โอม อัครา กับศาสตราต้องคำสาป

ตอนที่ 29 : นักโทษฉกรรจ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 245
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    25 ธ.ค. 57

เงาดำปรากฏเหนือทั้งสอง บดบังแสงสว่างให้มืดไป โอมแหงนหน้าขึ้นมองและเห็นร่างทะมึนลอยอยู่เหนือหัว ปีกกว้างมหึมาแผ่สยาย พร้อมงวงยาวเหยียดและงาขาววับ กรงเล็บมหึมาสีเขียวแวววาวพุ่งลงมาจับร่างของเขาไว้แน่น ก่อนยกขึ้น

“โอม!”เสียงร็อคร้องเรียกด้วยความตระหนก เอลฟ์หนุ่มพยายามยิงธนูใส่เจ้าอสุรกายที่กำลังจับตัวโอม ทว่ากลับไม่ทำให้มันสะดุ้งสะเทือน


โอมดิ้นรนสุดกำลัง เขาพยายามนึกเวทมนต์สักบทเพื่อใช้เอาตัวรอด ทว่าเสียงกระพือปีกและเสียงร้องของเจ้าอสุรกายทำให้เขาไม่มีสมาธิจนนึกอะไรไม่ออก กรงเล็บนั้นบีบรัดแน่นจนเขาเริ่มหายใจติดขัด กลิ่นสาปของมันฉุนเฉียวรุนแรงจนโอมแทบหมดสติ


   ขณะที่จวนเจียนจะสิ้นสตินั้นเอง เจ้านกยักษ์หัวช้าง ก็ทิ้งร่างของชายหนุ่มร่วงลงกับพื้นดิน โอมพยายามยันร่างขึ้นนั่งด้วยอาการระบมและเห็นเจ้านกยักษ์บินหายลับไประหว่างช่องเขาไกลลิบ จากที่เห็น เขาพอจำได้แล้วว่า เจ้านกยักษ์ตัวนี้ก็คือ นกหัสดีลิงก์ นกยักษ์กินเนื้อในป่าหิมพานต์ที่มีงวงและงาแบบช้างนั่นเอง


  โอมไม่แปลกใจนัก ที่นกในป่าหิมพานต์มาอยู่ที่นี่ เพราะเขาพอจะรู้ว่ในป่ารอบๆค่ายนี้มีสัตว์ประหลาดจากหลายตำนานอาศัยอยู่เยอะแยะ แต่สิ่งที่เขาสนใจมากกว่าในตอนนี้คือ ที่นี่ที่ไหน


ชายหนุ่มหันมองดูรอบๆตัวและพบว่าตนกำลังนั่งอยู่หน้าถ้ำใหญ่ที่มีรูปหล่อโลหะเป็นนักรบโบราณสองตัวตั้งอยู่  เขาลุกขึ้นยืนและมองรูปสลักทั้งสองที่มีขนาดเกือบสองเท่าของคน ชุดเกราะของหุ่นพวกนี้ดูคุ้นตาแต่ขณะเดียวกันก็ดูแปลกประหลาดอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ด้วยความสนใจ โอมจึงเดินเข้าไปยืนดูใกล้ๆ และพบว่าเครื่องแต่งกายของหุ่นทั้งสองตัวนี้ ดูคล้ายจะเอาชุดเกราะทั้งของจีน กรีก ไวกิ้ง และลักษณะที่เขาเดาว่าน่าจะเป็นของอินเดียและอียิปต์ผสมปนเปรวมอยู่ด้วยกัน แต่ก็เป็นการรวมที่สมบูรณ์แบบและเหมาะเจาะ บางทีหุ่นพวกนี้อาจถูกทำขึ้นสำหรับเป็นของที่ระลึกในงานสังสรรค์รวมมิตรของพวกเทพเจ้าก็เป็นได้


