โอม อัครา กับศาสตราต้องคำสาป

ตอนที่ 22 : เทพีเฟรยาและห้องแห่งความสับสน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 321
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    25 ก.ค. 57

 คำว่างดงาม ยังน้อยเกินไปหากจะใช้กับสตรีบนเวที เพราะทุกสิ่งที่เป็นเธอล้วนแต่สมบูรณ์แบบและงดงาม อย่างที่สุด ชนิดที่ไม่มีสตรีใดที่เขาเคยเห็นมาจะเทียบได้แม้แต่น้อย

ท่านหญิงเฟรยาแต่งกายด้วยชุดราตรียาวเนื้อผ้ามันระยับเป็นประกายทองคำ ผมยาวสลวยเป็นสีทองคำบริสุทธิ์ ส่วนใบหน้านั้น ถ้าจะให้โอมอธิบาย ก็คงต้องบอกว่า เหมือนผู้หญิงทุกคนที่เขาเคยชอบแต่สวยกว่าร้อยเท่า ร่างของนางเปล่งประกายออร่าจางๆซึ่งยิ่งมองก็ให้ความรู้สึกหลงใหลจนเกือบจะเป็นคลุ้มคลั่ง

“ท่านหญิงเฟรยานี่ใครเหรอ”ชายหนุ่มถามเพื่อนด้วยเสียงพึมพำ

“นางเป็นเทพีแห่งความรักของแอสการ์ดน่ะ”ปถวีร์ตอบด้วยน้ำเสียงระดับเดียวกัน

”ถึงกับตาค้างเลยเหรอ นายโอม”มินตราแขวะ”เชอะ พวกผู้ชายก็แบบนี้ทั้งนั้น เหมือนกันหมด”

โอมไม่สนใจกับประโยคจิกกัดนั้น เนื่องจากสายตาและประสาทรับรู้ทั้งหมดของเขาได้รวมศูนย์ไปยังเทพีแห่งความรักที่ประทับอยู่บนเวทีแล้ว

“สวัสดีสมาชิกแห่งหอคอยเทวะทุกท่าน ข้ารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มายืนบนเวทีนี้ ในสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยเหล่าผู้กล้าทั้งหลายและได้มีโอกาสทำหน้าที่มอบของที่ระลึกแก่ผู้ที่ได้รับเลือก”แก้วเสียงของเทพีแห่งความรักกังวานหวานซึ้งจนตรึงทุกคนอยู่กับที่”และสำหรับผู้กล้าที่มิได้รับของที่ระลึกในค่ำคืนนี้ ก็จงอย่าได้เสียใจ เพราะพวกท่านทุกคนล้วนเป็นผู้กล้าที่สมควรแก่การยกย่องทั้งสิ้น”

เสียงปรบมือดังกระหึ่มยิ่งกว่าครั้งใดๆ หลังเทพีกล่าวจบ จากนั้น วัลคีรี่สามนางในชุดราตรียาวสีเงินก็ขึ้นมาบนเวทีพร้อมถาดทองคำใส่ของที่ระลึก ก่อนที่ ผอ.เอช จะประกาศชื่อผู้กล้าที่ได้รับของที่ระลึกจากเทพแห่งความรัก ขณะที่บรรดาบุรุษทั้งปวงในที่นั้นต่างก็คาดหวังให้ตัวเองได้โอกาสขึ้นไปบนเวที

********************************


โอมนั่งเซ็งอยู่ในห้องนั่งเล่นของบ้านพัก หลังกลับจากงานฉลองฝึกภาคสนามวันแรก เหตุที่เซ็ง คือเขาไม่ได้รับของที่ระลึกจากเทพีแห่งความรักของแดนเหนือ แต่ที่ทำให้เซ็งแบบสุดๆคือ หลังการมอบของที่ระลึกเสร็จแล้ว เขาได้ไปเช็คคะแนนที่สกอร์บอร์ดและพบว่าเขาพลาดของที่ระลึกไปแค่คะแนนเดียวเท่านั้น ไม่อย่างนั้นก็ได้ขึ้นเวทีรับของที่ระลึกจากเทพีแล้ว

“เฮ้ย ยังไม่เลิกเซ็งอีกเหรอ”ปถวีร์ที่เดินเข้ามา เอ่ยทักก่อนหยิบรีโมทเปิดทีวีและนั่งลงที่เก้าอี้นวมอีกตัว ส่วนเพื่อนร่วมบ้านอีกสองคนนั้นยังคงอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ชั้นบน

