โอม อัครา กับศาสตราต้องคำสาป

ตอนที่ 30 : ฝันลึกลับกับมหาสงครามที่ใกล้ระเบิด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 253
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    30 ม.ค. 58

*****************************

ล่วงเข้าวันที่ห้า หลังเกิดเรื่อง ซึ่งสำหรับโอมแล้ว เขารู้สึกว่าเวลามันเชื่องช้าเหลือเกิน กับการถูกขึงพืดบนเตียง ในห้องโล่งๆไร้เฟอร์นิเจอร์ โดยไม่มีโอกาสลุกไปไหนแม้แต่เข้าห้องน้ำหรือกินอาหาร อันที่จริงต้องบอกว่านับแต่ถูกในนี้ เขาไม่เคยหิว เคยกระหายหรือปวดหนักปวดเบาเลย ซึ่งข้อนี้วาโยได้บอกเขาว่า นักโทษที่อยู่ในห้องนี้ จะมีร่างกายอยู่ในสภาพคล้ายกบจำศีล โดยไม่มีความต้องการพื้นฐานทางกายภาพใดๆ ยกเว้นแต่สติรับรู้เท่านั้นที่ยังสมบูรณ์ครบถ้วน


   นับแต่ถูกจับมา เพื่อนๆทั้งสามคือ วาโย ปถวีร์ มินตราได้มาเยี่ยมและนำข่าวคืบหน้ามาเล่าให้ฟังโดยตลอด(ข้อดีข้อนึงที่โอมเห็น สำหรับการมาอยู่ที่นี่ก็คือ เขาสามารถปะทะคารมและกวนประสาทมินตราได้เต็มที่ เวลาเธอมาเยี่ยม โดยไม่ต้องกลัวว่าเธอจะเผาปิ๊กาจู้ของเขา) แม้จะมีเวลาเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงสำหรับหนึ่งวันที่จะเข้าเยี่ยมได้ แต่มันก็ทำให้โอมได้รู้ถึงสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่


        สำหรับร็อค เอลฟ์หนุ่มได้รับบาดเจ็บสาหัสจนทำให้ความจำเสื่อมและยังไม่สามารถให้การอะไรได้ ซึ่งนั่นยิ่งทำให้สถานการณ์ของโอมแย่ลงไปอีก เพื่อนๆทั้งสามเล่าให้เขาฟังว่า เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้เทพเจ้าจีนและนครต้องห้ามไม่พอใจเป็นอันมาก เนื่องจากโลฟิตมังกรไฟเป็นอัญมณีที่เป็นตัวแทนสมดุลพลังของพวกเขา และทางนครต้องห้ามได้เรียกร้องให้ทางแอสการ์ดกับหอคอยเทวะร่วมกันรับผิดชอบในเรื่องที่เกิดขึ้น ไม่เช่นนั้น พวกเขาอาจตัดสินใจใช้มาตรการเด็ดขาด


“มาตรการขั้นเด็ดขาด”โอมทวนคำ”หมายถึง อะไรเหรอ”เขาถามแม้ในใจจะพอเดาได้


“สงครามน่ะสิ”ปถวีร์ตอบ”ตอนนี้นครต้องห้ามเตรียมระดมกองทัพสวรรค์แล้วด้วย ถ้าเรื่องนี้เคลียร์ไม่ได้ มีหวังเกิดเรื่องใหญ่แบบมหายักษ์แน่”


“ถ้าเกิดสงครามจริงแล้วจะเป็นไงเหรอ”


“ภัยพิบัติใหญ่หลวงของมนุษยชาติเลยแหละ”คนธรรพ์หนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด”ขนาดว่า สงครามโลกร้อยครั้งรวมกัน ยังเทียบไม่ติดด้วยซ้ำ”


“เอ่อ...คงไม่งั้นมั้ง”