ขณะกำลังยืนมองอยู่ โอมก็เห็นดวงตาของรูปโลหะส่องแสงสีทองและดูเหมือนมันกำลังมองตอบกลับมา ก่อนที่หัวของหุ่นจะขยับช้าๆ .....ยามนั้นเอง ชายหนุ่มก็ผงะออกและพุ่งตัวหลบด้วยความรวดเร็ว เมื่อรูปโลหะที่อยู่เบื้องหน้า ยกดาบกึ่งง้าวในมือฟาดลงมายังจุดที่เขายืนอยู่


 โอมลุกขึ้นและเรียกดาบยาวมาถือไว้ เขาถอยห่างออกมาร่วมยี่สิบเมตรเพื่อตั้งหลัก ขณะที่นักรบโลหะทั้งสองก้าวเข้ามายืนคู่กันประจันหน้ากับเขาด้วยท่าทางดุร้าย พลางกวัดแกว่งอาวะในมือ ดวงตาฉายแสงสีทองเจิดจ้า

 ทว่าก่อนที่หุ่นทั้งสองจะเปิดฉากจู่โจม ก็มีเสียงโลหะกระทบพื้นดังมาจากในถ้ำ จากนั้นร่างของหุ่นนักรบโลหะกลุ่มใหญ่ก็เดินออกมาสมทบกับนักรบทั้งสองตัวที่อยู่ด้านนอก

....เวรแล้วสิตู...โอมปาดเหงื่อ เมื่อนับจำนวนศัตรูเบื้องหน้าได้ยี่สิบตัวพอดี แค่เพียงมอง เขาก็รู้แล้วว่า ไอ้หุ่นกระป๋องพวกนี้ มันกะเล่นเขาถึงตายแหง และที่สำคัญ หากสู้กันด้วยอาวุธล้วนๆ เขาไม่มีทางรอดแหง


  ชายหนุ่มหายใจเข้าและออก ก่อนกำหนดจิตให้นิ่ง และนึกถึงมนต์บทแรก ภาพของลูกธนูเพลิงปรากฏในห้วงคิดก่อนที่จะแตกออกจากหนึ่งเป็นสอง สองเป็นสี่ จากนั้น ที่เบื้องหน้าของโอม ก็เกิดลูกธนูเพลิงนับร้อยพุ่งเข้าใส่พวกหุ่นนักรบ ทว่ากลับมีพลังบางอย่างสลายลูกธนูทั้งหมดกลายเป็นผุยผงในพริบตา


บ้าน่า...นี่พวกมันใช้เวทมนต์เป็นด้วยเหรอ....โอมถึงกับตะลึง..ถ้าเขาจำไม่ผิด ตอนที่เข้ารับการปฐมนิเทศก์ วิทยากรของค่ายเคยบอกว่า อสุรกายทั้งหมดที่ใช้ในสนามฝึกและสนามสอบ เป็นเพียงตัวจำลองจากตัวจริง ซึ่งพวกมันไม่มีความคิดและพลังเวทย์ เหมือนตัวต้นแบบ

 หุ่นรบตัวที่ยืนหน้าสุดยกง้าวชี้ตรงมายังโอม พร้อมมีลำแสงสีทองพุ่งออกมา ชายหนุ่มทิ้งตัวลงด้านข้าง ทำให้ลำแสงนั้นเฉียดเขาไปและถูกต้นไม้ใหญ่ทางด้านหลัง ทำให้ต้นไม้ต้นนั้นสลายเป็นผุยผงในทันที

 โอมรู้สึกโกรธขึ้นมาวูบหนึ่ง ที่เขาเหมือนถูกหลอกให้มาเจอหุ่นสังหารพวกนี้ มันเป็นความโกรธแบบเดียวกับตอนเข้าสอบ แล้วเจอข้อสอบที่ยากเกินกว่าที่ได้เรียนมา

ทันใดนั้นเอง ความโกรธของชายหนุ่มก็ดูเหมือนจะเพิ่มเป็นทวีคูณอย่างรวดเร็ว คลื่นพลังสีดำมืดก่อตัวขึ้นรอบกายและแผ่ออกไปรอบบริเวณ หมู่เมฆดำทะมึนรวมตัวกันบนท้องฟ้าเสียงฟ้าร้องดังกึกก้องก่อนที่สายฟ้าจะผ่าลงมาตรงหน้า

เปรี้ยง!  

