คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

Love Actually รักนาย...ผู้ชายในฝัน (สำนักพิมพ์ Happy Banana)

ตอนที่ 2 : บทที่2 : จิตรกรไส้แห้ง


     อัพเดท 20 เม.ย. 55
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/รักหวานแหวว
Tags: ชายในฝัน, กำมะลอ, แผนรัก, เล่ห์รัก, ณเดชน์, ญาญ่า, กลรัก, แบรร์รี่, อุรัสสยา, อ่านต่อ : http://writer.dek-d.com/napoonnovels/story/view.php?id=770711#ixzz1sIsPqXR3
ผู้แต่ง : Aislin/อิซลิน/ณปุณ ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Aislin/อิซลิน/ณปุณ
My.iD: https://my.dek-d.com/Aislin
< Review/Vote > Rating : 90% [ 3 mem(s) ]
This month views : 1 Overall : 6,191
105 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 19 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
Love Actually รักนาย...ผู้ชายในฝัน (สำนักพิมพ์ Happy Banana) ตอนที่ 2 : บทที่2 : จิตรกรไส้แห้ง , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 433 , โพส : 2 , Rating : 100% / 2 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


 บทที่ 2

 

                รถเก๋งรุ่นเก่าสีแดงสด แต่ตอนนี้มีรอยถลอกรอบทั้งคันกำลังเคลื่อนตัวช้าๆเข้ามาจอดเทียบยังหน้าบ้านเหมราชโยธิน อาการกระตุกของเครื่องยนต์เป็นสัญญาณบอกได้ดีว่าอายุอานามของเจ้ารถคันนี้คงใกล้จะหมอายุขัยเสียแล้ว เมื่อจอดสนิท ชายหนุ่มที่เป็นคนขับก็เปิดประตูรถแล้วเดินออกมา ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นกวาดไปรอบตัวด้วยแววตาเจิดจ้า ก่อนที่จะเดินเข้าไปในบ้านที่ใหญ่โตราวคฤหาสน์อย่างไม่จำเป็นต้องให้คนมาเชิญให้มากความ


                เดินเข้ามาถึงห้องโถงใหญ่ แม่บ้านสูงวัยคนหนึ่งเมื่อเห็นว่าใครมาถึง นางก็รีบกระวีกระวาดเข้ามาต้อนรับทันที มือที่เหี่ยวย่นไปตามวัยเอื้อมไปลูบเนื้อตัวของผู้มาใหม่แล้วทักทายด้วยน้ำเสียงยินดียิ่ง


               
“คุณตฤณ...คุณตฤณจริงๆด้วย นี่คุณกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ? แหมแต่งตัวแบบนี้ป้าเกือบจำไม่ได้”


               
“เมื่อสองวันก่อนน่ะครับป้าช้อย แล้วนี่คุณพ่อคุณแม่อยู่หรือเปล่า? ท่านบอกให้ผมเข้ามาหาวันนี้” คนที่ตฤณเรียกว่าป้าช้อยพยักหน้าแล้วบอกว่าท่านทั้งสองรอชายหนุ่มอยู่ที่ห้องหนังสือพร้อมกับอติยะ ถ้าตฤณมาถึงแล้วให้เชิญขึ้นไปได้เลย


                ตฤณเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสองของบ้านเพื่อตรงไปยังห้องหนังสือ เมื่อมาหยุดอยู่ที่หมาย ชายหนุ่มเคาะประตูสองสามทีก่อนจะเปิดเข้าไปด้านใน


               
“ตฤณ...ลูกแม่...ไปทำอะไรมาเนี่ยลูก ทำไมแต่งเนื้อแต่งตัวแบบนี้ ผมเผ้าก็ดูไม่ได้เลย อย่างกับพวกยิปปี้อย่างนั้นแหล่ะ” เมื่อทุกคนในห้องหนังสือเห็นหน้าชายหนุ่มก็ต้องตะลึง โดยเฉพาะคุณขวัญฤทัยผู้เป็นมารดาถึงกับเอามือทาบอกกับสภาพของลูกชายคนโต ตามมาด้วยเสียงบ่นที่ตฤณคุ้นเคย จึงไม่ได้นำพาแต่อย่างใด


                ชายหนุ่มผู้มาใหม่หันไปทักทายผู้สูงวัยกว่าที่กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะหนังสือ
“สวัสดีครับพ่อ” จากนั้นก็เดินเข้าไปหอมแก้มขวัญฤทัยแล้วทักทายอีกคนที่ยืนพิงกรอบหน้าต่างอยู่ด้วยความสนิทสนมเป็นที่สุด “ไม่เจอกันนานนะติยะ” ผู้เป็นน้องชายหันมายิ้มให้ตฤณเล็กน้อย ซึ่งอีกฝ่ายก็ไม่ถือสาเพราะรู้ดีว่าน้องชายคนนี้ยิ้มยากเพียงใด ไม่รู้ว่ากลัวใครจะเห็นฟันผุหรือยังไงกัน


