P.I.R.A.T.E.S ระวัง•ทะเล•คลั่ง!!

ตอนที่ 35 : ♦ 32 ♦ มนุษย์ทุกคนล้วนเกิดมาเพื่อตายให้กับตัวเอง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 749
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    28 ก.พ. 57

 
 
Chapter 32
มนุษย์ทุกคนล้วนเกิดมาเพื่อตายให้กับตัวเอง

 

 

 

“เพราะงั้น... ขอทางพวกข้าไปได้มั้ย?”

 

ทุกอย่างหยุดเงียบลงไปชั่ววินาที ก่อนที่สายลมจะเริ่มพัดแรงเข้าอย่างไร้ที่มา ทั้งหมดสะดุ้งเฮือกเมื่อกิ่งไม้ตรงหน้าหักดังเป๊าะ ปลิวเข้าใส่อย่างไม่มีปรานี ราล์ฟคว้าหัววลาดิเมียร์ที่ยังเบลอๆ จากเหตุการณ์เมื่อกี้อยู่หลบแทบไม่ทัน เล่นเอาคนถูกประทุษร้ายถึงกับเผลอกลืนน้ำลายเอื๊อกเมื่อเห็นขนาดดุ้นไม้ที่ปลิวมา

ถ้ากัปตันจับเขาหลบช้ากว่านี้อีกนิด คอต้องหัก!

ไอ้อาการเหนื่อยหอบเมื่อครู่หายวับไปหมด ฟรองซัวร์กับเกรกอรี่ที่บาดเจ็บก็ลืมความเจ็บไปหมดเช่นกัน แต่คราวนี้ไม่มีการโจมตีใดๆ ซ้ำกลับมาอีก มีเพียงดวงตาคู่นั้นที่จ้องเขม็งมายังพวกเขา

“มานี่”

ทุกคนหันมองหน้ากัน

 

“ข้าบอกให้มานี่...!!

 

เสียงตวาดซ้ำ แถมไม่ว่าเปล่า กระหน่ำตามมาด้วยลมที่กรรโชกแรงอีกรอบอีกต่างหาก จนราล์ฟต้องพยักเพยิดให้ทุกคนย้ายสำมะโนครัวจากข้างบ่อน้ำกลับไปยังกำแพงสูงเบื้องหน้า พ้นเขตชายป่าไปนิดหนึ่งให้พอมองเห็นกันได้ถนัดแต่ไม่เข้าไปใกล้เกินกว่านั้น

ลมหยุดลง และถ้าพวกเขาตาไม่ฝาด เหยื่อพระเพลิงของวลาดิเมียร์กำลังกัดริมฝีปากล่างตัวเองอย่างลังเล เป็นอากัปกิริยาอย่างมนุษย์ชัดๆ จนอดไม่ได้ที่จะนึกหวั่น... มันดูมี ชีวิต เกินกว่าจะเป็นเพียง ปราการ ป้องกันสิ่งที่ซ่อนความลับของเกาะเอาไว้

ถ้าปิศาจนี่ถูกแม่มดแห่งทะเลสร้างขึ้นมา ก็แปลว่ามนตราของหล่อนระดับนรกเลยทีเดียว

“พวกเจ้าเป็นใคร”

ผู้รั้งรอถาม เสียงนั่นอ่อนลงมากจนคนฟังเริ่มไม่แน่ใจว่าได้ยินเสียงผู้หญิงเจือมาหรือเปล่า มันออกหวานแหลมเหมือนตอนที่กรีดร้องขอความช่วยเหลือ ผิดกับเสียงปกติที่ฟังต่ำๆ แหบแตก แยกไม่ออกว่าหญิงหรือชาย

แล้วชั่ววินาทีนั้นเองที่ราล์ฟเผลอหันไปมองสายตาของฟรองซัวร์กับวลาดิเมียร์ -- คนละสี คนละรูปทรง -- แต่แววตาเหมือนกันคือพร้อมจะโกหกให้มีชีวิตอยู่รอด และมันไปสะท้อนอยู่บนดวงตาเรืองๆ ของอมนุษย์เบื้องหน้าอย่างชัดเจนที่สุด

กัปตันหนุ่มเบนกลับไปยังผู้ถามระหว่างที่เริ่มแน่ใจอะไรขึ้นมาบ้าง

“พวกข้าเป็นโจรสลัด”

ฟรองซัวร์กับวลาดิเมียร์สะดุ้งโหยง ทำหน้าเหมือนโดนเขาเชือดคอกันสดๆ และเสียงโวยวายยิ่งฟังร้อนรนเข้ายามที่ผู้รั้งรอเอื้อมเถาวัลย์เส้นหนึ่งขึ้นมาวนเวียนอยู่ตรงหน้า แตะอยู่ที่ปลายคางราวกับจะพิจารณาดวงตาสีน้ำเงินสมุทรนั่น มองให้ลึกที่สุดเท่าที่จะมองได้

ราล์ฟไม่หลบตา เขาสูงพอจะไม่ต้องเงยหน้าขึ้นมอง

“เจ้าเป็นคนแปลก โจรสลัด” กำแพงพฤกษาเปรยช้าๆ น้ำเสียงดุร้าย “โจรที่ไม่โกหก”

เขาหัวเราะ “ข้าแค่ไม่คิดว่าเจ้าอยากฟังคำโกหก”

“ทำไมถึงคิดแบบนั้น”

“เดาเอา”

“ชื่อ?”

“ราล์ฟ อาเร็นส์”

“ซื่อสัตย์” ฟังเหมือนคำชม ก่อนจะตามมาด้วยเสียงหยั่งเชิงที่ฟังก้าวร้าวยิ่งกว่าเดิม “หรือก็แค่ เจ้าเล่ห์ กันแน่ อาเร็นส์?”

