P.I.R.A.T.E.S ระวัง•ทะเล•คลั่ง!!

ตอนที่ 36 : ♦ 33 ♦ สิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดบนพื้นดินคือเปลวไฟ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 730
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    20 ม.ค. 58

 
 
Chapter 33
สิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดบนพื้นดินคือเปลวไฟ

 

 

 

พ่อ ท่านเขี้ยวว่ะ”

หัวหน้าองครักษ์ประจำองค์ชายรัชทายาทวิจารณ์พ่อของนายเหนือหัวแบบเน้นๆ และไม่คิดจะปิดบังเลยแม้แต่น้อยทันทีที่อยู่กันสองคน ริกซัสหันไปแยกเขี้ยวใส่เอียนวับ ไอ้นี่ก็ปากน่าเอาสบู่ไปขัดเหลือเกิน

ไทเลอร์บอกแต่บอกไม่หมด พูดวกไปเลี้ยวมา บางทีก็ย้อนมาด่าเขาเอาเหมือนกัน เจอคนใต้บัญชากวนประสาทหนึ่ง เจอคนที่เคารพเหมือนพ่อด่าอีกหนึ่ง ไม่ต้องไปไหนล่ะทีนี้ เจ้าชายหนุ่มชักรู้สึกว่าตัวเองแก่เร็วกว่าคนปกติสักสิบเท่าได้ แต่เขาเองก็ใช่ว่าจะดีนักหรอก และโตเกินกว่าที่ไทเลอร์จะมานั่งลงโทษเป็นเด็กๆ แล้วด้วย

เขาประกาศลั่นว่าจะพักที่นี่จนกว่าจะได้คำตอบ เอาให้มันรู้กันไปว่าใครดื้อกว่ากัน

“งานบริหารบ้านเมืองล่ะ” สายสืบถามกลับเสียงขุ่น เขายักไหล่

“ไม่ได้แปลว่าข้าต้องอยู่หลังโต๊ะทำงานยี่สิบสี่ชั่วโมงนี่หว่า” ทางนี้ก็สวนกลับไปได้หน้าตาเฉยอีกเหมือนกัน “ข้าฝากงานทุกอย่างไว้กับราชครูแล้ว ช่วงนี้ไม่มีปัญหาอะไรนักหรอก การคลังก็ยังอยู่ดี มีแต่พวกเจ้านั่นแหละที่เอาแต่วุ่นวาย”

“โตจนหมาเลียตูดไม่ถึงแล้วยังจะทำเป็นเด็กไปได้ ตำแหน่งดยุคแห่งเอนเด้นี่มีไว้อวดเล่นโก้ๆ รึยังไงกัน สมัยนี้นี่มันอะไร ขนาดไอ้ฟริตส์เวลที่ท่านสอยมันเข้าคุกไปยังไม่เคยหนีงานเลยนะโว้ย”

“มันจะหนีไปทำไมล่ะ หนีไปก็เสียเวลาสูบเงินจากท้องพระคลัง”

“ไม่ต้องมาเบี่ยงประเด็นข้า ท่านไม่อยู่แล้วพวกขุนนางจะประชุมสภากันยังไง”

“ช่วงนี้ไม่มีประชุมด่วน ต่อให้มี ข้าขี่ม้าไม่กี่นาทีก็กลับไปถึงวังแล้ว คิดจะไล่ก็ไล่ให้มันสร้างสรรค์หน่อยสิวะ”

“โว้ย! ริก แก--- นี่ข้าสอนท่านดีเกินไปใช่มั้ยวะเนี่ย เด็กเวร!

เอียนฟังสองพ่อลูกเถียงกันเองแล้วก็เริ่มมันส์ งานบริหารบ้านเมืองอะไรไม่ใช่เรื่องของเขาหรอก เรื่องขุนน้ำขุนนางสามัญชนฟังแล้วผื่นจะขึ้น เห็นเจ้าชายถกเรื่องจริงจังกับพวกราชครูและขุนนางทีไรก็น่าเบื่อทุกที แต่รอบนี้มันกลับน่าฟังดีพิลึก

ที่สำคัญ ฟังแล้วก็เห็นด้วยอยู่หรอก ไทเลอร์เลี้ยงริกซัสมาดีเกินไปจริงๆ

“ให้ข้าเดา ข้าว่าง้างให้ตายยังไงสายสืบนั่นก็ไม่พูดหรอก” เอียนเปรยพลางจุดยาสูบขึ้นใส่ปาก เอาน่า อย่างน้อยไทเลอร์ก็หาห้องพักมาให้พวกเขา -- แถมยาสูบฟรีเสียด้วย -- เขาเองก็ไม่ได้รังเกียจยาสูบง่อยๆ แบบชาวบ้านๆ อะไรเสียด้วย “ไม่มีอะไรล่อใจได้เลยหรือ”

“น่าจะมีอยู่อย่างเดียวคือเมียเก่ามัน แต่นางไม่ได้อยู่ที่นี่” ริกซัสพ่นลมหายใจยาว โยนเสื้อคลุมตัวนอกลงบนเตียงเก่าๆ “แต่กว่าจะถ่อไปหา กลับมาอีกทีไทเลอร์มันหนีไปกบดานอยู่กับพวกค้าของเถื่อนแล้วแน่ ข้าละเกลียดมันจริงๆ”

“ข้าก็เห็นท่านเกลียดทุกอย่างบนโลกนั่นแหละ” องครักษ์หนุ่มสวนหน้าตาย “ท่านใช้อำนาจของเจ้าชายสั่งไม่ได้หรือ”

“ไม่ได้ คนเดียวที่ทำได้คือองค์กษัตริย์” ริกซัสส่ายศีรษะ น้ำเสียงหงุดหงิด “สายสืบทำงานให้ราชวงศ์ก็จริง แต่มันขึ้นตรงต่ออำนาจของกษัตริย์คนเดียวเท่านั้น ต่อให้ข้าเป็นรัชทายาท ถ้ามันไม่คิดจะบอกข้าก็ไม่มีสิทธิ์ไปลงโทษ”

