โอม อัครา กับศาสตราต้องคำสาป

ตอนที่ 3 : ฝันหรือจริง...

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 768
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    25 มิ.ย. 57

ก็หมายความว่า จากนี้ไป เจ้าไม่ต้องไปไหนอีกแล้วน่ะสิ เจ้าหน้าโง่!”เชอรี่พูดพร้อมกับระเบิดหัวเราะด้วยกังวานเสียงบาดแก้วหูเพราะชีวิตของเจ้ากำลังจะจบลงตรงนี้แล้ว


น้องเชอรี่ ..”โอมหลุดปากออกมาและชะงักคำพูดอยู่แค่นั้น ดวงตาทั้งคู่ของชายหนุ่มเบิกกว้าง กับภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า


    ห่างออกไปที่สุดปลายของห้องบรรยาย เชอรี่ยกมือทั้งสองข้างขึ้นฉีกเสื้อนักศึกษาที่สวม ออกและเผยให้เห็นหน้าอกที่เต็มไปด้วยเกล็ดสีเขียวแวววาว จากนั้นปีกขนาดใหญ่พร้อมขนแบบขนนกสีแดงก็งอกออกจากไหล่ทางด้านหลัง ขณะที่ร่างกายส่วนล่างของหญิงสาวก็ขยายออกจนทำให้กระโปรงที่สวมอยู่ปริขาด พร้อมกันนั้นเอง ก็มีขนนกสีแดงงอกขึ้นปกคลุมแทนที่จนมิด ขาทั้งสองข้างแปรสภาพกลายเป็นขานกที่มีอุ้งเท้าพร้อมกรงเล็บแหลมคมเหมือนกับนกเหยี่ยว เช่นเดียวกับมือทั้งสองข้างที่เต็มไปด้วยกรงเล็บแบบเดียวกัน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และในตอนนี้ร่างของหญิงสาวก็มีสภาพเป็นครึ่งนกครึ่งคนที่มีส่วนอกหุ้มด้วยเกล็ดสีเขียว พร้อมกับมีแขนอีกสองข้าง แม้ว่าส่วนศีรษะนั้นจะยังเป็นของน้องเชอรี่ นักศึกษารุ่นน้องปีหนึ่ง ทว่าใบหน้านั้นกลับดูน่ากลัวและสยดสยองยิ่งนัก ด้วยปากที่ฉีกกว้างเกือบถึงใบหู พร้อมฟันคมกริบกับเขี้ยวยาวแหลมและดวงตาเปล่งประกายสีแดงฉานที่เต็มไปด้วยแววกระหายเลือด

 
จงสูดลมหายใจสุดท้ายให้เต็มที่ จากนั้นเลือดเนื้อของเจ้าจะต่อพลังชีวิตให้ข้า!“น้องเชอรี่หรือไม่ก็สิ่งที่เคยเป็นน้องเชอรี่กรีดร้องด้วยกังวานเสียงบาดแก้วหู


  ทันทีที่ตั้งสติได้ โอมรีบพุ่งหาประตูทางออกและกระชากเปิด ทว่ามันกลับถูกล็อคเอาไว้แล้ว ชายหนุ่มเขย่ามันอย่างบ้าคลั่ง ขณะที่นางอสุรกายย่างสามขุมจากหลังห้องตรงเข้ามาอย่างช้าๆ ดูท่าทางมันคงมั่นใจว่า อาหารค่ำของมันจานนี้ ไม่มีทางหนีพ้นมือมันแน่


 เมื่อหมดหวังที่จะหนีออกข้างนอก โอมจึงหยิบเอาเก้าอี้ตัวหนึ่งขึ้นมาและทุ่มใส่เจ้าอสุรกายครึ่งนกครึ่งคน ทว่ามันกลับใช้กรงเล็บปัดเก้าอี้ตัวนั้นอย่างง่ายดายราวกับเศษกระดาษ เก้าอี้ลอยขึ้นไปกระแทกหลอดไฟที่อยู่ข้างบนจนแตกกระจาย


โอมคว้าเก้าอี้ตัวที่สองทุ่มไปอีกครั้ง ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก็มีเพียงเก้าอี้พังเพิ่มอีกหนึ่งตัวและหลอดไฟแตกเพิ่มอีกหนึ่งชุดเท่านั้น