“ไม่แน่ อาจจะเป็นอย่างหลังก็ได้”

เถาวัลย์อีกเส้นค่อยๆ ยืดมาดันหลังเขาให้เดินเข้าไปใกล้ขึ้น ชายหนุ่มวาดมือไปข้างๆ เป็นเชิงสั่งให้ลูกเรือทุกคนนิ่งไว้พลางเดินตามไปอย่างไม่ขัดขืน เข้าไปใกล้ในระยะเพียงหนึ่งช่วงตัวเท่านั้น ใกล้จนถ้าเถาวัลย์ทุกเส้นมันพร้อมใจพุ่งออกมารัดตัวไว้ คนชื่อราล์ฟ อาเร็นส์ คงไม่มีเหลืออยู่อีกเลย

ราล์ฟยังคงไม่หลบตา เขาเห็นดวงตาในวงขดไม้เป็นสีน้ำตาล เจือสีดิน เจืออำพัน เจือเฉดบางอย่างที่ไม่เหมือนดวงตามนุษย์ เต็มกรอบและนัยน์ตาดำออกรีเหมือนสัตว์บางประเภท วาวเรืองขึ้นมาเหมือนจะส่องแสงได้ในความมืด

แล้วเปลือกไม้ก็ขยับเผยอเป็นรูปริมฝีปากอีกครั้ง

“เจ้าเป็นหัวหน้าของคนพวกนี้งั้นหรือ”

“ก็ใช่”

“และเจ้ารู้ว่าข้าเป็นใคร อย่างนั้นสินะ?”

“บอกตรงๆ ข้าไม่รู้” เขาตอบง่ายๆ หัวเราะ “ข้าแค่เดา -- เจ้ารั้งกลลวง เจ้ารอคำโกหก -- ซึ่งฟังแล้วรู้สึกไม่ปลอดภัยกับชีวิตเท่าไรถ้าข้าจะตอแหลใส่ตอนนี้ จริงไหม”

หล่อนคำรามใส่หน้าเขา เสียงเหมือนหญิงสาวกรีดร้องผสมกับสัตว์ป่ากำลังขู่เหยื่อ แฝงความไม่พอใจเอาไว้จนจับได้

ราล์ฟสะดุ้งไปแค่นิดเดียว หล่อนยิ่งดูขัดใจ

“ประสาทแข็ง! ปิศาจประณามเสียงไม่สบอารมณ์ “เจ้าต้องการอะไรจากที่นี่!

 

“ชีวิตของเพื่อนข้าที่ถูกแย่งไป”

 

ทุกสรรพเสียงเงียบลงอย่างศักดิ์สิทธิ์นัก ไม่มีใครพูด ผู้รั้งรอกลลวงมองเขาอย่างจับพิรุธ ก่อนจะไล่เลยไปยังเกรกอรี่และฟรองซัวร์ที่ยืนอยู่ด้านหลัง คนหนึ่งมีดาบในมือพร้อม อีกคนเองก็จ้องเขม็งมาไม่ผิดอะไรกับหมาป่าที่รอฟังคำสั่ง

หล่อนหยุดคิดไปนาน... นานมากจนพวกเขาเกือบคิดแล้วว่าจะไม่ได้คำตอบ

แล้วฉับพลันนั้นเองที่กำแพงรกชัฏใกล้ๆ เริ่มแหวกตัวออกจากกัน แผ่นดินสะเทือน รากไม้แต่ละรากถอนตัวเองขึ้นจากพื้น รวบไปข้างๆ ให้กลายเป็นทางแคบๆ ลึกเข้าไปเป็นเถาวัลย์ห้อยระโยงระยางดูไม่น่าพิสมัย ไม่ถึงขั้นเดินไม่ได้แต่ก็ยังดูอันตรายไม่น้อยอยู่ดี

 

“ข้ายอมให้นักเวทผมเงินนั่นผ่านเข้าไปได้” เป็นประกาศิตสุดท้าย “คนเดียวเท่านั้น”

 

วลาดิเมียร์สะดุ้ง กะพริบตาปริบๆ

“เดี๋ยวนะเดี๋ยว” มันยกมือขึ้นห้าม ถามเสียงแห้ง “นั่นไม่ใช่เพราะลำเอียงใช่มั้ย”

“ไม่ใช่”

ตอบลอยๆ แค่นั้นแล้วแปลไม่ถูกเลยว่าสรุปแล้วนางลำเอียงหรือเปล่า วลาดิเมียร์หดคอหน้าตาเหยเก หันมองคนโน้นทีคนนี้ทีตาปริบๆ ไม่อยากก้าวเข้าไปใกล้แม่เจ้าประคุณเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะเมื่อทางเดินต่อมันดูน่าสะพรึงเสียขนาดนั้น

“แล้วคนอื่นล่ะ”

ราล์ฟถามเสียงเรื่อยๆ เหมือนพยายามจะต่อรอง ปิศาจพฤกษาหันกลับมา ขมวดคิ้วเข้า (อันที่จริงคงเป็นรอยแยกของเปลือกไม้) ก่อนจะเอ่ยถามกลับบ้าง

“แล้วทำไมข้าจะต้องให้พวกเจ้าเข้าไป”

“ให้ไอ้เด็กนี่เข้าไปคนเดียวโดยไม่มีพวกข้า มันตายแน่” กัปตันเรือว่า “เจ้าคิดจะฆ่าเด็กนี่ทิ้งหรือ”

“งั้นก็ไม่ต้องเข้า”

วลาดิเมียร์กะพริบตา เริ่มเข้าใจแนวการต่อล้อต่อเถียงของไอ้คุณกัปตันแล้ว

 

“นี่ ถ้าเป็นยังงั้นเพื่อนข้าก็ตายนะ?”