“เสียดายนี่หว่า พลาดไปแค่คะแนนเดียวเอง ไม่งั้นก้อ...”โอมทำตาเคลิ้มๆ

อีกฝ่ายมองอย่างเข้าใจ เพราะใครก็ตามที่เจอเทพีแห่งความรักเป็นครั้งแรก โดยเฉพาะบุรุษเพศก็มีอาการแบบนี้ทุกคน

“ตั้งสติหน่อยเพื่อน”เขาพูด”ไม่งั้นพรุ่งนี้นายจะไม่มีสมาธินะ”

โอมสั่นศีรษะแรงๆ จะว่าไปเขาก็ดูเหมือนจะลืมตัวและเบลอๆตั้งแต่ตอนเห็นเทพีเฟรยาครั้งแรกแล้ว บางที อาจเป็นเพราะอำนาจมนตราของนางก็เป็นได้

“ แล้วพรุ่งนี้ ต้องทำอะไรบ้าง”ชายหนุ่มถาม

“ช่วงเช้า ฝึกอาวุธ ส่วนช่วงบ่ายทดสอบสภาพจิต”

โอมพยักหน้า ฟังแล้ว เขาก็คิดว่า มันคงไม่มีอะไรหนักหนามากไปกว่าวันนี้แล้ว..อย่างน้อย เขาก็อุ่นใจได้อย่างนึงละว่า ยังไง ยังไง ก็คงไม่ตายในค่ายนี้แน่

“แต่บอกไว้ก่อนนะ ว่าการฝึกที่นี่ โหดกว่าที่หอคอยเยอะ”ปถวีร์เอ่ยต่อ

“โหดแค่ไหน ขอแค่ไม่ถึงตายหรือพิการก็พอ”

“เรื่องตายหรือพิการเนี่ย รับรองได้ว่าไม่มีทาง แต่ว่า....”น้ำเสียงคนธรรพ์หนุ่มขาดหายไป

“แต่ว่าอะไรวะ”โอมเริ่มเขม่นตายิกๆ

“ก็บอกเพื่อนนายไปตรงๆเลยสิ นายวีร์ ว่า ที่ค่ายฝึกนี่ไม่เคยมีใครพิการหรือตาย มีแต่สติแตกเพราะทนการทดสอบสภาพจิตไม่ได้”เสียงมินตราดังขึ้น ก่อนเจ้าตัวจะเดินมาสมทบ นาคสาวอยู่ในชุดเสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงผ้ายืดแบบสบายๆส่วนผมนั้นมัดรวบไว้ข้างหลังเหมือนเช่นเคย

“ถึงกับสติแตกเลยเหรอวีร์”คนฟังชักใจคอไม่ดี

“ก็มีบ้าง แต่ไม่ต้องห่วงหรอก เพราะส่วนใหญ่ รักษาได้”ปถวีร์ปลอบ

“แล้วที่รักษาไม่ได้ล่ะ”

“ก็หมดสภาพการรับรู้ใดๆไปตลอดกาลหรือพูดง่ายๆคือ บ้าน่ะแหละ”มินตราตอบคำถามนั้นแทน”นายเองก็ตั้งสติให้ดีๆแล้วกัน ไม่งั้นล่ะก้อ..”นาคสาวหยุดไว้แค่นั้น   

“ไม่ต้องมาขู่เลย”โอมว่า ขณะในใจชักเริ่มหวั่นๆ

“ไม่ได้ขู่ นี่ฉันเตือนด้วยความหวังดีต่างหาก”มินตราพูดพร้อมกับยิ้ม  ซึ่งชายหนุ่มเห็นรอยยิ้มนั้นแล้วรู้สึกไม่ดีเอาเสียเลย...

*************************

 
วันรุ่งขึ้น หลังมื้อเช้า บรรดาสมาชิกชาวหอถูกแยกออกเป็นสองกลุ่ม โดยกลุ่มที่เป็นอัศวินผู้พิทักษ์ถูกส่งไปฝึกภาคสนามในป่า ส่วนพวกที่เป็นสมาชิกฝึกหัดนั้น เข้ารับการฝึกอาวุธกับครูฝึกวัลคีรี่ในโรงยิม