“เกิดมายิ่งใหญ่นี่ลำบากเนอะ”

“เออ เพราะงั้นดีใจซะที่เกิดมาเป็นคนธรรมดา” คนเป็นเจ้าชายแยกเขี้ยวอีกรอบ “สมาธิข้ายิ่งไม่ค่อยจะมีอยู่”

เอียนเลิกคิ้ว

“ใช่เพราะหน้าตาของ พ่อ ท่านรึเปล่า” เขาถาม ลดเสียงลงนิดหนึ่ง “ข้าพยายามคิดว่าข้าคิดไปเอง แต่คนที่ชื่อไทเลอร์คนนั้น... เอาจริงๆ นะ หน้าตาเหมือน ไอ้หมอนั่น มาก เหมือนโขกกันมา”

“เหมือนเกินไป” ริกซัสยอมรับ “ไม่ใช่มั้ง”

เอียนมุ่นคิ้วเข้า เผลอกัดมวนยาสูบในปากระหว่างที่ใช้ความคิด เขาเหลือบมองนัยน์เนตรสีฟ้าจางของนายเหนือหัวแล้วก็เงียบไปอีก

ไม่มีใครพูดอะไร รู้เพียงแต่ว่าสายสืบของราชวงศ์มีส่วนเกี่ยวข้องกับเกาะสมบัตินั่นแน่

เกาะค้าทาส

ไทเลอร์ยังไม่ยืนยัน แต่มองปราดเดียวก็เดาได้แล้วว่าคำตอบคือใช่ จะขาดก็แค่ข้อมูลส่วนอื่นเท่านั้นที่เจ้าตัวยังไม่ยอมปริปาก ถ้าปิดเป็นความลับถึงขนาดนี้แปลว่าเรื่องใหญ่ ริกซัสเองก็ยืนอยู่ในตำแหน่งที่สูงเกินกว่าจะลงไปร่วมง่ายๆ เสียด้วย ขืนสุ่มสี่สุ่มห้าทำอะไรขึ้นมาอาจฉิบหายวายวอดกันไปทั้งอาณาจักรได้

พวกเขาได้แต่รอเวลา รอจนกว่าจะรู้

ริกซัสเตะขาเตียงอย่างหงุดหงิด เอียนพ่นควันยาสูบออกจากปากคล้ายจะถอนหายใจ

 

 

xxxxxxxxxx

 

 

“จะไปกันได้รึยัง”

ห่างออกไป ท่ามกลางความวุ่นวายในห้องพัก ทะเลคลั่งคือคนที่ความอดทนต่ำที่สุด

แกเร็ธเงยหน้าขึ้นจากข้าวของที่กำลังโละทิ้งอย่างไม่พอใจ พวกเขาต้องทำลายหลักฐานที่มาอยู่แถวนี้ให้หมด อย่างน้อยๆ ก็ไม่ให้กองทัพเรือตามรอยคัตวาไปได้อีกสักเดือนหนึ่ง เสียก็แต่ไอ้อาชญากรตัวเบ้งนี่สิที่ดันไม่ใส่ใจเลยสักกระผีก มีแต่เขาและวิลเลียมที่แทบจะหัวหมุนกันอยู่แล้วกับรอยเลือดและความเสียหายที่ปรากฏกันให้เห็นอยู่ตำตา

ชายหนุ่มผมทองนึกเกลียดเด็กเปรตตรงหน้าขึ้นมาจับใจ ให้ตายเถอะ มันไม่เคยคิดถึงอะไรนอกจากตัวเองจริงๆ

“ถ้าจะกรุณานะ หลีกทางแล้วหุบปากซะบ้างเถอะ ฟลินน์!

คัตวา ฟลินน์ คอแข็งขึ้นทันใด

“เจ้า---”

“โอ๊ย อย่าทะเลาะกันได้มั้ยยะ จะทำอะไรก็ทำเร็วๆ!

มิเชลแหวมาจากอีกทาง ชายหนุ่มทุกคนหันขวับไปทางแม่สาวหนึ่งเดียวที่นั่งรออยู่อีกมุม บางครั้งแกเร็ธก็แปลกใจในความกล้าของเจ้าหล่อน ทั้งๆ ที่ใจจริงก็กลัวคัตวาแทบตายเหมือนกัน ไม่รู้ว่าเพราะอะไรที่ค้ำคออยู่... ทิฐิ ศักดิ์ศรี หรือก็แค่รู้สึกว่าถ้ายอมลงให้เมื่อไร หล่อนจะไม่มีวันได้หายใจอีกเลยกันแน่...

 

เพราะคัตวาไม่ชอบคนอ่อนแอ

ใช่, เพราะปิศาจเกลียดความอ่อนแอ

 

“เร่งมือเข้าเถอะ ทางเข้าออกไม่ได้เปิดตลอดเวลา” เป็นเสียงเตือนมาจากวิลเลียม อ้อ คงจะเป็นอีกอย่างที่ปิศาจเกลียด เพราะวิลเลียมคือความลึกลับ ดำมืดเสียยิ่งกว่าปิศาจเสียอีกอย่างที่กระตุกต่อม ศักดิ์ศรี ของปิศาจได้ชะงัดนัก

แกเร็ธกลอกตา “แล้วเจ้าไปรู้ทางเข้าออกเกาะมาจากไหนวะ”

“นักขายข่าว”

“วิล...”