 

ไอ้พ่อครัวตัวดีทำใจกล้าแทรกขึ้นมากลางวง ก่อนจะซอยเท้าหนีไปหลบอยู่หลังเกรกอรี่เมื่ออีกฝ่ายหันมามองตาเขม็ง ปล่อยให้คนที่เหลือเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าควรอุดปากมันดีหรือเปล่า แต่ถ้ากัปตันยังไม่สั่งก็คงยังไม่เป็นไร... มั้ง

“ชีวิตของเพื่อนเจ้าไม่ใช่เจ้า” หล่อนประกาศเสียงกร้าว “ข้าไม่สนใจ”

“แต่ข้าสนใจนี่นา” มันสวนหน้าตาเฉย “ถ้าข้าไม่สนใจเพื่อนข้า ข้าก็ไม่มาที่นี่ แล้วถ้าข้าไม่มาที่นี่ ก็ไม่มีใครช่วยเจ้าเมื่อกี้นะ จริงมั้ย?”

เกรกอรี่หันมองหน้าราล์ฟตาปริบๆ ในขณะที่ฮันส์ ฟรองซัวร์ และอเล็กเซย์ทำหน้าเหมือนได้ยินอะไรบางอย่างผิดไป เหมือนคุณเอ็งจะลืมไปแล้วว่าเมื่อกี้ใครเป็นคนเผา และพวกเขาค่อนข้างมั่นใจว่าถ้าไม่ใช่ไฟนรกของวลาด ไอ้ต้นไม้นี่ก็อาจจะไม่ติดไฟเลยก็เป็นได้... แต่ยังดีที่ราล์ฟหันมาสั่งให้เงียบโดยไม่ต้องใช้เสียง ไม่อย่างนั้นคงมีใครเผลอส่อพิรุธเรื่องนี้ออกไปแล้ว

ผู้รั้งรอกลลวงหรี่ตาลงมองนักเวทไฟ

“ทำไมเจ้าถึงคิดว่าข้าจะต้องฟังเจ้า”

“ไม่รู้” วลาดิเมียร์ยักไหล่ “ข้าแค่รู้สึกว่าเรื่องพวกนี้ ปิศาจจะตรงไปตรงมากว่ามนุษย์” มันเอียงคอหน้าเว้าวอน “เจ้าคงไม่หักหลังข้าหรอกใช่มั้ย?”

ปิศาจแค่นเสียงดังเหอะ กวาดมองลูกเรือทั้งหมดเร็วๆ อีกครั้งหนึ่งแล้วถอนหายใจสั้นๆ

“ก็ได้”

“เอ๊อ ต้องให้ได้ยังงั้นซี่!!

คนมองแต่ละคนทำหน้าเหมือนอยากฆ่าวลาดิเมียร์อีกรอบ เหมือนไอ้ตัวดีจะไม่รู้เลยว่าเสี่ยงแค่ไหนกับการวิ่งเข้าไปกอดแม่เจ้าประคุณแบบนั้นน่ะ... บทจะกลัวก็กลัวฉิบหาย บทจะกล้าตายก็เสือกกล้าไม่คิดหน้าคิดหลังเลยเรอะ!

ใครสั่งใครสอนให้มันจีบปิศาจวะ ใคร!!

 

“ปล--- ปล่อย! เจ้ากล้าดียังไง!

ขนาดปิศาจยังเล่นตัวเลยคิดดู!

 

“โอ๊ะ ขอโทษ ดีใจไปหน่อย” มันฉีกยิ้มจนเห็นเขี้ยว ก่อนที่รอยยิ้มจะยิ่งซีดลงเมื่อเถาวัลย์เส้นหนาเคลื่อนมาจ่อที่ลำคอคล้ายๆ ว่าจะขู่ แหม แต่ถ้าไม่คิดเข้าข้างตัวเอง เขาว่าเขาเห็นคุณเธอหน้าแดงล่ะน่า... เปลือกไม้มันไม่ได้เปลี่ยนสีได้เองตามธรรมชาติใช่ไหม?

“ข้าไม่ได้บอกให้พวกเจ้าผ่านไปได้เฉยๆ” เสียงพูดของผู้รั้งรอดูจะฟังแหบและรัวขึ้นอีกไม่น้อย ค่อนไปทางดุเสียด้วย “ข้าจะถามหนึ่งคำถาม ห้ามปรึกษา ห้ามคิดเกินสามลมหายใจ... และถ้าตอบไม่ถูกใจข้า ข้าจะฆ่าพวกเจ้าทิ้งทั้งหมด!

วลาดิเมียร์หน้าแหยลง เผลอถอยหนีไปหลายก้าวโดยไม่ได้ตั้งใจ

“ถามข้าเหรอ?” เสียงแหยสนิทจริงๆ

“ไม่” หล่อนเอ่ยเสียงกร้าว เบนสายตาไปยังคนที่สูงที่สุดข้างหลังนั่น หรี่มองอย่างพิจารณา “อาเร็นส์”

ราล์ฟไม่หลบตาเช่นเคย เลิกคิ้วสูง

“จะถามว่า?”

 

“เจ้าพร้อมที่จะตายเพื่อใครสักคนได้หรือเปล่า”

 

คำถามสั้นๆ แต่มาพร้อมกับแววหยามเหยียดบางอย่างที่ทะลุลงไปในดวงตาสีสมุทร ราล์ฟชะงัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายกำลังหมายถึงอะไรบางอย่างที่ลึกซึ้งไปกว่านั้น กระทบลงไปถึงจุดที่เขาไม่เคยกล้าแม้จะถามตัวเอง...

“หนึ่ง”

หล่อนเอ่ยเมื่อเขาหายใจเข้า เขายืนอึ้ง แววบางอย่างสะท้อนอยู่ในดวงตาที่สบมองอยู่ เห็นเด็กชายร่างสูงคนหนึ่งมองตอบกลับมา ใครสักคนที่ยังคงอาศัยอยู่ในตัวเขา และยังไม่ยอมโตจนกระทั่งปัจจุบัน...

“สอง”

ลมหายใจออก หัวสมองสั่งให้ตอบไปว่าพร้อมอย่างที่ควรจะตอบ แต่เด็กคนนั้นกลับทำหน้าเหมือนกำลังจะถูกฆ่าลงไปต่อหน้าต่อตา...