               
“ฉันนึกว่าแกจะลืมไปแล้วเสียอีกว่าที่เมืองไทยยังมีพ่อแม่แล้วก็น้องของแกอยู่” ตฤณส่งยิ้มอารมณ์ดีให้คุณตรองผู้เป็นบิดาบังเกิดเกล้าก่อนจะถามเข้าเรื่องจุดประสงค์ของการที่พ่อเรียกตัวเขามาในวันนี้


               
“แล้วที่พ่อเรียกผมให้บินกลับมาจากเมืองนอกเป็นการด่วน มีเรื่องอะไรเหรอครับ ตฤณพูดพร้อมกับพยายามเอียงหน้าหลบไม่ให้ขวัญฤทัยเอามือมาลูบคลำที่หนวดเคราของเขาที่อุตส่าห์ไว้มานานนมจนเกือบจะยาวแซงขนรักแร้แล้ว


               
“พ่ออยากจะพูดเรื่องอนาคตของแก” น้ำเสียงนั้นเริ่มเป็นการเป็นงาน แต่ตฤณพูดขัดขึ้นมาดื้อๆเสียเฉย


               
“เฮ้อ โล่งใจหน่อย นึกว่าที่เรียกตัวกลับมาด่วนก็เพราะว่ามีใครตายเสียอีก” คุณขวัญฤทัยค้อนปะหลับปะเหลือกในความไม่รู้กาลเทศะของตฤณ ในขณะที่เจ้าตัวหันไปยักคิ้วหลิ่วตากับอติยะแบบขำๆ ซึ่งประโยคต่อมาของตรองก็ทำให้ตฤณต้องยิ้มค้างไป


               
“พ่อกับแม่คุยกันแล้ว เราอยากให้แกแต่งงานแต่งการให้มันเรียบร้อยไป ชีวิตที่ไร้แก่นสาร ไม่มีหลักแหล่งเรื่อยเปื่อยของแกจะได้จบลงเสียที” ตรองจ้องหน้าลูกชายคนโตด้วยแววตาที่แสดงถึงอำนาจในฐานะของความเป็นพ่อ ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา เขาปล่อยให้ตฤณเป็นอิสระมามากพอแล้ว และตอนนี้ก็ถึงเวลาเสียทีที่ตฤณสมควรจะต้องเดินตามทางที่เขาขีดเอาไว้ให้ตั้งแต่แรกเหมือนกับอติยะ


               
“ทำไมต้องแต่งด้วยล่ะครับ ผมอยู่อย่างนี้ก็สบายดีออก จะไปหาเมียมาเป็นตัวรั้งตัวถ่วงทำไมกัน”


               
“ดูพูดเข้าสิตฤณ ขี้คร้านเห็นหน้าว่าที่เจ้าสาวแล้วจะต้องกลับคำ” ขวัญฤทัยบอก ซึ่งคนฟังก็ถึงกับขมวดคิ้ว


               
“ว่าที่เจ้าสาว...นี่หมายความว่าคุณพ่อกับคุณแม่คิดเองเออเองแล้วก็ตัดสินใจเองแทนผมเสร็จสรรพแล้วสิครับเนี่ย” ตฤณหันไปหาอติยะ น้องชายพยักหน้าให้ชายหนุ่มจึงรู้ว่าที่เขาพูดนั้นไม่ผิดแม้แต่คำเดียว “ผมไม่แต่งนะพ่อ ผู้หญิงคนนั้นจะสวยหยาดฟ้ามาดินยังไงผมก็ไม่แต่ง นี่มันหมดสมัยคลุมถุงชนแล้วนะครับ”


               
“ฉันเรียกแกกลับจากเมืองนอกก็เพื่อให้มาเตรียมตัวเป็นเจ้าบ่าว ไม่ใช่เรียกตัวแกมาเพื่อขอความเห็น แกใช้ชีวิตในแบบที่แกต้องการมานานแล้วตฤณ ชีวิตของแกต่อจากนี้พ่อวางเอาไว้ให้หมดแล้ว” คำพูดของตรองทำให้ลูกชายคนโตของเหมราชโยธินต้องนิ่งไปนาน ดวงตาสีดำสนิทแบบเดียวกับมารดาฉายแววรั้นและไม่ยอมแพ้ “หลังจากที่แกแต่งงานแล้ว แกจะต้องเข้ามานั่งตำแหน่งบริหารงานที่แบงค์ทันที จากนั้น...”