“ลำพังเทพเจ้าสององค์ปะทะกัน ก็รุนแรงพอๆกับการเกิดพายุใหญ่ หรือภูเขาไฟระเบิดแล้ว และนี่เป็นระดับคณะเทพเจ้า เข้าทำมหาสงครามกัน พลังทำลายล้าง มันรุนแรงถึงขั้นล่มทวีปทั้งทวีปได้เลย”วาโยอธิบายด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด


“แล้วเทพคณะอื่นๆล่ะ พวกเขาคงไม่อยู่เฉย แล้วยอมให้โลกถูกทำลายหรอกน่า”คนเป็นนักโทษพยายามหาข้อค้าน


“ถ้านายศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ของเทพเจ้ามากกว่านี้ นายจะไม่มองโลกในแง่ดีแบบนี้แน่”ปถวีร์พูด”ที่บอกว่า เทพเจ้าอื่นๆจะไม่อยู่เฉย ข้อนั้นแน่นอน แต่ปัญหาคือ พวกเขาจะแบ่งข้างเข้ากับแต่ละฝ่ายน่ะสิ”


“แบ่งข้าง”


“ใช่”คนธรรพ์หนุ่มพยักหน้า”เทพแห่งไกรลาสมีสัมพันธ์สนิทสนมกับเทพแห่งนครต้องห้ามมานับพันปี พอๆกับที่เทพโอลิมเปี้ยนผูกไมตรีกับเทพไวกิ้งและเทพแห่งไนล์นั่นแหละ แล้วที่นี้ นายคิดว่าหากสองฝ่ายแตกหักกัน จะเกิดอะไรขึ้น”


นั่นเป็นการเยี่ยมครั้งสุดท้าย วานนี้  ซึ่งคำพูดของสหาย ทำให้โอมเครียดหนัก ที่ได้รู้ว่าเขากำลังกลายเป็นตัวซวยระดับโลกไปแล้ว...ให้ตายเถอะ ไม่รู้ว่าในตอนนี้ เขาควรจะกังวลกับอะไรมากกว่ากัน ระหว่างอนาคตของมนุษยชาติกับชีวิตของเขา แต่โอมมีลางสังหรณ์ว่า ถ้าเรื่องจบลงไม่สวยล่ะก้อ สิ่งที่จะพินาศก่อนเป็นอันดับแรกคงไม่พ้นตัวเขาแน่ๆ


กำลังที่โอมคิดถึงชะตากรรมของตัวเองอยู่นั้น วงแสงสีเงินก็ปรากฏขึ้นในอากาศเหนือใบหน้าของเขา เป็นสัญญาณว่ามีคนมาเยี่ยม อย่างไรก็ตาม ชายหนุ่มเดาว่า คงเป็นคนหนึ่งคนใดในเพื่อนทั้งสามคน จึงไม่ได้ตื่นเต้นใส่ใจอะไรนัก จนเมื่อใบหน้าของผู้มาเยี่ยมปรากฏขึ้น โอมก็ถึงกับตาโต


“เพ่ย เพ่ย!


“เป็นไงบ้างคะโอม” จิ้งจอกสาวถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง”ฉันมัวดูแลคนเจ็บที่ศูนย์พยาบาล เลยไม่รู้ว่าเกิดเรื่องขึ้น พอรู้เรื่องเมื่อสองวันก่อน จะมาเยี่ยม ก็ยังไม่เสร็จงาน เพิ่งจะมาได้ วันนี้เองค่ะ”หญิงสาวพูดยาวเหยียด


ชายหนุ่มยิ้มหน้าบานแทบลืมชะตากรรมห่วยๆที่กำลังเผชิญอยู่ เขารู้สึกว่าน้ำเสียงของเพ่ยเพ่ย เหมือนเสียงสวรรค์ยังไงยังงั้น


“ไม่เป็นไรหรอกครับ แค่ได้เห็นหน้าคุณ ผมก็ดีใจแล้ว”เขาบอกจากใจจริง


ฉันเชื่อนะคะ ว่าคุณไม่ได้ทำลายผู้พิทักษ์และขโมยโลหิตมังกรไป อย่างที่เขากล่าวหากัน”