“สา---”

 

“ไม่...” เขาตอบเสียงแหบ “...ข้ายังไม่พร้อม”

 

ราล์ฟแทบสำลักอากาศ อยากกัดลิ้นฆ่าตัวตายขึ้นมาเป็นครั้งแรกที่หลุดปากออกไป

เหมือนโลกหยุดหมุน ชายหนุ่มต้องยอมรับว่าเขาไม่เคยรู้สึกหวั่นในการยอมรับเท่านี้มาก่อนในชีวิต... เขาไม่รู้ว่ามีดวงตาผิดหวังมาจากคนที่เดินตามอยู่หรือไม่ เพราะในเวลาปกติ เขาอาจโกหกได้ในฐานะของกัปตัน แต่เขาจะโกหกไม่ได้... อย่างน้อยๆ ก็ต่อหน้าปิศาจตนนี้

ในฐานะของกัปตันที่พูดกันแต่ปาก เขาตายได้

 

แต่สำหรับเขา -- ที่ยังคงเป็นแค่เขา -- ยังไม่พร้อมจะตายเพื่อใครสักคน

 

ไม่มีใครพูดอะไร ราล์ฟเองก็ไม่ได้หันกลับไปสบตากับเหล่ามารูนที่เหลือเช่นกัน

ปิศาจหยุดเงียบไปอีกครั้งหนึ่ง และนั่นน่าจะเป็นครั้งแรกที่พวกเขาเห็นหล่อนขยับยิ้ม แค่เสี้ยวองศาเล็กๆ ที่มุมปาก แต่มากพอจะจับได้ว่าไม่ใช่การเหยียดหยันหรือเยาะเย้ย

“เจ้าเป็นคนดี อาเร็นส์” หล่อนกระซิบ “เจ้าเป็นคนแรกในรอบยี่สิบปีที่ตอบคำถามนี้ได้”

ราล์ฟพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก... เกือบไปแล้ว เขาเกือบโกหกหล่อนอย่างที่พยายามโกหกตัวเองมาตลอดชีวิต เกือบลืมไปแล้วว่าตัวเองเห็นแก่ตัวมากเพียงใด

“ความจริงมันเจ็บปวด รู้มั้ย” กัปตันเรือเอ่ยบ้าง เสียงอ่อนลง “พวกข้าไปได้หรือยัง”

 

“...พวกเจ้าน่ารักกว่าคนในเครื่องแบบพวกนั้นเยอะ”

 

นั่นคือคำอนุญาตจากผู้รั้งรอ หล่อนยิ้มบางๆ แล้วร่นถอยกลับไป แทบจะกลืนตัวเองเข้าไปในกำแพงพฤกษาอย่างตอนแรกที่พบเจอ เถาวัลย์ที่แหวกเป็นทางเอาไว้เคลื่อนเปิดกว้างขึ้นไปอีก พอมองลอดเข้าไปเห็นอะไรได้ชัดเจนขึ้นอีกนิดหน่อย แต่ในความเห็นของวลาดิเมียร์ เขาก็ยังรู้สึกว่ามันไม่น่าพิศวาสอยู่ดีนั่นแหละ

บรรยากาศเงียบลงไปอย่างประหลาด ราล์ฟเรียกให้เขาไปเดินนำอยู่ข้างๆ เพื่อเป็นไฟนำทาง

ตาสบเข้า วลาดิเมียร์หัวเราะแบบผิดกาลเทศะที่สุดในโลก แต่ก็เป็นเสียงหัวเราะที่เคยช่วยชีวิตเขามาแล้วในวันที่เครียดยิ่งกว่าอะไร ไม่มีคำพูดอื่นใดอีก แล้วไอ้ตัวดีก็หนีไปยืนส่องเส้นทางที่แหวกออกท่าทางกล้าๆ กลัวๆ ไม่ทันเห็นนัยน์ตาสีน้ำเงินจัดคู่นั้น

เกรกอรี่พยักหน้าให้เขา เหล่ามารูนเพียงแค่ส่ายศีรษะยิ้มๆ แล้วไม่ได้ว่าอะไรเช่นเดียวกัน ราล์ฟพ่นลมหายใจยาวพลางเงยหน้าขึ้นมองฟ้า บางทีพวกเขาก็หลงอยู่ในความมืดได้ง่ายเกินไป... ง่ายกันคนละรูปแบบ แล้วแต่ว่าอะไรมันกลัดหนองอยู่ในใจ และพร้อมจะลากพวกเขาให้จมดิ่งเมื่อไปสะกิดมันขึ้นมา...

บางทีต้องขอบคุณพระเจ้าที่พวกเขายังอยู่ด้วยกัน

ราล์ฟหันไปออกคำสั่งให้ออกเดินทางต่อ ปิศาจตนนั้นปรายตามองวูบเดียวแล้วหันหนีไป

เท้าก้าวผ่าน หล่อนหลับตา

 

“สัญญากับข้า อาเร็นส์” ผืนป่ากระซิบที่ข้างหูของกัปตันหนุ่มให้ได้ยินเพียงคนเดียวเท่านั้น “ว่าอย่าให้นักเวทผมเงินนั่นต้องตายเพราะความเห็นแก่ตัวของเจ้า”

 

ราล์ฟชะงักกึก หยุดฝีเท้าลงทันที

“กัปตัน ไม่ไปเหรอ?”