               
“ไม่มีวัน พ่อก็รู้ว่าผมไม่ชอบอะไรแบบนี้เลยสักนิด ผมไม่เอา ผมไม่ทำทั้งนั้น” น้ำเสียงที่ตฤณใช้เริ่มเปลี่ยน จากน้ำเสียงชวนหัวเป็นน้ำเสียงที่เริ่มแข็งกร้าวขึ้นเรื่อยๆ คนอย่างตฤณ เหมราชโยธิน ไม่ใช่คนที่ชอบให้ใครมาบังคับ ความคิดได้ง่ายๆ แม้แต่บุพการีที่ให้กำเนิดก็ตาม


               
“แล้วแกชอบอะไรล่ะ ชอบที่จะเป็นศิลปินจนๆ บ้าๆบอๆ แล้ววาดรูปขายตามถนนน่ะเหรอ ฉันถามแกจริงๆเถอะ แกไม่อายบ้างหรือไง? แล้วก็ดูสารรูปแกเข้าสิ หน้าตาอย่างกับโจรห้าร้อย หนวดเคราก็เฟิ้มรุงรัง รับรองว่าต้องมีคนเข้าใจผิดคิดว่าแกเป็นทายาทสายตรงขององคุลิมาลแน่ๆ”


                  ตฤณหน้าแดงด้วยความโกรธ ชายหนุ่มไม่ชอบให้ใครมาดูถูกความฝันและอาชีพที่ตนเองรักแบบนี้ เขารู้มาตลอดว่าพ่อไม่ค่อยพอใจนักที่เขารักการวาดรูปตั้งแต่เด็กแทนที่จะเดินตามรอยการเป็นนายธนาคารใหญ่ต่อจากพ่อ แต่พ่อก็ไม่ควรจะพูดแบบนี้ ตฤณจึงกล้าเถียงแบบไม่ยอมแพ้

                “ผมไม่อาย แล้วก็ไม่เห็นว่าจำเป็นต้องอาย ผมเป็นศิลปินวาดรูปทำมาหากินแบบสุจริตนะพ่อ ไม่ได้ไปคดโกงใคร แล้วผมก็ไม่มีทางเปลี่ยนความคิดด้วย ดังนั้นพ่อก็เลิกหวังจะให้ผมไปบริหารไอ้ธนาคารซังกะบ๊วยนี่เสียที เพราะผมทำไม่เป็นและที่สำคัญก็คือไม่คิดอยากจะทำด้วย”


               
“แต่ลูกเป็นลูกชายคนโตของเหมราชโยธิน ทุกสิ่งทุกอย่างมันอยู่ในกำมือของลูก แล้วลูกจะปล่อยให้ธนาคารที่เป็นสมบัติตกทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษต้องขาดคนสืบทอดได้ยังไง คิดให้ดีๆนะตฤณ” ขวัญฤทัยพยายามเกลี้ยกล่อมอีกแรง แต่เธอก็รู้ดีว่าคนหัวแข็งและมั่นใจในความคิดของตนเองแบบตฤณคงไม่ยอมฟังง่ายๆแน่ แล้วก็จริงอย่างที่เธอคิดเอาไว้เพราะเจ้าตัวถึงขนาดออกปาก


               
“อย่างนั้นก็ยกธนาคารให้ติยะไปดูแลก็แล้วกัน เพราะติยะก็เป็นลูกหลานเหมราชโยธินเหมือนกัน” คำพูดกับท่าทางที่ไม่แยแสนั้นทำให้ตรองเหลืออดขึ้นมาจริงๆ ผู้เป็นบิดาตบโต๊ะด้วยเสียงอันดังก่อนจะยืนขึ้นประกาศกร้าว


               
“ก็ดี นอกจากธนาคารที่ฉันจะยกให้เจ้าติยะแล้ว ก็ยังมีทรัพย์สินมรดกในส่วนของแกด้วย ถ้าแกยังดื้อด้านอยู่แบบนี้ล่ะก็ ซักสตางค์แดงเดียวฉันก็ไม่ให้”


                ทุกคนในห้องตกใจกับคำพูดของตรอง ยกเว้นตฤณ ชายหนุ่มตีสีหน้าไม่แคร์กับคำพูดของบิดา เขาไม่เคยอยากได้สมบัติพัสถานอะไรนี่อยู่แล้ว หากสมบัตินอกการพวกนี้จะต้องแลกมาด้วยความฝันของเขา เขาก็เลือกที่จะไม่เอามันเสียเลยดีกว่า


               
“สมบัติของพ่อ พ่ออยากจะยกให้ใครก็ตามใจ แต่ผมขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่าผมจะไม่ยอมให้อนาคตของผมมีพ่อเป็นผู้กำหนดเด็ดขาด แล้วอีกอย่างก็คือเรื่องแต่งงาน...เรื่องนี้พ่อก็ไม่มีสิทธิ์บังคับให้ผมรักชอบและไปแต่งงานกับผู้หญิงที่พ่อหามาให้ด้วย ผมมีปัญญาหาเองได้ คงไม่ต้องรบกวนพ่อให้เหนื่อยหรอกครับ”


               
“ทำไมพูดอย่างนี้กับคุณพ่อล่ะ ขอโทษพ่อเดี๋ยวนี่นะตฤณ”