นางอสุรกายหยุดยืนกลางห้อง พร้อมกับแสยะปากอีกครั้ง ปีกคู่ใหญ่ที่อยู่กลางหลังสยายออก พร้อมๆกับกลิ่นเหม็นสาปฉุนเฉียวที่ฟุ้งกระจายไปทั่วห้อง ในวินาทีนั้นเองที่ชายหนุ่มจำได้ว่า มันเป็นกลิ่นเดียวกับที่สัมผัสจมูกของเขาในห้องเมื่อคืนนี้  แต่นั่นก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น เพราะความจริงที่กำลังจะเกิดขึ้นตรงนี้คือ เขากำลังจะกลายเป็นอาหารเย็นของน้องเชอรี่ในร่างอสุรกายแล้ว


   เสียงกรีดร้องแสบแก้วหูดังขึ้นอีกครั้ง ชั่วขณะหนึ่งนั้น โอมนึกแปลกใจว่า เสียงร้องดังขนาดนี้ ไม่มีใครได้ยินเลยสักคนเลยหรือไง


 ทันทีที่สิ้นเสียง นางอสุรกายก็กระพือปีกพุ่งทะยานเข้ามาอย่างรวดเร็ว กรงเล็บแหลมคมยื่นมาข้างหน้า ทว่าก่อนที่กรงเล็บของมันจะสัมผัสตัวเขา โอมก็กลิ้งหลบออกไปได้อย่างทันเวลา นางนกผีกรีดร้องอย่างเกรี้ยวกราดที่เหยื่อรอดไปได้


โอมรีบวิ่งไปหลบอยู่หลังแถวที่หกของโต๊ะเรียน ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับที่เจ้าอสุรกายตัวนั้นใช้อุ้งเท้าข้างขวาเตะเครื่องฉายแผ่นบรรยายที่หน้าห้องปลิวเฉียดหัวเขาไปกระแทกกับเครื่องปรับอากาศที่อยู่กับติดผนังด้านหลังห้องบรรยายจนหล่นโครมลงกับพื้น


คิดเรอะว่า เจ้าจะรอดพ้นมือข้าไปได้นางนกผีคำราม ก่อนจะกระพือปีกขึ้นมายืนเหยียบบนโต๊ะตัวหนึ่ง กลิ่นสาปสางของมันเพิ่มความเหม็นรุนแรงยิ่งกว่าเดิมจนแทบสำลัก

เตรียมตัวตายได้แล้ว!”มันอ้าปากกรีดร้องอีกครั้ง


 ทันใดนั้นเอง ประตูห้องก็เปิดผาง พร้อมกับร่างสองร่างก้าวเข้ามาในห้อง นางอสุรกายหันไปยังผู้ที่เข้ามาขัดจังหวะการกินมื้อค่ำของมันพร้อมกับร้องอย่างเกรี้ยวกราด หลังจากที่ใช้เวลาอยู่กับนางนกผีได้สักพักหนึ่ง ตอนนี้โอมพอจะคาดเดาอารมณ์ของมันจากเสียงร้องได้แล้ว


   ผู้มาใหม่ทั้งสอง ยกธนูที่ถือมาด้วยขึ้นง้างและยิงพร้อมกัน ลูกศรสองดอกพุ่งแหวกอากาศตรงมา เป็นจังหวะเดียวกับที่นางอสุรกายกระพือปีกขึ้นบินหลบ แต่กระนั้นก็ยังถูกลูกศรดอกหนึ่งเฉี่ยวเข้าที่ขาข้างขวา มันกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดระคนเกรี้ยวกราด ก่อนจะพุ่งเข้าโจมตีมือธนูที่ยิงมันด้วยความเร็วสูง  ทว่าทั้งสองคนต่างแยกกันออกสองข้างเพื่อหลบการโจมตีของนางอสุรกายอย่างรวดเร็ว จนทำให้มันพลาดไปกระแทกกับกรอบประตูเต็มแรงและดูจะมึนงงไปไม่น้อย ขณะนั้นเอง มือธนูทั้งสองก็ยิงลูกศรชุดที่สองเข้าใส่นางอสุรกาย ทว่าคราวนี้มันสามารถหลบได้ทัน นางอสุรกายส่งเสียงร้องอย่างดุร้าย ก่อนจะบินขึ้นไปเกาะห้อยหัวบนเพดาน มือธนูทั้งสองยังคงยิงลูกศรเข้าใส่อย่างไม่นับ ขณะที่นางอสุรกายไต่ไปมาตามเพดานอย่างรวดเร็วเพื่อหลบคมศร