เสียงวลาดิเมียร์เร่งดังแทรกขึ้นมา เช่นเดียวกับเสียงของเหล่าลูกเรือที่เหลือที่อยากไปให้ไกลจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด

หล่อนค่อยๆ กลับไปเป็นต้นไม้ ส่วนเขาเองก็เดินจากไปโดยทำได้เพียงผงกศีรษะรับคำเท่านั้น

 

 

xxxxxxxxxx

 

 

“ฌาคส์ ส่วนนี้ของเจ้า”

นาวาเอกแห่งกองทัพเรือมองเอกสารทั้งปึกที่วางลงบนโต๊ะอย่างอึ้งๆ นัยน์ตาสีน้ำตาลเหลือบมองผู้เป็นนายโดยตรงของตนแล้วเลิกคิ้วสูง

“อะไรครับ ท่านนายพล”

“เอกสาร” คำตอบเหมือนไม่ตอบ “รายงานลับของกองทัพเรือต่อราชวงศ์ ข้าได้มาเท่านี้ นี่เป็นช่วงตั้งแต่ห้าสิบปีถึงสามสิบปีก่อน ส่วนที่ใหม่กว่านั้นข้าจะดูเอง”

“ไปเอามาจากไหนกันครับ” ฌาคส์วางเอกสารว่าด้วยเรื่องพฤติกรรมของโจรสลัดในช่วงนี้ลงกับโต๊ะ กวาดมองตั้งกระดาษสีเหลืองกรอบที่แทบจะท่วมหัวอย่างค่อนข้างระแวง “ข้านึกว่ามันเป็นความลับ ท่านผู้บัญชาการไม่น่าจะ---”

“ข้าไปขอมา” กาเบรียล การิสต้าตอบเสียงเฉียบขาด ก่อนที่ชายหนุ่มจะก้มลงมองลูกน้องคนสนิทแล้วหรี่ตาลง “เจ้าคงไม่คิดว่ามันจะลอยมาเองใช่ไหม”

ไม่มีปฏิกิริยาใดบนใบหน้าของนาวาเอกฌาคส์ ลูคัส กาเบรียลจึงได้แต่ขมวดคิ้วเข้าแล้วทำเป็นลืมๆ ไปเสีย อย่างน้อยๆ คนเดียวที่เขาจะยอมให้มาช่วยงานนี้ได้ก็คือฌาคส์นั่นแหละ ด้วยความสามารถ ความรับผิดชอบ และอะไรอีกหลายอย่าง เขาไม่ควรจะระแวงอะไรให้มากนัก

คดีทะเลคลั่งและกรงสัตว์อาจจะทำให้เขาประสาทเสียไปแล้วก็ได้

ฌาคส์เลิกคิ้วอีกครั้งหนึ่งเมื่อเห็นคนยศสูงกว่าทิ้งตัวลงนั่งกับเก้าอี้ตัวยาวในห้องของเขา นึกสงสัยว่าทำไมท่านนายพลไม่กลับไปทำงานที่ห้องตัวเอง แล้วไอ้เอกสารพวกนี้ไปขอมาอีท่าไหนกันแน่

พวกเขาเป็นนาวิกโยธินที่ประจำอยู่บนบก ไม่ได้ออกทะเลเหมือนอย่างกองพลอื่นๆ กาเบรียลจึงเป็นพลเรือเอกเพียงคนเดียวที่อยู่กับฐานทัพตลอดเวลา แถมด้วยความที่อายุยังน้อยมากเมื่อเทียบกับเหล่านายพลที่เหลือ “กองบัญชาการทหาร” ที่อยู่เหนือขึ้นไปอีกจึงค่อนข้างเอ็นดูและให้ความร่วมมือกับทางพวกเขาดีจนน่าตกใจ

นาวาเอกหนุ่มไม่ชอบคนในกองบัญชาการ... คนพวกนั้นขึ้นตรงต่อราชวงศ์ คอยดูแลทุกเหล่าทัพของอาณาจักร เขาไม่ได้ต่อต้านอะไรองค์กษัตริย์ เพียงแต่เขาไม่ชอบสายตาที่ทำให้ตัวเองรู้สึกว่าโง่เสียเต็มประดาจากคนที่เหนือกว่า พวกนายพลส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนี้ พวกผู้บัญชาการก็ยิ่งสาหัสเข้าไปใหญ่ -- ช่วยไม่ได้ -- พวกคนใหญ่คนโตชอบมีความลับทางราชการ ที่แม้แต่คนในราชการด้วยกันยังไม่มีวันได้ล่วงรู้นี่นะ

 

มีแค่กาเบรียลคนเดียวเท่านั้นที่ต่างออกไป และเขายอมภักดีจากใจจริง

 

ความจริงกองพลนาวิกโยธินมีงานอีกมากที่ไม่เกี่ยวข้องกับโจรสลัด เสียแต่ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา -- ถ้าไม่นับทะเลคลั่ง -- ก็มีแต่พวกโจรสลัดที่สร้างปัญหา ฌาคส์ที่เป็นนาวาเอกกองพันโจรสลัดเลยงานเข้าโดยตรง

จริงๆ คนที่ควรจะเป็นเดือดเป็นร้อนน่ะคือเขา ไม่ใช่ท่านนายพล

กาเบรียลเป็นคนอย่างนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว ลองว่าให้ภายในกองพลมีปัญหาขึ้นมาสักอย่างเถอะ จะนายพันนายร้อยหรือแม้แต่นายสิบก็ตาม รับรองว่าไม่มีรอดพ้นสายตาไปแน่ เพราะพี่แกเล่นลงพื้นที่เองทุกรอบเท่าที่ทำได้ ใกล้ชิดและไม่ถือตัว ไปตรวจงานบ้าง ช่วยงานบ้าง บางทีก็ไปก้าวก่ายหน้าที่เขาเสียด้วยซ้ำแต่ไม่มีใครรู้

เหมือนอย่างคราวนี้ที่ท่านนายพลลงมาปวดหัวกับพวกโจรสลัดได้สามปีแล้ว... บางทีฌาคส์ก็ไม่อยากจะนึกว่าถ้ากองพันอื่นมีคดีอะไรพิเศษขึ้นมาแล้วกาเบรียลปลีกตัวไปช่วย มันจะระยำตำบอนขนาดไหน

ถ้าไม่ใช่งานทุกอย่างกลับมาที่เขา ก็เป็นกาเบรียลนั่นแหละที่จะจมกองงานตายเสียเอง

“ท่านนายพล พักก่อนไหมครับ”