              ตฤณบิดมือออกจากอุ้งมือผู้เป็นแม่ จังหวะนี้ชายหนุ่มไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมอีกต่อไปแล้ว รู้แต่เพียงว่าผู้เป็นบิดาทำไม่ถูกต้อง เขาไม่ใช่อติยะนะที่จะทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน ยอมเงียบไม่มีปากเสียงให้พ่อบงการชีวิตได้ตามใจแบบเผด็จการฮิตเลอร์


               
“ถ้าฉันไม่มีอำนาจจะบังคับแกได้ อย่างนั้นต่อจากนี้แกก็อย่ามาเรียกฉันว่าพ่ออีกเลยไอ้ตฤณ”


                ตฤณ ขวัญฤทัยและอติยะหันไปมองคนพูดเป็นสายตาเดียว สีหน้าของขวัญฤทัยซีดเผือดเหมือนกับจะร้องไห้ อติยะต้องรีบเดินเข้ามาประคองมารดาเอาไว้ ในขณะที่ตฤณขบกรามแน่นก่อนจะประกาศก้อง


               
“พ่อพูดเองนะว่าผมไม่ใช่ลูก ต่อจากนี้ก็อย่ามาบังคับให้ผมทำโน่นทำนี่ตามใจพ่ออีกก็แล้วกัน” ก่อนที่ตฤณจะออกจากห้องไป เจ้าตัวหันมาพูดอีกครั้งด้วยสองตาที่เริ่มแดงก่ำเพราะอารมณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นในใจ “พ่อบริหารพนักงานธนาคารมานานก็คงจะลืมไปว่าผมเป็นลูก...ไม่ใช่พนักงานใต้บัญชาที่จะมาสั่งหันหน้าหันหลังได้ตามความต้องการโดยไม่สนใจความรู้สึกแบบนี้”


               คุณตรองมองตามประตูห้องหนังสือที่ปิดลงหลังจากลับร่างของตฤณไปแล้ว ชายสูงวัยค่อยๆหย่อนตัวลงยังเก้าอี้ทำงานบุนวมตามเดิมก่อนจะหลับตาลงด้วยความอ่อนล้า คำพูดของบุตรชายคนโตยังคงก้องกังวานอยู่ในรูหู ถ้าไม่เพราะรักและหวังดี เขาก็ไม่อยากจะบังคับตฤณแบบนี้


                 ขวัญฤทัยเอื้อมมืออันสั่นเทาของตนไปกุมมือสามีเอาไว้ น้ำตาใสๆค่อยๆทะลักออกมาจากเบ้าตา ผู้เป็น มารดาหันไปสบตากับบุตรชายอีกคนที่ยังยืนนิ่งอยู่ อติยะเบือนหน้าไปอีกทางทำให้ขวัญฤทัยไม่อาจจะเดาได้เลยว่าลูกชายเธอคนนี้กำลังคิดอะไรอยู่ในใจ

 

              ตฤณขับรถออกจากบ้านเหมราชโยธินแล้วความเคว้งคว้างเพราะไม่รู้จะไปไหนดี ชายหนุ่มยังไม่อยากกลับไปบ้านเช่าตอนนี้ เขาไม่อยากอยู่คนเดียวเพราะมันพาลจะทำให้นึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เสียเปล่าๆ


                เสียงโทรศัพท์มือถือรุ่นเดอะ(ปู่)ของชายหนุ่มดังขึ้น เมื่อมองชื่อสายที่เรียกเข้าก็ทำให้ตฤณต้องถอนหายใจแรง เป็นสายของขวัญฤทัยนั่นเอง แต่ตอนนี้ตฤณยังไม่มีอารมณ์จะคุยอะไรทั้งนั้น ชายหนุ่มจึงหยิบมือถือมากดตัดสายผู้เป็นมารดาทิ้งก่อนจะตัดสินใจได้ว่าจะขับรถต่อไปยังที่ไหนดี


               
“ฉันเองนะไอ้ดอน แกอยู่กับไอ้มัทหรือเปล่า เออ เดี๋ยวฉันเข้าไปหา พอดีมีเรื่องนิดหน่อย” ตฤณวางสายไปหลังจากโทรล่วงหน้าไปบอกเพื่อนสนิทแล้วว่าตนจะไปหาที่บ้าน อย่างน้อยการได้ปรับทุกข์กับเพื่อนสนิทก็อาจจะทำให้ชายหนุ่มคลายใจลงบ้าง เมื่อคิดถึงเรื่องการปะทะคารมดุเดือดระหว่างตนกับบิดาในห้องหนังสือ ริมขอบตาของตฤณก็ร้อนผ่าวก่อนที่น้ำตาหยดหนึ่งจะร่วงลงมาโดยที่ตัวเองก็ยังไม่ทันรู้สึกตัว

 

 