“ประเด็นมันอยู่ที่ว่า เราเข้าไปแล้วจะทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน” ช่างสักแทรกขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจน้ำเสียงสงสัยนั่น “ข้าไม่รู้ว่ามีกองทัพเรือรออยู่ที่นั่นสักกี่คน และจะส่งสัญญาณไปให้ฐานทัพได้เร็วแค่ไหน”

ทะเลคลั่งพ่นลมหายใจดังเหอะ

“ก็ฆ่าให้หมด”

แกเร็ธแค่นเสียง หัวเราะหยันๆ “อย่าบ้าน่ะ แบบนั้นมัน---”

“ใครผ่านมาในทาง ก็เก็บมันให้หมดนั่นแหละ!” คัตวากระแทกเสียงเฉียบขาดอย่างไม่สบอารมณ์ “ช่วงนี้ไม่ใช่ช่วงค้าทาส ทหารไม่น่าจะมีอยู่แล้ว ถ้าจะมีเหลือก็แค่ทาสค้างคลัง” เขายักไหล่ “สวะไม่กี่ตัว”

แกเร็ธหันขวับ มองหน้าคัตวาเหมือนอีกฝ่ายบ้าไปแล้วแต่ได้วิลเลียมคว้าแขนเอาไว้เป็นเชิงเตือนเสียก่อน แกเร็ธชะงักไปนิดหนึ่งแล้วหุบปากลง ทำเป็นลืมๆ ความทรงจำของอีกฝ่ายที่เคยไหลเข้ามาให้รับรู้ไปเสีย

 

“ทุกอย่างจะจบที่เกาะนั่น”

 

ช่างสักเปรยลอยๆ คัตวาเหลือบไปสบด้วยวูบหนึ่ง ไม่ตอบ ในขณะที่มิเชลกับแกเร็ธไม่กล้าหันกลับไปมองว่านัยน์ตาสีสนิมคู่นั้นมีแววอะไรฉายออกมาบ้าง

พวกเขากำลังรอว่าเมื่อไรภูเขาไฟอย่างคัตวาจะระเบิด

ภูเขาไฟที่ไม่ควรระเบิดที่สุดในโลกนั่น...

 

 

xxxxxxxxxx

 

 

บางทีวลาดิเมียร์ก็อยากจะเป็นฝ่ายรออยู่เฉยๆ บ้าง

คือแบบ... ไอ้ที่มาเดินๆ อยู่นี่มันไม่ได้น่ามาเลย เขาเองก็ไม่ใช่นักผจญภัยอะไรมือหนึ่งด้วยนะ พับผ่าสิ

พ่อครัวหนุ่มโอดอยู่ในใจไปตลอดทาง ให้ล่องเรือ อยู่ในทะเลทั้งปีทั้งชาติ นานๆ ทีก็ปล้นที แวะเกาะสมบัติทีมันก็โอเคอยู่หรอก เลือดคึกในตัวเขาก็พอมีอยู่บ้างอะไรบ้าง ไม่ได้เฉื่อยชาหรือแสวงหาชีวิตสงบสันโดษอะไรขนาดนั้น แต่พักนี้มันชักจะเยอะเกินไปแล้ว

ตอนแรกเดินในป่าก็ยังพอไหว แต่ตอนนี้มัน...

วลาดิเมียร์มองทางแล้วอยากจะกราบเจ้าที่นัก งูฉกตายห่าใครจะรับผิดชอบวะเนี่ย!

จากป่ารกชื้นกลายเป็นเส้นเถาวัลย์ระเกะระกะเต็มไปหมด มืดทึบจนมองขึ้นไปเห็นแต่เส้นเถาพันเลื้อยกันเป็นทางยาว ลึกเข้าไปคล้ายอุโมงค์ ไม่ได้แคบขนาดเดินได้คนเดียว แต่ก็ไม่มีใครอยากมุดหัวเข้าไประหว่างเถาวัลย์รกๆ ยุ่งๆ สองข้างทางอยู่ดี

พอทางปิด โลกก็ไม่ได้มืดอย่างที่กลัวกันเอาไว้ พอเห็นแสงสลัวๆ สีเขียวบ้างฟ้าบ้างประปราย เดาได้ว่าคงเป็นพืชเรืองแสงบางประเภทที่ขึ้นอยู่ตามทาง แต่ก็ไม่มากพอจะทำให้เห็นได้ชัดเจนอยู่ดี ส่วนพื้นตอนแรกก็เป็นดินดีๆ อยู่หรอก แต่ยิ่งเดินไปเรื่อยๆ ยิ่งไถลลงลึก เริ่มมีเสียงน้ำจ๋อมแจ๋ม พืชน้ำกับพืชชั้นต่ำสีเขียวเข้มปกคลุมไปทั่วจนเริ่มลื่นไปหมด

“ไอ้หนู หยุดทำไม”

กัปตันที่เดินตามหลังมาติดๆ ถามเมื่อเขาไม่รู้จะไปทางไหนต่อ วลาดิเมียร์เอื้อมมือที่ติดไฟลุกโชนของตัวเองไปรอบๆ หมายจะส่องทาง เขาดีดเปลวไฟจากปลายนิ้วออกไป มันลอยตัวอยู่ด้านหน้าได้วูบเดียวก็ดับไป นานพอจะเห็นทางที่เหลือ...

 

...ที่เห็นแล้วขอร้องไห้ได้มั้ยวะ ยังทันมั้ยวะเนี่ย!

 

“คือ...” วลาดิเมียร์ชี้ไปที่ปลายเท้าอย่างหวาดๆ หน้าตาไม่สู้ดีนัก “นั่นมันหลุม? หลุมใช่มั้ย?”