    ทันใดนั้น มันก็หันมาเห็นโอมที่หลบอยู่หลังโต๊ะเรียน นางอสุรกายกรีดร้องด้วยเสียงดังแสบแก้วหูก่อนจะกางปีกพุ่งทะยานเข้ามาหาชายหนุ่ม


     แต่ก่อนที่กรงเล็บของอสุรกายจะถึงตัวเขา ลูกศรดอกหนึ่งก็พุ่งมาเสียบไหล่ขวาของมัน ทำให้มันเสียหลักและโฉบพลาดไป ปีกข้างหนึ่งฟาดมาโดนตัวโอม จนเขาเสียหลังไปกระแทกเข้ากับโต๊ะ ขณะที่นางอสุรกายพุ่งเลยไปหลังห้องและชนหน้าต่างบานใหญ่แตกกระจาย ก่อนจะบินหายไป ทิ้งไว้เพียงเสียงกรีดร้องแสบแก้วหูเท่านั้น


      โอมโซซัดโซเซ ลุกขึ้นยืนอย่าง งงๆ  ชั่วขณะนั้น เขารู้สึกมึนหัวเป็นอย่างมาก บางที มันอาจจะเกิดจากการที่ศีรษะไปกระแทกกับโต๊ะเมื่อกี้ หรือไม่ก็กลิ่นสาปฉุนเฉียวชวนวิงเวียนนั่น


     ชายหนุ่มพยายามจะมองไปยังมือธนูลึกลับที่ยืนอยู่หน้าห้อง และในชั่วเวลานั้นเอง สติของเขาก็ดับวูบลง

*******************


โอมเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะที่เขานั่งอยู่ ก่อนจะมองไปรอบๆ ท้องฟ้าด้านนอกเริ่มมืดลง นักศึกษากลุ่มหนึ่งเดินผ่านด้านหน้าอาคารไป ขณะที่ใต้อาคารนั้น ไม่มีใครนั่งอยู่เลย นอกจากเขาเพียงคนเดียว  


       นอกจากอาการมึนงงเล็กน้อยแบบคนที่งีบหลับแล้วเพิ่งตื่นขึ้นมา ทุกอย่างสำหรับโอมยังคงเป็นปกติดี มันดูเหมือนว่า เหตุการณ์ทั้งหมดนั่นเป็นเพียงความฝัน ไม่มีน้องเชอรี่ ไม่มีสัตว์ประหลาด ไม่มีอะไรทั้งนั้น นอกจากตัวเขาที่นั่งหลับอยู่ตรงนี้   


   ชายหนุ่มยังคงนั่งอยู่ที่เดิมจนเวลาผ่านไปเกือบสองชั่วโมง ทว่าก็ยังไม่มีวี่แววเลยว่าน้องเชอรี่จะมา โอมรู้สึกเสียดายที่เขาลืมขอเบอร์โทรศัพท์มือถือของน้องเชอรี่เอาไว้ อย่างน้อยจะได้โทรถามบ้าง เขามองไปรอบๆอีกครั้งและเริ่มแน่ใจว่า นัดครั้งแรกในชีวิตของเขาคงจะเหลวเสียแล้ว


   โอมลุกขึ้น ด้วยความรู้สึกเซ็งปนเศร้า เมื่อคิดว่าตัวเองคงจะถูกรุ่นน้องหลอกให้มารอเก้อเสียแล้ว  เขารู้สึกว่าตัวเองนั้นเหมือนคนหน้าโง่ไม่มีผิด อันที่จริงเขาน่าจะรู้ตัวอยู่แล้วว่า สาวที่ไหนจะมาสนใจคนอย่างเขา ยิ่งเป็นสาวสวยระดับนั้นด้วยแล้วยิ่งไม่มีทางเลย


       ชายหนุ่มถอนหายใจก่อนจะหยิบเป้ขึ้นสะพายบ่าและเดินอย่างช้าๆออกไปจากใต้อาคารแห่งนั้น….