                จุดหมายปลายทางของตฤณก็คือบ้านของดอนผู้ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทและรู้จักกันมานานตั้งแต่สมัยเรียนประถม เมื่อมาถึงก็พบว่านอกจากดอนแล้ว ยังมีมัทรีที่นั่งเอกเขนกอยู่ในบ้านนี้อีกคน


                มัทรีก็เป็นเพื่อนสนิทอีกคนของตฤณ ผมที่เจ้าตัวจงใจตัดซอยให้สั้นอยู่เสมอ ทำให้เธอแลดูเป็นสาวห้าวแบบทอมบอย บวกกับบุคลิกที่เก่งกล้าไม่กลัวใครทำให้ทั้งตฤณและดอนเกือบลืมไปหลายครั้งหลายหนว่าเธอเป็นผู้หญิงไม่ใช่ผู้ชายเหมือนกับเขาทั้งสองคน ตฤณเดินเข้ามาในห้องรับแขกซึ่งถูกเจ้าของบ้านดัดแปลงเป็นห้องทำงานวาดรูปไปในตัวก่อนจะหย่อนตัวนั่งข้างๆมัทรีที่กำลังก้มหน้าก้มตาผสมสีอยู่


               
“ว่าไงไอ้ติน ได้ข่าวว่าทะเลาะกับที่บ้านมา” หญิงสาวคนเดียวในที่นั้นถามขึ้นลอยๆ แต่คนที่ถูกถามทำหน้ามุ่ยทันที


               
“ทะเลาะกับพ่อมา” ตฤณตอบสั้นๆ มือหนาคว้าเอากระป๋องน้ำอัดลมที่ดอนเพิ่งเอามาให้เปิดแล้วยกดื่ม ไม่รู้ ว่าต้องการใช้น้ำหวานซ่านั้นมาดับกระหายหรือดับอารมณ์ในใจกันแน่ “พ่อจะให้ฉันแต่งงานแล้วก็เข้าไปบริหารงานที่แบงค์”


               
“แล้วแกว่าไงวะ ดอนถามขึ้นบ้าง


               
“ก็จะว่าไงล่ะ ก็บอกไม่ยอม จากนั้นก็เลยทะเลาะกันถึงขั้นตัดขาดพ่อลูกเชียวล่ะ”


           ดอนและมัทรีหันมองหน้ากันสลับกับมองหน้าตฤณ ทั้งคู่รู้ดีถึงปัญหาของตฤณกับทางครอบครัว หลายครั้งที่ตฤณทะเลาะกับที่บ้านเพราะผู้เป็นพ่ออยากให้ชายหนุ่มเลิกการวาดรูป แต่ตฤณก็ไม่ยอมอ่อนให้ ครั้งนี้คุณตรองถึงกับขนาดตัดพ่อลูก ก็คงจะทะเลาะกันแรงทีเดียว


               
“เอาหน่า อย่าเพิ่งคิดมากแล้วกัน” ดอนปลอบ


              “ยังไงพ่อลูกก็ตัดไม่ขาดหรอกเชื่อฉันเหอะ พ่อแกกำลังเกิดความโกรธและตอนนี้ความโกรธก็ยังคงมีอยู่ แต่อีกไม่นานมันก็ต้องดับไป พระพุทธเจ้าท่านว่าไว้”


               ตฤณยิ้มบางๆกับคำเปรียบเปรยมั่วๆที่มัทรียกขึ้นมาพูด ชายหนุ่มสัมผัสได้ถึงความห่วงใยที่เพื่อนทั้งสองมีให้ ดังนั้นจึงพยายามทำตัวร่าเริงไม่ให้ทั้งคู่เป็นห่วงมากจนเกินไปนัก


               
“เออ ฉันก็พยายามไม่คิดมาก คิดไปก็หนักหัวเปล่าๆ สู้เอาเวลามานั่งคิดดีกว่าว่าทำยังไงถึงจะขายไอ้รูปพวกนี้ได้” ตฤณพยักเพยิดไปทางรูปที่วาดเสร็จแล้วซึ่งกองรวมกันเป็นตั้งที่ตรงมุมห้อง เขากับดอนและมัทรีพยายามเอาพวกรูปเขียนสีที่เป็นผลงานตัวเองไปขายตามแกลอรี่ต่างๆ แต่ก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าใดนัก เจ้าของแกลอรี่มีทั้งที่รับซื้อและไม่รับซื้อผลงานของพวกเขา แต่ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างหลังเสียมากกว่า ทำให้ตฤณเริ่มจะเข้าใจคำที่เค้าพูดกันว่าศิลปินไส้แห้งมันเป็นอย่างไร แต่ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็ไม่มีทางล้มเลิกความฝันของตัวเองเป็นอันขาด