“ข้างหน้าตันแล้วหรือ” พวกข้างหลังตะโกนถามมา แว่วเสียงสะท้อนเบาๆ ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกผืนป่าซับไว้สนิท ขนที่ต้นคอแต่ละคนลุกชันขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ ราล์ฟดันไหล่วลาดิเมียร์ไปข้างๆ เพื่อเข้าไปดูใกล้ๆ ปล่อยให้พ่อครัวหนุ่มสะดุ้งเล่นกับไอ้พงเถาวัลย์ที่ม้วนกันจนจะเป็นก้อนอยู่แล้วนอกเส้นทาง

“วลาด ขอไฟด้วย”

จะให้ข้ากระผมจุดไฟก็อย่าผลักสิครับ ผนังอุโมงค์นี่น่าพิศวาสที่ไหน เดี๋ยวพ่อกรี๊ดอัดเลยไอ้กัปตันนี่!

“หย่อนลงไปได้ไหม”

วลาดิเมียร์ที่สารพัดประโยชน์ขึ้นมาในที่มืดดีดลูกไฟลงไปในหลุม -- มันกว้างพอสมควร เทลาดลงไปจนเดาความลึกไม่ถูก เห็นพืชประเภทหญ้าคลุมไปตามทางก็สะดุ้งอีกรอบ แต่ยังดีที่ชื้น ไฟร่วงลงไปเจอน้ำเดี๋ยวเดียวก็ดับ แว่วเสียงดังฉ่าแล้วก็กลับไปมืดสนิทตามเดิม

ราล์ฟจับข้อแขนวลาดิเมียร์ข้างที่ถือลูกไฟอยู่ขึ้นส่อง แหม คนนะพี่ไม่ใช่คบไฟ แต่คิดหรือว่ากัปตันหนุ่มจะสน เขาเพียงแค่เหลือบตาขึ้นมองผนังถ้ำด้านหน้าที่ไม่ใช่กลุ่มเถาวัลย์อีกแล้ว แต่เป็นหินที่คลุมด้วยพืชน้ำสีเขียวจัด ไหลลู่ลงมาตามธารน้ำเล็กๆ ลงไปในหลุมนั่น บางส่วนก็ไหลไปตามร่องหินลงมาถึงพื้น

เขาเดาว่าแถวนี้คงเป็นร่องน้ำ ไอ้ที่ยืนอยู่นี่ก็อาจจะอยู่ใต้ตัวภูเขาแล้วก็ได้

“นับไปสามนาที ถ้าไม่ได้ยินเสียงข้าร้องอะไรก็ตามลงมาเลย”

คนเป็นกัปตันประกาศแล้วก็แหย่เท้า ตั้งท่าจะไถลตัวหายลงไป -- เฮ้ย -- เดี๋ยวดิ นี่คือจะไปไม่บอกไม่กล่าวไม่เอาไฟไปเลยเรอะ!

“เออ ลืม วลาด แกมากับข้าด้วย”

ไม่ว่าเปล่า คว้าแขนเสื้ออีกฝ่ายได้ก็ดึงมา เอาผ้าคาดเอวขึ้นมาผูกข้อมือกันเสร็จสรรพเพื่อป้องกันแตกหมู่เต็มที่ วลาดิเมียร์แทบตาเหลือก เดี๋ยว แบบนี้ก็แย่ไป นี่คือกะจะเอาแหล่งเชื้อเพลิงไปเกลี้ยงเลยเรอะ! ไม่ดีและไม่งามนะโว้ยครับ!

“จำไว้นะ สามนาที ถ้าไม่มีเสียงข้าก็ตามไปเลย” ราล์ฟหันไปสั่งกับลูกเรือที่เหลือหน้าตายมาก มันแย่ตรงที่ไม่มีคนค้านนี่แหละ “ส่วนเสียงไอ้เด็กนี่ช่างหัวมันนะ ปล่อยมันกรี๊ดไป”

วลาดิเมียร์หันไปแยกเขี้ยว “ขอบคุณที่อนุญาตให้กรี๊ดครับ ไอ้--- เฮ้ยยย!!!

 

อย่างน้อยก็ให้เตรียมใจหน่อยเหอะ นี่อยากเห็นผู้ชายตัวเท่าเปรตร้องไห้กันจริงๆ เหรอวะ!

 

ความมืดเริ่มเข้าปกคลุมทันทีที่ตัวเชื้อเพลิงหายไป แว่วเสียงกรีดร้องโวยวายขึ้นมาได้แวบเดียวก็เงียบไป -- อาจจะโดนกัปตันอุดปาก -- ฮันส์ชะเง้อมองลงไปในหลุมมืดๆ นั่นแล้วปั้นหน้าไม่ถูก ในขณะที่ฟรองซัวร์ฉีกยิ้มเลี่ยนๆ เอาตะขอถูไรเคราใต้คางตัวเองเบาๆ

“ข้ารู้สึกดีจังว่ะที่เกิดมาไม่มีเวทมนตร์”

“เวทมนตร์ไฟด้วย” เกรกอรี่ที่เดินรั้งท้ายหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก้าวขึ้นมาบ้างแล้วบอก “อเล็กเซย์ เริ่มจับเวลา”

 

 

xxxxxxxxxx

 

 

เป็นสามนาทีที่ไม่ได้ลำบากยากเย็นอะไรสำหรับคนรอ แต่คนบุกเบิกอาจจะต้องเข้าข่ายสาหัส

ถ้าจะพูดให้ถูก ต้องเรียกว่าบาดเจ็บสาหัสทางจิตใจ โดยเฉพาะพ่อครัวหนุ่มที่ขวัญหายหมดหัว ดีที่หนทางยังปรานีอยู่บ้างด้วยการลาดลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นทางเดินเตี้ยๆ ไม่ให้มีอะไรเสี่ยงอันตรายมากนัก...

“วลาด ข้างหลัง!

“เฮ้ย!!