แต่เห็นแบบนี้ ฌาคส์ก็ยังมีมนุษยธรรมกับจิตสำนึกกับเขาอยู่บ้างเหมือนกัน

กาเบรียลเงยหน้าขึ้นจากปึกเอกสารในมือ นัยน์ตาสีเขียวอมเทายังดูลึกโหล ขอบตาคล้ำ แลเห็นริ้วรอยแห่งความเครียดและกังวลปรากฏอยู่ระหว่างคิ้วชัดเจน

“ข้าไม่มีเวลา ฌาคส์” คนอายุมากกว่าเอ่ยตอบเสียงหนักแน่น “ขอบใจที่เป็นห่วง”

“ขืนท่านมาหลับอยู่ตรงนี้ เลขาฯ ของท่านได้มาด่าข้าเอาอีกแน่” ฌาคส์ทำหน้าหน่าย มองผู้บัญชาการกองพลนาวิกโยธินตรงหน้าแล้วก็เหนื่อยใจ “ทำไมไม่ให้พวกนั้นช่วยล่ะครับ แบบนี้มันดูเหมือนข้าใช้งานท่านยังไงไม่รู้”

“แค่คราวก่อนที่เจ้าผิดวินัยแล้วข้าไม่เอาเรื่องก็หนึ่งครั้งแล้วนะ ลูคัส” เสียงของพลเรือเอกฟังกร้าวขึ้นฉับพลัน “ข้าไม่มีอารมณ์จะมาเล่นกับเจ้าตอนนี้”

ฌาคส์ ลูคัส หุบปากฉับลงทันใด

“งั้น...” เขาเอ่ยช้าๆ อย่างระมัดระวัง เบี่ยงประเด็นกลับไปเรื่องงานที่อีกฝ่ายน่าจะพอใจมากกว่า “ท่านจะให้ข้าหาอะไรครับ?”

“เกาะที่อยู่บนแผนที่นั่น” กาเบรียลพ่นลมหายใจยาว ระหว่างที่คนใต้บัญชาเลิกคิ้ว หยิบเอกสารขึ้นมาพลิกอย่างเกียจคร้านรับคำอธิบาย “จะเรื่องอะไรก็ได้ เล็กน้อยแค่ไหนก็ได้ ขอแค่---”

 

“อ้าว แล้วนี่ไม่ใช่หรือครับ?”

 

พลเรือเอกผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้แทบไม่ทัน

“ว่าไงนะ!

“นี่ใช่ไหมครับ สี่สิบ...เจ็ดปีก่อน?” ฌาคส์สบกับนัยน์ตาสีป่าที่ฉายแววจริงจังแล้วขมวดคิ้วมุ่น เขาพลิกผ่านรายงานช่วงสามปีที่เหลือทิ้งไปแล้วบังเอิญเจอเข้าพอดี “วันที่ 26 เดือนใบไม้ร่วงแรก หน่วยบัญชาการเรียกประชุม ปรับปรุงแผนที่ทางทะเลครั้งที่ห้า เขตหมู่เกาะทางเหนือ นับตั้งแต่เขตแดนธาลัสซาลงมาถึงชายฝั่งตะวันออก...” ชายหนุ่มเว้นตำแหน่งของเกาะที่เหลือทิ้งไป “...จากหมู่เกาะดังกล่าว เลยขึ้นไปทางตะวันออกเฉียงเหนือทั้งหมดเป็นพื้นน้ำเวิ้งว้าง?”

กาเบรียลขมวดคิ้วบ้าง

“มันก็เป็นแบบนี้มาตลอดไม่ใช่หรือ”

“แต่นี่ -- นี่ไงครับ -- รายงานฤดูร้อน” ฌาคส์ฉวยเอาปึกกระดาษที่มองผ่านไปเมื่อครู่มาไล่เปิดอีกครั้ง “เมื่อกี้ข้าจำได้ว่าข้ายังเห็น...” พยายามเมินสายตาไม่เชื่อของท่านนายพลไปเสีย “นี่ไงครับ -- วันที่ 2 เดือนแดดสุดท้าย หน่วยลาดตระเวนเขตเหนือและกองพันเรือนักเวทจับสัญญาณผิดปกติได้ที่โพ้นทะเลทางเหนือ เป็นเงามืดสีดำปกคลุมที่ขอบฟ้าอย่างผิดธรรมชาติ คาดว่ามาจาก...”

เนื้อความขาดหายไปเพียงเท่านั้น ฌาคส์เงยหน้าขึ้นสบตาคนยศสูงกว่าที่เข้ามายืนเท้าขอบโต๊ะอยู่ใกล้ๆ

“ข้าเห็นแค่คำว่าโพ้นทะเลทางเหนือกับรอยขีดฆ่า” เขาสรุป “มันคงไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญใช่ไหมครับ”

กาเบรียลหรี่ตาลง

“อ่านต่อไป”

หน่วยรบพิเศษนาวิกโยธินและหน่วยลาดตระเวนเขตเหนือ จำนวนรวมเทียบเท่าหนึ่งกองร้อย ได้รับมอบหมายให้ไปสืบสวนเหตุดังกล่าว ได้ความว่า มาเรีย ดู รันธาร์ หรือแม่มดแห่งทะเล กบฏคนสุดท้ายจากยุคทมิฬ เสียชีวิตอยู่ภายในวิหารบนเกาะ พลเรือเอกเล็นนาร์ด วิลสัน เป็นผู้นำเรื่องถวายรายงานต่อกษัตริย์ริชาร์ดต่อไป” คนอ่านพลิกไปอีกหน้า กวาดมองเร็วๆ แล้วสรุป “ถึงตรงนี้ก็เปลี่ยนเป็นเรื่องใหม่แล้วครับ”

“แม่มดแห่งทะเล?” กาเบรียลเลิกคิ้ว “สี่สิบเจ็ดปีเชียวหรือ ข้าได้ยินว่านางเพิ่งตายมาได้แค่สิบกว่าปีเองนี่”