               
“เออ มีข่าวดีที่อาจจะทำให้แกสบายใจมากขึ้น” มัทรีพูดพร้อมกับใช้พู่กันแต้มสีลงไปบนกระดาษขาว ในขณะที่ตฤณหันมามองเพราะอยากรู้ว่าข่าวดีที่ว่าคือเรื่องอะไร “เมื่อเช้ามีคนโทรมาบอกว่าสนใจภาพเขียนของแก อยากคุยเรื่องเปอเซ็นต์ส่วนแบ่ง เค้าก็เลยนัดแกให้ไปเจอที่แกลอรี่บ่ายวันพรุ่งนี้” มัทรีบอกชื่อสถานที่นัดออกไปซึ่งตฤณก็ยิ้มด้วยความดีใจ อย่างน้อยความดีใจที่ผลงานตัวเองกำลังจะขายออกก็มาช่วยกลบความรู้สึกเครียดในเวลาแบบนี้ได้ดีพอตัว

 

 


                ตฤณเดินออกมาจากแกลอรี่พร้อมกับมัทรีด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับ เมื่อวานชายหนุ่มยังดีใจอยู่แท้ๆเลยว่าภาพเขียนตนกำลังจะขายได้ แต่พอวันนี้ได้มาคุยกับเจ้าของแกลอรี่อย่างจริงจัง ความหวังที่วาดฝันเอาไว้เสียดิบดีเป็นต้องพังทลายลง


               
“เฮ้ย ฉันขอโทษนะเว้ยไอ้ติน ใครจะไปรู้วะว่าไอ้แก่จอมงกนั่นมันจะกดราคาเราขนาดนี้” มัทรีบอกเสียงอ่อยขณะเหลือบมองภาพเขียนที่ถูกห่อกระดาษสีน้ำตาลอย่างดีในมือของตฤณ


               
“ช่างเหอะ ที่ฉันขายรูปไม่ได้ก็ไม่ใช่ความผิดแกเลยไอ้มัท” ตฤณตบไหล่เพื่อนสนิทเบาๆ “ก็อาแปะแกเล่นหักเปอเซ็นต์ซะขูดเลือดขูดเนื้อขนาดนั้น ฉันยอมขายให้ก็แย่แล้ว” ตฤณบ่นพึมพำด้วยความเซ็ง มีอย่างที่ไหนจะขอหักเปอเซ็นต์ส่วนแบ่งตั้งร้อยละหกสิบ อ้างว่าเขาเป็นแค่ศิลปินโนเนมไม่มีชื่อเสียง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเป็นคนธรรมดาที่ต้องกินต้องใช้นะ ไอ้เรื่องจะมาขูดเนื้อกันขนาดนี้ ฝันไปเหอะอาแปะ “ได้เงินแค่สี่สิบเปอเซ็นต์ยังไม่พอค่าขาตั้งเฟรมเลยด้วยซ้ำ”


                ทั้งคู่พากันสวดอาแปะมหาประลัยเจ้าของแกลอรี่กันอีกสี่ห้าคำก่อนที่เสียงมือถือของมัทรีจะดังขึ้น หญิงสาวบอกว่าดอนโทรมา


               
“เออว่าไงไอ้ดอน จะว่ายังไงล่ะ ก็ไม่ขายน่ะสิวะ” จากนั้นมัทรีก็เป็นฝ่ายเล่าเรื่องให้ดอนฟังแบบย่อๆ ก่อนวางสาย ตฤณได้ยินมัทรีพูดกับดอนว่า “เออๆ แล้วฉันจะบอกให้ตินมันลองไปติดต่อดู”


               
“ดอนมันโทรมาว่าอะไร ตฤณถามเมื่อปลายสายวางไปแล้ว


               
“ไอ้ดอนมันตามข่าวในเน็ต เห็นว่าอีกสองวันจะมีงานจัดแสดงนิทรรศการภาพเขียนสี เห็นว่าเป็นงานใหญ่ด้วย ที่สำคัญงานนี้เค้าเปิดรับผลงานของศิลปินหน้าใหม่ด้วยล่ะ ไอ้ดอนบอกว่าถ้าแกสนใจให้ลองไปติดต่อดู เค้าเปิดรับผลงานวันนี้วัดสุดท้ายแล้ว” คำพูดของมัทรีทำให้ตฤณตาวาวอีกครั้ง ความหวังที่เพิ่งมอดไปกลับปะทุขึ้นมาใหม่ ดังนั้นชายหนุ่มจึงชวนมัทรีไปติดต่อยังสถานที่จัดงานทันที

 

 



               
“เดี๋ยวแบบอันนี้คุณน้ำช่วยส่งไปให้แผนกช่างได้เลยนะคะ เราจะได้จัดงานโปรโมตเพชรคอลเล็คชั่นใหม่ได้ ทันปลายปีนี้เลย” มัณดาวีย์ยื่นโครงแบบสร้อยเพชรให้กับเลขาส่วนตัวของตนที่รับไปจัดการตามคำสั่งก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงร้อยเจ็บสิบสองเซนติเมตรแล้วฉวยกระเป๋าสะพายมาถือไว้เตรียมตัวจะออกไปข้างนอก