เมื่อแสงสว่างวาบหายไป สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า คือหุ่นนักรบตัวที่เพิ่งยิงลำแสงสีทอง ถูกฟ้าผ่ากลายเป็นเศษโลหะพังยับเยินไหม้เกรียมอยู่บนพื้น ขณะที่หุ่นตัวอื่นๆ เหมือนมีอาหารผงะและถอยออกไปเล็กน้อย

โอมยิ้มเหี้ยมเกรียม พร้อมเกิดความรู้สึกว่ามีพลังบางอย่างก่อตัวขึ้นภายใน ชายหนุ่มชูดาบในมือขึ้นสูง เปลวไฟก่อตัวขึ้นรอบใบดาบจนทำให้มีสภาพคล้ายดาบเลเซอร์ จากนั้น เขาก็พุ่งเข้าหาพวกหุ่นนักรบโลหะที่อยู่เบื้องหน้าทันที...........

********************************

 โอมรู้สึกระบมไปทั้งตัว ขณะพยายามลืมตาอย่างช้าๆ เรี่ยวแรงที่มี เหมือนจะหายไปเกือบหมด ผิวหน้าและขอบตากรุ่นร้อนคล้ายจะเป็นไข้  ความทรงจำสุดท้ายที่อยู่ในหัว คือเขาพุ่งเข้าหาพวกหุ่นนักรบโลหะ จากนั้นทุกอย่างก็ดับวูบไป ก่อนจะรู้สึกตัวอีกทีในตอนนี้

ทันใดนั้น โอมก็รู้สึกว่าแขนและขาถูกตรึงไว้ด้วยบางสิ่ง จนขยับไม่ได้ ชายหนุ่มหันไปมองดูแขนขวาและพบว่ามีด้ายสีเงินคล้ายไหมญี่ปุ่นเส้นเล็กผูกข้อมือเขาไว้กับเตียงที่เป็นเหล็กหล่อยึดแน่นกับพื้นและห้องที่เขาอยู่นี้ ก็ไม่ใช่ห้องพยาบาลอย่างที่เคยเห็น ทว่าเป็นห้องแคบๆ ที่มีผนังปิดทึบไร้หน้าต่าง มีเพียงแสงจากเพดานที่สาดส่องลงมาเท่านั้น

ชายหนุ่มพยายามดิ้นให้หลุดจากพันธนาการ ทว่าด้ายที่มัดเขาอยู่ กลับเหนียวกว่าที่คิด และที่สำคัญคือ ดูเหมือนว่า ด้ายพวกนี้จะทำให้แขนขาของเขาอ่อนแรงจนแทบยกไม่ขึ้นเสียด้วย

“อย่าดิ้นเลย เหนื่อยเปล่า”น้ำเสียงแฝงความเห็นใจดังขึ้น พร้อมใบหน้าของมินตราที่ปรากฏขึ้นในอากาศเหนือตัวเขา”ไม่มีใครทำลายด้ายวิเศษของคนแคระได้หรอก”

“นี่เธอเล่นบ้าอะไรเนี่ย ยัยงูเขียวโรคจิต ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ”

“ฉันไม่ได้เป็นคนจับนายมัดนะ เข้าใจไว้ด้วย นายทึ่ม”อีกฝ่ายบอก“และที่เป็นแบบนี้ ก็เพราะนายดันก่อเรื่องเอาไว้”

“ก่อเรื่อง”

“ใช่”นาคสาวพยักหน้า ดวงตาทั้งคู่แฝงความกังวล “เรื่องใหญ่มากด้วย”

“เฮ้ย โอม เป็นไงมั่ง”เสียงวาโยดังขึ้น ก่อนที่ใบหน้าของบุตรแห่งลมเหนือจะปรากฏให้เห็น พร้อมกับปถวีร์ คนธรรพ์หนุ่ม