อะไรไม่รู้ รู้แต่ตัวเชื้อเพลิงเผาวอดไปก่อนแล้ว ราล์ฟเห็นลูกไฟปลิวไประเบิดที่ข้างผนังหินแล้วคว้าตัววลาดิเมียร์มาไว้แทบไม่ทัน จิกมือกับแขนผอมๆ นั่นแรงจนไอ้เด็กขี้ตกใจรู้สึกตัว รีบดึงไฟกลับมาก่อนจะได้เผาพวกเขาตายไปทั้งคู่

ราล์ฟมองซากงูทั้งฝูงที่ดิ้นกันพราดๆ อยู่บนพื้นแล้วฉวยดาบขึ้นมาไล่แทงหัวทีละตัวให้ตายสนิท เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันพุ่งมาจากไหน แค่เห็นเงาดำๆ ผ่านหางตาก็ตะโกนเตือนไปก่อน -- จริงๆ อาจจะดีแล้วก็ได้ที่ไอ้เด็กสลาฟนี่ไฟแรงเหลือเกินสมฉายาเพลิงนรก -- เวลาปกติก็ไม่ค่อยจะใช้เวทมนตร์นักหรอก แต่พอหน้าสิ่วหน้าขวานขึ้นมา ตกใจอะไรนิดหน่อยเป็นได้เผาหมดจริงๆ

“ไม่มีอะไร ทุกอย่างเรียบร้อย” คนเป็นกัปตันตะโกนกลับขึ้นไปแล้วค่อยออกเดิน

ทางข้างล่างดูดีกว่าที่คิดไว้และคงลึกเข้าไปในตัวเขาหินนี่ขึ้นไปอีก พืชที่หลงเหลืออยู่มีแต่ประเภทตะไคร่ลื่นๆ เกาะอยู่ตามผนัง มีร่องรอยของมนุษย์โผล่มาให้เห็นเป็นระยะ ส่วนใหญ่เป็นซากลังไม้กับคบเพลิงเก่าๆ เต็มไปด้วยหยากใย่ พื้นที่ลัดเลาะไปเป็นทางน้ำตื้นๆ แค่ปริ่มๆ ข้อเท้า มีหินตะปุ่มตะป่ำพอให้เหยียบเดินได้เป็นระยะ

กัปตันหนุ่มรอจนได้ยินเสียงฝีเท้าตามหลังของลูกเรือคนที่เหลือตามมาค่อยเริ่มออกเดิน พวกเขาไม่ควรทิ้งระยะห่างกันมากเกินไปในที่มืดแบบนี้ มันมีบรรยากาศหนักๆ บางอย่างที่กดลงบนมวลอากาศอย่างไม่น่าไว้ใจ

“ฟรังค์” ราล์ฟเรียกโดยไม่หัน “ถ้ารู้สึกอะไร บอกข้า”

“ไอ้ข้าน่ะไม่รู้สึกหรอก ข้าไม่มีพลังเวทอะไรนี่” ฟรองซัวร์ไหวไหล่ บุ้ยใบ้ไปทางคนหลังสุด “ถามเกร็กเถอะ”

เสียงเหมือนมีดกรีดหิน ก่อนจะตามมาด้วยเสียงต่ำๆ แว่วมาไกลๆ ของหัวหน้าลูกเรือ

“ข้าเหมือนเคยเห็น” เสียงเกรกอรี่ฟังไม่มั่นใจนัก “ข้าอาจจะเคยผ่านมาทางนี้ตอนโดนจับค้าทาส แต่คงเปลี่ยนเส้นทางขนย้ายแล้วมั้ง”

“ถ้าเจอทหารตอนนี้ มีหวังตายหมู่”

“ขอบใจที่บอก คาร์ลอส”

“ข้าว่ามันดูไม่กว้างพอจะขนทาสได้นะครับ เหมือนทางลับสำหรับหนีมากกว่า”

“ทาสอย่างมากก็เหยียบกันตาย ทางจะเล็กจะใหญ่ก็ค่าเท่ากันแหละ” ฮันส์แย้งในฐานะทาสเก่าอีกคน มือก็รับคบไฟที่วลาดิเมียร์ฉกมาจากข้างทางไปจุดมาถือไว้แล้วโบกไปทั่วๆ ผิวน้ำที่ไหลอยู่บนพื้นสะท้อนแสงวูบๆ กลับมา เห็นแล้วก็ใจชื้นขึ้นได้นิดหนึ่งที่ยังมีร่องรอยของ ชีวิต ปรากฏให้เห็น

ไม่ได้บอกว่าน้ำกับความมืดปลอดภัย เพียงแต่พวกเขาทุกคนนับน้ำเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง ที่เลือกเดินไปตามทางที่น้ำไหลผ่านก็อาจจะด้วยเหตุผลนี้นั่นแหละ หนึ่งคือมันไม่วังเวง สองคือ... ไหนๆ ลายแทงก็เขียนเอาไว้แล้วว่าที่นี่ ไร้ซึ่งดิน ไร้ซึ่งฟ้า ... เพราะงั้น ถ้าจะหลงทางตาย ก็ให้มันตายไปเพราะน้ำก็แล้วกัน

นั่นคือสิ่งที่ราล์ฟบอกเอาไว้ก่อนเดินเข้ามาในอุโมงค์นี้

 

แว่วเสียงครืนเบาๆ ดังมาตามทาง

“เสียงเหมือนน้ำตก” ฟรองซัวร์เปรยขึ้นมาระหว่างที่ทุกคนกำลังเงี่ยหูฟัง “น่าจะใหญ่ด้วย”

“ไม่ก็ใกล้มาก” ฮันส์หรี่ตาลง กวาดคบไฟลงด้านล่าง กระแสน้ำกำลังเชี่ยวขึ้นเรื่อยๆ “ถ้าถามข้า ข้าจะตอบว่าหาหินเหยียบไว้เหอะ อย่าเดินในน้ำเลย เริ่มไม่ปลอดภัยแล้วว่ะ”

ไม่มีใครโต้แย้งต้นหนเรือและทำตามแต่โดยดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ราล์ฟ อาเร็นส์ กับวลาดิเมียร์ ลวอฟ ที่เดินนำหน้าอยู่ -- และแน่นอน -- สิ่งที่สะท้อนอยู่ในดวงตาสองคู่นั่นก็ไม่ผิดจากที่ฮันส์คาดการณ์ไว้เท่าไร