               
“จะไปไหนเหรอมิ้นท์ ชานนท์ทักขณะที่มัณดาวีย์เปิดประตูห้องทำงานออกมาพอดี ชายหนุ่มที่มีศักดิ์เป็นญาติผู้พี่มองนาฬิกาข้อมือเรือนหรูของตนก่อนจะพบว่ายังไม่ใช่เวลาพักกลางวัน มัณดาวีย์จะออกไปไหนกัน


               
“มิ้นท์จะไปงานนิทรรศการภาพเขียนหน่อยน่ะค่ะ” ชานนท์พยักหน้าเป็นเชิงรู้แล้วก็พูดแซว


               
“ไม่นึกเลยว่าแกจะมีอารมณ์มาสนใจภาพเขียนอะไรนี่ด้วย เห็นแต่ก่อนเกลียดวิชาศิลปะอย่างกับอะไรดี”


            “ก็พอดีว่าบริษัทเราเป็นสปอนเซอร์ใหญ่ แล้วทางผู้จัดเค้าก็เชิญมา พอดีวันนี้มิ้นท์ว่างก็กะจะไปเดินดูเล่นๆเสียหน่อย เผื่อได้กลับมาซักรูปสองรูป”


               “ก็ดีนะ ช่วยอุดหนุนงานศิลปะหน่อย พวกศิลปินเค้าจะได้มีกำลังใจสร้างสรรค์ผลงานดีๆต่อไป”


              “ถ้ามันไม่แพงจนเกินไปนะคะ” มัณดาวีย์หัวเราะ เธอจะไม่มีทางยอมซื้อภาพเขียนแพงๆแน่นอนเพราะหญิงสาวคิดว่าถึงอย่างไรเวลาหิว ภาพเขียนพวกนั้นก็เอามาต้มกินแทนข้าวไม่ได้ ถ้าเธอคิดจะซื้อ เธอจะต้องเลือกแบบที่สมน้ำสมเนื้อคุ้มค่ากับราคาที่เธอยินดีจะจ่ายเสียหน่อย อย่างนั้นแหล่ะถึงเรียกว่าเป็นการอุดหนุนงานศิลปะสำหรับ เธอ

 

 


               มัทรีไม่ได้มาชมงานนิทรรศการภาพเขียนกับตฤณและดอน บอกว่าติดธุระต้องไปกินข้าวเนื่องในงานวันเกิดของคุณตา ดังนั้นตฤณและดอนจึงได้แต่เสียดายแทนเพราะนิทรรศการแห่งนี้จัดแสดงภาพวาดผลงานของศิลปินที่มัทรีชื่นชอบเอาไว้อยู่หลายชิ้นทีเดียว


            เดินชมได้ยังไม่ทั่วทั้งงาน ดอนก็บ่นว่าปวดท้อง แล้วบอกว่าสงสัยคงจะท้องเสีย ชายหนุ่มบอกให้ตฤณเดินดูนิทรรศการไปก่อนแถวนี้ ตัวเองขอตัวหลบฉากไปปลดทุกข์ก่อน เดี๋ยวจะกลับมาหาซึ่งตฤณเองก็รับคำ


             ตฤณเดินชมงานไปเรื่อยๆอย่างมีความสุข ชายหนุ่มมองผลงานของศิลปินชื่อดังคนหนึ่งที่แขวนโชว์อยู่บนผนังเบื้องหน้าตน ในใจก็คิดว่าสักวันหนึ่งผลงานของตัวเองก็คงจะได้มีโอกาสก้าวมาถึงจุดสูงสุดนี้บ้าง ตฤณหยักยิ้มกับตัวเองก่อนจะคิดได้ว่าตนสมควรจะเดินไปดูภาพเขียนของตัวเองที่ได้จัดแสดงในงานนี้เสียหน่อยทั้งที่ตอนแรกตั้งใจจะรอดอนและเดินไปดูพร้อมกันแท้ๆ แต่ความตื่นเต้นในหัวใจที่กำลังพองโตก็ทำให้เขาก้าวเดินสาวเท้าไปตามทางเบื้องหน้าเรื่อยๆ...


           มัณดาวีย์เดินชมงานนิทรรศการด้วยสีหน้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นเบื่อหน่าย ตอนแรกก็ดูน่าสนใจดีหรอก แต่พอดูไปเรื่อยๆ หญิงสาวก็ชักจะนึกเอียนกับภาพวาดเหล่านี้เสียแล้ว ภาพที่นำมาจัดแสดงบางภาพก็ดูปกติทั่วไปไม่มีอะไรดึงดูด แต่บางภาพก็ดูซับซ้อนเกินไปกว่าที่สมองของเธอจะนึกคิดและจินตนาการได้ถึงสิ่งที่คนวาดกำลังจะสื่อ หญิงสาวระบายลมหายใจแรง คงถึงเวลาแล้วที่เธอต้องกลับเสียที พลันสายตาของเธอก็บังเอิญไปหยุดอยู่ที่ภาพวาดสีน้ำ ภาพหนึ่ง มัณดาวีย์เดินเข้าไปใกล้ภาพนั้นอย่างไม่รู้ตัว


