็คงพอจะรู้เรื่องบ้างแล้วล่ะ” ฟรองซัวร์แย้ง “ข้ามั่นใจว่านายพลกองนาวิกโยธินต้องรู้เรื่องแล้วแน่ๆ เห็นประกาศสถานการณ์พิเศษ เพิ่มมาตรการจัดการโจรสลัดเสียขนาดนั้น”

“นั่นเจ้าก็สืบมา?” คนนอกเปรยเป็นเชิงถาม ท่าทางประทับใจในขณะที่คนอื่นๆ ชินชากันพอสมควร ฟรองซัวร์รู้เรื่องอะไรๆ ในกองทัพเรือมากกว่าคนอื่นเสมอ

“ความสนใจส่วนตัวน่ะ” อีกฝ่ายขยิบตาให้ “แต่แอบเข้าไปแบบโจรตอนนี้คงยาก ไอ้มาตรการนั่นเพิ่มเวรยามด้วย คงไม่ได้ฝ่าเข้าไปกันได้ง่ายๆ”

“เดี๋ยวๆ ถ้าไม่เข้าไปแบบโจร เจ้าจะเข้าไปยังไงฟะ” วลาดิเมียร์ยกมือขึ้นเบรคแทบไม่ทัน “นี่ข้ายอมเลยตามเลยแล้วนะ ช่วยเสนอความคิดอะไรที่มันเป็นไปได้ด้วยโว้ย”

หากคนถูกถามกลับเพียงยิ้มกลับอย่างเจ้าเล่ห์ที่สุดเท่าที่เคยทำมา เกรกอรี่หรี่ตาลง นั่นไม่ใช่รอยยิ้มของคนบ้าระห่ำแบบไร้หัวคิด -- ไม่ -- ถึงจะคะนองแค่ไหน แต่ฟรองซัวร์ไม่ใช่คนที่คิดจะฆ่าตัวตายหรือฆ่าเพื่อนได้ง่ายๆ

“เจ้าวางแผนอะไร ฟรังค์”

“ก็อะไรนิดๆ หน่อยๆ ใช้แค่เวทมนตร์ในการปลอมตัวเล็กน้อย” เขายกปลอกแขนขึ้นถูปลายคางที่ครึ้มไปด้วยไรเคราของตัวเองเบาๆ ขยับยิ้ม “เชื่อมือข้าเหอะ ใช้แค่คนเดียวก็เกินพอ แล้วเราจะบุกเข้าไปในกองทัพเรือได้ฉลุยเลย”

“เดี๋ยวเด้! จะบ้าไปแล้วเรอะ!

“รอบนี้ข้าเห็นด้วยกับวลาดครับ--- พูดเหมือนง่ายนะ แต่จะปลอมกันยังไง!

“ก็ใช้เจ้านั่นแหละ” ฟรองซัวร์หันไปทางอเล็กเซย์จนเจ้าตัวสะดุ้งเฮือก หนาวสันหลังขึ้นมาฉับพลัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตามมาด้วยคำขู่กลั้วหัวเราะอย่างไม่รู้สึกรู้สา “รอบนี้ข้าต้องอาศัยฝีมือเจ้าพอสมควรเลยว่ะอเล็กซ์ บอกก่อนว่าทำไม่ดีนี่โดนแขวนคอได้เลยนา”

อเล็กเซย์หน้าซีดตามวลาดิเมียร์ไปแทบจะในทันที

 

 

xxxxxxxxxx

 
 


From Writer:

ไม่ถึงหนึ่งเดือนค่ะ ผ่านไปแค่สองวันเท่านั้นนนนนนนนนน //จุดพลุสิจุดพลุ ถถถถถถถถ
เรื่องเริ่มไปเร็วแล้วสิคะ กำลังติดลมเลย เพราะใกล้จะไคลแม็กซ์จบแล้วด้วยล่ะมั้ง (แต่อีกกี่ตอนนี่ไม่รู้แฮะ ยังไม่เคยคำนวณเลย ฮา)