 

น้ำตก

ไม่กว้าง แต่สูง... สูงมาก

 

ผนังที่ล้อมเป็นอุโมงค์ไว้ทั้งสองด้านถูกตัดไปกลายเป็นเวิ้งโล่งๆ ทางน้ำเองก็ถูกตัด แต่เป็นตัดลงสู่เบื้องล่างแทน

เกรกอรี่คว้าแขนอเล็กเซย์ที่เหยียบพลาดไว้แทบไม่ทัน ขาข้างหนึ่งไหลพรืดลงไปในน้ำจนเกือบถึงเข่า เล่นเอาเสียววูบๆ ไอ้ระดับน้ำแค่ข้อเท้าตอนแรกมันหลอกตาได้อย่างน่ากลัว

“กัปตัน” มือขวาของนักปราบพยศเอ่ยเรียก “ข้าว่ามันชักจะยังไงแล้ว---”

“เออ” เป็นเสียงตอบรับจากด้านหน้า “ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ะ”

เกรกอรี่เลิกคิ้ว จนกระทั่งฮันส์เบี่ยงหลบให้เขาเห็นทางเดินต่อไปชัดๆ เท่านั้นแหละ ทุกอย่างก็กระจ่าง

“พระเจ้า---”

ไล่เลยจากน้ำตกไป มันเป็นหน้าผากว้าง

 

และที่กลางอากาศนั่น... คือแผ่นหินสามแผ่นที่ลอยอยู่ได้เอง!

 

เป็นแค่แผ่นหินกลมๆ กว้างพอจะเหยียบได้เต็มสองเท้าสบายๆ ไม่ได้ถูกตัดมาอย่างเรียบร้อยนัก ดูเหมือนฝีมือธรรมชาติมากกว่ามนุษย์ แม้จะน่าเสียวไส้ไปหน่อย แต่ก็อยู่ห่างกันในระยะกระโดดถึง ส่วนที่ขอบผาอีกฟากหนึ่งมีชะง่อนหินยื่นออกมา เรียงกับแผ่นหินเป็นเส้นตรงอย่างจงใจเสียจนไม่น่าไว้ใจ

แต่ที่น่าขนลุก มันอยู่แผ่นหินแผ่นสุดท้ายที่อยู่นอกแนวเส้นทางนั่นต่างหาก

มันอยู่ตรงกับช่องอากาศด้านบนพอดี มองขึ้นไปเห็นพรรณไม้บางอย่างปกคลุมอยู่ เหนือขึ้นไปอีกเป็นท้องฟ้า เผยให้แสงจากภายนอกส่องลงมาชัดเจนเป็นลำ ดูนิ่งสงบอย่างน่าประหลาด

“เขตอาคม” เกรกอรี่เผลอกระซิบ รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่ไหลเวียนอยู่รอบๆ แผ่นหินกับลำแสงนั่น อะไรที่ไม่ใช่แค่มวลอากาศธรรมดาๆ อะไรบางอย่างที่กัดกินอยู่ในร่างกายเขา...

นักเวทไฟขนลุกซู่ วลาดิเมียร์ยกแขนขึ้นกอดตัวเองแล้วขมวดคิ้วมุ่น

“ข้าไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้” มันบอก เสียงไม่สู้ดีนัก “ขนลุกยิ่งกว่าเขตอาคมของกองทัพที่เมืองท่าอีก ให้ทะเลเป็นพยานเหอะ แถวนี้ปราบไม่ง่ายเลยนะกัปตัน ไม่ง่ายแน่ๆ”

ราล์ฟหรี่ตาลง

“วลาด”

“หืม”

“เผาทีซิ”

ลูกเรือแต่ละคนหันมองหน้ากัปตันขวับจนคอแทบเคล็ด ยิ่งคนถูกสั่งยิ่งหน้าเหวอเข้าไปใหญ่

“ผ... เผาอะไรวะกัปตัน” วลาดิเมียร์ถามเสียงเครียดมาก ตาข้างเดียวที่เหลืออยู่ฉายแววระแวงชัดเจน เริ่มกลัวคำสั่งและความบ้าบิ่นของกัปตันขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก “มันมีอะไรให้เผาได้ตรงไหน”

“อากาศข้างหน้า ตรงไหนก็ได้” คำตอบก็ตรงไปตรงมามาก

“ถ้ามันมีแก๊สอะไรขึ้นมา ไม่ระเบิดตายกันหมดเหรอครับ” อเล็กเซย์แย้งขึ้นมาเสียงอ่อนๆ หากราล์ฟกลับเพียงยักไหล่ ชูคบไฟในมือให้ดูแล้วตอบง่ายๆ

“ถ้ามันระเบิด ไอ้ที่ข้าถืออยู่ระเบิดไปนานแล้ว”

เออจริง

แต่วลาดิเมียร์ยังไม่หายแคลงใจ ในฐานะคนจุดระเบิด เขาก็ต้องขอความมั่นใจไว้หน่อยแหละนะว่าจะไม่ทำอะไรให้มันวายวอด ถึงตอนไอ้งูฝูงนั่นพุ่งเข้าใส่จะเผาไม่คิดเลยก็เถอะ

“ท่านจะทดสอบอะไรวะ”

“เขตอาคม” ชายหนุ่มว่า “ในทะเล ข้าถือว่าน้ำเป็นพระเจ้า แต่บนบก ไฟศักดิ์สิทธิ์ที่สุดว่ะ”

ดวงตาสบเข้า และให้ตายชักเถอะ มหาสมุทรจะไปสั่นคลอนได้ยังไงกัน -- วลาดิเมียร์รู้ดีอยู่แล้ว -- แม้จะไม่ค่อยเข้าใจนัก หากสุดท้ายพ่อครัวหนุ่มแห่งเรือมารูนก็ยอมโยนลูกไฟขนาดเท่าฝ่ามือไปยังอากาศเบื้องหน้าจนได้

แต่ยังไม่ทันจะพ้นแผ่นหินแรกดีด้วยซ้ำ ทุกคนก็สะดุ้งเฮือกเมื่อไฟลูกนั้นแตกกระจาย ราวกับชนเข้ากับกำแพงที่มองไม่เห็น!

