โอม อัครา กับศาสตราต้องคำสาป

ตอนที่ 33 : เรือเหาะแห่งไนล์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 141
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    10 เม.ย. 58

ที่ศูนย์พยาบาลของค่าย เอลฟ์หนุ่มสวมชุดสีขาวนอนหลับสนิทในครอบแก้ว ที่มีไอหมอกสีฟ้าลอยวนเวียน ใบหน้าซีดขาวไร้เลือดฝาด 

เมื่อวาน ร็อครู้สึกตัว แต่บอกว่าจำอะไรไม่ได้ พอใช้มนต์ตรวจสภาพจิต ก็พบว่า ความทรงจำระหว่างสอบปฏิบัติถูกทำลายไปหมด คาดว่าน่าจะเป็นผลจากอำนาจมนตราขั้นสูงเพ่ย เพ่ยซึ่งมาอยู่เวรที่ศูนย์พยาบาลอธิบายอาการของเอลฟ์หนุ่ม

แล้วนอกจากนี้ เขามีอาการอะไรอีกไหมครับ

ตอนนี้ยังทานอาหารหรือน้ำไม่ได้ แล้วต้องพักรักษาตัวในครอบแก้วอีกสามวันจิ้งจอกสาวตอบถ้าโอมอยากคุยกับร็อค จะให้ฉันปลุกเขาไหมคะ

อย่ากวนเขาเลยครับโอมบอกพลางมองคนป่วยในครอบแก้ว ด้วยความรู้สึกผิด ถึงแม้เขาจะไม่ได้เป็นคนทำ แต่ถ้าเอลฟ์หนุ่มไม่มาเป็นคู่หูสอบปฏิบัติกับเขา ก็คงไม่ต้องมีสภาพแบบนี้.. ชายหนุ่มคิดด้วยความเจ็บใจ เมื่อนึกถึงว่า เรื่องทั้งหมดต้องมีใครสักคนอยู่เบื้องหลัง..ใครสักคนที่ทำเรื่องเลวร้ายและโยนความผิดให้เขา


ได้ยินวาโยบอกว่า โอมไม่ต้องถูกลงโทษแล้วใช่ไหมคะเพ่ย เพ่ย พูดยินดีด้วยนะคะ โอม

อย่าเพิ่งยินดีเลยครับโอมยิ้มแกนๆ เมื่อนึกถึงภารกิจมหาโหดที่รออยู่สภาให้ผมไปเอาโลหิตมังกรกลับมา ถ้าทำไม่ได้ ผมก็โดนโยนลงนรกอยู่ดี

จิ้งจอกสาวจับมือชายหนุ่มและบีบเบาๆอย่างให้กำลังใจฉันเชื่อว่า คุณทำได้ค่ะ โอม

ความอบอุ่นจากมือนิ่มหอมกรุ่นและดวงตากลมโต นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มของหญิงสาวที่มองมา คล้ายมีมนต์สะกด ให้เขารู้สึกเหมือนอยู่ในฝัน

โอม โอมคะเสียงเพ่ย เพ่ย เรียก ปลุกเขาจากภวังค์เป็นอะไรหรือเปล่าคะ เห็นนิ่งเงียบไปตั้งนาน

เอ่อ ขอโทษครับชายหนุ่มเอ่ยปากเมื่อรู้สึกตัว ขณะที่มือของหญิงสาวยังกุมมือเขาอยู่


จิ้งจอกสาวปล่อยมือและกำมือขวาก่อนแบออก ซึ่งในมือนั้นมีแผ่นไม้แกะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เขียนอักษรญี่ปุ่นสามตัว ลงลายด้วยทองคำ

ฉันให้ค่ะเธอบอกก่อนขยายความเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำหน้างงนี่เป็นเครื่องรางคุ้มกันของพวกเรา ชาวเผ่าจิ้งจอก พกมันติดตัวไว้นะคะ มันอาจจะช่วยคุ้มครองคุณได้บ้าง

ขอบคุณนะครับโอมพูดพร้อมรับเครื่องรางนั้นมาหย่อนใส่กระเป๋าเสื้อ

ฉันต้องไปทำงานต่อแล้วล่ะคะเพ่ย เพ่ย บอกขอให้ทวยเทพคุ้มครองนะคะโอม แล้วฉันจะรอคุณกลับมา