และการบุกกองนาวิกโยธินเป็นสิ่งที่เราอยากเขียนถึงมานานแล้วค่ะ แอร๊ย~

อนึ่ง ถ้าใครไม่ได้อ่านเจ้าชายมาก่อนคงไม่รู้จักบาโฟ (พยายามจะให้อ่านกันรู้เรื่องและสปอยล์น้อยที่สุด แต่ก็ทำไม่ค่อยได้ orz) ถ้าเกิดว่าสงสัยว่าเขาเคยมีคดีอะไรกับวลาด หาอ่านได้ในเรื่องนี้เลยค่ะ! XD >>


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

604 ความคิดเห็น

  1. #563 ♠ e l f . (@sanael) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2558 / 14:56
    บาโฟ ชาบูวววววว
    นี่คือตอนที่ดีที่สุดของเรื่องโจรสลัดทีเดียวนะฮะ =.,=
    #อะไรคือbiasไม่เม๊

    แต่สงสารนางเคบินบอย
    อเล็กซ์นี่ถูกใช้ซะคุ้ม สงสารหนูจริงจริ๊ง
    #563
    0
  2. #377 Blue_Demons (@greatmormon) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2557 / 15:44
    คิดจะเล่นอะไรอีกเนี่ย โจรสลัดทั้งหลาย
    #377
    0
  3. #352 om-let (@le-tom) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2557 / 20:55
    จุดพลุฉลอง เย้ ว่าแต่วลาดกับบาโฟท่าทางจะญาติดีกันยาก เฮ้อๆ นี่ กัปตันอย่าลืมมาช่วยพ่อครัวที่อ่อนแอ บอบบางโคตรๆนี่ด้วยล่ะ

    รอๆๆๆๆ *0*
    #352
    0
  4. #351 Sushi_Burger (@superkiller) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2557 / 17:24
    กัปตันหล่ออออออ ไม่หอกหักด้วย พึ่งมาหอกหักตอนฟรังค์บอกว่าเป็นยอดมนุษย์นั่นล่ะ เเง เผลอมโนอะไรประหลาดๆไปซะได้ ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ//ดาบทิ่ม

    ว่าเเต่รอยยิ้มหยุดหายใจนั่นอะไร หาญกับตะปูวดูฟีลลิ่งโดกิโดกิมาก ฟฟฟฟฟฟฟฟฟ

    ผิดไหมคะว่าเห็นวิลกับเเกเร็ธเหมือนพ่อเเม่คัตวาไงชอบกล เเบบ เหมือนพ่อกล่อมเเม่ "ลูกมันยังเด็ก อย่าไปถือสามันลย"//มั่ย

    เเต่เขินตอนวิลถามว่าจะยกโทษให้ได้ไหม เเบบ เเบบ เเบบ โอย ไม่รู้ค่ะ เขินมากกกกกกก//////// //คนหล่อเยอะไปนี่อันตรายจริงๆ

    //เเล้วก็โบกผ้ายไฟมิเชลจงเจริญ สาวๆเรื่องนี้ก็เท่กันเหลือเกิน ฮากกกกกก *บึ้มมันบึ้มมันนนนนน//มั่ยยยยยย*

    พอเปลี่ยนฉากก็ฮาบาโฟกับวลาด โอ๊ย สองคนนี้นี่ 55555555

    ขอกรี๊ดกับความเริดของราชินี โฮกกกกกกก มาเเต่ชื่อก็กรี๊ดได้ค่ะ รักมากกกกก เอฟซีราชินีตลอดกาลตลอดไปปปป ฮือ นางลอยตัวเหนือมวลชนจริงๆ ฟฟฟฟฟฟฟ

    *เกาะเขาบาโฟรอตอนหน้า//ตาย*

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 23 พฤษภาคม 2557 / 17:32
    #351
    0