ไม่มีใครพูด ปล่อยสะเก็ดไฟให้ร่วงหล่นไปตามน้ำตก ค่อยๆ กลืนหายไปในความมืดช้าๆ

วลาดิเมียร์กลืนน้ำลายเอื๊อก เกรกอรี่ขนลุกวูบ

 

“แม่มดแห่งทะเล...!

ครืน!

 

ประหนึ่งธรรมชาติทุกอย่างบนเกาะถูกผูกเข้ากับนามนั่น เสียงโครมครามดังสนั่นดังขึ้นมารับคำอุทานแผ่วๆ ของเกรกอรี่ได้อย่างน่าชังที่สุด พื้นดินไหวสะเทือน แต่ไม่ปรากฏเส้นทางไปหรือทำลายอะไรลงมา มีเพียงเสียงคำรามของธรรมชาติรอบด้านคล้ายจะขับไล่ผู้บุกรุก

ชายหนุ่มเริ่มสงสัย ทุกอย่างปรากฏขึ้นมาเพราะเขาเรียกนามของหล่อน หรือเพราะ เขา ที่มีเลือดของนางไหลเวียนอยู่ในกระแสเวทเป็นคนเอ่ยเรียกกันแน่?

 

“สัญญา...”

“เขาบอกกับเธอว่าจะสัญญา...”

“เขาจะไม่พูดโกหก...”

“เขาสัญญา...”

 

มารูนทุกคนชะงักไปทันทีกับเสียงหวานใสที่ดังล่องลอยมาจากที่ไหนสักแห่ง วนเวียน สะท้อนซ้ำๆ ซ้อนกันจนชวนให้ขนลุก ก่อนจะกวาดไปเจอเข้ากับต้นเสียงที่แผ่นหินแผ่นสุดท้ายกลางอากาศนั่น...

เด็กผู้หญิง...

ไม่สิ ไม่ใช่เด็ก พวกเขาลงความเห็นได้แค่ว่าเธอไม่ใช่เด็กธรรมดาแน่ๆ เด็กคนนั้นตัวเล็ก ซุกอยู่ในเสื้อคลุมสีขาวตัวยาวรุ่มร่ามที่โดดเด่นขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออยู่ใต้แสงจากภายนอกที่ส่องถึงพอดี ผมสีเดียวกับสีดินยาวปรกหน้า เห็นรางๆ แค่นัยน์ตาที่ปิดสนิทกับแก้มกลมๆ ซีดเซียวไม่แพ้สีเสื้อ

และฝ่าเท้านั่น... ไม่ติดพื้น...

 

“เขามองเราแล้ว...”

“เขาได้ยินเราแล้ว...”

“เขาจะฆ่าเราไหม...”

“แต่เขาสัญญา เขาสัญญา...”

 

เธอกระซิบโดยริมฝีปากแทบไม่ขยับ หากเสียงใสๆ นั่นกลับดังก้องชัดเจนในหัวสมอง ขนที่หลังคอยิ่งลุกเกรียว เด็กคนนั้นดูเหมือนตุ๊กตากระเบื้องเคลือบหรืออะไรสักอย่างมากกว่า -- แต่พวกเขาก็ไม่คิดอยู่แล้วน่ะนะว่าเธอจะเป็นมนุษย์

ผู้รั้งรอกลลวงที่ดูอย่างไรก็เป็นปิศาจ ยังดู มีชีวิต มากกว่าแม่สาวน้อยตรงหน้านี่เลยด้วยซ้ำไป

วลาดิเมียร์กลืนน้ำลายไม่ลงคอ หัวใจเขาเต้นแรง และคงจะแรงยิ่งกว่าทุกคนตรงนี้ โดยเฉพาะเมื่อเด็กคนนั้นยังกระซิบต่อไปเรื่อยๆ

 

“เขามองเห็นนี่นา...”

 

เขาหันกลับไปมอง ไอเย็นๆ บางอย่างพุ่งวูบมาที่ดวงตาข้างขวา...

 

“เขาเห็นเรา...”

“เขาเห็นนายแม่...”

“เขาเห็นได้ยังไง...”

 

และตาขวาของเขาที่บอดสนิท... กำลังกลับมามองเห็น!

พ่อครัวหนุ่มหายใจแทบไม่ทัน เขาตาบอดข้างเดียวแบบนี้มาตั้งแต่เกิดและไม่เคยมีปัญหาอะไรกับมัน แต่ความรู้สึกเย็นเฉียบเหมือนน้ำแข็งนั่นกำลังลูบลึกเข้าไปใต้เปลือกตา กดประสาททุกอย่างให้แข็งทื่อ น้ำตาไหล แล้วภาพที่ไม่เคยเห็นก็ฉายให้เห็นในจอเนตร

 มากพอจะทำให้วลาดิเมียร์สำลักความกลัว

ภาพของใครสักคนที่ลึกเข้าไปในความมืด -- ไกลออกไปอีก -- ไม่ใช่แค่หน้าผาเบื้องหน้า แต่ทะลุเลยทุกชั้นหินไปอีก ไปถึงสถานที่ที่เขาคิดว่าคงเป็นซากวิหารหรืออะไรประมาณนั้น คลุมไปด้วยหยากใย่และไม้เลื้อย...

ร่างของใครบางคนในชุดคลุมสีขาว นั่งนิ่งอยู่กลางลาน...