         ภาพตรงหน้าหญิงสาวก็คือภาพพระอาทิตย์ยามรุ่งอรุณที่กำลังฉายแสงขึ้นมาจากผืนน้ำจรดขอบฟ้า เป็น ภาพวิวธรรมชาติที่แสนจะธรรมดา แต่มัณดาวีย์กลับรู้สึกว่าภาพนี้เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกอันรุนแรงบางอย่างที่เธอเองก็ไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร มีทั้งอบอุ่น อ่อนหวานและร้อนแรงไปพร้อมๆกัน หญิงสาวมองจ้องภาพเขียนนั้นอีกครั้ง ดูเหมือนว่าเธอชักจะชอบภาพนี้ขึ้นมาเสียแล้ว


                “ถ้าดิฉันอยากจะติดต่อซื้อภาพนี้ จะต้องทำยังไงคะ มัณดาวีย์หันไปถามสตาร์ฟผู้หญิงที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากเธอนัก


            “ถ้าคุณสนใจก็สามารถติดต่อไปทางศิลปินได้โดยตรงเลยค่ะ หรือว่าจะให้ทางออฟฟิสเราอำนวยความสะดวกเรื่องการติดต่อซื้อผลงานศิลปะให้ก็ยินดีค่ะ” คำตอบนั้นทำให้มัณดาวีย์มองไปที่ภาพเขียนนั้นอีกครั้งก่อนจะพบว่าชื่อคนวาดติดป้ายอยู่ที่ท้ายภาพนั้นเอง


                “อติน” หญิงสาวพึมพำชื่อเจ้าของผลงานเบาๆ


              “อ้อ นั่นไงคะ คุณอตินที่เป็นเจ้าของผลงานเดินตรงมาทางนี้พอดีเลย” สตาร์ฟคนนั้นบอกหญิงสาวที่กำลังเพ่งพิศภาพวาดดวงอาทิตย์อยู่ ในขณะที่อีกทางหนึ่งก็บอกกับคนที่เพิ่งมาใหม่ “คุณอตินมาได้จังหวะเลยค่ะ คุณผู้หญิงท่านนี้กำลังสนใจอยากซื้อผลงานของคุณพอดีเลย” คำพูดนั้นยังความดีใจให้ปรากฎบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยหนวดเครารุงรังของตฤณ ในขณะที่มัณดาวีย์ก็หันหลังกลับมาสบตาอีกฝ่ายเพื่อเตรียมจะเจรจาซื้อขายให้เสร็จเรียบร้อยไป


             “ทาร์ซาน” คำพูดอุทานเพียงคำเดียวของมัณดาวีย์เมื่อได้เห็นหน้าตาเจ้าของผลงานที่เธอสนใจก็ทำเอาตฤณหุบยิ้ม ใบหน้าแจ่มใสเมื่อครู่ ตอนนี้ถึงกับปั้นหน้าไม่ถูกเลยว่าควรจะดีใจหรือไม่ที่มีคนมายกย่องให้เป็นถึงทาร์ซานเจ้าป่าโดยที่ชายหนุ่มไม่ได้เต็มใจแม้แต่น้อย



Aislin : มาอัพให้แล้วค่ะ ขอให้มีความสุขกับการอ่านนิยายเรื่องนี้นะคะ ตอนนี้พระนางเจอกันก็ไม่ถูกชะตากันซะแล้ว แถมนางเอกของเราก็ปากไวไปเรียกพระเอกว่าทาร์ซานอีกแน่ะ แล้วพระเอกของเราจะตอบกลับว่ายังไงล่ะเนี่ยยย หาคำตอบได้ในตอนหน้าค่ะ ตอนนี้ขอชะแวบไปอ่านหนังสือสอบก่อนนะคะ

ปล. ทิ้งคอมเม้นท์ไว้หน่อยเน้อ จะได้ดีใจมากๆเลยแหล่ะ



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
Love Actually รักนาย...ผู้ชายในฝัน (สำนักพิมพ์ Happy Banana) ตอนที่ 2 : บทที่2 : จิตรกรไส้แห้ง , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 433 , โพส : 2 , Rating : 100% / 2 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
# 2 : ความคิดเห็นที่ 54
ไปว่าเค้าเป็นทาร์ซาน เดี๋ยวก็ได้ไปอยู่ป่าหรอ
Name : clockcodie < My.iD > [ IP : 27.130.51.209 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 28 สิงหาคม 2555 / 00:57
# 1 : ความคิดเห็นที่ 3
ได้เจอกันแล้วววว มาอัพต่อไวๆนะคะ
Name : Honeyholly [ IP : 223.206.134.211 ]

วันที่: 20 เมษายน 2555 / 17:30

หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android