“ขอบคุณครับที่เชื่อใจผม แต่ปัญหาคือ สภาจะคิดแบบเพ่ยเพ่ยหรือเปล่านี่สิ”ท้ายประโยค น้ำเสียงโอมแฝงความกังวล เมื่อนึกถึงสิ่งที่รออยู่


“ใจเย็นๆนะคะ ฉันได้ยินมาว่า ท่าน ผอ.กำลังหาทางช่วยคุณอย่างเต็มที่ ถึงยังไง ท่านคงไม่ยอมให้คุณถูกลงโทษโดยไม่มีความผิดแน่”


“ผอ.น่ะเหรอครับ”โอมแปลกใจที่ได้ยินแบบนั้น เพราะจะว่าไป เขาก็ไม่ได้สนิทสนมอะไรมากมายกับ ผอ.เอชหรือ เทพฮามาคิสต์ ถึงขนาดที่จะคิดว่าฝ่ายนั้นจะมาช่วยอะไรเต็มที่แบบนี้”ทำไม เขาจะต้องปกป้องผมถึงขนาดนั้นด้วยล่ะ”


“เอ่อ..ก็ในฐานะที่ท่านเป็นผู้ดูแลหอคอยเทวะ ผอ.เอช จึงถือว่า สมาชิกทุกตนคือความรับผิดชอบของท่านน่ะสิ”เพ่ยเพ่ยบอก


แม้บางอย่างจะบอกโอมว่า มันน่าจะมีอะไรมากกว่านั้น แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้คิดจะถามอะไรเพิ่มอีก เพราะมีเรื่องอื่นที่เขาอยากรู้มากกว่านี้

“แล้ว..แล้วถ้าเกิดว่า สภาตัดสินว่า ผมทำผิด จะเกิดอะไรขึ้นหรือ”

“ถ้าผลการตัดสินออกมาแบบนั้น ผอ.เอช ในฐานะผู้ดูแลหอคอยเทวะ และ คณะเทพแอสการ์ดผู้ดูแลค่ายฝึกต้องร่วมรับผิดชอบหาโลหิตมังกรมาคืน...”สาวสวยพูดมาถึงตรงนี้ก็เงียบไป สายตาที่มองมา ดูอึดอัด

“แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับผมล่ะ”โอมถามต่อแบบตรงประเด็น

“เอ่อ...”

“บอกมาตรงๆ เถอะครับ ผมอยากรู้”ชายหนุ่มขอร้อง

เพ่ยเพ่ยพยักหน้ารับ ก่อนพูดว่า”ถ้าสภาตัดสินว่า คุณผิดจริง โทษที่ได้รับคือ วนเวียนรับการลงทัณฑ์ในมหาโลกันฑ์ทั้งห้า ตลอดกาล”


โอมหน้าซีดเผือด หลังจากอยู่กับโลกแห่งเวทมนต์นี้มาหลายเดือน เขารู้ดีว่า มหาโลกันต์ทั้งห้า หมายถึง แดนนรกของกรีก ไวกิ้ง จีน อินเดียและอียิปต์ ซึ่งล้วนเต็มไปด้วยการลงทัณฑ์สารพัดสุดพรรณนา เกินกว่าจะหยั่งรู้

ภาพจิ้งจอกสาวตรงหน้า เริ่มสั่นไหวก่อนพร่าเลือน เป็นสัญญาณหมดเวลาเยี่ยม เพ่ยเพ่ยยิ้มให้กำลังใจชายหนุ่มก่อนกล่าวว่า

“ฉันต้องไปแล้วนะคะโอม ขอให้คุณโชคดี และหวังว่าเราจะได้เจอกันอีกนะคะ”ทันทีที่จบประโยค ภาพของเธอก็หายไป โดยที่โอมยังไม่ทันกล่าวตอบแม้แต่คำเดียว


...ชายหนุ่มถอนหายใจหนักหน่วง เมื่อนึกถึงชะตากรรมเลวร้ายที่กำลังรออยู่ และในตอนนี้ เขาเองก็ยังมองไม่เห็นเลยว่า จะมีโอกาสรอดพ้นจากมันได้อย่างไร.....