************************


         วันต่อมา โอมไม่ได้เล่าให้เพื่อนสนิททั้งสองฟังเกี่ยวกับเรื่องที่ตัวเองถูกหลอกให้ไปตามนัดเมื่อวาน อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกที่คาใจเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวได้รบกวนจิตใจของเขาตลอดทั้งวัน โอมจึงตัดสินใจว่าจะไปหาน้องเชอรี่และถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ทว่าหลังจากที่ได้ไปถามหาน้องเชอรี่กับพวกรุ่นน้องปีหนึ่ง โอมก็ต้องงุนงงอีกครั้ง เมื่อบรรดาน้องๆเหล่านั้นต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเขาไม่เคยมีเพื่อนร่วมรุ่นที่ชื่อเชอรี่เลย


    ด้วยความข้องใจ โอมไปที่ห้องคอมพิวเตอร์ของคณะเพื่อเปิดอินเตอร์เน็ทเข้าเวบไซต์ของคณะ เพื่อค้นดูข้อมูลนักศึกษาใหม่ แต่กลับไม่พบรูปและข้อมูลของนักศึกษาที่ชื่อ เชอรี่ อยู่ในนั้นเช่นกัน

ทำไรอยู่วาโยเข้ามาทัก 

โอมหันไปมองอีกฝ่ายฉันถามอะไรหน่อยสิ

อะไรเหรอ

คณะเรา มีน้องปีหนึ่งที่ชื่อเชอรี่หรือเปล่า

วาโยเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจไม่มีนี่

นายแน่ใจเหรอ

แน่ใจสิ ปีหนึ่งคณะเรา ไม่มีใครชื่อเชอรี่สักคน


โอมหันมามองรูปของบรรดารุ่นน้องที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ครู่หนึ่งก่อนจะหันกลับไปจ้องหน้าเพื่อนอีกครั้ง  แต่เขาก็ไม่พบร่องรอยความผิดปกติใดๆ ในแววตาของเพื่อน

นี่นาย เป็นอะไรหรือเปล่าวาโยสงสัยในอาการของอีกฝ่าย

เอ่อ ป่าวว่ะโอมรีบปฏิเสธก่อนจะพยายามปรับสีหน้าท่าทางให้เป็นปกติสงสัย ฉันคงจำผิดน่ะชายหนุ่มบอก ขณะที่ในใจก็นึกไปถึงอาการเห็นภาพหลอนที่เคยเกิดขึ้นกับตนเป็นระยะๆพร้อมกับเริ่มสงสัยว่า ตอนนี้ สมองของเขาคงจะเพี้ยนหนักจนถึงขั้นสร้างบุคคลในจินตนาการขึ้นมาเป็นตัวเป็นตนได้ แบบเดียวกับที่เคยดูในหนังฝรั่งหลายเรื่องไม่มีผิด

ถ้านายมีอะไรก็บอกฉันหรือบอกไอ้วีร์ก็ได้นะวาโยกล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง ผิดกว่าที่เคย


โอมแน่ใจว่า นอกน้ำเสียงแล้ว เขายังเห็นแววหนักใจแฝงอยู่ในสายตาคู่นั้นของเพื่อน ซึ่งมันทำให้โอมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนไข้อาการหนักที่กำลังอยู่ต่อหน้าหมอผู้รักษายังไงยังงั้นแหละ

ขอบใจ แต่ฉันไม่ได้เป็นอะไรหรอกโอมพูดพร้อมกับยิ้มให้เพื่อนสนิทหนึ่งในสองคน ก่อนจะหันมายังหน้าจอคอมพิวเตอร์อีกครั้งและพยายามที่จะลืมเรื่องประหลาดๆ พวกนั้นไปเสีย


        โอมคงจะลืมเรื่องประหลาดๆที่เขาคิดว่าเกิดจากอาการเพี้ยนของสมองไปได้ ถ้าหากตอนห้าทุ่มของคืนวันนั้นเขาไม่เจออะไรบางอย่างที่เสียบอยู่ตรงหัวเตียงในห้องพักของเขา  อะไรบางอย่างที่ว่า คือการ์ดอวยพรวันเกิดสีชมพูใบหนึ่ง ซึ่งมีข้อความที่ลงท้ายด้วยชื่อของผู้เขียนว่า ..เชอรี่..