โอมยิ้มให้เทพธิดาจิ้งจอกสาว ประโยคสุดท้ายที่เธอพูดมา มันทำให้เขาหัวใจพองโต ชายหนุ่มไม่รู้หรอกว่า สิ่งที่รออยู่ข้างหน้าในภารกิจนี้ จะเลวร้ายสักแค่ไหน แต่รอยยิ้มของสาวน้อยแสนสวยตรงหน้า ก็ทำให้เขามีกำลังใจเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า

******************   


 แล้วพวกเราจะไปกันยังไงรึโอมถาม หลังจากมาสมทบกับเพื่อนทั้งสองที่ศาลาใกล้ลานจอดรถ

นั่งเรือไปวาโยบอก

นั่งเรือแล้ว ทำไมมารอตรงนี้วะ

เรือเหาะไงกล่าวจบ บุตรแห่งลมเหนือก็หยิบของสิ่งหนึ่งออกมาจากเป้หลังและวางลงบนพื้น ก่อนที่มันจะขยายขนาดกลายเป็นเรือยาว ตรงกลางมีใบเรือสีน้ำเงินสลับขาว

เรือแห่งสุริยเทพ แล่นเร็วพอๆกับเครื่องบินเจ็ทเลยนะจะบอกให้วาโยบอกผอ. จัดมาให้สำหรับภารกิจนี้โดยเฉพาะ


โอมมองสภาพเรือตรงหน้า ที่ผูกจากต้นไม้เล็กๆคล้ายกกมัดรวมกัน ลำเรือแคบ นั่งได้แถวละไม่เกินสองคน ตรงกลางมีใบเรือสีซีดผูกติดกับเสากระโดงซึ่งดูโงนเงนชอบกล

แน่ใจนะ ว่าแล่นๆไป มันจะไม่หลุดเป็นชิ้นๆเสียก่อนเขาข้องใจ

อย่าให้รูปลักษณ์ลวงตาสิพวก นี่น่ะ สุดยอดพาหนะจากลุ่มน้ำไนล์เลยนะวาโยบอก

สีหน้าโอมแสดงความไม่เชื่อถือ”สภาพแบบนี้ อย่าว่าแต่แม่น้ำไนล์เลยวะ ฉันว่าแค่คลองแสนแสบก็ม่ายรอดแล้ว”

“พูดแบบนี้ จะไปไม่ไป ถ้าไม่ไป”บุตรแห่งลมเหนือชักหงุดหงิดที่อีกฝ่ายเรื่องมาก

“ไปก็ไป”อีกฝ่ายยอมอย่างไม่มีทางเลือก ก่อนก้าวตามวาโยและปถวีร์ลงไปนั่งในท้องเรือที่ปูด้วยเสื่อกกสาน  

 ทันทีที่นั่งลงในเรือ ชายหนุ่มก็พบว่าท้องเรือนั่งสบายกว่าที่คิด เสื่อที่ปูก็ทั้งนุ่มและหนาราวพรมชั้นเยี่ยม หนำซ้ำในเรือยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ยังกับพวกอะโรมาเทอราพี ยังไงยังงั้น


เมื่อทั้งหมดนั่งประจำที่แล้ว เรือมนตราก็ลอยจากพื้นและลอยสูงขึ้นจนพ้นยอดไม้ จากนั้นจึงเคลื่อนตัวเข้าหาแนวเขาทางทิศตะวันตกโดยเพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนภาพสองข้างทางพร่าเลือนไป เมื่อเรือเร่งความเร็วขึ้นสูงสุด

ว้าวว สุดยอดโอมถึงกับออกปากอุทาน กับความเร็วของเรือ ที่สำคัญ ทั้งๆที่เรือแล่นด้วยความเร็วสูงสุด แต่เขายังรู้สึกเป็นปกติ สบายดีทุกอย่าง ไม่มีอาการวิงเวียน หรือลมแรงพัดตีหน้าตา แต่อย่างใด ทุกอย่างในเรือยังเป็นปกติ คล้ายๆกับว่ามีเกราะที่มองไม่เห็นคอยหุ้มพวกเขาอยู่