“ข่าวลือมั้งครับ รายงานลับของกองทัพไม่น่าจะโกหกนะ” นาวาเอกว่า “ถ้ามีวิหาร แปลว่าเกาะนั่นเป็นของนางหรือ”

“เป็นไปได้ ข้ารู้แค่ว่านางเป็นกบฏจากยุคมืด มีชื่อในกลุ่มแกนนำ แต่นางไม่ได้มีบทบาทอะไรมากนอกจากหนีไปได้” ยิ่งพูดยิ่งสะกิดใจอะไรบางอย่าง ชายหนุ่มสั่งเสียงเข้ม “ลองหาตั้งแต่เดือนแดดสุดท้ายจนถึงเดือนใบไม้ร่วงแรก ช่วงสามเดือนนั่นต้องมีอะไรสักอย่างที่พูดถึงเกาะสมบัตินี่”

“ปกติทุกเกาะต้องมีชื่ออยู่ในแผนที่ใช่ไหมครับ” ฌาคส์หันไปคุ้ยกองเอกสารที่เหลือ “หน้าอ้างอิงไปไหน มันต้องมีรูปทุกครั้งที่ปรับปรุงแผนที่สิ”

“หน้าอ้างอิงอยู่ที่ท้ายรายงาน อยู่ในส่วนของข้า” กาเบรียลเดินกลับไปยังเก้าอี้ตัวยาวที่มีเอกสารวางกองอยู่เกลื่อนกลาด ยกเอากองสุดท้ายไปวางไว้อีกที่หนึ่งแล้วหยิบกระดาษปึกบางๆ หนีบเอาไว้ด้วยแผ่นโลหะเงินขึ้นมาพลิก “สี่สิบเจ็ดปีก่อนเป็นครั้งที่เท่าไรนะ ห้า?”

“ห้าครับ”

“นี่ครั้งที่ห้ากับหก” พลเรือเอกพึมพำเบาๆ พลางเปิดดูไปเรื่อยๆ นัยน์ตาฉายแววแปลกๆ “ครั้งที่สี่... ครั้งที่สี่...”

 

ฌาคส์ไม่รอ เขาหยิบปึกกระดาษอีกสามปึกของช่องว่างสามเดือนนั่นมากองเรียงตรงหน้า

 

“ระหว่างฤดูใบไม้ผลิส่วนใหญ่เป็นเรื่องความสัมพันธ์กับต่างอาณาจักรครับ ไม่ดีเท่าไร” เขารายงาน กวาดตามองเร็วๆ “โมเรีย -- อัสลูซ์ -- ครีทแลนด์---” เสียงพูดชะงักไปนิด “ทาเวียร์ก็เคยตั้งตนเป็นศัตรูกับเราด้วยหรือครับ”

“ครั้งหนึ่ง หลังจากปฏิวัติค้าทาส” กาเบรียลตอบ ยังไม่ยอมเงยหน้าขึ้นจากเอกสาร “ได้ยินว่าสมัยนั้นความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรไม่ค่อยดีนี่ ทุกที่เลย”

“เพราะเลิกค้าทาส?” ฌาคส์แค่นเสียงในลำคอเบาๆ กับตัวเอง พึมพำ “ทะเลาะกันได้งี่เง่าฉิบหาย ไอ้พวกนี้ไม่เคยเป็นเหยื่อบ้างก็ให้มันรู้ไปสิวะ เออ...”

“เจ้าว่าอะไรนะ”

“เปล่าครับ” ตอบหน้าตาย “แปลกดีนะครับ ตอนนั้นทาเวียร์ตัดญาติกับเราเลยนะ คืนดีกันได้ยังไง”

“การทูต ถ้าข้าจำไม่ผิด”

แค่นั้น?

ฌาคส์เงยหน้าขึ้นมองอย่างแปลกใจ กาเบรียลยังคงง่วนกับการหาแผนที่ฉบับเก่า ปล่อยให้คนใต้บัญชานั่งมองเสี้ยวหน้าของตนไปโดยไม่ทันสังเกตแววตาสับสนนั่นแต่อย่างใด

หัวสมองของชายหนุ่มแล่นเร็วปรื๋อ แววระริกไหลปราดผ่านดวงตาที่เรียบด้านเหมือนคนตายเสมอ ก่อนที่มือกร้านจะคว้าเอาช่วงเดือนหลังจากใบไม้ร่วงแรกมาเปิดดูอย่างรวดเร็ว

 

 

วันที่ 21 เดือนใบไม้ร่วงแรก กษัตริย์ริชาร์ดรับสั่งให้ดยุคจอร์จ เรย์ และคณะผู้ติดตาม 8 คน เดินทางไปยังอาณาจักรทาเวียร์ เพื่อเจรจาเจริญสัมพันธไมตรี โดยใช้เส้นทางทะเลเหนือแทนชายแดนทางบกที่ถูกปิดไป ภายใต้ความคุ้มครองของพลเรือเอกเล็นนาร์ด วิลสัน กองพลเรือเดินสมุทรที่ 1 ... ฯ

 

...

 

วันที่ 18 เดือนใบไม้ร่วงสุดท้าย คณะเจริญสัมพันธไมตรีออกเดินทางจากอาณาจักรทาเวียร์

 

...

 

วันที่ 30 เดือนใบไม้ร่วงสุดท้าย เรือเดินสมุทรของคณะเจริญสัมพันธไมตรีเทียบท่าที่ซันธา, ธาลัสซา. ผลการเจรจาเป็นไปด้วยดี อย่างไรก็ตาม ต้นหนเรือให้การว่าประสบอุบัติเหตุครั้งใหญ่ระหว่างทาง มีผู้เสียชีวิตรวม 17 คน เป็นนายทหารระดับล่าง 5 คน ลูกเรืออาสา 3 คน โดยดยุคจอร์จ เรย์ และคณะผู้ติดตามเสียชีวิตทั้งสิ้น... ฯ

 

 

ฌาคส์ใจหายวูบ

คณะทูตเดินทางไปทาเวียร์กับกองทัพเรือ... และมีแต่กองทัพเรือระดับสูงที่รอดชีวิต...!