 เฮ้ยจริงๆนะโอมกล่าวยืนยันขณะโทรศัพท์คุยกับวาโยฉันมีหลักฐานยืนยันว่า คณะเรามีรุ่นน้องปีหนึ่งที่ชื่อ เชอรี่ จริงๆ  

 โธ่ไอ้บ๊องส์ นี่นายยังไม่เลิกพูดเรื่องนี้อีกหรือวะน้ำเสียงอีกฝ่ายงัวเงีย

แต่ฉันพูดจริงๆนะโว้ย ฉันเจอการ์ดที่เขียนชื่อ เชอรี่ อยู่ที่บ้านด้วย

เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยคุยกันได้ป่าว จะเที่ยงคืนอยู่แล้ว ฉันง่วงว่ะ

เออ ถ้างั้นพรุ่งนี้ ฉันจะเอาการ์ดไปให้นายกับไอ้วีร์ดูก็แล้วกัน

เอออออีกฝ่ายทำเสียงงึมงำ ก่อนจะวางสายไป     

โอมวางหูเครื่องรับโทรศัพท์ลง ขณะที่หยิบการ์ดใบนั้นขึ้นมาดูอีกครั้ง

 คราวนี้ จะได้รู้กันล่ะ ว่าใครเพี้ยนกันแน่เขาพูดกับตัวเอง ….


     เช้าวันต่อมา ที่ห้องสมุดคณะ โอมนั่งอยู่ที่โต๊ะประจำ โดยมีวาโยและปถวีร์นั่งอยู่ด้วยอย่างพร้อมหน้า

ตกลง นายจะเอาอะไรมาให้ดูวะ ไอ้โอม

หลักฐานเรื่องการมีตัวตนของน้องเชอรี่ไง

ปถวีร์ขมวดคิ้วเชอรี่ไหนวะ

คืองี้ เมื่อวาน จู่ๆไอ้โอม มันก็มาบอกว่า รุ่นน้องปีหนึ่งของพวกเรามีคนนึง ชื่อ เชอรี่ พอฉันบอกกลับไปว่าไม่มี มันก็ไม่เชื่อ แล้วก็เลยจะเอาหลักฐานมาให้ดูนี่แหละวาโย อธิบาย

เออ ตลกว่ะหนุ่มแว่นกรอบทองว่า หลังฟังจบท่าทางนายจะเพี้ยนไปแล้วมั้ง โอม

นั่นสิวาโยเห็นด้วย

ฉันไม่ได้เพี้ยนโว้ยโอมชักโมโห ที่เพื่อนไม่เชื่อสิ่งที่เขาพูดถ้าไม่เชื่อ พวกนายดูนี่ชายหนุ่มเปิดเป้เพื่อหยิบหลักฐานชิ้นสำคัญ

ทว่าหลังจากค้นหาอยู่ครู่ใหญ่ โอมกลับไม่เจอการ์ดใบนั้นแล้ว

ไหนล่ะ หลักฐานที่ว่าวาโยถาม

สีหน้าของอีกฝ่ายไม่ดีนักเอ่อ..มันหายไปแล้ว

ฉันว่า ไอ้หลักฐานอะไรนั่นน่ะ มันไม่มีแต่แรกแล้วมากกว่ามั้งวาโยพูด

แต่เมื่อกี้ ก่อนพวกนายมา ฉันยังหยิบการ์ดนั่นขึ้นมาอ่านเลยนะโอมยืนยัน

เฮ่ย ไร้สาระชะมัด เลยนายเนี่ยคู่สนทนาตัดบทไปเรียนดีกว่าว่ะ วีร์

เออ ไปสิปถวีร์พยักหน้า ก่อนจะหยิบของและลุกจากโต๊ะ

เฮ้ย เดี๋ยวก่อนโอมเรียกเพื่อนให้อยู่ต่อ ทว่าทั้งสองกลับหมดความสนใจที่จะอยู่คุยด้วยแล้ว

เย็นนี้ ตอนพวกเราเลิกเรียนกลับมา หวังว่านายคงจะเลิกฟุ้งซ่านเสียทีนะวาโยหันมาบอกก่อนจะเดินลงบันไดไป โดยปล่อยให้โอมนั่งอยู่ที่เดิม ตามลำพังอย่างหงุดหงิดที่ไม่มีใครเชื่อในสิ่งที่เขาพูด….

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

96 ความคิดเห็น

  1. #30 kimurakung (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2556 / 17:11
    การ์ดหายไปได้ไง...แล้วใครเข้้ามาช่วยโอมไว้ (2 เพื่อนสนิทรึป่าว)
    #30
    0