***************************


สายหมอกสีม่วงลอยวนเวียนรอบตัว จนมองอะไรไม่เห็น นอกจากสัมผัสแข็งกระด้างยามเหยียบลงบนพื้นและอากาศเยือกเย็นจนถึงกระดูก สรรพเสียงรอบข้างเงียบสงัด ขมุกขมัว แม้กระนั้น ทั้งๆที่ไม่เห็นที่หมาย โอมก็พบว่าตัวเขาเองยังคงเดินต่อไปข้างหน้าเรื่อยๆ


ทันใดนั้นเอง สายหมอกก็เริ่มจางลง พร้อมกับแท่นหินห้าเหลี่ยมขนาดใหญ่สีเลือดนกปรากฏให้เห็นในสายหมอกบาง ห่างออกไปเบื้องหน้าสิบก้าว ที่ด้านหน้าของแท่นหินนั้นมีขั้นบันไดทอดขึ้นนำไปด้านบน ชายหนุ่มก้าวตรงเข้าไปและขึ้นบันไดทีละขั้นจนถึงขั้นสุดท้ายที่นำไปด้านบน ซึ่งบนนั้นมีวัตถุหนึ่งวางอยู่บนแท่นหินสีเลือดห้าเหลี่ยมที่เล็กกว่า


  ของชิ้นนั้น เป็นท่อนโลหะสีเงิน คล้ายหอกสั้น ทว่ามีใบขวานสีดำขลับอยู่สองข้างของปลายหอก เนื้อโลหะของใบขวานวาววับและดูเหมือนมีรูปเงาเลือนรางเคลื่อนไหวอยู่

“ข้ารอท่านอยู่”เสียงหนึ่ง กังวานใสหากเยียบเย็นดังขึ้นข้างๆ ราวกับเจ้าของเสียงอยู่ที่นั่น

โอมหันมาทางเสียงนั้น และเห็นเงาร่างมนุษย์ยืนอยู่

“ในที่สุด เวลาที่ข้ารอคอยก็มาถึง”เสียงกังวานใสเยือกเย็นออกมาจากเงาร่างนั้น.....

   ชายหนุ่มลืมตาขึ้นและพบว่า ตัวเขาถูกขึงพืดอยู่ในห้องโล่งๆ ด้วยเส้นด้ายเงินเส้นเดิม ที่เดิม และกำลังรอคำพิพากษาจากสภาเทวะ ว่าจะตัดสินชะตากรรมเขาอย่างไร


  หลังจากถูกขังมา จนถึงวันที่เจ็ด นี่เป็นครั้งแรกที่เขาฝันเป็นเรื่องเป็นราว และที่สำคัญคือมันเป็นความฝันแบบที่เคยฝัน หากต่างกันในรายละเอียดเล็กน้อย ตรงที่มีเงาร่างลึกลับปรากฏในฝันด้วย ..น่าเสียดายที่ไม่ได้เห็นหน้าเงานั้น ซึ่งเขาแน่ใจว่าต้องเป็นเจ้าของเสียงลึกลับที่เรียกเขาในฝัน เป็นระยะ ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา แต่เขาบอกได้อย่างหนึ่ง จากรูปร่างและกังวานเสียงที่ชัดมากในคราวนี้ว่า เงานั้น น่าจะเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย  


..แล้วมันสำคัญกับเขานักหรือ...โอมคิด...ในเมื่อ จากนี้ไป เขายังไม่รู้เลยว่า ตัวเองจะได้ออกไปเมื่อไหร่และที่สำคัญ ออกไปในสภาพใด

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

96 ความคิดเห็น

  1. #89 ฟรีด้อม (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 30 มกราคม 2558 / 10:51
    รอตอนต่อไป
    #89
    0