เขาคิดแล้ว... เขาคิดอยู่แล้วว่าปัญหาค้าทาสมันใหญ่เกินกว่าจะคุยกันได้ผล มันเป็นธุรกิจระดับใหญ่ที่เชื่อมต่อระหว่างอาณาจักร เป็นเหมือนเครื่องบรรณาการ แล้วเมื่อธาลัสซาเลิกการค้าทาสไปเสียอาณาจักรหนึ่ง มันจะส่งผลกระทบต่อเป็นลูกโซ่กันได้ขนาดไหน...

แค่การเจรจาอย่างเดียว อาณาจักรอื่นๆ จะไปยินยอมง่ายๆ ได้ยังไง ถ้าไม่ใช่...

นาวาเอกหนุ่มแทบไม่อยากเชื่อความคิดตัวเอง แบบนี้มันไม่ใช่แค่เกาะสมบัติแล้ว!

 

พระเจ้าช่วย

กองทัพใช้ไอ้เกาะเวรนั่นได้บัดซบกว่าที่เขาคิดไว้เยอะ!

 

 

xxxxxxxxxx

 
 


From Writer:

บทนี้เขียนนานมากค่ะ เหมือนกำลังเขียนประวัติศาสตร์ธาลัสซา (ฮา)
ต้องขอโทษทุกคนจริงๆ ที่อัพช้ามากขนาดนี้อีกแล้ว TwT หวังว่าจะได้รู้เรื่องเกี่ยวกับเกาะสมบัติของกองทัพกันขึ้นอีกนิดนะคะ กองทัพนี่เขียนถึงยากจริงๆ ทุกรอบเลย อูอาห์

จริงๆ ชอบคำถามที่ปิศาจนางถามราล์ฟนะคะ สำหรับคนเป็นหัวหน้า คนที่ต้องเป็นเสาหลักให้กับทุกๆ คน ไม่ว่าจะยังไงก็ต้องตอบว่าพร้อมตายให้ลูกเรืออยู่แล้วล่ะ แต่คำถามคือ... กล้าเหรอ? แน่ใจเหรอ? พร้อมจริงๆ เหรอที่จะตายตอนนี้?
เราเขียนบทนี้ด้วยความคิดนั้นค่ะ *หัวเราะ*
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

604 ความคิดเห็น

  1. #559 ♠ e l f . (@sanael) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2558 / 14:44
    โคตรลึก
    โคตรหนุก
    โคตรเข้มข้น
    บร๊ะ!

    ที่สำคัญฌาคส์นี่เสป๊คเลย ! #เดี๋ยวๆ
    #559
    0
  2. #373 Blue_Demons (@greatmormon) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2557 / 14:59
    สนุกมากกกกกกกกกกกก
    #373
    0
  3. #335 Alistna (@fernps) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 7 มีนาคม 2557 / 12:12
    สนุกมากกกกกก ฟินเบาๆ รออ่านตอนต่อไปนะ
    #335
    0
  4. #334 นีไนล์ (@sentsecart) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 / 18:13
    ผู้รั้งรอกลลวง น่ารักจัง
    ชอบคะ ไรต์แต่งได้เห็นภาพเลย
    #334
    0
  5. #333 om-let (@le-tom) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 / 17:52
    วลาด จีบปีศาจนี่ถ้าติด แล้วนอกใจ มีหวังตายไม่รู้ตัว
    #333
    0
  6. #332 ชานัวร์ (@keratikan) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 / 17:35
    สนุกมากค่าา วลาดน่ารักมาก แต่ผู้รั้งรอน่ารักกว่า ><
    กัปตันบทนี้ดูอึนๆอ่ะ ไรต์รีบมาต่อน้าาา อยากอ่านต่อมากๆๆเลย
    #332
    0
  7. วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 / 08:58
    วลาด แก................กล้ามาก.............
    #331
    0
  8. #330 Sushi_Burger (@superkiller) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2557 / 23:08
    ชอบบบบ เอฟซีผู้รั้งรอเลยค่ะ โอย นางน่ารักมากกกกกก นางดุเเต่นางน่ารัก ฟฟฟฟฟฟฟฟ

    โดยเฉพาะตอนเขินวลาดนี่เเบบ มีเอาเถาวัลย์ตบหน้าซักทีจะครบสูตรนางเอกซึนๆมากเลย *โดนตบก่อน*

    เเต่ตอนนางถามกัปปิตันนี่ดูกดดันจริงๆนะ มาโล่งเอาตอนที่กัปตันซึ้งจิตกับลูกเรือนี่เเหละ ยังไม่วายมีขู่ทิ้งท้าย เฮือก ถ้าเอามโนเข้าว่านี่เหมือนนางเป็นเเม่ยายหวงลูกสาวเลยกำชับให้ลูกเขยดูเเลให้ดีๆเลย ถถถถ *โดนลากไปเก็บ*



    เเล้วประเด็นสำคัญ

    มารีเอ็ตต้าาาาาาาาาาาาาาาาาาา คิดถึงจุงคนสวยยยยยยยยย โอยตายฌาส์คดูบูชามากอะไรมาก ฟฟฟฟฟฟฟฟ เเต่เครียดมากระวังหน้าเเกเร็วนะ เป็นห่วงอย่างเเรง *ผิดประเด็นเเล้ว*

    ตอนอ่านปวศ.ธาลัสซาเผลอนึกถึงหน้าเจ้าชายไปด้วยเเล้วก็ขำไม่ทราบสาเหตุ เเง ขออภัย *กราบ*

    อูรา....เกาะค้าทาสหรืออะไรคะนี่..............



    #เกาะเถาวัลย์รอ #ผู้รั้งรอดีดออกนอกเกาะไปนอนเล่นกับเเมงกะพรุน



    #330
    0