“เจ๋งป่ะล่ะ”วาโยยักคิ้ว”บอกแล้ว ว่าเนี่ยสุดยอดพาหนะแห่งไนล์”

“เฮ้ย งั้นแบบนี้ เราก็ไปไหนๆได้สบายเลยน่ะสิ”โอมว่า

“มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก โอม”ปถวีร์ขัดขึ้น”เรือมนตรา จะสามารถใช้งานได้แค่ห้าครั้ง ต่อจากนั้น มันจะกลายสภาพเป็นเศษกกธรรมดา”

“อะไรวะ มีหมดอายุด้วยเหรอ”

“ก้อนี่มันของจำลอง ไม่ใช่เรือของเทพเจ้าจริงๆ มันก็ต้องมีข้อจำกัดน่ะสิ”

“งั้น ผอ.ก็น่าจะให้มาซักหลายๆลำหน่อย ภารกิจนี้ มันจะได้สบายขึ้น”

“ ฉันจะบอกอะไรให้นะ”น้ำเสียงคนธรรพ์หนุ่มจริงจัง”หัวใจที่เข้มแข็ง ไม่ยอมแพ้ต่อสิ่งง่ายๆ มันมีอำนาจเหนือกว่าของวิเศษ หรือมนตราใดๆ และต่อให้นายมีเรือมนต์นับสิบ แต่ถ้านายขาดสิ่งนี้ นายก็ไม่มีวันไปถึงจุดหมายได้หรอก”


โอมรู้สึกเหมือนกำลังถูกหลอกด่าแบบผู้ดียังไงชอบกล  ก็อย่างว่าล่ะ พวกคนธรรพ์ขึ้นชื่อเรื่อง ดนตรีและกวี ก็ไม่แปลกหรอกที่เพื่อนของเขาจะเข้าใจเลือกสรรคำมาเหน็บแนมได้อย่างลึกซึ้ง

“เออ ว่าแต่ พอเราไปถึงบาร์โคโยตี้นั่นแล้ว ต้องทำไงต่อวะ”เขาเปลี่ยนเรื่องโดยถามถึงสิ่งที่ต้องทำต่อ

“ยังไม่ถึง ยังบอกไม่ได้หรอก”ปถวีร์ตอบ”ไว้ไปถึงเมื่อไหร่ ฉันว่า เราน่าจะเจอเบาะแสที่จะนำไปสู่สิ่งที่ตามหาเองแหละ”

“นายใช้คำว่าน่าจะ ก็แสดงว่า เราอาจไม่เจอ งั้นล่ะสิ”

“ฉันพูดเผื่อในกรณี ที่มีเหตุให้เราไม่อาจหาเบาะแสได้น่ะ”


แม้อีกฝ่ายจะพูดครึ่งๆกลางๆ แต่โอมก็พอเข้าใจว่า”เหตุ” ที่เพื่อนว่านั้น คืออะไร และเขาก็ภาวนาว่า อย่าให้เจอเหตุดังว่าเลย

“เฮ้ยถึงแล้ว”เสียงวาโยที่นั่งหน้าสุดร้องขึ้น ขณะเรือหยุดกลางอากาศและลดระดับความสูงของเพดานบินลง

“ถึงไหนวะ”โอมยังงง ในเมื่อเขาจำได้ว่า ออกจากค่ายมายังไม่ครบชั่วโมงดีเลย

“ก้อพัทยาไง”อีกฝ่ายตอบ ขณะที่เรือลดระดับลงจอดใต้ต้นไม้ใหญ่ใกล้จุดชมวิวบนเขาพระตำหนัก ที่มองเห็นแนวชายหาดได้แทบทั้งหมด ไกลออกไปจากทิศตะวันตก ดวงอาทิตย์ลับแนวขอบฟ้าเหลือเพียงแสงสุดท้ายให้เห็น ลมทะเลพัดไอเย็นจากผืนน้ำเข้ามาปะทะผิวหน้า

โอมมองลงไปยังเมืองเบื้องล่าง ที่แสงสว่างจากไฟฟ้าเริ่มปรากฏขณะม่านแห่งความมืดยามราตรีคลี่คลุมผืนฟ้า ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึกๆ และเตรียมรับความท้าทายที่รออยู่เบื้องหน้า

****************************************************

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

96 ความคิดเห็น