 

“เขาตาบอดนี่...”

“เขาเป็นพวกเดียวกับเรา...”

“กับเรา...”

“กับเรา...”

 

ก้อนขมๆ ขึ้นมาจุกที่ลำคอ วลาดิเมียร์พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่สำรอกของเก่าออกมาตอนนี้

ฉึก!

บรรยากาศหนักหน่วงที่ทิ้งตัวลงหายวับไปทันที! วลาดิเมียร์สะดุ้งสุดตัว ก่อนจะเพิ่งสังเกตว่าเขานั่งทรุดอยู่บนพื้นตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ มือสั่นระรัว หน้าชาดิก เกรกอรี่กับฮันส์คอยประคองอยู่ข้างๆ ในขณะที่อเล็กเซย์กำลังเขย่าเขาเบาๆ พยายามเรียกสติ

“เฮ้ย ไอ้หนู เป็นไงบ้าง”

“ไอเวทหนักไปงั้นหรือ”

“วลาด ได้ยินเสียงข้าไหมครับ”

วลาดิเมียร์พยักหน้าช้าๆ นัยน์ตาข้างขวายังเย็นเฉียบ น้ำตาไหลพราก เปียกชุ่มเลอะเทอะไปหมดทั้งหน้า ภาพเลือนๆ พวกนั้นยังชัดเจนอยู่ในประสาทสัมผัส สิ่งที่พอทำได้จึงมีแค่ยกมือขึ้นปิดมันเสีย (ถึงมันจะไม่ช่วยอะไรเลยก็เถอะ) แล้วเบนไปหาต้นเหตุที่ทำให้เขารู้สึกตัว

ดาบสั้นของนักปราบพยศปักนิ่งอยู่บนพื้น

นัยน์ตาสีน้ำเงินสมุทรคู่นั้นมองไปยังเด็กผู้หญิงคนนั้น นิ่งเงียบ หากท้าทายอย่างชัดเจน

โดยที่ราล์ฟไม่จำเป็นจะต้องพูดอะไรด้วยซ้ำ เด็กหญิงผมยาวก็ไหวตัวไปนิดหนึ่งเป็นครั้งแรกหลังจากลอยนิ่งเป็นรูปสลักมานาน แม้จะยังคงไม่ลืมตา หากหัวคิ้วของเจ้าหล่อนกระตุกเข้า หน้าตึง กรามขบแน่น ก่อเป็นสัญญาณแห่งความหวาดหวั่นให้ปรากฏขึ้นจนจับได้

เธอคงจะรู้ดี เช่นเดียวกับที่วลาดิเมียร์เข้าใจ

เจ้าทะเล... กำลังประกาศศักดา!

 

“เขาที่สัญญากับเธอนี่นา...”

 

เสียงนั่นกระซิบขึ้นมาอีกแล้ว รอบนี้ฟังแหลมสูงกว่าครั้งก่อน กินลึกเข้าไปถึงไขกระดูก

 

“เขานี่นา...”

“เขาจะฆ่าเรา...”

“เขาจะฆ่าเรา...”

“เขาผิดสัญญา...”

“เขาผิดสัญญา...!!

 

 

xxxxxxxxxx

 
 


From Writer:

ตำแหน่งดยุคใหญ่กว่าเจ้าชายตรงที่ดยุคได้ครองเมืองค่ะ แต่เจ้าชายไม่มีเมืองปกครอง แค่เป็นตำแหน่งติดตัวเฉยๆ ซึ่งธาลัสซาก็ยกเลิกระบบดยุคไปแล้วน่ะนะ

ช่วงนี้ปิดเทอมยาว จะพยายามปั่นให้ได้เร็วที่สุดนะ ฮรือ TwT


EDIT--- แก้ไขตำแหน่งของเจ้าชายค่ะ
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

604 ความคิดเห็น

  1. #560 ♠ e l f . (@sanael) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2558 / 14:48
    ขรรมส์วลาด นางน่าสงสารแต่นั่นคือบทบาทของหนูเลยค่ะลูก
    แต่ตอนท้านกัปตันหล่อจริงว่ะค่ะ  นางมาแค่นั้นแต่นางหล่อ
    หล่อขนาดดับกลิ่นอ้วกทีเดียว วู้ว
    #560
    0
  2. #374 Blue_Demons (@greatmormon) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2557 / 15:14
    น่ากลัวจัง 
    #374
    0
  3. #340 Alistna (@fernps) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 25 มีนาคม 2557 / 10:05
    วลาดสุดที่รักโดนแย่งซีนตอนจบมา2ตอนแล้วนะเนี่ย
    #340
    0
  4. #339 pearllight (@pearlxl555) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 21 มีนาคม 2557 / 10:14
    ว่าแต่ไทเลอร์เป็นอะไรกับกัปตัน
    #339
    0
  5. #338 pearllight (@pearlxl555) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 21 มีนาคม 2557 / 09:58
    กัปตันหล่อว่ะ แต่แย่งซีนวลาดนี้นา
    #338
    0
  6. #337 om-let (@le-tom) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 20 มีนาคม 2557 / 16:36
    โอ้ ตอนนี้มาครบเลย ทั้งเจ้าชายที่รัก เอียนน้อย วลาดคนเก่งและคุณกัปตัน

    ความลับของดวงตากำลังจะเปิดเผย? รอๆ ปั่นๆ(ไม่ได้เร่งครับ เขาเรียกเชียร์^^)
    #337
    0
  7. #336 ชานัวร์ (@keratikan) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 20 มีนาคม 2557 / 14:56
    รู้สึกหลอนแหะ -0- วลาดแม่ง...น่าสงสานที่สุดในเรื่อง5555555555

    กัปตันหล่อบัดซบอีกแล้ว

    เจ้าชายบันไซ อร๊ายย -//-
    #336
    0