“โดนขึงพืดอยู่นี่ จะให้เป็นไงล่ะ”ชายหนุ่มโวย”แล้วใครวะ ที่จับฉันมัดแบบนี้ แล้วมัดฉันทำไม”

“เป็นคำสั่งของสภาฉุกเฉิน ให้กุมตัวนายไว้ เพื่อรอการพิจารณา...”วาโยหยุดเงียบไป เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ สีหน้านั้นแสดงความยุ่งยากใจและวิตกกังวลอย่างชัดเจน

“พิจารณาอะไรวะ บอกให้หมดซีโว้ย”โอมเริ่มโมโห ที่เพื่อนพูดแบบครึ่งๆกลางๆ ประกอบกับเริ่มใจไม่ดี กับสีหน้าของอีกฝ่าย เพราะเริ่มสังหรณ์ใจว่าเรื่องร้ายกำลังมาเยือน

“นายบุกเข้าเขตหวงห้ามและขโมยโลหิตมังกรเพลิงไป”ปถวีร์เอ่ยตอบขยายความ”ผอ.เอช และพวกผู้ดูแลค่ายได้ตั้งสภาฉุกเฉินเพื่อออกคำสั่งให้ควบคุมตัวนายไว้ ก่อนส่งให้สภาเทวะพิจารณาโทษ”

“ลงโทษ! “โอมโวยเสียงดังลั่น” ฉันไปบุกเขตหวงห้ามตอนไหน แล้วไอ้โลหิตมังกรนั่น หน้าตาเป็นยังไง ฉันยังไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำ แล้วฉันจะไปขโมยมันได้ไง”

“เมื่อบ่าย มีสัญญาณเตือนภัยดังมาจากคูหาเทวะ สถานที่เก็บโลหิตมังกร พอพวกวัลคีรี่ไปถึง ก็เจอเศษซากหุ่นผู้พิทักษ์พังเกลื่อน จากนั้นพอเข้าไปข้างใน ก็เจอนายนอนสลบอยู่ ส่วนโลหิตมังกรเพลิงหายไป จากนั้นนายก็ถูกพามาขังที่นี่แหละ”มินตราเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

 “หุ่นผู้พิทักษ์เหรอ” ความทรงจำของโอมย้อนถึงหุ่นรบโลหะในชุดเกราะประหลาดตา บ้าน่า..นั่นน่ะเหรอ ผู้พิทักษ์...แล้วเขาเนี่ยนะ ทำลายหุ่นพวกนั้น

“แล้วร็อคล่ะ คู่หูของฉันน่ะ ตอนนี้เขาอยู่ไหน”ชายหนุ่มถามถึงผู้ที่อยู่กับเขาเป็นคนสุดท้ายก่อนเกิดเรื่อง

ทว่ายังไม่ทันที่จะมีใครตอบคำถามนั้น ภาพของเพื่อนทั้งสามที่ลอยอยู่ตรงหน้าก็สั่นพร่า คล้ายภาพในโทรทัศน์เวลาสัญญาณขาด  พร้อมกับมีเสียงห้าวๆดังขึ้นว่า

“หมดเวลาเยี่ยมนักโทษแล้ว”

โอมเห็นปถวีร์ขยับปากพูดเหมือนจะบอกอะไร แต่ก็ไม่มีเสียงใดดังมาให้ได้ยิน จากนั้น ภาพทั้งหมดก็หายไป

ชายหนุ่มร้องตะโกนและดิ้นรนสุดกำลังด้วยความโมโห แต่ก็ไร้ผล  ภายในห้องนั้นไม่มีสิ่งใด นอกจากเสียงสะท้อนของเขาเองที่ดังก้องอยู่

***************************************

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

96 ความคิดเห็น

  1. #88 นิติพงศ์ (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 25 มกราคม 2558 / 20:07
    จะได่อ่านอีกตอนวันไหนครับบอกหน่อยดิครับ
    #88
    0
  2. #87 thitiya (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 13 มกราคม 2558 / 14:13
    อะไร ยังไงล่ะเนี่ย... แย่ละ.. นายโอม
    #87
    0