จากการฝึกในครึ่งเช้าของวันที่สอง โอมได้ความรู้ใหม่สองอย่างที่แลกมาด้วยเลือดและบาดแผล โดยอย่างแรกคือ การฝึกแบบไวกิ้งนั้นโหดเสียยิ่งกว่าตอนเขาออกล่าอสุรกายกับพวกเพื่อนๆ และอย่างที่สองก็คือ พวกวัลคีรี่นั้นคือสาวสวยจอมซาดิสต์ดีๆนี่เอง จริงอยู่ที่ว่า ในค่ายนี้ ไม่ว่าจะบาดเจ็บหนักแค่ไหนหรือแม้แต่ร่างจะแยกเป็นชิ้นๆ แต่ทันทีที่การฝึกจบลง การบาดเจ็บล้มตายใดๆที่เกิดขึ้นจะกลับสู่สภาพปกติทันที  แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ภาพสยองขวัญที่ได้เห็นระหว่างการฝึกจะหายไปจากความทรงจำในทันทีด้วย
 

โอมยังติดตากับภาพที่วัลคีรี่นางหนึ่งใช้ขวานศึกผ่าหัวนักรบฝึกหัดคนหนึ่งจนกะโหลกแยก เลือดกับสมองสาดรอบทิศและที่เลวร้ายคือตัวเขาอยู่ในรัศมีของมันพอดี

อย่างไรก็ตาม ถ้าบอกว่าการฝึกในครึ่งเช้าแสนอำมหิตและดุเดือดแล้ว การฝึกภาคบ่ายกลับทำให้ความรู้สึกของเขาเลวร้ายยิ่งไปกว่านั้นหลายเท่านัก
 

  ผู้ทำหน้าที่ดูแลการฝึกสภาพจิตในภาคบ่ายเป็นพ่อมดเอลฟ์ ชื่อ เบเกลมีร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ของวิทยากรที่นี่ โดยผู้เข้ารับการฝึกจะต้องเข้าไปอยู่ในอยู่ห้องแคบที่เรียกว่าห้องแห่งความสับสนและต้องอยู่ในนั้นจนกว่าจะถึงเวลาที่กำหนด ซึ่งจะแตกต่างกันไปสำหรับผู้เข้าฝึกแต่ละคน
 

  ชายหนุ่มบอกตัวเองไม่ได้เลยว่า หลังจากเข้าไปห้องสี่เหลี่ยมกว้างหนึ่งเมตรครึ่งยาวหนึ่งเมตรครึ่งและความสูงไม่จำกัด ใช่ ความสูงของมันไม่จำกัด เพราะเขามองไม่เห็นแม้แต่เพดาน เห็นก็แต่เงาดำมืดอยู่เบื้องบน มันให้ความรู้สึกแบบเดียวกับอยู่ก้นเหวที่ลึกเสียจนมองไม่เห็นท้องฟ้าข้างบน อีกทั้งในห้องนั้นยังเต็มไปด้วยบรรยากาศที่กดดันให้จิตใจสับสนหม่นหมองหดหู่และเกรี้ยวกราด ราวกับว่าเรื่องราวในอดีตที่ทำให้เขาเกิดความรู้สึกเหล่านั้นมันย้อนกลับมาอีกครั้งพร้อมๆกัน โอมพยายามบังคับจิตให้สงบโดยการทำสมาธิแบบที่เคยทำ ทว่ามันก็ยากแสนยากที่จะทำได้ ในสภาพเช่นนั้น ชายหนุ่มปวดหัวจนแทบจะระเบิด สติเหมือนจะแตกสลาย เขาจำไม่ได้ว่าสิ่งสุดท้ายที่ผ่านเข้ามาในความคิดคืออะไร ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลง


   โอมฟื้นคืนสติอีกครั้งในห้องนอนที่บ้านพัก ทันทีที่ลืมตาก็เห็นวาโยกับปถวีร์นั่งอยู่ตรงหน้า ทั้งสองดูดีใจเมื่อเห็นเขาได้สติ

“เป็นไงมั่ง โอม”ปถวีร์ถาม

“นี่ฉันกลับมาได้ไงเนี่ย”

“เมื่อตอนบ่าย นายคลุ้มคลั่งจนสิ้นสติในห้องฝึก เบลเกมีร์จึงให้พวกเราพานายกลับมาพักที่นี่”

 “เหรอ”โอมยังรู้สึกมึนหัว เขามองไปนอกหน้าต่างและเห็นท้องฟ้ามืดสนิท”นี่กี่โมงแล้วเนี่ย”

“ สิบนาทีเที่ยงคืน”

“หา นี่ฉันสลบนานขนาดนั้นเลยเหรอ”

“นายหมดสติไปสิบชั่วโมงเต็ม หลังจากเข้าห้องฝึกได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ถือเป็นสถิติน้อยสุดในรอบร้อยปี”เสียงมินตราดังขึ้น พร้อมเจ้าตัวเดินเข้ามาในห้องและหยุดยืนตรงหัวเตียง“แต่ก็โชคยังดีที่แค่หมดสติ ไม่ถึงกับสติแตกกู่ไม่กลับ ไม่งั้น ฉันคงไม่มีคนคอยกวนประสาทด้วยแน่”

“งั้นเหรอ” ชายหนุ่มเลิกคิ้วพร้อมมองอีกฝ่ายกวนๆ”สงสัยดวงฉันยังแข็งอยู่มั้ง ไม่งั้นก็คงยังไม่สิ้นเวร ถึงต้องทนอยู่กับเธอต่อ”

มินตราถลึงตาใส่และทำท่าจะตอบโต้ แต่วาโยรีบกล่าวกับโอมเป็นการตัดบทว่า

“ท่าทางนายจะหิวนะ ไปหาอะไรกินข้างล่างก่อนดีกว่า แล้วค่อยอาบน้ำเปลี่ยนชุดจะได้นอนพัก”

คำแนะนำของเพื่อน ตรงใจเขาพอดี โอมจึงลุกจากเตียงและเดินไปที่ประตู แต่ด้วยอาการมึนหัวที่ยังเหลืออยู่ ทำให้เขาเดินเซนิดๆซึ่งนั่นก็มากพอแล้วสำหรับธิดานาคา

“เดินดีๆหน่อย นายโอม”เสียงมินตราดังไล่หลัง“แล้วเบลอๆแบบนี้ อย่าเผลอเปิดประตูออกไปนอกบ้านล่ะ ไม่งั้นจะว่าไม่เตือน”

ใครจะบ้าออกไปให้ผีรุมสกรัมฟะ...โอมนึกในใจ ก่อนเดินลงบันได ถึงหัวจะยังมึนอยู่ แต่ชายหนุ่มก็ยังจำได้ว่า ยามดึกแบบนี้ นอกบ้านมีอะไรรออยู่ และยังไงเขาก็ไม่เซ่อออกไปจนได้เรื่องใส่ตัวเพิ่มอีกแน่

..เพราะเรื่องที่กำลังเจออยู่และอาจจะเจออีกในวันพรุ่งนี้ ก็มากเกินพอแล้ว....

***************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

96 ความคิดเห็น

  1. #74 พินิจอักษรา (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 10 กันยายน 2557 / 16:12
    ค่ายนี้ มีอะไรสนุกๆเยอะจัง..ชอบตอนมินตรากับโอมเจอกัน ทะเลาะกัน ตลกดี
    #74
    0
  2. #73 พินิจอักษรา (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 10 กันยายน 2557 / 16:12
    ค่ายนี้ มีอะไรสนุกๆเยอะจัง..ชอบตอนมินตรากับโอมเจอกัน ทะเลาะกัน ตลกดี
    #73
    0
  3. #68 Hideyuki (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2557 / 15:29
    ยิ่งอ่านยิ่งผูกพันกับตัวละคร โดยเฉพาะโอมกับมินตราเป็นคู่ที่เหมาะสมกันมาก ทั้งกัด ทั้งกวน กันไม่มีหยุดเลย55
    #68
    0
  4. #67 นพเก้า (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2557 / 11:46
    มีเรื่องให้สนุกอีกแล้ว..นายโอม...
    #67
    0
  5. #64 กระต่ายน้อยชมดาว (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2557 / 16:21
    มินตราทำไม ชอบใจร้ายกับโอมเรื่อยเลย
    #64
    0
  6. #63 ขอทานสะท้านฟ้า (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2557 / 16:30
    ไม่เข้าใจหลายอย่าง มี ผ.อ.เป็นพระเจ้า ก็ให้ย้า่ยพระเอกไปอยู่ที่อื่น ก็จบเรื่อง ไม่ต้องเจอเรื่องปวดหัว เรื่องที่ไม่ต้องการ หรือ ให้พระเอกฝึกอยู่แต่ในห้องฝึก สัก 1 ปี ไม่ออกไปใหน คู่หูก็ไม่จำเป็นต้องมี เพราะมีอาจารย์สอนอยู่แล้ว เรื่องวทุกเรื่องเป็นอันพับหมด
    #63
    0